vivace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 49th Night …Separation...

คำค้น : nightmare, vivace, yaoi, นิยายy

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2558 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
49th Night …Separation...
แบบอักษร

 

 

 

 

 

49th Night

 

…Separation...

 

 

 

 

 

 

รัตติกาลลืมตาขึ้นภายในห้องสีขาวคล้ายกับที่ที่เขาอยู่ก่อนสติจะดับลงไป เพียงแต่ห้องๆนี้ไม่มีกลิ่นเลือดอันคลื่นเหียน มันถูกแทนที่ด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนติดจมูกจนร่างโปร่งต้องเบ้หน้าด้วยความไม่ชอบใจ รัตติกาลยันกายลุกขึ้นนั่ง ด้วยความสับสน เขาพยายามสำรวจตัวเองจนพบว่านอกจากอาการปวดในหัวแล้วตามเนื้อตัวของเขากลับไม่มีบาดแผลซะเท่าไหร่ ผิดกับฤทธิชาติที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเพื่อนรักของเขาที่ทำหน้าตกใจก่อนจะตะโกนเสียงดัง

 

 

“ไอ้กาล!

 

 

“เบาๆก็ได้ ยิ่งปวดหัวอยู่”

 

 

นิลด่าเขากลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ นักเขียนหนุ่มรีบเดินออกไปข้างนอกทิ้งเขาไว้กับฤทธิชาติซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นที่แทบจะมีผ้าพันไว้ทั้งตัวโดยเฉพาะช่วงแขนที่ใส่เฝือกไว้ทำให้ขยับได้ไม่สะดวกเหมือนเคย

 

 

“อารัณย์ล่ะครับ”

 

 

รัตติกาลถามหาคนรักทันทีที่นึกขึ้นได้ ชายหนุ่มพยายามไม่แสดงความผิดหวังออกทางสีหน้าเมื่อยังไม่พบเห็นร่างสูงทั้งที่อีกฝ่ายน่าจะไม่ยอมอยู่ห่างเขา

 

 

“อารัณย์ไปจัดการอะไรนิดหน่อยน่ะครับ อย่าน้อยใจไปล่ะ ระหว่างที่กาลสลบไปสามวันเขาก็เพิ่งยอมอยู่ห่างคุณวันนี้เป็นวันแรก”

 

 

“ผมหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรอ”

 

 

“จริงๆก็ตื่นมาครั้งหนึ่งครับ แต่เพราะฤทธิ์ยากาลคงจำมันไม่ได้”

 

 

นายตำรวจหนุ่มบอกรัตติกาลไปตรงๆโดยที่อีกฝ่ายก็เข้าใจความหมายของมันได้อย่างดี ร่างโปร่งยกมือขึ้นแตะบริเวณลำคอที่ถูกพิภพฉีดยาบางอย่างให้จนเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ แม้จะไม่หลงเหลือความเจ็บปวดใดๆแต่ความทรงจำที่ฉายชัดนั้นกลับย้ำเตือนเขาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องสีขาวห้องนั้น

 

 

“ทุกคนคง...ผิดหวังมากเลยสินะครับ”

 

 

“หมายถึงเรื่องไหนล่ะ เรื่องที่มึงแอบไปทำกับไอ้ผู้หมวดที่ถูกพักงานนี่ เรื่องที่ไม่ยอมบอกว่าป่วย หรือเรื่องที่ทำลงไปโดยไม่รู้ตัวกันแน่”

 

 

ฤทธิชาติไม่ได้พูด แต่เป็นนิลซึ่งกลับมาพร้อมหมอกับพยาบาลชุดใหญ่ที่ต่างกรูกันเข้าไปตรวจเช็คร่างกายและสติของรัตติกาลกันเสียจนวุ่นวายไปทั้งห้อง ร่างโปร่งตอบคำถามและให้ความร่วมมือกับแพทย์เป็นอย่างดี แต่ในหัวก็ยังคงขบคิดถึงคำพูดของเพื่อนที่จ้องมองเขาอยู่ทุกอิริยาบถ

 

 

“ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้วล่ะครับ ที่หลับไปนานคงเป็นเพราะร่างกายและจิตใจอ่อนเพลียมากจริงๆอาการข้างเคียงของยาที่ได้รับมาก็ทุเลาไปมากจนแทบไม่แสดงออกมา ส่วนอาการทางจิตจิตแพทย์ของคุณจัดยามาให้แล้ว ยังไงระยะนี้ก็อย่าทำให้ตัวเองเครียดมากไปกว่านี้นะครับ”

 

 

นายแพทย์ผู้ตรวจดูอาการพูดกับรัตติกาลด้วยน้ำเสียงสบายๆก่อนจะขอตัวออกไปโดยไม่ลืมกำชับเรื่องความเครียดกับเขาอีกครั้งจนวินาทีสุดท้าย นิลที่ดูจะเคลื่อนไหวคล่องตัวที่สุดในที่นี้ลุกขึ้นโค้งขอบคุณก่อนจะเดินไปส่งทั้งหมอและพยาบาลทั้งหมดที่หน้าประตูห้อง ทันทีที่พวกนั้นจากไปนิลก็เดินกลับมาหารัตติกาลด้วยใบหน้าที่ถึงแม้จะแสดงความตำหนิแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความห่วงใย

 

 

“ว่าไง ตกลงคิดว่ากูผิดหวังเรื่องไหน”

 

 

“รู้ว่าอยากบ่น แต่ขอรู้สถานการณ์ตอนนี้ก่อนได้ไหม”

 

 

“ไม่ต้องมาทำเป็นรู้ดีกว่ากูอยากพูดอะไร ถ้าไม่ติดว่าป่วยกูนี่จะกระทืบมึงซ้ำแต่ว่าก่อนหน้านั้น...มึงมีเรื่องต้องบอกกูก่อนไม่ใช่หรอไอ้กาล”

 

 

“นิลครับ หมอเขาเพิ่งบอกว่าอย่าทำให้กาลเครียด”

 

 

นิลหันไปขู่ใส่นายตำรวจหนุ่มที่นั่งเกาแก้มอยู่ข้างๆ รัตติกาลก้มลงมองมือของตนเองที่ยังคงปรากฏรอยแผลจากกุญแจมือให้เห็น เขาลูบคลำมันอยู่แบบนั้นพร้อมกับนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปด้วย

 

 

“ถ้าเป็นเรื่องอาการป่วย มึงคงได้ฟังจากหมอแล้ว”

 

 

“ใช่ แต่กูอยากได้ยินจากปากมึง...ไม่ใช่คนอื่น”

 

 

ลมหายใจของรัตติกาลสะดุดไปครู่หนึ่งเมื่อนิลพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่สื่อถึงความผิดหวังได้อย่างชัดเจน ร่างโปร่งเงยหน้าขึ้น เขาเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในแววตาของนิลแต่ครั้งนี้มันกลับสั่นไหวเพราะหยดน้ำที่คลออยู่ในนั้น

 

 

“มันไม่สำคัญหรอกว่ามึงจะเป็นอะไร หรือเปลี่ยนไปแค่ไหน อย่าว่าแต่เป็นบ้าเลย ตอนมึงสภาพแย่กว่านี้กูเคยหนีจากมึงไปไหมกาล กูเคยทิ้งมึงรึเปล่า”

 

 

“นิล...”

 

 

“เรื่องที่แอบไปติดต่อกับพวกมาเฟียลับหลังกูเข้าใจว่ามึงเป็นห่วง ไม่อยากให้กูโดนหางเลขไปด้วย แต่กับเรื่องนี้มันไม่เหมือนกัน มึงเคยฉุกคิดสักนิดไหม ว่าถ้าวันหนึ่งที่อะไรๆมันสายเกินแก้พวกกูจะรู้สึกยังไง”

 

 

“ขอโทษ กูแค่กลัว...กลัวว่าจะเสียทุกอย่างไป”

 

 

รัตติกาลยกมือที่เล็กซูบยิ่งกว่าเดิมขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของนิลเบาๆ เขาพยายามฝืนยิ้มให้เพื่อนแต่มันก็ดูหนักหนาเกินกว่าจะทำต่อไปได้

 

 

“ตอนแรกกูคิดว่าเป็นเพราะความเครียด แต่มันกลับหนักขึ้นทุกที มันสับสนไปหมด กูไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร จนสุดท้ายกูก็เริ่มที่จะกลัวตัวเอง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนเป็นอะไร...ก็คือการที่อาจจะต้องเสียรพีไป”

 

 

“ไอ้กาล...”

 

 

รัตติกาลพูดด้วยแววตาที่สะท้อนความหวาดกลัวของตัวเองได้เป็นอย่างดี หากมีคนรู้ว่าเขากำลังป่วยเป็นอะไร ความจริงข้อนี้จะกลายเป็นข้อเหตุผลชั้นดีที่สามารถพรากรพีไปจากเขาได้อย่างง่ายดาย ร่างโปร่งจึงเลือกที่จะเก็บความเจ็บปวดนี้ไว้ภายใต้รอยยิ้มที่มอบให้คนรอบข้างเหมือนเช่นทุกครั้ง แม้ว่าเบื้องหลังของมันจะหม่นหมองแค่ไหนก็ตาม

 

 

“กูเสียรพีไปไม่ได้ ถ้าไม่มีเด็กคนนั้นชีวิตกูก็เหมือนหายไปครึ่งหนึ่ง กูรู้ว่ามึงเข้าใจแต่กับกฎหมายมันไม่ใช่ เขาต้องเอารพีไปจากกูแน่ๆนิล...เพราะกูเป็นแบบนี้”

 

 

“ถ้าเป็นเรื่องนั้นล่ะก็ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับ”

 

 

ฤทธิชาติพูดขัดขึ้นทำให้รัตติกาลที่กำลังกำมือแน่นเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ นายตำรวจหนุ่มยิ้มให้ร่างโปร่งน้อยๆก่อนจะพูดต่อ

 

 

“ดูเหมือนว่าเขาคนนั้น จะหาทางออกที่ดีที่สุดไว้ให้กับทุกคนแล้ว”

 

็นแคน

 

ทันทีที่สิ้นคำประตูห้องพักของรัตติกาลก็เปิดออก เสียงหายใจหอบของอารัณย์ดังขึ้นพร้อมๆกับร่างที่ถลาเข้ามาโดยไม่สนใจเลยว่าแขนข้างที่หักของตนจะกระแทกกับอะไรไปบ้าง คนตัวโตคว้ารัตติกาลเข้าไปกอดเต็มแรงก่อนจะผละออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนรักของตนเพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บ อารัณย์ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ความในใจมันกลับมากมายเสียจนเขาเรียบเรียงไม่ได้ รัตติกาลยิ้มน้อยๆให้กับท่าทางแบบนั้น ร่างโปร่งจึงลูบใบหน้าของอีกฝ่ายเบาๆให้ใจเย็นลง

 

 

“เจ็บมากไหมกาล”

 

 

“ผมไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”

 

 

พอได้ยินอย่างนั้นอารัณย์จึงพอยิ้มออกมาได้ เขามีอะไรอยากพูดกับคนรักอีกมากมายรวมถึงอยากขอโทษที่ไม่อยู่ข้างๆในตอนที่รัตติกาลลืมตาตื่น แต่เพราะความจริงบางอย่างที่ถูกนำพามาจากอดีตทำให้เขาจำยอมฝากรัตติกาลไว้กับฤทธิชาติและนิลแทนในขณะที่ตัวเองต้องเดินทางไปพาคนที่เหลือมาที่นี่

 

 

“พี่แพง...”

 

 

รัตติกาลครางชื่อของหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องเบาๆ ใบหน้าที่อิดโรยกว่าทุกครั้งไม่เผยรอยยิ้มใดๆ พะแพงมองหน้าน้องรหัสที่นั่งอยู่บนเตียงคนไข้อยู่ครู่เดียวแล้วเสหน้าหันไปทางอื่น ก่อนที่กันต์ชนก และทนายนเรศจะเดินตามเข้ามา

 

 

“มากันครบแล้วนะครับ อันที่จริงคุณรพีต้องอยู่ด้วยแต่ถือว่าให้คุณรัตติกาลซึ่งเป็นผู้ปกครองในปัจจุบันรับทราบแทนแล้วกัน”

 

 

ชายสูงวัยพูดขึ้นหลังจากกล่าวทักทายเจ้านายของตนด้วยท่าทีนอบน้อมอย่างเคย นเรศหยิบเอาซองกระดาษสีน้ำตาลชุดหนึ่งออกมา รัตติกาลเม้มปากแน่นเมื่อทนายนเรศพูดถึงลูกชายที่ตัวเองอยากเห็นหน้าแต่ก็ไม่กล้าจะถามถึงเพราะสิ่งที่ทำเอาไว้ อารัณย์เองเมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของคนรักก็พอจะเดาความรู้สึกของรัตติกาลออกจึงคว้ามือของอีกฝ่ายมากุมไว้เพื่อให้กำลังใจ

 

 

“สิ่งนี้คือเอกสารสำคัญที่ทางตำรวจยอมคืนมาให้หลังจากนำไปใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการเอาผิดนายพิภพเรียบร้อยแล้ว”

 

 

“แสดงว่ามันคือ...”

 

 

“ใช่ครับ มันคือกระดาษที่ถูกซ่อนไว้ในบ้านไม้จำลองซึ่งเดิมทีเป็นของคุณนที”

 

 

นเรศหันไปตอบรัตติกาลที่เอ่ยถามขึ้นก่อนจะลงมือแกะซองสีน้ำตาลนั่นแล้วหยิบเอากระดาษสองใบซึ่งอยู่ข้างในออกมา

 

 

“เอกสารประกอบด้วยด้วยเอกสารสองฉบับ อย่างแรกคือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในการถือครองบ้านไม้ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งหลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าฉบับนี้ถือเป็นฉบับจริงไม่ใช่ฉบับที่คุณพะแพงถือครองอยู่แต่เดิม”

 

 

พะแพงพยักหน้ารับ เธอดูไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่ได้ยินเท่าไหร่ซึ่งรัตติกาลก็พอเดาสาเหตุได้ไม่อยาก เพราะเขาเองก็กำลังรู้สึกไม่ต่างกัน ว่าบ้านหลังนั้นไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไปมากมายเพราะมัน

 

 

“ส่วนฉบับที่สอง...คือพินัยกรรมที่คุณนทีทำไว้ก่อนที่จะเสียชีวิต”

 

 

รัตติกาลและพะแพงหันไปมองหน้านเรศแทบจะทันที ผิดกับคนอื่นที่เหลือซึ่งพอจะรู้ถึงความสำคัญและใจความคร่าวๆที่ถูกเขียนไว้บนนั้นแล้ว

 

 

“ใจความของพินัยกรรมฉบับนี้ได้ระบุไว้ว่าให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณนทีหามาด้วยตัวคนเดียวให้กับคุณพะแพง ผู้เป็นภรรยาแม้ว่าจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม ส่วนทรัพย์สินรวมถึงหุ้นของบริษัทซึ่งสร้างขึ้นร่วมกับคุณรัตติกาลก็ขอให้ยกทุกอย่างคืนให้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ยกเว้นแต่...บ้านไม้หลังนั้น คุณนทีระบุไว้ในพินัยกรรมว่าต้องการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งบ้านและที่ดินผืนนั้นให้กับทั้งคุณรัตติกาลและคุณพะแพงถือครองร่วมกัน หรือถ้าจะขายต่อก็ขอให้แบ่งมูลค่าสินทรัพย์คนละครึ่ง ยกเว้นแต่ในกรณีเดียวคือทั้งสองคนต้องการจะยกกรรมสิทธิ์นี้ให้บุตรทางสายเลือดหรือก็คือคุณรพีจึงจะอนุญาตให้ทำได้ครับ”

 

 

รัตติกาลพยักหน้ารับ เช่นเดียวกับหญิงสาวที่ต่างคนต่างก็มีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในใจอยู่แล้วทั้งคู่แต่ก็ยังไม่มีใครคิดจะพูดอะไรออกมา ชายสูงอายุที่มองท่าทีของคนทั้งสองอยู่จึงยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยถึงข้อความสุดท้ายที่นทีตั้งใจเขียนไว้ถึงบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสามคน

 

 

“และสุดท้าย...”ข้าพเจ้านายนที กวีวิมนตร์ มีความต้องการอยากขอร้องให้นายรัตติกาล พัฒนเดชา รับอุปการะบุตรของข้าพเจ้าหากข้าพเจ้ามีอันเป็นไปไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใดๆ แต่ยังขอให้มารดาผู้ให้กำเนิดบุตรของข้าพเจ้าคือนางสาวพะแพง มหาเกียรติ ยังคงมีสิทธิในตัวบุตรยกเว้นด้านอำนาจปกครองตามที่กฎหมายระบุไว้ โดยจะตัดสินใจอย่างไรขอให้เกิดจากความยินยอมพร้อมใจจากทั้งสองฝ่าย”

 

 

“หึ ขี้โกงยังไงก็ยังขี้โกงอย่างนั้น”

 

 

ร่างโปร่งพูดออกมาเบาๆทันทีที่ฟังคำขอสุดท้ายนั้นจบ เหมือนพันธะที่หนักอึ้งซึ่งเหนี่ยวรั้งพวกเขาไว้ด้วยกันถูกปลดออก รัตติกาลและพะแพงมองหน้ากันแม้จะไร้รอยยิ้มแต่ทั้งคู่ต่างก็สังเกตเห็นความโล่งใจในแววตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

 

 

หญิงสาวเม้มปากของตัวเองแน่น เธอมองสิ่งที่อยู่ในมือของทนายแล้วคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพวกเขาทั้งสามคน และการแย่งชิงตัวรพีที่สร้างความเจ็บปวดให้กับทุกคนที่อยู่รอบข้าง พะแพงหลับตาลงก่อนจะลืมมันขึ้นแล้วจ้องมองนัยน์ตาของรัตติกาลอย่างแน่วแน่ละเต็มไปด้วยความรู้สึก

 

 

“พี่น่ะ...เกลียดกาลมากเลยรู้ไหม”

 

 

“...”

 

 

“ตั้งแต่ตอนที่พี่กับทียังรักกัน พี่มักจะอิจฉากาลเสมอ แม้จะทำเหมือนว่าไม่ถูกกันแต่ทุกๆครั้งพี่กลับรู้สึกเหมือนทั้งสองคนมีอะไรบางอย่างที่พี่ไม่สามารถเข้าไปแทรกได้ กาลเข้าใจทีมากกว่าพี่ และทีก็เป็นเพียงไม่กี่คนที่กาลยอมให้อยู่ข้างกายได้ ผิดกับพี่ที่เป็นคนรักแต่กลับรู้สึกเหมือนว่าระหว่างเรามันเริ่มห่างไกลกันเสียจนเกินจะรั้งไว้ จนกระทั่งพี่ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ควรที่สุดไป”

 

 

“...”

 

 

“พี่เสียใจนะ แต่กลับไม่มากเท่าตอนที่รู้ว่าหลังจากเลิกกันแล้วนทีกลับมาคบกับน้องรหัสของตัวเอง ทั้งที่พี่คิดว่ากาลเป็นหนึ่งคนที่รู้ว่าพี่รักนทีแค่ไหน ความคิดที่ว่าจะแพ้กาลไม่ได้น่ะ...พี่ห้ามมันไม่ได้เลย

 

 

“แต่สุดท้ายพี่ทีก็เลือกพี่ ไม่ใช่ผม”

 

 

“จะเป็นอย่างนั้นแน่หรอ”

 

 

พะแพงเค้นยิ้มให้กับตัวเองก่อนจะหันไปมองหน้าสามีที่คว้ามือของเธอมาจับไว้ หญิงสาวเอ่ยขอบคุณกันต์ชนกเบาๆแล้วหันมาคุยกับรัตติกาลต่อ

 

 

“พี่รักรพี พี่มั่นใจว่ามันคือความรักไม่ใช่ความอยากเอาชนะ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่ได้กลับมาพบกันแต่ความรู้สึกที่พี่มอบให้เขาตลอดเวลาที่รพีอยู่ในท้องไม่ใช่สิ่งที่จะลบหายไปได้ง่ายๆ และถึงแม้จะยังมีปัญหาอยู่บ้างพี่ก็อยากจะเลี้ยงดูเขาไปพร้อมกับพิมพ์ใจโดยไม่ต้องให้กาลช่วย แต่...ยังไม่ใช่ตอนนี้”

 

 

“...!!!

 

 

“จนกว่ารพีจะบรรลุนิติภาวะ พี่ยินดีจะทำตามความต้องการของนที หากถึงตอนนั้นแล้วรพียังยืนยันที่จะอยู่กับกาลพี่ก็ยินดีที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ว่า แต่ถ้าไม่...พี่จะขอลูกชายของพี่คืน”

 

 

รัตติกาลได้แต่นิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังเจตนารมณ์ของหญิงสาวที่ไม่แสดงอาการหวั่นไหวเลยตลอดเวลาที่พูดกับเขา แม้ในใจของพะแพงจะยังคงเจ็บปวดและต้องการเหนี่ยวรั้งและรพีไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงติดอยู่ในหัวของเธอไม่จางหายไปก็คือภาพที่รพีเรียกร้องและกอดรัตติกาลไว้แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายตัวเองแค่ไหนก็ตาม

 

 

“พี่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีและแม้แต่ในฐานะแม่ก็ยังบกพร่องอยู่มาก พี่ใช้ความอยากเอาชนะกาลปิดหูปิดตาตัวเองแล้วทำในสิ่งที่ไม่สมควรที่สุดลงไป พี่ทิ้งลูกที่เลี้ยงดูมาอย่างพิมพ์ใจ และพยายามครอบครองรพีไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว เราทั้งคู่ต่างก็แย่งยื้อรพีกันไปมาโดยไม่มองเลยว่ามีใครบ้างที่เจ็บปวดเพราะมัน ทั้งรพี พิมพ์ใจ กันต์ อารัณย์ และนิล ทุกคนต่างต้องมาคอยรับผลจากการกระทำที่ไม่ยั้งคิด และแม้แต่ตัวเราเองก็ยังไม่มีความสุข...พี่พอแล้วกาล พี่ไม่อยากทำพลาดซ้ำอีกแล้ว”

 

 

น้ำตาของพะแพงไหลในตอนท้ายประโยค ครู่หนึ่งรัตติกาลเชื่อว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นหญิงสาวคนเดียวกันกับคนที่รักและห่วงใยเขาเสมอเหมือนในอดีต แม้ว่าปัจจุบันหัวใจของพวกเขาจะเต็มไปด้วยรอยแผลและยากที่จะสมานคืนได้เพียงข้ามวัน แต่ถึงอย่างนั้นก็เหมือนกับที่พะแพงบอก...รัตติกาลเองก็เหนื่อยล้าเสียจนไม่อยากเวียนวนอยู่ในฝันร้ายที่เขาใช้มันเป็นข้ออ้างในการทำร้ายคนอื่นอีกต่อไป

 

 

“จนกว่าจะถึงวันที่รพีจะต้องเลือก ได้โปรด...ให้ความรักกับลูกชายของผมในฐานะแม่ด้วยนะครับ”

 

 

“แน่นอน...มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

 

 

พะแพงลุกขึ้นยืนพร้อมๆกันต์ชนกแล้วหันมาบอกลาน้องชายและคนที่เหลือ ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไป นายแพทย์หนุ่มที่ยังคงกอบกุมมือของภรรยาตนไว้ มองใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวที่พยายามใช้ความเข้มแข็งปกปิดรอยร้าวในใจไว้อย่างสุดความสามารถ แต่สำหรับคนที่เฝ้าดูเธอมาตลอดมันกลับบอบบางเสียจนเห็นได้ชัดเจน

 

 

“แพงทำดีแล้วใช่ไหม”

 

 

“อืม...แพงเท่มากเลย ลูกทั้งสองคนจะต้องคิดเหมือนกันแน่ๆ”

 

 

“ฮ่าๆ ชมกันแบบนี้ไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด”

 

 

หญิงสาวหัวเราะออกมาก่อนจะออกแรงกระชับมือของอีกฝ่ายไว้ทั้งที่ตัวเองกำลังสั่น เธอหยุดขาที่กำลังก้าวเดินแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีท้องฟ้ากว้างตั้งตระหง่านอยู่เหมือนเช่นทุกวันด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนทุกวัน

 

 

“แพงน่ะ...ไม่ใช่คนดีหรอกนะกันต์ ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่เอากระสุนออกไปก่อนหน้านั้น แพงคงได้ฆ่ากาลไปแล้วจริงๆ”

 

 

“แต่ที่แพงทำไป ก็เพราะอยากปกป้องรพีไม่ใช่หรอ”

 

 

กันต์ชนกเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของหญิงสาวอันเป็นที่รักด้วยความอ่อนโยนก่อนจะกอดเธอไว้แล้วปล่อยให้เวลาเคลื่อนผ่านพวกเขาทั้งสองคนไปอย่างช้าๆ พะแพงมองดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าไกล เธอเอื้อมมือหมายจะไปคว้ามันเอาไว้ทั้งที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไหร่ดวงตาของเธอก็พร่าเลือนลงทุกที

 

 

“ตอนนี้แพงรู้สึกโล่งใจมากๆเลย”

 

 

“ดีจังนะที่กาลไม่เป็นอะไรมาก”

 

 

“ไม่ใช่...เพราะว่าตอนนั้นแพงได้เหนี่ยวไกไปแล้วต่างหาก”

 

 

“...”

 

 

“ถึงแม้กาลจะไม่ตาย แต่แพงก็ฆ่ากาลไปแล้ว แพงทำไปแล้ว”

 

 

“...งั้นหรอ”

 

 

กันต์ชนกยิ้มออกมาแล้วกอดพะแพงไว้ให้แน่นกว่าเดิม เขามองเศษซากความแค้นที่เหลือทิ้งไว้ในตัวตนอันบิดเบี้ยวของหญิงสาวด้วยความรู้สึกโล่งใจอยู่ลึกๆ ขอแค่นำต้นตอออกไปได้ต่อให้บอบช้ำแค่ไหนเขาจะรักษามันจนกว่าจะหายดี ขอแค่วันนี้พวกเขายังอยู่ด้วยกัน...แค่นั้นมันก็มากเกินพอแล้ว

 

 

“เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะแพง”

 

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

“จะเอาอะไรก็ไลน์มาบอกแล้วกัน”

 

 

นิลบอกกับคนที่นอนอยู่บนเตียงทั้งๆที่ไม่มองหน้า เขาหยิบเอาเสื้อผ้าที่ใช้แล้วกับสิ่งของบางส่วนเก็บกลับเข้ากระเป๋าสะพายไปเล็กโดยมีสายตาของฤทธิชาติจับจ้องอยู่ไม่ห่างซึ่งร่างสูงก็รู้สึกถึงมันได้แต่เขาไม่คิดจะหันกลับไปมองตอบ

 

 

“นิลไม่คิดจะอยู่เฝ้าผมหน่อยหรอครับ”

 

 

นายตำรวจหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงอ้อนๆจนทำให้นิลเผลอกระตุกยิ้มที่มุมปาก แต่เป็นเพราะความหมั่นไส้หาใช่เพราะชอบใจในการกระทำของอีกฝ่าย เขารูดซิบก่อนจะยกกระเป๋าขึ้นพาดไหล่ เขามองไปรอบๆเพื่อดูว่าตัวเองลืมอะไรอีกไหม แต่ดูเหมือนสิ่งเดียวที่เขายังไม่เก็บเขากระเป๋าไปคงจะเป็นสายตาอ้อนวอนของคนบนเตียง

 

 

“พยาบาลเดินอยู่เต็มตึก อยากให้มีคนเฝ้าก็ไปป้อเอาเองแล้วกัน”

 

 

“แทนกันไม่ได้หรอก ผมอยากให้นิลอยู่ด้วย”

 

 

“เลิกพูดมากแล้วนอนไปซะ ตัวเองก็ใช่ว่าจะดี ฟื้นก่อนไอ้กาลแค่วันเดียวยังทำเก่งจัดการทุกอย่างไปทั่ว”

 

 

นิลพูดตัดบทแล้วกำลังจะเดินจากไปแต่ฤทธิชาติก็คว้ามือของเขาไว้แล้วดึงเข้าหาตัวด้วยเรี่ยวแรงมากมายเหมือนกับทุกครั้ง นักเขียนหนุ่มมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ชอบใจ แต่ร่างใหญ่กลับยังคงยิ้มเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

ชายหนุ่มเอี้ยวตัวไปหยิบบางอย่างจากกระเป๋าที่วางไว้ใกล้กับหัวเตียงโดยไม่สนใจเลยว่าตัวเองกำลังเจ็บหนักขนาดไหน กล่องสีเงินแวววาวใบใหญ่ซึ่งติดชื่อยี่ห้อแบบเดียวกับปากกาที่นิลเคยเห็นมันครั้งหนึ่งถูกยื่นมาให้เขาอีกครั้งด้วยสถานการณ์ที่ต่างไปโดยเฉพาะหัวใจของคนที่ยังคงไม่ส่งมือไปรับมัน

 

 

“ยังไม่ทิ้งมันไปอีกหรอ”

 

 

“ผมให้นิลไปแล้ว คนเดียวที่จะทิ้งมันได้ก็คือนิล แต่เอาเข้าจริงผมจะไม่มีวันปล่อยให้ทำแบบนั้นแน่”

 

 

“เอาแต่ใจจริงๆนะ หึ ของก็จะให้ ความลับก็ไม่ยอมบอก”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นผมมีข้อเสนอใหม่ ถ้านิลรับปากกาแท่งนี้ไปพร้อมกับยอมรับฟังความลับทุกอย่างของผม เรามาเป็นแฟนกันนะ”

 

 

รอยยิ้มของฤทธิชาติหายไปเหลือไว้เพียงสีหน้าที่ดูจริงจังมากกว่าทุกครั้ง หัวใจของนิลกำลังสั่น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหยุดคิดไม่ตอบรับอีกฝ่ายไปทันทีเพราะใจหนึ่งก็กลัวใจสิ่งที่นายตำรวจหนุ่มปิดบังเอาไว้ แม้จะแน่ใจว่าความรู้สึกที่ดังก้องอยู่ในอกนี้มันคืออะไรและกำลังร้องเรียกใครก็ตาม

 

 

“พร้อมจะเลือกกูแล้วรึไง”

 

 

สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจถูกถามออกไปตรงๆ นิลรู้ดีว่าคนคนนี้รักเขา แม้จะทำทีเล่นทีจริงไปบ้างแต่ความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายแสดงออกมาตลอดก็พิสูจน์ความรู้สึกนั้นได้อย่างดี แต่หนึ่งสิ่งที่ขาดหายไปก็คือความพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันที่ฤทธิชาตินั้นไม่เคยแสดงออกให้เขารู้สึกมาก่อน

 

 

“อืม พร้อมแล้วล่ะ ถ้าเป็นตอนนี้คิดว่าคงให้นิลได้ทั้งหมดแล้ว”

 

 

นิลถอนหายใจแล้วยอมนั่งลงเคียงข้างกัน ชายหนุ่มปลดกระเป๋าที่สะพายอยู่ออกแล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ไม่ยอมปล่อยมือของเขาไปแม้สักวินาที

 

 

“จำได้ไหม ที่เคยบอกว่าผมมีความลับอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือจริงๆแล้วผมเป็นสายS อื้อ!

 

 

นักเขียนหนุ่มใช้มือของตัวเองตบเข้าที่ปากของอีกฝ่ายที่จู่ๆก็พูดเรื่องน่าอายพรรณนั้นออกมา ฤทธิชาติที่เห็นสีหน้าหงุดหงิดของคนข้างกายก็หลุดขำ

 

 

“ฮ่าๆ ผมแค่อยากเท้าความให้ฟังเฉยๆน่ะครับ เพราะหลังจากตอนนั้นนิลเองก็ดูเหมือนว่าจะเลิกสนใจมันไปแล้ว”

 

 

“หึ ถ้าให้เก็บคำพูดทุกคำของมึงมาคิด คงหัวระเบิดตายพอดี”

 

 

“แล้วที่ผมพูดถึง Tomb Keeper กับ Cerberus ล่ะจำได้ไหม”

 

 

“ผู้เฝ้าสุสานกับสุนัขสามหัว? จำได้ แล้วมันเกี่ยวอะไร”

 

 

นิลนึกไปถึงสิ่งที่ฤทธิชาติพูดเปรียบเปรยไว้ในตอนที่พวกเขาออกมาพบกับเพื่อคุยเรื่องคดีของนทีและพะแพงเป็นครั้งแรก นายตำรวจหนุ่มพอได้รู้ว่าคนตรงหน้ายังจำเรื่องที่เขาพูดได้ขึ้นใจก็ยิ้มออกมาด้วยแววตาที่แฝงความสนุกสนาน

 

 

“จริงๆแล้ว คนที่เป็น Tomb Keeper น่ะ คือผมต่างหาก”

 

 

“...!!!

 

 

“ผู้เฝ้ารอการกลับมาของคนตาย เพื่อแลกกับการให้อีกฝ่ายแสดงความทรงจำของตนที่ถูกช่วงชิงไปให้เห็นอีกครั้ง นั่นคือผมเอง...ส่วนนิลก็คือสุนัขสามหัวผู้มีหน้าที่เฝ้าประตูนรกไม่ให้ดวงวิญญาณของคนตายเหล่านั้นกลับมาสู่โลกมนุษย์ได้อีก”

 

 

“...กูไม่เข้าใจ”

 

 

ฤทธิชาติยิ้มให้ก่อนจะคลายปมคิ้วที่ขมวดกันแน่นของนิล เขายื่นกล่องสีเงินซึ่งบรรจุปากกาไว้ให้นิลอีกครั้งซึ่งอีกฝ่ายก็ยังลังเลที่จะรับมันไปเหมือนกับครั้งแรก แต่พอเมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นที่แสดงออกมา นักเขียนหนุ่มก็ยอมรับมันไปแล้วเปิดมันออกเพื่อดูสิ่งที่เก็บซ่อนไว้ภายใน

 

 

รูปถ่ายสองใบถูกวางไว้ข้างในเหนือปากกาสีเดียวกับกล่องซึ่งมีชื่อของผู้รับสลักไว้ หนึ่งใบนั้นคือรูปถ่ายในอดีตของนิล รัตติกาล พะแพง และนทีที่พวกเขามีครอบครองกันไว้คนละใบ โดยที่รูปของเขาและรัตติกาลถูกเก็บไว้เก็บไว้อย่างดี ในขณะที่รูปของนทีถูกพิภพแย่งชิงไป ร่างสูงอยากจะหันไปถามฤทธิชาติว่าทำไมถึงมีรูปใบนี้ได้แต่รูปถ่ายอีกใบที่วางอยู่เคียงข้างกันนั้นกลับดึงดูดความสนใจของเขาได้มากยิ่งกว่า

 

 

“สำหรับนิลแล้ว สิ่งที่ต้องการจะทำก็คือการรักษาความสงบสุขของคนเป็นไว้แม้จะต้องทำร้ายคนตาย แต่สำหรับผม...สิ่งเดียวที่อยากได้ก็คือความทรงจำที่จะหวนกลับมาพร้อมกับวิญญาณของคนตาย แม้ว่านั่นจะเป็นการทำลายโลกของคนเป็น”

 

 

“ยะ อย่าบอกนะว่าคนในรูปนี้คือ...”

 

 

นิลมองรูปถ่ายของเด็กผู้ชายสองคนในมือสลับกับใบหน้าของฤทธิชาติที่ยังคงเค้าโครงเดิมไว้ให้เห็น ไม่ต่างจากอีกคนที่ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไป ดวงตาคมกริบที่ส่อแววดื้อรั้นนั้นกลับไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด

 

 

 

 

 

 

“ครับ น่ารักใช่ไหมล่ะ...ผมกับอารัณย์ตอนเด็กๆ”

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

“แล้วนี่ไม่ไปเยี่ยมเพื่อนคุณบ้างหรอ”

 

 

รัตติกาลเอ่ยถามอารัณย์ที่เพิ่งเข้ามานั่งประจำที่คนขับ ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตกึ่งทางการหันมายิ้มให้คนรักน้อยๆแล้วส่ายหัวแทนคำตอบนั้น

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก มันตายยาก”

 

 

“งั้นหรอ แต่ก็จริงนะ ถูกไอ้นิลซัดไปขนาดนั้นแล้วไม่โดนส่งเข้าห้องฉุกเฉินอีกรอบก็ถือว่าทนไม้ทนมือดี”

 

 

“ฮ่าๆ แต่ล่อซะตาเขียวแบบนั้นคงออกไปไหนไม่ได้อีกนานนั่นแหละ”

 

 

อารัณย์พูดขำๆก่อนจะเหยียบคันเร่งพารถโฟล์คคันเก่งของตนออกไปจากลานจอดรถของโรงพยาบาล หลังจากรัตติกาลฟื้นคืนสติพวกเขาก็ใช้เวลาเพื่อรอดูอาการทางร่างกายรวมถึงจิตใจอยู่ระยะหนึ่ง โดยมีอารัณย์คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง แม้จะมีจุดที่ลำบากอยู่บ้างแต่จิตแพทย์ก็ลงความเห็นว่าสิ่งที่ร่างโปร่งกำลังเป็นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครๆคิด

 

 

ชายหนุ่มยื่นกระปุกสีฟ้าใสซึ่งมียาที่เขาจัดเป็นชุดๆไว้ให้พลางชี้ไปยังหน้าปัดนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบเที่ยงตรง รัตติกาลเห็นดังนั้นจึงรับมาเปิดกินอย่างไม่อิดออดโดยมีสายตาของอารัณย์คอยมองอยู่ไม่ห่าง

 

 

“ยังเหลือเวลาอีกเยอะ แวะไปหาลูกหน่อยไหมกาล”

 

 

ร่างสูงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบทำให้มือที่กำลังถือขวดน้ำไว้ชักงักในทันที รัตติกาลแสดงท่าทางกังวลออกมาแต่ก็ได้มือของอารัณย์ที่คอยประคับประคองไว้ทำให้เขาค่อยๆผ่อนลมหายใจแล้วคลายความเครียดลง

 

 

“ผม...ยังไม่พร้อม”

 

 

“แต่นี่มันสองอาทิตย์แล้วนะกาล”

 

 

รัตติกาลหันหน้าหนีไปมองที่อื่น คำบอกเล่าเกี่ยวกับอาการของรพีที่อารัณย์นำมาบอกเขาในทุกๆวันไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเบาใจเลยสักนิด เด็กชายตัวน้อยที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงเป็นครั้งที่สองของชีวิตไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงจนน่าเป็นห่วง แต่กลับกัน ท่าทางปกติที่อีกฝ่ายแสดงออกมาต่างหากที่ทำให้รัตติกาลรู้ดีว่าภายในหัวใจดวงน้อยนั้นได้เกิดบาดแผลใหญ่จากสิ่งที่เขาทำเอาไว้

 

 

“ผมรู้ว่ากาลกำลังโทษตัวเอง แต่ผมก็ขอยืนยันคำเดิมนะว่ากาลไม่ผิด ต่อให้เป็นผมหรือใครถ้าโดนยานั่นเข้าไปก็มีอันต้องขาดสติกันทุกคนนั่นแหละ”

 

 

“แต่คงไม่มีใครทำร้ายคนที่ตัวเองรักแบบผม”

 

 

อารัณย์รีบตบไฟเลี้ยวเพื่อนำรถจอดลงตรงข้างทางทันที เขาเอี้ยวตัวมาประคองใบหน้าซีดขาวของรัตติกาล ความรู้สึกผิดที่ฉาดชัดในดวงตาหยั่งรากลึกจนเขาหมดปัญญาที่จะพูดกล่อม ชายหนุ่มจูบเบาๆลงบนกระหม่อมบางของคนรักพลางตำหนิตัวเองในใจ ที่ต่อให้รักมากแค่ไหนแต่สิ่งที่เขาทำให้รัตติกาลกลับมีเพียงน้อยนิด

 

 

“คุณจำได้ไหม ว่าครั้งหนึ่งผมเคยตั้งใจไว้ว่าจะทำลายรพีด้วยมือตัวเอง”

 

 

“อืม...จำได้สิ”

 

 

“ในตอนนั้นสิ่งที่ผมต้องการคือทำลายเหตุผลในการมีชีวิตต่อของเด็กคนนั้น ทำยังไงก็ได้ให้การหายใจเป็นสิ่งที่ยากจะทำ ให้เขาทรมานกับความทรงจำที่จะตามหลอกหลอนเหมือนกับที่ผมเจอ ผมคิดจะทำแบบนั้นจนกระทั่งได้รักคุณ ผมคิดว่าตัวเองลืมสิ่งที่เคยตั้งใจทำไปได้ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่ามันยังอยู่ในใจผมมาตลอด”

 

 

“กาล...”

 

 

“มันหมายความว่ายังไงอารัณย์ ที่จริงแล้วผมยังอยากทำร้ายลูกอยู่ใช่ไหม ทำไมล่ะ ทำไมผมถึงทำแบบนี้ สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่าคนให้ตายคือทำลายเขาทั้งเป็น ผมเกือบฆ่าตัวตายต่อหน้าลูก ถ้าคุณไม่ห้ามไว้รพีคงจะต้องตกอยู่ในฝันร้ายตลอดชีวิต ผมกลัวอารัณย์ ผมกลัวว่าตัวเองจะเผลอทำแบบนั้นอีก”

 

 

รัตติกาลไม่ได้ร้องไห้ หากแต่ดวงตานั้นสะท้อนความผิดหวังและหวาดกลัวออกมาอย่างถึงที่สุด อารัณย์โอบกอดรัตติกาลไว้แต่มันช่างไร้ประโยชน์ แม้จะทำไม่สำเร็จแต่บาดแผลที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนใช่ว่าจะจางหายไปง่ายๆ เขารู้ดีว่ารัตติกาลกำลังกลัวแค่ไหนแต่เขากลับไม่รู้เลยว่าตัวเองสามารถทำอะไรชเพื่อคนที่รักได้บ้าง

 

 

“กาลยังมีผมนะ เชื่อสิว่าเราต้องผ่านมันไปได้”

 

 

“ผมดีใจนะที่เรายังอยู่ด้วยกัน...แต่แบบนี้มันดีแล้วจริงๆหรอ”

 

 

“...!!!

 

 

“ขอโทษที...ออกรถเถอะ”

 

 

ร่างโปร่งที่เพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปรีบบอกปัดแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นทิ้งไว้แค่หัวใจของอารัณย์เต้นรัวด้วยความกลัว ชายหนุ่มชำเลืองมองใบหน้าคิดหนักของคนรักที่สร้างความหวาดหวั่นให้เขาอย่างมาก อารัณย์ได้ยินบางสิ่งบางอย่างกำลังส่งสัญญาณเตือนมาจากข้างใน แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับกลัวเกินกว่าที่จะคาดเดา

 

 

 

 

 

ศาลอาญา

 

 

อารัณย์ยืนมองป้ายสีเงินที่ดูน่าเกรงขามอยู่ครู่หนึ่งเช่นเดียวกับรัตติกาลที่คว้ามือของคนรักมาจับไว้เพื่อเรียกกำลังใจให้ตนเอง ทั้งคู่เดินเข้าไปหาลูกน้องของฤทธิชาติที่มายืนรออยู่ก่อนแล้วเพื่อให้นำทางพวกเขาไปยัง สถานที่ที่ชายผู้ขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมดถูกจองจำไว้ด้วยความผิดที่ก่อขึ้น

 

 

“ยังมีอะไรจะต้องพูดกันอีกรึไง”

 

 

พิภพในชุดนักโทษสีน้ำตาลเปรยตามองทั้งคู่อย่างไม่ยินดียินร้าย ก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่น อารัณย์ที่ยืนมองอยู่รู้สึกร้อนไปทั้งใบหน้าแต่ก็ไม่อยากต่อปากต่อคำให้เสียเวลา ผิดกับรัตติกาลที่ยังคงรักษาท่าทางของตัวเองไว้ได้

 

 

“ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณ”

 

 

“อยากถาม? แค่ข้อมูลที่พวกตำรวจรีดไปยังไม่พอหรอ?”

 

 

“พอ แต่ผมคิดว่าคุณไม่ได้พูดความจริง”

 

 

สายตาที่กำลังจับจ้องไปบนกำแพงอย่างเลื่อนลอยเบนกลับมามองรัตติกาลทันทีก่อนพิภพจะแผ่รังสีคุกคามออกมาจนคนถูกมองรู้สึกได้ แต่รัตติกาลไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดกลับกันมันยิ่งตอกย้ำความสงสัยของเขาให้มากขึ้นไปอีก

 

 

“ที่คุณบอกศาลไปว่าทำเพราะต้องการเงินน่ะผมเชื่อ แต่มันยังมีอะไรอยู่เบื้องหลังการกระทำของคุณอีกใช่ไหมพิภพ...สาเหตุที่คุณเข้ามาทำลายชีวิตเรา”

 

 

 “หึ คิดลึกไปรึเปล่า นอกจากเงินแล้วยังมีอะไรที่ทำให้มนุษย์เผยธาตุแท้ออกมาได้อีก ผมแค่ต้องการเงินมันก็เท่านั้น...อยากรู้แค่นี้ใช่ไหม”

 

 

พิภพลุกขึ้นยืนแล้วเตรียมเดินกลับไปยังที่ที่จะจองจำตนไว้ตลอดกาล แต่คำพูดต่อมาของรัตติกาลกลับหยุดขาที่กำลังก้าวเดินของร่างสูงให้หยุดนิ่ง

 

 

“แล้วทำไมคุณถึงไม่ทำร้ายพิมพ์ใจ...ผู้ชายที่หักหลังทุกคนได้แบบคุณกลับรักษาสัญญาเพียงข้อเดียวที่ให้กับพี่แพงไว้ว่าจะไม่แตะต้องเด็กคนนั้น ทำไมคุณถึงทำมัน ตอบผมได้รึเปล่า”

 

 

“...จะมีอะไรล่ะ มันน่ารำคาญน่ะสิ”

 

 

“น่ารำคาญหรือว่าทำไม่ลงกันแน่”

 

 

“...”

 

 

“คนของผมสืบมาว่าคุณมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง”

 

 

“...เลิกยุ่งเรื่องนี้ซะ”

 

 

“พวกมันขู่จะทำร้ายลูกสาวคุณ ถ้าหากเอาบ้านของนทีไปให้มันไม่ได้ใช่ไหม”

 

 

“กูบอกว่าอย่ายุ่งไง!!!!

 

 

พิภพใช้มือที่ถูกโซ่ตรวนรัดไว้ทุบเข้าที่แผงกระจกที่กางกั้นจนผู้คุมต้องเข้ามาห้ามปราม รัตติกาลมองดวงตาแววโรจน์ของอีกฝ่ายซึ่งเต็มไปด้วยโทสะ เขารู้จักมันดี เขาเคยเห็นความโกรธเกรี้ยวแบบเดียวกันนี้ในดวงตาของพะแพงในตอนที่ตั้งใจจะยิงเขาเพราะต้องการจะปกป้องรพีที่กำลังถูกทำร้าย

 

 

“ผมจะช่วย”

 

 

“ไม่ต้องมาเสือก มึงช่วยกูไม่ได้ ไม่มีใครช่วยกูได้ทั้งนั้น!!!

 

 

“แต่คุณต้องยอม เพราะตอนนี้ครอบครัวของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย”

 

 

ชายหนุ่มนิ่งไปก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย้อหยัน เขากระชากตัวออกจากการจับกุมของผู้คุมแล้วเดินมาเข้ามาใกล้กับรัตติกาล แม้รู้ดีว่าทำยังไงก็ไม่มีทางทำร้ายอีกฝ่ายผ่านทางกระจกได้

 

 

“เป็นคนจับกูยัดเข้ามาอยู่ในนี้แท้ๆยังมีหน้าอยากจะเป็นฮีโร่อีก คิดว่ากูจะซาบซึ้งบุญคุณรึไง มึงไม่รู้ถึงความน่ากลัวของคนพวกนั้น มันจะไม่หยุดจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ พวกมันอยากได้บ้านหลังนั้น ไม่ว่าจะทำยังไงก็ต้องได้ คราวนี้กูพลาด แต่สักวันมันก็ต้องส่งคนอื่นมาอีก คิดว่านทีตายแล้วเรื่องทุกอย่างจะจบหรอ หึ มึงคิดผิดแล้ว”

 

 

“ผมรู้ และเพราะแบบนั้นคุณถึงต้องทำตามที่ผมสั่ง...บอกตำรวจทุกอย่างที่คุณรู้ซะ แล้วทางนี้จะจัดการเอง”

 

 

 “ฮ่าๆๆๆ คิดว่าตำรวจจะทำอะไรมันได้รึไง ไม่ใช่เพราะรัฐไร้น้ำยาหรอกหรอป่าเมืองถึงเหลือแต่ตออย่างทุกวันนี้”

 

 

“แล้วคนมีน้ำยาแบบคุณตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง”

 

 

“มึง!!

 

 

“อย่าเข้าใจผิดว่าคิดว่ามันเป็นทางเลือกสิ มันคือสิ่งที่คุณต้องทำต่างหาก ผมต้องการแค่ข้อมูลที่สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ทั้งหมดได้แลกกับการรับรองความปลอดภัยของครอบครัวคุณ และถ้าหากข้อมูลที่คุณให้ทำให้ตำรวจสามารถกวาดล้างคนชั่วพวกนั้นได้สถานการณ์ทางนี้ของคุณก็คงจะดีขึ้น”

 

 

รัตติกาลสังเกตเห็นความลังเลในสีหน้าของพิภพเมื่อเขาพูดจบ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วตั้งใจเดินออกไปจากห้องเพื่อให้เวลาพิภพคิดทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองควรจะทำ ส่วนอารัณย์ที่กำลังเดินตามหลังมากลับหยุดนิ่งก่อนจะหันไปพูดอะไรบางอย่างกับพิภพที่ดูเหมือนว่ากำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

 

 

“หวังว่าพอจบเรื่องนี้ มึงจะเลิกยุ่งกับครอบครัวเราสักที”

 

 

“จะบอกว่าเป็นสิ่งที่กูต้องทำอีกแล้วสิ”

 

 

“ใช่ มึงต้องทำ เพราะถ้ามึงไม่ทำคนที่จะต้องตกอยู่ในฝันร้ายคือมึง”

 

 

“ฝันร้ายงั้นหรอ หึ มึงรู้ไหมว่าคนเราถึงกลัวความฝัน”

 

 

“...?”

 

 

“เพราะเรากลัวว่ามันจะเป็นจริงยังไงล่ะ”

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

อารัณย์คอยลูบปลอบแผ่นหลังที่ขยับขึ้นลงเพราะแรงหอบ เขากอดรัตติกาลที่เหนื่อยอ่อนไว้พลางกระซิบคำรักให้อีกฝ่ายได้ฟังเหมือนกับทุกๆครั้ง ชายหนุ่มยิ้มให้กับภาพของรัตติกาลที่ค่อยๆหลับตาก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปเอาผ้าขนหนูมาเช็ดคราบไคลตามร่างกายหวังให้อีกฝ่ายสบายตัว แต่รัตติกาลกลับลืมตาขึ้นแล้วเอาแต่จ้องมาที่เขา

 

 

“ไม่ง่วงหรอ”

 

 

“อืม...คุณคิดว่ารพีจะรู้ไหมว่าผมกลับมาบ้านแล้ว”

 

 

รัตติกาลถามขึ้นด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล หลังจากเข้าไปทำข้อตกลงกับพิภพที่ศาล รัตติกาลก็ขอให้ร่างสูงขับรถพาตัวเองไปเที่ยวแถวบางขุนเทียน สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของพวกเขาแต่อารัณย์รู้ดีว่าคนรักแค่ต้องการยื้อเวลาเพื่อจะกลับบ้านในเวลาที่รพีเข้านอนไปแล้วเท่านั้น

 

 

“ไม่อยากเจอหน้าลูกขนาดนั้นเลยหรอ”

 

 

“อยาก...แต่ว่าเจอไม่ได้”

 

 

ร่างโปร่งพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยก่อนจะซบหน้าของตนลงบนมือของอารัณย์ที่กำลังใช้ผ้าเช็ดไปตามใบหน้าของเขาอยู่ ร่างสูงใช้มืออีกข้างหยิบผ้าขนหนูโยนทิ้งไปก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างรัตติกาล เขาพยายามใช้ความอบอุ่นโอบกอดความกลัวที่คนรักมีแต่มันกลับไม่มากพอที่จะคลายความกลัวของรัตติกาลลงได้

 

 

“อารัณย์”

 

 

“หืม?”

 

 

“ผมอยากไปเที่ยว”

 

 

“เที่ยว? ก็ดีนะ หมอบอกเหมือนกันว่าน่าพากาลไปผ่อนคลายที่อื่นบ้าง ถ้าเป็นช่วงนี้ไปแถวภาคเหนือก็ดี รพีก็น่าจะชอบด้วย”

 

 

“...แต่ผมจะไปคนเดียว”

 

 

มือที่กำลังลูบไปตามเส้นผมนุ่มหยุดชะงักไป อารัณย์ผละตัวออกมามองหน้าคนรักที่ดูนิ่งสงบกว่าเคย มือของเขาสั่นเช่นเดียวกับความรู้สึกข้างในที่สั่งให้ร่างสูงรีบพูดกลับไปด้วยเสียงที่ดูร้อนรนจนน่าขัน

 

 

“ทำไมล่ะกาล ไปด้วยกันสิ เราสามคนไง ผม กาล แล้วก็รพี”

 

 

“ขอโทษนะ แต่ครั้งนี้พวกคุณไปกับผมไม่ได้”

 

 

“...”

 

 

“ผมคุยกับหมอแล้วเรื่องให้ส่งผมไปรักษาที่อิตาลี ที่นั่นมีจิตแพทย์เก่งๆอยู่เยอะ อีกอย่างจะได้เปลี่ยนบรรยากาศด้วย”

 

 

“อยากเปลี่ยนบรรยากาศหรือจะหนีกันแน่”

 

 

“...”

 

 

“มันจะต้องเป็นแบบนี้อีกกี่ครั้งกาล คุณจะหนีไปถึงเมื่อไหร่!!!

 

 

อารัณย์บีบแขนของรัตติกาลแน่นพร้อมกับระเบิดอารมณ์ออกมา แต่ร่างโปร่งกลับนอนนิ่งราวกับว่าทำใจรับสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว

 

 

“ผมไม่อยากหนี แต่...ผมทำใจไม่ได้”

 

 

“ให้ผมช่วยสิ! คุณมีผมไว้ทำไมกาล เราเป็นคนรักกันนะ ถ้าคุณพลาดผมก็จะช่วย ถ้าคุณท้อผมก็จะอยู่ข้างๆ ขอแค่เรายังอยู่ด้วยกันแค่นั้นมันก็พอแล้ว!

 

 

 “มันไม่พอหรอกอารัณย์ คุณก็รู้ว่าผมในตอนนี้อยู่กับรพีไม่ได้...”

 

 

“กาลคิดไปเองต่างหาก หมอก็บอกว่ากาลจะหาย หมอดีๆในเมืองไทยก็มีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องไปที่นั่น อึก...ทำไมต้องไปในที่ที่ไม่มีผมด้วย”

 

 

รัตติกาลเปลี่ยนเป็นฝ่ายกอดคนรักที่กำลังสั่นไปทั้งร่างไว้พร้อมกับกดจูบลงบนแก้มกร้านของชายหนุ่มไปด้วย  อารัณย์กอดรัตติกาลกลับโดยที่ร่างโปร่งก็ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นแม้ว่าแรงที่อีกฝ่ายใช้จะมากมายจนเขารู้สึกเจ็บไปทั้งตัวก็ตาม

 

 

“ผมอยากอยู่กับคุณตลอดไปอารัณย์ ผมอยากอยู่กับลูก อยากอยู่กับคุณ แต่เพราะแบบนั้นผมถึงต้องไป...”

 

 

“ไม่...ผมไม่ให้ไป”

 

 

“ขอร้องเถอะนะ ถ้ายังเป็นแบบนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะลุกขึ้นมาทำร้ายรพีอีกเมื่อไหร่ ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น เพราะถ้ามันเกิดขึ้นอีกผมคงทนอยู่ต่อไปไม่ได้”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาผมไปด้วย”

 

 

“ไม่ได้ ถ้าคุณไปใครจะปกป้องรพี คุณก็ได้ยินแล้วว่าคนพวกนั้นยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ...ผมไม่ไว้ใจใครอีกแล้วนอกจากคุณ ได้โปรดอารัณย์ ช่วยปกป้องลูกชายผมไว้จนกว่าวันที่ผมสามารถอยู่ร่วมกับทุกคนได้”

 

 

รัตติกาลค่อยๆคลี่ยิ้มแบบที่อารัณย์ชอบออกมาแต่มันกลับแฝงไปด้วยความเศร้า ริมฝีปากของทั้งคู่โผเข้าหากันพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลอาบเปื้อนแก้ม

 

 

 “เมื่อไหร่ล่ะ กาลจะไปนานแค่ไหน”

 

 

“ผมไม่รู้แต่ผมสัญญาว่าจะกลับมา...รอผมนะ รอจนกว่าผมจะหาย”

 

 

“ขี้โกงชะมัด...กาลพูดแบบนี้แล้วผมจะปฏิเสธได้ยังไง”

 

 

“ขอบคุณนะ...ผมรักคุณ อารัณย์”

 

 

ผู้ที่ได้รับคำรักหลั่งน้ำตาออกมาก่อนจะเริ่มรุกล้ำกายของคนใต้ร่างที่อ้าแขนรับเขาไว้ทั้งน้ำตาเช่นเดียวกัน ทั้งสองกอดกันไว้ราวกับกลัวว่าจะต้องพรากจากกันไปเช่นเดียวกับจันทร์กระจ่างที่เคลื่อนเลือนหายไปจากท้องฟ้า เพื่อรอเวลาที่ดวงตะวันจะฉายขึ้นแทนที่

 

 

“คุณต้องกลับมานะกาล ผมจะรอ”

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุยกับเช่!!!

ตอนนี้เขียนนานมากกกกก และก็ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่เลยคับ มีแนวโน้มว่าตอนทำเล่มจะรีไรท์ตอนนี้ใหม่ แล้วเรื่องกฎหมายอะไรพวกนี้เช่ก็มั่วบ้างไรบ้าง อย่าไปถือจริงจังมากนะคับ (จริงๆมันก็มั่วอยู่เยอะเลยแหละ) ปมทั้งหมดถูกแก้ลงในตอนนี้แล้ว ยกเว้นในส่วนความคิดความอ่านของนทีที่จะใส่ไว้ในตอนพิเศษที่จะลงให้ในเว็บด้วยหนึ่งตอนเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่อง

และที่สำคัญ คู่แรร์ที่เราซ่อนมาตลอดก็ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว....นั่นก็คือ "ชาติรัณย์" นั่นเองงงงงง >////////< เขาเป็นเพื่อนกันแหละๆๆๆๆๆ มีใครจับไต๋เช่ได้ไหมเนี่ย หากยังจำได้ ตอนที่ชาตินิลเจอกันแรกๆแล้วชาติเคยพูดถึงเพื่อนของตัวเองที่ชอบหนีปัญหาเหมือนกาล คนคนนั้นก็คืออารัณย์นั่นเอง!!! 55555 นึกแล้วเขิน เรื่องราวของสองคนนี้จะถูกใส่ไว้เป็นตอนพิเศษที่มีเฉพาะในเล่ม เป็นเรื่องราวในวัยเด็กของทั้งคู่ เขาจะเคยมีซัมติงกันไหม เคยกิ๊กกันรึเปล่า ต้องติดตามกันนะคับ ฮี่ๆ ^^

ตอนหน้าจบแล้วนะ ใจหายมาก มาคอยติดตามกันนะคับ ว่านิยายทรมานตับของเช่จะจบลงแบบไหน กาลที่ออกไปฉายเดียวจะกลับมาในรูปแบบใด และพระเอกหัวใจมุ้งมิ้งของเราจะอกแตกตายไปก่อนรึเปล่า5555 ขอบคุณทุกเม้นต์ทุกโหวตที่ให้กำลังใจกันมาตลอดนะคับ เช่หวังว่าตอนหน้าจะเป็นตอนที่ทุกคนมีความสุขกันมากที่สุด^^

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น