ชนาภัทร/โพล้เพล้

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 12 : ยันต์

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 : ยันต์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 9

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2562 16:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 : ยันต์
แบบอักษร

มันเป็นเช้าของความวุ่นวายของทางมหาวิทยาลัยเมื่อมีหลายเรื่องเกิดขึ้น เรื่องร้ายๆ ... เรื่องร้ายๆ ที่นานทีจะเกิดขึ้น แต่ก็เหมือนกับเรื่องร้ายๆ โดยทั่วไป ที่พอจะเกิดขึ้นทีก็ชอบที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเสียให้ได้ 

เรื่องร้ายๆ และข่าวร้ายก็เหมือนโรคระบาด ที่ต่อให้ฝ่ายป้องกันไม่อยากให้แพร่กระจายขนาดไหน ก็ไม่มีวันสำเร็จ ยามเมื่อมันติดต่อสู่คนได้แล้ว มันก็จะกระจายไปสู่อีกคน อีกคน และอีกคนไปเรื่อยๆ จนยากที่จะหยุดยั้ง 

กระนั้นชินดนัยก็แทบจะเป็นคนสุดท้ายของห้องที่รู้เรื่องของสกรรจ์ เพราะตัวเขาเองก็เพิ่งผ่านค่ำคืนที่ยากลำบากและยาวนานมาเช่นกัน เช้านี้ถึงกับลืมตื่นหลับลึกเป็นตาย จนเกือบจะมาเรียนสาย ความกังวลเรื่องข่าวของตัวเองที่ถูกลอบทำร้ายกลายเป็นเรื่องเล็ก เมื่อเทียบกับเรื่องการตายของสกรรจ์ที่กระโดดลงมาจากตึก แต่นั่น! ก็เท่าที่ตำรวจสันนิษฐานละนะ เพราะประตูห้องของสกรรจ์ปิดล็อกจากด้านใน ไม่มีร่องรอยของการงัดแงะหรือบุกรุก ไม่มีทรัพย์สินสูญหาย ไม่มีภาพคนที่น่าสงสัยจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ในบริเวณรอบๆ นั้น ไม่รู้สิ! แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วที่ตำรวจจะสามารถสรุปได้โดยง่ายว่าเป็นการฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาเอง แม้จะยังไม่ทราบถึงแรงจูงใจที่จะชักนำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งกระโดดลงมาจากระเบียงห้องของคอนโดมิเนียมตัวเองเช่นนั้นก็ตามที 

เสียงกระซิบเรื่องที่สกรรจ์ชอบเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร และชอบทำตัวหยิ่งยโสอยู่ตลอดเวลาทำให้ตกเป็นขี้ปากของพวกที่ไม่รู้จริงไปทั่วว่าอาจจะเป็นการล้างแค้นจากคนที่สกรรจ์เคยทำร้าย ไปจนถึงเรื่องที่คนตายค้ายาเสพติดจนต้องถูกฆ่าปิดปาก ด้วยทั้งหน้าตาและบุคลิกที่แทบจะทำให้คนที่เคยพบเจอสกรรจ์เพียงผิวเผินก็ตัดสินได้โดยไม่ต้องคิดว่าเป็นนักเลงโตประจำมหาวิทยาลัย ไหนเจ้าตัวจะไม่เคยปฏิเสธ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเข้าไปใหญ่ จนธนัชชาถึงกับออกปากก่นด่าทุกคนที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างไม่มีมูลความจริง และตอบโต้คำกล่าวร้ายต่อคนตายอย่างเผ็ดร้อนอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นเธอเป็นเช่นนี้มาก่อน 

“ไม่เป็นไรนะเอม” การมีเพื่อนสนิทที่รู้จักเราดีสักคนนั้นเป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต และธนัชชา หรือพิมก็คือคนคนนั้นสำหรับเฌอเอม  

พิมรู้ดีถึงเรื่องของเธอและสกรรจ์ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงพากันมายืนอยู่ในจุดที่ต่างคนต่างอยู่เช่นนี้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองควรที่จะได้คบหากันนานแล้ว แล้วพิมก็เป็นเพื่อนที่ดีพอที่จะไม่จุ้นจ้านเรื่องส่วนตัวของเพื่อนจนเกินไปนัก แต่ไม่ใช่สำหรับครั้งนี้  

ในอ้อมกอดของพิม เฌอเอมใช้หลังมือปาดความชื้นที่หางตาออก อดใจหายไม่ได้เมื่อสกรรจ์จากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ในหัวขาวโพลนว่างเปล่าไปหมด มีเพียงเสียงกระซิบจากพิมที่ดังอยู่ข้างๆ หู “ไม่เป็นไรนะเอม ไม่เป็นไรนะ ฉันอยู่นี่แล้ว ฉันอยู่กับแกแล้ว เอม...” 

เพราะสกรรจ์ไม่มีญาติที่กรุงเทพฯ ดังนั้นงานศพของเขาจึงจะจัดขึ้นที่ต่างจังหวัด โดยที่ทางมหาวิทยาลัยจะจัดรถตู้รับส่งสำหรับผู้ที่จะไปเคารพศพของเขาเป็นครั้งสุดท้ายในอีก 3 วันที่จะมาถึง 

เวลาของวันที่เศร้าสร้อยมักผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทั้งๆ ที่เป็นวันที่ทั้งเฌอเอมและชินดนัย ต่างก็อยากหลบหน้าไม่อยากคุยกับใคร 

หลังจากหนักไปทางเขี่ยกับข้าวในจานไปมามากกว่าที่จะรับประทานเข้าไป ชินดนัยก็ตัดสินใจหลบหน้าผู้คนขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าของอาคารเรียนการแสดงเพื่อรอเวลาเรียนในรอบบ่าย นึกไม่ถึงว่าเมื่อเปิดประตูดาดฟ้าออกไปกลับมีคนอยู่บนนั้นมาก่อนเสียแล้ว 

เส้นผมดำยาวพลิ้วไสวไปตามสายลมแรงบนยอดอาคาร หญิงสาวพยายามทัดมันกลับเข้าข้างหู แต่ก็พ่ายให้กับสายลมยามเที่ยง เสียงเปิดประตูของเขาดึงให้เธอหันกลับมามอง แววตานั้นเศร้าสร้อยอย่างที่เขาไม่เคยเห็น เฌอเอมค่อนข้างตกใจเมื่อเห็นเขาขึ้นมาปรากฏตัวอยู่บนนั้น เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ก็ดูตกอกตกใจเมื่อเห็นผู้อยู่ก่อนไม่แพ้กัน 

“ไง...” ชินดนัยถึงกับต้องใช้ความพยายามเพื่อส่งเสียงขึ้นทัก 

“ไง” เสียงเบาตอบกลับมาแทบจะหายไปกับสายลมแรง และรอยยิ้มแห้งๆ ขัดกับใบหน้าสวยสด 

“ขอโทษที ฉัน... ไม่คิดว่าจะมีใครอยู่บนนี้” 

“ฉันก็เหมือนกัน” 

“............” 

“.............” 

ความเงียบปกคลุมชั่วขณะ เมื่อต่างฝ่าย ต่างไม่รู้ที่จะพูดอะไรต่อไป ก่อนที่ชินดนัยจะเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้นลงไป 

“ได้ยินจากพิมว่า พวกเธอสนิทกัน...” เขาหมายถึงสกรรจ์ 

“เคย...น่ะ” 

“เสียใจด้วยนะ” 

“อืม...” 

“..........” 

“ชิน... เย็นนี้ไปส่งเราหน่อยได้ไหม” 

“...ได้สิ” ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าทำไมครั้งนี้เขาถึงได้ไม่ปฏิเสธเธอเหมือนทุกครั้ง บางทีอาจจะเป็นเพราะความเศร้าสร้อยในดวงตานั้น ที่ทำให้เขารู้สึกได้ว่าเธอเองก็ไม่เหมือนเดิมเช่นทุกครั้งเช่นกัน 

“งั้น เจอกันตอนเย็นนะ” เฌอเอมเดินผ่านเขาแล้วลงบันไดไป ปล่อยให้เขาได้อยู่กับดาดฟ้าเพียงลำพังบ้าง แต่ชินดนัยตอนนี้รู้สึกเหมือนจะหมดเรี่ยวแรง เรื่องราวต่างๆ ประเดประดังเข้ามามากเกินไป เร็วเกินไป เขายอมรับว่าปรับตัวไม่ทัน ชายหนุ่มเซเข้าหาราวกันตกด้านหนึ่ง เขาใช้มือจับมันไว้เพื่อประคองร่างที่เหมือนจะหมดแรง เสียงของมันลั่นเอี๊ยดอ๊าดอย่างน่ากลัว และโยกไปตามน้ำหนักเขา ชินดนัยถึงกับสีหน้าเสีย เมื่อเห็นว่ามีป้ายชำรุดแขวนติดมันเอาไว้ 

ยันกายขึ้นให้พ้นจากเหล็กกันตก ถอยหลังออกมายืดตัวรับสายลมเหนือดาดฟ้า สูดหายใจลึก เหลือเวลาอีกพอสมควรก่อนจะเข้าเรียนคลาสบ่าย แต่เขาควรจะออกไปจากที่นี่เสียทีดีกว่า เมื่อปิดประตูเหล็กดาดฟ้าบานหนักกลับตามเดิมก็เพิ่งสังเกตว่ามีป้ายเตือนไม่ให้ขึ้นดาดฟ้าติดอยู่เช่นเดียวกันกับราวอลูมิเนียมด้านนอก ทำจากกระดาษขนาด เอ 4 และหมึกที่เขียนก็ซีดจางจนแทบอ่านไม่ออก หรือทันสังเกตด้วยซ้ำ นึกโมโหคนทำในใจ คงต้องบอกพ่อให้จัดการเรื่องนี้ใหม่ให้เหมาะสมเสียหน่อยแล้ว ก่อนจะเกิดเหตุน่าเศร้าบานปลายอย่างมีใครตกลงไปจากตรงส่วนนี้... ซึ่งนั่นคงไม่ดีแน่ๆ แต่อีกใจก็ไม่ค่อยอยากที่จะพูดกับพ่อเลย ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตามที แต่ก่อนหน้านั้น วิชาการแสดงกำลังจะเริ่มแล้ว และเขาก็ไม่อยากเข้าเรียนสาย 

............... 

 

“สวัสดีค่ะ นักเรียน วันนี้เราจะทดลองฝึกสวมบทบาทกันจริงๆ ดูนะคะ” ครูนิศามนยังคงรักษาเวลาเข้าสอนในชั้นได้ตามเวลาเป๊ะเช่นเคย แม้ว่าระยะนี้จะเกิดเรื่องยุ่งๆ กับทั้งเธอและกองถ่ายมากมายขึ้นก็ตาม และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้เธอเพิ่งมาถึงมหาวิทยาลัยก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีมานี้เอง และยังไม่ทราบว่าลูกศิษย์คนหนึ่งในคาบเรียนของเธอได้เสียชีวิตไปแล้ว 

วันนี้ในมือของครูนิด หรือนิศามนมีกล่องกระดาษใบหนึ่งติดมาด้วย เธอให้นักศึกษาจับสลากที่อยู่ด้านใน มันเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ม้วนจนกลมที่เธอทำขึ้นเอง ข้างในจะเขียนบอกไว้ว่าแต่ละคนจะได้ลองเล่นบทบาทอะไรในวันนี้ “ให้เวลาทำความเข้าใจบท 5 นาทีนะคะ แล้วครูจะเริ่มเรียกทีละคน ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลนะ ครูแค่อยากจะดูว่านักเรียนเข้าใจบทบาทต่างๆ เพียงใด เท่านั้นเองค่ะ” สิ้นเสียงตบมือเป็นสัญญาณ นักศึกษาก็พากันจับกลุ่มพูดคุยกันเซ็งแซ่ถึงบทบาทที่ตนได้รับมา จินตนาการอยู่ในหัวว่าตนเองจะต้องแสดงอย่างไรที่หน้าชั้นในวันนี้ ก่อนที่เสียงตบมือจะดังอีกครั้ง เป็นสัญญาณการแสดงบทบาทสมมติของวันนี้ก็ได้เริ่มขึ้น 

“ดีค่ะ พยายามคิดว่าถ้าเราเป็นตัวละครนั้นๆ จริงๆ ในเวลานั้น เราจะแสดงออก ออกมาอย่างไรนะคะ แล้วการแสดงของเราจะเป็นธรรมชาติเอง” เธอเอ่ยปากชมพร้อมกับแนะนำไปด้วย ในระหว่างที่เรียกนักศึกษาในชั้นออกมาลองแสดงบทบาทสมมติที่หน้าชั้นทีละคน 

“คนสุดท้ายแล้วสินะคะ ชื่ออะไรนะ... สกรรจ์เหรอ อ้อ เธอนั่นเอง ที่วันนั้นไม่สบายเลยไม่ได้แนะนำตัวสินะ แล้วนี่สบายดีขึ้นแล้วเหรอคะ”  

นิศามนไม่ได้สังเกตเลยว่าในตอนที่เธอจบประโยคนั้น นักเรียนทั้งห้องถึงกับเงียบกริบไปชั่วขณะ แต่อาจารย์สาวผู้สอนวิชาการแสดงก็ยังคงไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อย  

“อืม ดีค่ะ เธอนี่หน้าตาย เหมาะที่จะเล่นเป็นวิญญาณอาฆาตดีจริงๆ” ครูสาวชมเปาะกับการแสดงที่สมบทบาท โดยเฉพาะเมื่อบทบาทที่สกรรจ์ได้รับทั้งยังเป็นบทผีเสียอีกด้วย 

“แก... แกว่าอาจารย์เค้ากำลังแสดงให้เราดูใช่ไหมว่า การแสดงเป็นยังไง ไม่ใช่ว่าสกรรจ์มาแสดงอยู่จริงๆ ใช่ไหม?” เสียงนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่อยู่มุมหลังห้องกระซิบเสียงสั่นถามเพื่อนที่อยู่ข้างๆ  

“น่ะ... แน่อยู่แล้ว กะ... แกจะบ้าเหรอ มันก็ต้องเป็นการแสดงอยู่แล้วสิ” คนกระซิบตอบเสียงสั่นไม่แพ้กัน 

“แต่... เหมือนจริงมากเลยเนอะ”  

“อืม... เหมือน”  

“กะ...ก็อาจารย์เค้ามืออาชีพนี่”  

“อืม... จริง ฉันยังรู้สึกยังกับว่าเห็นสกรรจ์ออกมาแสดงจริงๆ เลยว่ะ แก...”  

“ยะ อย่าพูดอย่างงั้นสิ ฉันกลัวนะ”  

“ฉะ ฉันก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วสิ”  

“บรื๊อ/บรื๊ออ!!”  

เพราะเป็นวิชาการแสดงที่นิศามนกำลังสอนวิธีแสดงในบทบาทต่างๆ สลับกับแสดงเป็นตัวอย่างให้ดูอยู่ กับให้นักศึกษาลองแสดงเองบ้าง ทุกคนในชั้นเรียนจึงคิดว่านิศามนในตอนนี้นั้นกำลังแกล้งแสดงบทบาทว่าสกรรจ์ยังไม่ตาย และการแสดงนั้นสมจริงราวกับนิศามนสามารถเรียกวิญญาณของสกรรจ์ให้ปรากฏออกมาเป็นตัวเป็นตนได้จริงๆ ส่วนนิศามนเองก็นึกว่านักศึกษาแสดงบทบาทความกลัวผีได้สมจริงโดยไม่รู้แม้แต่นิดเดียวว่า คนที่เธอเข้าใจว่ากำลังพูดคุยอยู่ด้วยนั้น ‘จะไม่ใช่คนเสียแล้ว’  

“ฉะ ฉันไม่ไหวแล้ว” ปราลีนักศึกษาสาวผู้จิตอ่อนที่ดันเกิดเห็นสกรรจ์ขึ้นมาจริงๆ ถึงกับขอตัวหนีไปอาเจียนในห้องน้ำ 

............... 

 

ในเช้าของอีกวัน กว่าที่วิญญาณของปุณณมาจะตื่นขึ้นมาจากการพักฟื้นของพลังจนก่อเกิดเป็นร่างได้อีกครั้งก็หลังงานศพของสกรรจ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยความที่วิญญาณของเธอสูญสิ้นพลังไปเสียก่อนที่รถของผู้กำกับปริณจะขับพาชินดนัยผ่านประตูรั้วเข้าไปส่งที่บ้านเพียงไม่กี่อึดใจ จึงทำให้คลาดกันไปอย่างเฉียดฉิว นั่นเองจึงทำให้เมื่อวิญญาณของปุณณมาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งจึงบังเกิดความคิดถึงชินดนัยขึ้นมาอย่างรุนแรง จากประสบการณ์การสูญสิ้นความรู้สึกตัวและการกลับมาปรากฏตัวใหม่หลายครั้งเข้า จึงทำให้ปุณณมาเรียนรู้ว่าวิญญาณของเธอไม่ใช่วิญญาณติดที่ที่จะปรากฏตัวเฉพาะก็แต่ในที่ที่ยึดติดเท่านั้น แต่วิญญาณของเธอเป็นวิญญาณติดตามมนุษย์ และมนุษย์ที่ว่านั้นก็คือชินดนัยนั่นเอง 

โดยปกติแล้วยามที่ปรากฏร่างในแต่ละครั้งเธอมักจะปรากฏตัวออกมาใกล้ๆ กับชินดนัยเสมอ แต่ครั้งนี้การปรากฏตัวของเธอดูเหมือนจะปรากฏห่างไกลชินดนัยอยู่ไม่น้อย แม้จะเห็นร่างชายผู้เป็นที่รักแต่ก็อยู่เพียงแค่ไกลๆ ชินดนัยกำลังเข้าเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่วิญญาณของเธอกลับมาปรากฏตัวอยู่แค่เพียงหน้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น ปุณณมารู้สึกประหลาดใจ แต่ความดีใจเมื่อได้เห็นชินดนัยมีมากกว่าที่จะมัวแต่มาคิดเรื่องหยุมหยิม วิญญาณสาวเคลื่อนกายตามติดชินดนัยไปในทันที 

“โอ๊ย! กรี๊ดดดด!!” แต่เมื่อร่างของเธอล่องลอยไปหาเขาที่อยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยก็พบว่ามีกำแพงไฟอันร้อนแรงที่คอยแผดเผาร่างของเธอกั้นขวางอยู่ จนกระทั่งวิญญาณสาวถึงกับผงะถอยออกมาด้วยความเจ็บ ปวดแสบปวดร้อน 

“ชิน! ชิน!! นี่มันอะไรกัน ร้อน ร้อน ปุ่นร้อน ชินช่วยปุ่นด้วย” ความร้อนนั้นสร้างความเจ็บปวดเจียนตายให้กับวิญญาณสาว จนไม่อาจเข้าใกล้ได้ ได้แต่ร้องโอดครวญอย่างน่าเวทนา วิญญาณของปุณณมาพยายามส่งเสียงเรียกชายอันเป็นที่รักทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาไม่มีทางได้ยินเสียง มันเป็นความเจ็บปวดที่ยิ่งกว่าถูกกำแพงไฟนั้นเผาเมื่อทั้งๆ ที่เห็นเขาอยู่ตรงหน้า แต่เธอกลับเข้าไปใกล้ชิดเขาเช่นเคยไม่ได้ “โอ๊ย! โอ๊ย!! ไฟอะไรกันนี่ ชิน ชินช่วยปุ่นด้วย!” ทุกครั้งที่เข้าใกล้หรือสัมผัสกำแพงไฟนั้นปุณณมารู้สึกราวกับวิญญาณของเธอจะมอดไหม้จนสลายไปอีกเป็นครั้งที่สอง 

“กรี๊ดดดดดด!!!” ปุณณมากรีดร้องด้วยความคับแค้น แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ได้แต่เพียงจ้องมองชินดนัยอยู่ไกลๆ ภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยนั่นเอง “กรี๊ดดดดดด!!!” 

............... 

 

ขณะเดียวกันกับที่ปุณณมากลับมาปรากฏร่างอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัย นิศามนเองก็กำลังบีบนวดขมับของตัวเองอยู่ในห้องพักอาจารย์อย่างกลัดกลุ้ม เมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของลูกศิษย์หนุ่มของเธอ คิดไม่ถึงว่าการมองเห็นวิญญาณของเธอจะเล่นเล่ห์กลกับเธอได้มากขนาดนี้ ก็จะไม่ให้กลุ้มได้อย่างไร ในเมื่อเมื่อวาน เธอเพิ่งมองเห็นเขาอยู่ในห้องเป็นตัวเป็นตนราวกับยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ทั้งๆ ที่เจ้าตัวถูกระบุว่าเสียชีวิตในคืนก่อนหน้านั้นเสียอีก และเธอก็ไม่สามารถคิดได้ว่าเรื่องนี้จะเป็นการเล่นตลกของตำรวจกับเวลาการตายของคนคนหนึ่งไปได้อย่างไร ดังนั้นถึงตอนนี้แล้วนิศามนย่อมมั่นใจเป็นมั่นเหมาะว่าสกรรจ์คนที่เธอพูดคุยและซักซ้อมการแสดงต่อหน้านักศึกษาทั้งคลาสในวันนั้นย่อมไม่ใช่อื่นใดนอกจากวิญญาณของเจ้าตัวนั่นเอง 

“ก่อนหน้านั้นก็วิญญาณของนักศึกษาสาว มาคราวนี้ก็เป็นวิญญาณนักศึกษาหนุ่มอีกคนอย่างนั้นเหรอ” นิศามนพึมพำกับตัวเองพลางนวดขมับของตนเองหนักมือขึ้น “ดูเหมือนว่าการเห็นวิญญาณของนักศึกษาสาวคนนั้นจะเป็นสวิตช์เปิดการมองเห็นวิญญาณของเราขึ้นมาอีกครั้งอย่างนั้นสินะ” นานมากแล้วที่นิศามนมองไม่เห็นวิญญาณใดๆ เลย จากที่ในตอนแรกเธอเพียงแค่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเพื่อให้แม่ของเธอสบายใจว่าลูกสาวไม่ได้เป็นคนผิดปกติใดๆ แต่เมื่อแกล้งทำเป็นไม่เห็นนานๆ ไป วันหนึ่งเธอจึงมองไม่เห็นพวกมันขึ้นมาจริงๆ จนกระทั่งเกิดเรื่องของแก้วกาญจน์ขึ้น ตอนนี้อาจารย์สาวรู้สึกแล้วว่าถ้าไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบเดียวกับที่เคยเกิดกับแก้วกาญจน์ขึ้นกับเหล่าลูกศิษย์ของเธอแล้วละก็เธอคงต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว 

ดังนั้นเช้านี้ เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย ยันต์สองใบในกระเป๋าถือของนิศามนจึงถูกติดไว้ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยตรงใต้ซุ้มประตูที่ยากที่จะมีใครสังเกตเห็น และนั่นเองที่ทำให้ปุณณมาไม่อาจที่จะผ่านเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ 

............... 

 

ปุณณมาอาจจะเข้าไปในมหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่เฌอเอมเข้าได้ ร่างงามอาจจะดูซูบซีดไปบ้างจากอาการซึมเศร้าเพราะการจากไปของสกรรจ์ในช่วงนี้ แต่ก็ยังคงความเฉิดฉายสมกับที่เคยเป็นนางแบบมีรูปลงในนิตยสารมาหลายเล่มแล้ว 

“หวัดดีชิน” แม้พยายามจะทำตัวให้เหมือนปกติโดยการเข้ามาทักทายฉอเลาะชินดนัยแต่เช้า แต่คนช่างจ้อที่นั่งอยู่ข้างๆ ชินดนัยผู้ถูกทักก็ดูออกว่าแสร้งทำ โตมรจึงปิดปากสนิทไม่ต่อล้อต่อเถียงเช่นก่อนเคย “อะไรกันตั้มทำไมวันนี้เงียบเป็นหมาหงอยอย่างนั้นล่ะ หรือว่าขาดคนลับฝีปากอย่างสกรรจ์ไปคน แล้วก็เลยเกิดคิดถึง” น้ำเสียงยามพูดถึงสกรรจ์นั้นยังสั่นจนคนฟังรู้สึกได้ จึงได้แต่ตอบๆ ตามน้ำไป “อือ ก็งั้นแหละ” เพราะชินดนัยเล่าเรื่องระหว่างเฌอเอมกับสกรรจ์ให้โตมรฟังแล้ว คนร่างเล็กจึงไม่โต้ตอบไปกับการยั่วเย้าของอีกฝ่ายเพราะรู้ดีว่าคนที่เจ็บปวดในเรื่องนี้ที่สุดก็คือตัวเฌอเอมนั่นเอง 

เมื่อวานนี้หลังจากที่ชินดนัยไปส่งเฌอเอมที่คอนโดมิเนียม หญิงสาวตัวสั่นสะท้านยามเมื่อต้องผ่านจุดที่ใครต่อใครพากันบอกเล่าว่าเป็นจุดที่สกรรจ์ตกลงมา จนกระทั่งเขาต้องขึ้นไปส่งเธอถึงที่ห้อง “อยู่กับเราสักเดี๋ยวก่อนได้ไหม” แล้วก็ปฏิเสธคำขอของเธอไม่ได้อีกครั้ง 

ในระหว่างที่เฌอเอมเปลี่ยนเสื้อผ้าผลัดจากชุดนักศึกษามาเป็นชุดลำลอง ชินดนัยซึ่งไม่รู้จะทำอะไรจึงเปิดอัลบั้มภาพที่วางอยู่บนโต๊ะข้างโซฟารับแขกสีครีมอ่อนดูไปเรื่อยๆ บนโต๊ะที่มีพื้นด้านบนเป็นกระจกนั้น มีอัลบั้มเรียงรายอยู่หลายเล่ม และภาพในนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นภาพของครอบครัวตามปกติที่เอาไว้ให้แขกไปใครมาได้รับชมช่วงหนึ่งของชีวิตเจ้าของห้อง มีทั้งภาพของเฌอเอมในสมัยยังเป็นเด็กสาว และวัยรุ่นตามลำดับ เด็กสาวในภาพสดใสเสียจนนึกไม่ออกว่ากลายมาเป็นสาวเปรี้ยวอย่างในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ชินดนัยพลิกอัลบั้มนั้นไปทีละรูปอย่างช้าๆ ก่อนที่จะพบว่า ภาพภาพหนึ่งได้หายไป เป็นเพราะภาพที่หายไปอยู่ท่ามกลางภาพอื่นๆ ที่ถูกสอดไว้จนเต็มทั้งสองหน้าของอัลบั้ม มันจึงดูออกได้ง่าย ราวกับเพิ่งถูกดึงออกไปเมื่อไม่นานมานี้ ชินดนัยเกิดสงสัยในภาพที่หายไปจึงเปิดไล่ดูทีละอัลบั้มแต่ก็ไม่พบว่ามีรูปถ่ายรูปไหนเกินออกไปอยู่ในอัลบั้มอื่นๆ จนกระทั่งเฌอเอมกลับเข้ามาในห้องรับแขกที่เขานั่งอยู่ ตอนนี้หญิงสาวอยู่ในชุดผ้าไหมประดับลายลูกไม้สีชมพูอ่อนตัวบางสำหรับใส่อยู่กับบ้านเท่านั้น “กำลังหานี่อยู่เหรอ” ในมือของเธอมีรูปขนาด 4 x 6 นิ้วใบหนึ่งโบกไปมา ชินดนัยถึงกับกลั้นหายใจด้วยความอยากรู้ ว่าสิ่งใดกันหนอที่อยู่ในรูปถ่ายใบนั้น 

บางทีมันก็เป็นแค่ความสงสัยธรรมดา แต่ความสงสัยอันเป็นธรรมดานี้แหละที่มักจะสร้างให้เกิดเป็นความติดค้างอยู่ภายในใจอย่างยากที่จะสลัดหลุด มนุษย์เป็นปุถุชน ปุถุชนย่อมมีความสงสัยเป็นธรรมดา แต่กระนั้นชินดนัยก็ยังคงมีมารยาทและความอดทนพอที่จะรอให้เฌอเอมเป็นผู้เฉลยเองว่ารูปในมือเธอนั้นเป็นรูปอะไร บางที... อาจจะเป็นรูปน่าอายสมัยเด็กๆ หรือบางทีอาจจะเป็นรูปที่อาจจะโป๊ หรือเปลือยในบางส่วน หรือไม่ก็... รูปของคนที่เคยรัก 

“ครั้งหนึ่ง ฉันเคยรักเขามาก” เฌอเอมเริ่มเล่าเรื่องราวของผู้ที่อยู่ในรูป “ฉันก็เลยรับไม่ได้เมื่อเขายอมทิ้งความฝันของเขาเพื่อฉัน” น้ำตาของเธอเริ่มรื้นขึ้นมา และขอบตาก็ร้อนผ่าวจนแดง มันเป็นรูปคู่ของเธอกับสกรรจ์ในชุดนักบาสเกตบอลทีมชาติ “ฉันก็เลย... แกล้งหันไปหาเธอ เพื่อที่จะกระตุ้นให้เขากลับไปตามหาความฝัน...” เฌอเอมก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาชินดนัยที่มองจ้องมาที่เธอ “โกรธฉันไหม” 

“ไม่หรอก ฉันไม่โกรธ แค่ไม่รู้เท่านั้นเองว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร” 

“ขอโทษนะที่คิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือ” 

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันคิดว่าฉันพอเข้าใจ” 

“ปุณณมาเป็นผู้หญิงที่โชคดีนะ” 

“ไม่หรอก ฉันต่างหากที่โชคดีที่มีปุ่น” เฌอเอมถอนหายใจยาวเมื่อได้ยิน รับรู้ได้ทันทีว่าระหว่างคนทั้งคู่นั้นไม่มีช่องว่างเอาไว้สำหรับเธอจริงๆ “นายเป็นคนดีนะ ระหว่างที่ฉันแกล้งทำเป็นชอบนาย ฉันว่าฉันรู้สึกชอบนายขึ้นมาจริงๆ บ้างแล้วล่ะ” 

“ชอบมากกว่าสกรรจ์งั้นเหรอ?” 

“ไม่รู้สิ ฉัน... ฉันไม่รู้อะไรอีกต่อไปแล้ว” 

“ฉัน... ไม่อาจรักใครได้อีกแล้วนอกจากปุ่น” 

“แม้ว่าเธอจะตายไปแล้วอย่างนั้นเหรอ?” 

“ใช่! แม้ว่าเธอจะตายไปแล้วก็ตาม” คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวหยิบรูปของอดีตเพื่อนร่วมชั้นขึ้นมาลูบคลำอย่างอาลัย อดีตรักได้เอ่อล้นขึ้นมาจนจุกอก และไม่อาจกลั้นหยดน้ำตาได้อีกต่อไป 

เฌอเอมปล่อยโฮต่อหน้าชินดนัยอย่างไม่อาย ไม่มีหน้ากากของนางแบบสาวจอมทระนงเหลืออยู่อีกแล้ว เหลือเพียงแค่เด็กสาวเฌอเอมในสมัยม.ปลายที่กลับมาอีกครั้ง ชินดนัยลูบศีรษะเพื่อนสาวเพื่อปลอบประโลม ยอมยกไหล่ข้างหนึ่งให้เธอซบร้องไห้ ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นนะ แค่ครั้งนี้เท่านั้น ชินดนัยคิดอยู่ภายในใจของตนเองลำพัง 

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ครั้งก่อนเก่าของสกรรจ์และเฌอเอมแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเพียงเรื่องเดียวที่เขาไม่ได้เล่าให้โตมรฟังในเช้านี้ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องของความรัก แต่ตอนนี้โตมรก็มั่นใจแล้วว่าทำไมสกรรจ์จึงเขม่นเพื่อนเขานัก และทำไมเฌอเอมถึงวนเวียนเข้ามาเกาะแกะชินดนัยไม่ยอมเลิก แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้ ว่าแต่นี้ไป เรื่องราวทั้งหลายหลากจะเป็นอย่างไรต่อไป ยิ่งเมื่อยามนึกถึงชื่อของปุณณมาขึ้น ขนแขนของโตมรก็พากันลุกชูชันมาอย่างพร้อมเพียงกันโดยไม่มีสาเหตุ จนเจ้าตัวถึงกับสะท้านเฮือกใหญ่

................ 

 

เปลวเพลิงสีฟ้าโหมลุกมาจากเหนือซุ้มประตู เมื่อแหงนหน้าขึ้นดูก็รู้ถึงสาเหตุ รู้สึกโกรธแค้นคนที่นำยันต์มาติดไว้จนแทบคลั่ง ได้แต่ทนมองเห็นชินดนัยสนิทอยู่กับเฌอเอมอยู่ไกลๆ “หรือว่ายันต์นี้เป็นฝีมือของยัยเฌอเอมนั่น” ด้วยความโกรธเข้าบังตาจนกลายเป็นความเกลียดความเคียดแค้นจนพาลหาเรื่องคิดเองเออเองเอาว่าเป็นฝีมือเฌอเอมที่นำยันต์นี้มาติดเพื่อกันไม่ให้เธอได้เข้าใกล้ชินดนัยได้ วิญญาณสาวจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ “ยัยเฌอเอม คิดจะเล่นอย่างนี้สินะ ได้! ถ้าอยากจะเล่นกันแรงๆ ละก็ได้เลย” วิญญาณปุณณมาคำรามอย่างคลั่งแค้น บัดนี้ไม่เหลือเค้าของความดีงามดังยามที่เจ้าตัวยังคงมีชีวิตเลยแม้แต่น้อย 

 

ติ๊กๆ ๆ ...... 

ในขณะที่เข็มของนาฬิกาของหอนาฬิกามหาวิทยาลัยเดินไปเรื่อยๆ ในแต่ละรอบ วิญญาณของปุณณมาที่เคยลนลานอยากจะฝ่าเข้าไปในมหาวิทยาลัยใจแทบขาด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า ก็สามารถข่มใจให้หยุดลอยตัวนิ่งสนิทรอคอยเวลาอยู่ที่หน้าประตูของมหาวิทยาลัยได้อย่างอดทนราวกับรูปสลัก จนกระทั่งเข็มยาวเดินครบรอบไปที่เลขสิบสอง ในขณะที่เข็มสั้นกระดิกไปตรงเลขสี่อีกครั้งพอดิบพอดีพร้อมๆ กับที่เสียงออดหมดคาบเรียนดังนั้นนั่นแหละเธอถึงจะชำเลืองหางตามองไปทางนาฬิกาเสียครั้งหนึ่ง เลิกเรียนแล้ว เวลาที่เธอกำลังรอคอยกำลังจะมาถึง วิญญาณสาวจ้องเข้าไปในมหาวิทยาลัยไม่วางตา เหล่าบรรดานักศึกษากำลังทยอยกันออกมาเพื่อที่จะกลับบ้าน หรือพากันไปสุมหัวกันต่อหลังเลิกเรียนแต่ปุณณมาไม่สนใจใครอื่น นอกเสียจากคนคนเดียวจากในหมู่คนพวกนั้นเท่านั้น “ยัยเฌอเอม ยัยแมวขี้ขโมย” 

 

ร่างระหงของเฌอเอมโบกมือให้กับพิมเพื่อนสนิทและเต้ที่มารอรับเหมือนเช่นเคย ยิ้มส่งจนกระทั่งทั้งคู่ลับหายไปจากสายตา เฌอเอมถอนหายใจเฮือกใหญ่ การแกล้งทำว่าสบายดีนี่กินเรี่ยวกินแรงเหลือเกิน ให้แกล้งทำตัวร้ายๆ ยังง่ายกว่าเสียอีก สองจิตสองใจอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยว่าจะกลับบ้านเลยดี หรือจะทำอะไรต่อดี ช่วงนี้ก็ไม่มีงานแสดง หรือเดินแบบเข้ามาเสียด้วยสิ หญิงสาวยืนคิดไม่ตกอยู่ตรงนั้นอยู่นาน โดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียวว่า ห่างออกไปไม่กี่ก้าวนอกขอบเขตของมหาวิทยาลัยจะมีใครคนหนึ่งยืนจ้องหน้าเธออยู่อย่างกินเลือดกินเนื้อ ใครสักคนที่ไม่ใช่คนแต่เป็นวิญญาณไปแล้วตนนั้น 

หันไปหันมาก็สะดุดสายตาเข้ากับร้านบิวตี้ซาลอนของโมเดลลิ่งโสภณเข้าจนได้ ก็ดี! ไปทำหน้าทำผมเสียหน่อยเผื่อว่าจะได้สบายใจขึ้น เอ๊ะ! ในขณะที่เดินผ่านรั้วประตูมหาวิทยาลัยออกไปก็รู้สึกเหมือนชนเข้ากับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง จนกระทั่งสมุดโน้ตในมือและแฟ้มเอกสารหลุดหล่น แต่แม้จะหันไปรอบๆ กี่รอบก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอยู่ใกล้พอที่จะชนเลยนี่นา เฌอเอมก้มลงเก็บสมุดและแฟ้มที่หล่นกระจัดกระจายอย่างงุนงง แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร บางทีเธออาจจะมัวคิดมากไปจนกระทั่งสะดุดลมในอากาศเข้าก็ได้ คิดในใจขำๆ จนกระทั่งเก็บของที่หล่นขึ้นมาจนครบแล้วจึงเดินข้ามถนนไปยังร้านของโสภณพลางส่ายหัวระอาใจกับความป้ำๆ เป๋อๆ ของตัวเองไปพลาง ในขณะที่ร่างโปรงใสที่เพิ่งถูกชนหันมองตามเข้าไปยังร้านที่นักศึกษาสาวเข้าไปอย่างไม่วางตา 

มือของช่างทำผมในร้านเบาสบายขณะนวดและขยี้เบาๆ อยู่บนศีรษะจนทำให้รู้สึกเคลิ้ม หลังจากสระและดัดตรงเสร็จก็พันด้วยผ้าขนหนูเพื่ออบ ขณะเดียวกันที่ตาก็ถูกปิดทับเอาไว้บางๆ ด้วยแตงกวาสำหรับบำรุงความชุ่มชื่น ระหว่างรอให้เครื่องอบทำงานครบตามเวลา ช่างซึ่งเป็นลูกจ้างของร้านก็ขอตัวไปเติมแป้งและลิปสติกของตัวเองในห้องแต่งตัวบ้าง ซึ่งนั่นอาจจะเป็นโชคดีของเธอที่ไม่ต้องได้มาเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงนั้นหลังจากนี้ 

และก็เป็นเรื่องดีของวิญญาณของปุณณมาเช่นกันที่ไม่มีก้างมาคอยขัดขวางคอ 

ในขณะที่เก้าอี้เสริมสวยถูกปรับเอนลงจนอยู่ในท่านอน เฌอเอมหลับตาพริ้มด้วยความสบายเนื้อสบายตัว วิญญาณของปุณณมาก็ปรากฏตัวออกมาข้างๆ วิญญาณสาวเอียงคอมองคู่แข่งคนสำคัญอย่างพินิจพิเคราะห์ แขนขารึก็ยาว ผิวรึก็ขาว ทรวดทรงองค์เอวล้วนแต่สวยงามสมส่วนสัด ไม่แปลกใจเลยสักนิดเดียวถ้าชินดนัยจะเผลอไผลไปหลงเสน่ห์นังคนนี้เข้า ว่าแต่ทางด้านจิตใจเล่า เธอจะรักชินดนัยได้อย่างที่ฉันรักไหมหนอ... พิจารณาพลางก็เคลื่อนกายไปอยู่ทางด้านเหนือศีรษะที่บัดนี้ถูกเอนลงจนต่ำ เส้นผมสีดำยาวและตรงคลอเคลียอยู่บนใบหน้าและพวงแก้มสาว ทำอย่างไรถึงจะสาแก่ใจที่บังอาจมาล่อลวงชินดนัยกันดีนะ หักคอเสียซะตรงนี้ หรืออุดปากอุดจมูกดี มีดโกนในร้านก็มีให้พร้อมเสียด้วย หรือจะหลอกให้กลัวจนหัวใจวายตาย อย่างไหนถึงจะสาแก่ใจมากกว่ากันนะ ในขณะที่กำลังคิดใคร่ครวญถึงวิธีการอยู่นั่นเอง 

โฮ่งๆ โฮ่งๆ โฮ่ง! 

เสียงเห่ากรรโชกอย่างดุร้าย ราวกับนักล่าสายพันธุ์โหด กลับออกมาจากปากของสุนัขตัวจิ๋วพันธุ์ชิวาว่าอย่างไม่สมตัว 

“ชู่ว์!! ลักกี้ นั่นแกเห่าใครกันน่ะ เงียบๆ หน่อยสิ” เฌอเอมผู้คุ้นเคยกับร้านและเจ้าหมาตัวจ้อยดี จุ๊ปากปราม พร้อมกับกำลังสงสัยว่าเจ้าลักกี้มันกำลังเห่าใครหรืออะไรจึงร้องถามขึ้น “นั่นใครน่ะ? มีใครอยู่ตรงนั้นไหม?” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ 

ปุณณมาขยับตัวช้าๆ ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากให้เจ้าลักกี้เงียบ แต่เจ้าตัวน้อยกลับไม่ฟังเสียงยิ่งเห่ากรรโชกเข้าใส่มากยิ่งขึ้น จนวิญญาณสาวรู้สึกรำคาญ เจ้าหูตั้งตาโตนั้นอยู่นอกระยะห่างของแขน แต่ก็ไม่เป็นปัญหา ปุณณมายืดแขนออกไปจนยาวเฟื้อยไล่ตามจนกระทั่งหิ้วร่างปุกปุยของมันขึ้นมาได้ เจ้าชิวาว่าตัวจิ๋วเมื่อโดนหิ้วก็พยายามกัดข่วนมือที่หิ้วคอมันแต่ก็ไม่ได้ผลนอกจากกัดเข้ากับธาตุอากาศ จึงได้แต่ส่งเสียงร้องเอ๋งๆ ด้วยความหวาดกลัวจนฉี่ราดจนเลอะไปทั้งร้าน 

วิญญาณสาวพาเจ้าตัวดีไปที่ด้านหลังร้าน พอประตูเปิดเจ้าชิวาว่าขนเกรียนก็ถูกโยนออกไปข้างนอกอย่างไม่ไยดี จากนั้นร่างโปร่งแสงก็วกกลับมาที่เก้าอี้เสริมสวยที่เฌอเอมอยู่อีกครั้ง แต่ทว่า ตอนนี้เฌอเอมก็ไม่ได้อยู่คนเดียวเสียแล้ว เมื่อช่างประจำร้านเกิดได้ยินเสียงเจ้าลักกี้จึงกลับมาดู พร้อมกันกับที่เจ้าของร้านก็กลับมาจากข้างนอกพอดี ทำให้ปุณณมาต้องพลาดโอกาสที่จะเล่นงานคู่อาฆาตไปอย่างน่าเสียดาย 

ความโกรธแล่นมาขึ้นบนใบหน้า นัยน์ตาก็แดงก่ำ “ไอ้หมาเวร” สบถพึมพำก่อนลอยถอยหลังออกไปทางด้านหลังร้าน คราวนี้ทะลุผ่านประตูออกไปเลยโดยไม่จำเป็นต้องเปิด แล้วก็บังเกิดเหมือนเสียงกระดูกหักเบาๆ จากตรงหลังร้านที่เธอและเจ้าลักกี้อยู่ โดยที่เสียงดังกล่าวมิอาจเล็ดลอดเข้าไปในห้องแอร์ให้ใครได้ยิน 

เอ๋ง! เอ๋ง!! ... กร๊อบๆ ๆ!!! 

.............. 

 

สายลมพัดพาพยับเมฆให้เคลื่อนคล้อยมารวมกันเหนือท้องฟ้าราวกับลางบอกเหตุร้ายอะไรสักอย่าง พฤกษ์พนาคอนโดมิเนียมของเฌอเอม ผู้คนยังพากันแตกตื่นตกใจกันไม่หายจากเหตุผู้ร่วมอาคารพักอาศัยเดียวกันกับพวกเขาเพิ่งกระโดดลงมาเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่วัน เสียงกระซิบกระซาบจากผู้คนบางประเภทที่เล่าได้ราวกับรู้จริงกระพือโหมสร้างภาพเหตุการณ์ให้น่าวิตกขวัญผวาเกินจริงยิ่งขึ้นไปอีก จนแทบไม่มีใครกล้าออกมาเดินอยู่ภายนอกหากไม่มีธุระจำเป็นใดๆ จริงๆ 

สายฝนได้โรยโปรยตัวลงมาแล้วยามที่วิญญาณของปุณณมามาปรากฏตัวที่หน้าคอนโดมิเนียมแห่งนี้อีกครั้ง ยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบบริเวณยิ่งวิเวกวังเวงยิ่ง บัดนั้นสายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมาดังกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว รอยยิ้มแสยะบนใบหน้าซีดเซียว เมื่อตอนเย็นเธออาจจะพลาดโอกาสไป แต่ครั้งนี้แหละที่เธอจะไม่พลาดอีก หญิงสาวผู้ไร้ร่างแหงนมองไล่ขึ้นไปตามตัวอาคาร ชั้นหนึ่ง สอง สาม แล้วจึงหยุดสายตาลงตรงที่ชั้นเจ็ดพอดิบพอดี 

 

แม้ด้านนอกสายฝนยะเยือกจะโปรยปราย แต่คนภายในห้องน้ำกำลังอุ่นสบายด้วยสายน้ำร้อนจากเครื่องทำน้ำอุ่น เฌอเอมถูสบู่ไล้ไปทั่วทั้งเรือนร่าง การเสริมสวยทำให้อารมณ์ดีได้ก็เพียงแค่ชั่วครู่ หากแต่ความเหนื่อยล้าในจิตใจกลับหนักอึ้งและอ่อนเพลียเสียจนอยากจะรีบอาบน้ำนอนแต่หัววัน ปิดน้ำที่ชำระล้างร่างกายเสร็จกำลังจะหันไปคว้าผ้าเช็ดตัว พลันก็ต้องชะงักกึกเมื่อเหมือนกับมีบางสิ่งล่องลอยมากระทบโสตประสาท มันเป็นกลิ่นหวานเอียนของดอกกุหลาบ อดนึกแปลกใจไม่ได้ เมื่อที่หน้าห้องวันนี้แน่นอนว่าย่อมไม่มีดอกกุหลาบมาวางเอาไว้ดังเช่นเคย เพราะคนที่คอยนำมาวางไว้ให้เสมอ บัดนี้ก็ไม่ได้อยู่ในโลกนี้เสียแล้ว หวามในอกวาบคิดแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ “นี่เราถึงขนาดละเมอว่าได้กลิ่นไปเองเชียวหรือ” หญิงสาวส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆ เมื่อร่างในผ้าขนหนูพยายามสอดส่ายสายตาหาไปทั่วทั้งห้องแล้วแต่ก็ไม่พบว่าที่มาของกลิ่นนั้นจะมาจากตรงไหน เจ้าของห้องทิ้งตัวลงนอนแทบจะทันทีที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ความเหนื่อยล้าและโศกาพาถอดใจไม่หาต่อ และเมื่ออากาศภายนอกเป็นใจไม่นานนักเจ้าของห้องสาวจึงผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว 

 

ด้านหน้าห้อง ปุณณมาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายก็ได้มาปรากฏกายอยู่ แต่เหตุผลเดียวที่ยั้งวิญญาณสาวเอาไว้ไม่ให้เข้าไปหักคอคนที่อยู่ข้างใน ก็คือเงาร่างร่างหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นมาขวางตรงหน้าเอาไว้เสียก่อน 

“สกรรจ์!?” ร่างสูงใหญ่ที่ปรากฏกายขึ้นขวางหน้านั่น เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี และแม้จะเป็นร่างวิญญาณเช่นกันแต่สกรรจ์ก็นับว่าสูงใหญ่กว่าเธอมาก ดังนั้นสายตาที่มองตรงๆ ของเธอจึงอยู่แค่ที่ระดับอกของเขาเท่านั้น 

“ฉันนึกว่านายตายไปแล้วเสียอีก” 

“ก็ตายไปแล้วน่ะสิ เธอเป็นคนฆ่าฉันเองนะ จำไม่ได้หรือไง” วิญญาณตัวใหญ่กว่าที่อยู่ตรงหน้าได้ยินดังนั้นจึงจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง 

“อ้อ...” 

“อ้อ? แค่นั้นเหรอ!?” 

“อือ... ใช่ๆ จำได้สิ” 

“อ้อ... อือ ใช่ๆ จำได้สิ แหม! เธอนี่ก็ช่างตลกดีนะ ชักสงสัยแล้วสิว่าทำไมตอนยังมีชีวิตถึงได้เอาแต่เงียบๆ ไม่เห็นตลกอย่างนี้เลยนี่” สกรรจ์หรือถ้าจะเรียกให้ถูกคือวิญญาณของสกรรจ์สะอึกหัวเราะ ในขณะที่วิญญาณสาวทำเป็นเชิดหน้าใส่คำประชดของเขา 

“ปล่อยวางแล้วไปผุดไปเกิดเสียจะดีกับตัวเธอเองมากกว่า เชื่อสิ” สกรรจ์ลดโทนของน้ำเสียงลงเป็นอ่อน ขณะออกปากเตือนอดีตเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย ที่อีกทั้งยังเป็นผู้สังหารตนด้วย แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงไปในน้ำเสียงนั้น 

“ปล่อยไปให้แฟนนายได้เสวยสุขอย่างนั้นสินะ” ความอัดอั้นที่ถูกขัดขวางเป็นครั้งที่สองของวันระเบิดออกมาในรูปของความโกรธจัด จนถึงขนาดกระแทกร่างวิญญาณที่สูงใหญ่ของอีกฝ่ายไปจนติดผนัง 

“อั๊ก!” 

“ปล่อยวางอย่างนั้นเหรอ” ร่างโปร่งแสงลอยวูบตามติดเข้าไปคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของอีกฝ่ายก่อนที่จะโยนออกไปจนพ้นทาง 

โครม!! 

“อย่ามาขวางทางฉัน” ร่างวิญญาณของสกรรจ์ถูกโยนไปจนสุดทางเดินกระแทกเข้ากับผนังอีกฝั่งดังโครมใหญ่ เห็นเป็นร่างเล็กๆ ของหญิงสาว สกรรจ์จึงนึกไม่ถึงว่าพลังวิญญาณของปุณณมาจะมีพลังแห่งความโกรธและเกลียดมากมายขนาดนี้ ดูเหมือนคำพูดที่ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลจะเป็นเรื่องจริง เมื่อปริมาณของพลังวิญญาณขึ้นอยู่กับอารมณ์ อีกทั้งยังพลั้งเผลอร่างวิญญาณของเขาจึงถูกร่างที่เล็กกว่ามากอย่างปุณณมาจับโยนเสียจนปลิวหวือไปได้โดยง่าย 

“ถ้าเฌอเอมตาย พวกนายก็จะได้อยู่ด้วยกันยังไงล่ะ” ปุณณมาเอาคำพูดของสกรรจ์ที่เคยพูดกับเธอในตอนที่เขาคิดจะฆ่าชินดนัยกลับมาย้อนใส่เขาบ้าง 

แต่วิญญาณของสกรรจ์ซึ่งแต่เดิมเมื่อครั้งยังมีชีวิตก็เป็นพวกที่มีสมาธิดีอยู่แล้วจากการเล่นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิสูงอย่างการเล็งลูกบาสให้ลงห่วง จึงสามารถรวบรวมจิตขึ้นต้านความโกรธของปุณณมาได้ในระดับหนึ่ง เขาใช้จิตย้ายร่างของตนวูบเข้ามาคว้าจับแขนของปุณณมาไว้ไม่ยอมให้เข้าไปในห้องได้โดยง่าย 

“นั่นเป็นความเข้าใจไปเองของฉัน ตอนที่ยังไม่ตาย แต่ตอนนี้ที่ตายแล้ว และเธอเองก็ตายแล้วเหมือนกันแบบนี้ เธอเองก็น่าจะรู้ดีนี่ว่า แม้จะตายไปแล้วเหมือนกันก็ใช่ว่าจะได้อยู่ด้วยกันเสมอไป เราต่างฝ่ายต่างมีกรรมเป็นของตน เมื่อตายไปแล้ว ย่อมต้องแยกย้ายกันไปตามแต่กรรมของใครของมันจะกำหนด” 

“ไม่! ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่ว่า ฉันจะอยู่กับชิน และไม่ว่าใครก็ตามที่คิดจะขัดขวาง ฉันจะกำจัดมัน ฉันจะทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดมันให้พ้นไปจากเส้นทางชีวิตของฉันและชิน” วิญญาณของปุณณมาพยายามจะสะบัดแขนให้หลุดจากการจับกุม แต่วิญญาณของสกรรจ์ก็ยังแกร่งพอที่จะต้านทานอำนาจโกรธของเธอได้ เขามองเธออย่างเวทนา จริงอย่างที่คำเขาว่าคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ 

ในสมัยเมื่อที่ปุณณมายังคงมีชีวิต สกรรจ์มองไม่ออกเลยว่าในจิตใจของปุณณมาผู้เงียบขรึมและเรียบร้อยจะมีด้านมืดที่มืดสนิทได้ถึงขนาดนี้ นี่ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาในวันนั้นที่เธอฆ่าเขา และวันนี้ที่เธอกำลังจะเข้าไปเพื่อฆ่าเฌอเอม เขาคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าปุณณมาจะก้าวร้าว และอำมหิตได้ถึงขนาดนี้ นึกไม่ถึงว่าเด็กสาวปุณณมาผู้แสนดีของใครๆ คนนั้น จะกล้าฆ่าคนได้ หนำซ้ำยังดูเหมือนจะไม่รู้สึกผิดเสียด้วย แล้วนี่ยังถึงกับจะทำอย่างนั้นซ้ำอีก ‘เธอกำลังจะเข้าไปฆ่าเฌอเอม...’ แค่คิด ในใจของเขาก็ปวดแปลบขึ้นในอก 

“ปล่อย ปล่อยนะ! ฮึ! ก็ได้ จำเอาไว้ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน” เมื่อเห็นว่าไม่สามารถผ่านด่านสกรรจ์เข้าไปในห้องได้อย่างที่คิดไว้ ปุณณมาที่สะบัดแขนหลุดจากการยึดจับของสกรรจ์มาได้ ก็ยอมล่าถอยไปในที่สุด

เมฆสีดำเคลื่อนตัวจากไปแล้ว ท้องฟ้าในตอนกลางคืนเหนือพฤกษ์พนาคอนโดมิเนียมสว่างสดใสขึ้นมาอีกครั้ง ดวงดาวทอประกายระยิบระยับให้กับฟ้าหลังฝน แต่สกรรจ์รู้ดีว่า แม้พายุลูกหนึ่งจะผ่านพ้นไป แต่ในชีวิตของคนเรายังต้องเจอพายุฝนฟ้าที่ไม่เป็นใจอีกหลายต่อหลายครั้ง และคงอีกไม่นานนัก สายลมที่พัดพาเอาเมฆทะมึนให้จากไป ก็จะเป็นผู้ชักนำให้เมฆทะมึนก้อนใหม่กลับเข้ามาเช่นกัน ร่างโปรงแสงของอดีตนักบาสเกตบอลหนุ่มถอนหายใจลึกยาวส่ายหน้าให้กับความเคียดแค้นใดๆ ของผู้สังหารตนด้วยความสังเวชใจ แต่ตัวเขาเองก็คงช่วยอะไรเธอมากกว่านี้ไม่ได้

ตัดใจได้แล้วจึงบ่ายหน้า ค่อยๆ ลอยหายเข้าไปในห้องของคนที่เขาเคยรัก บนเตียงร่างที่ไร้การแต่งเติมใดๆ นอนหลับพริ้มอยู่อย่างไม่รู้เรื่องราวว่าเพิ่งเกือบเกิดเรื่องคอขาดบาดตายกับตนขึ้นเสียแล้ว

ในตอนที่ร่างของสกรรจ์ปรากฏขึ้นที่ปลายเตียงกลิ่นกุหลาบก็พลันตลบอบอวลไปทั้งห้อง แต่คนที่นอนหลับอยู่ดูเหมือนจะไม่อาจรู้ตัว มองร่างที่หลับสนิทอย่างพินิจพิจารณา ความไร้เดียงสาดังที่เขาเคยเห็นหายไปมากแล้ว แม้ผิวพรรณจะยังหมดจดสดใส แต่สกรรจ์ก็มองเห็นความกร้านโลกมากขึ้นในใบหน้านั้นได้ สิ่งใดหนอที่เปลี่ยนความน่ารักสดใสนั้นให้กลายเป็นแกร่งกระด้างได้ถึงขนาดนี้ เรื่องราว? เวลา? หรือว่าจิตใจ?

โน้มตัวลงกระซิบบอกลาที่ข้างหู “สิ้นเวรสิ้นกรรมต่อกันเสียที จากนี้ไปขอให้เธอจงโชคดี...” แม้จะรู้ว่าคำอธิฐานของตนนั้นไม่มีวันเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อผีสาวอย่างปุณณมายังคงอาฆาตเคืองเธออยู่ แต่สกรรจ์ตอนนี้ก็คงทำให้เฌอเอมได้เพียงเท่านี้... ในยามที่เขายืดตัวขึ้นตรง ที่หน้าประตู ร่างโปรงแสงในชุดสีขาวพิสุทธิ์ก็ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจได้ พอร่างสีขาวนั้นส่งยิ้มที่อ่อนโยนมาให้ จากนั้นประตูคอนโดมิเนียมก็บังเกิดแสงสว่างสีขาวจ้าเล็ดลอดออกมา แสงนั้นเปลี่ยนประตูห้องของคอนโดมิเนียมให้เป็นประตูบานใหม่ที่ด้านในมีแต่แสงสว่างสีขาวนวล สกรรจ์พยักหน้าให้กับผู้ที่มารับวิญญาณของเขา แล้วจึงก้าวหายเข้าไปในประตูที่เปิดรออยู่นั้น อดหันกลับมามองอีกครั้งไม่ได้ ก่อนที่จะลับหายเข้าไปในลำแสงพร้อมกับผู้ที่ทำหน้าที่มารับวิญญาณที่ก้าวตามหลังเขาเข้าไป

.............. 

 

พยับเมฆทะมึนบิดม้วนตัวเหนือมหาวิทยาลัยอมรรัตนะ แม้ว่าจะเป็นคนละก้อนกับที่เคยก่อตัวเหนือพฤกษ์พนาคอนโดมิเนียม แต่การปรากฏของมันก็คล้ายจะส่งสัญญาณถึงลางร้ายที่กำลังจะมาถึงแม้กระทั่งสถานศึกษาแห่งนี้ด้วย 

ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่คุโชน และการเรียนรู้ วิญญาณของปุณณมาจึงไม่กล้าไปปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ชินดนัยที่อยู่ที่บ้าน ในสภาพอารมณ์เช่นนี้ ไม่เช่นนั้นเธออาจจะเผลอไผลไปทำร้ายเขาโดยไม่ได้ตั้งใจได้โดยง่าย ดังนั้นวิญญาณสาวจึงเลือกที่จะมาปรากฏตัวที่หน้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อรอให้ความโกรธทุเลาลงเสียก่อนแทน 

สายฝนที่โปรยปรายลงมาในยามดึก และกระหน่ำแรงยามย่ำรุ่ง ถนนหน้ามหาวิทยาลัยจึงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ลากพาเอาเศษขยะทั้งถุงพลาสติก ถ้วย กระดาษลงไปอุดตันอยู่ตรงท่อ น้ำรอระบายยิ่งนานยิ่งท่วมสูงจนเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของเมืองผู้เลือกเวลามาทำงานในตอนกลางคืนเพื่อความสะดวกด้วยเป็นเวลาที่มีผู้คนบนท้องถนนมีน้อยต้องเร่งมาเก็บขยะอุดตันเหล่านั้นออกไปให้พ้นเส้นทางระบายของน้ำเสีย ปุณณมาชำเลืองสายตามองดูการทำงานของคนพวกนั้น ในเวลาที่เงียบสงัดเช่นนี้จะมีอะไรให้เธอฆ่าเวลาได้ดีกว่านี้อีกเล่า ภายในมหาวิทยาลัยเองคนทำความสะอาดก็เริ่มงานของพวกเขาแล้วเหมือนกัน อย่างรีบเร่งก่อนที่เวลาเช้าจะมาถึง ซึ่งนั่นหมายถึงเวลาที่นักศึกษาและบรรดาคณาจารย์ต่างมาถึงมหาวิทยาลัยกันแล้ว ซึ่งตอนนั้นทั่วทั้งมหาวิทยาลัยควรจะต้องอยู่ในสภาพที่สะอาดสะอ้านชวนมองพร้อมแล้ว 

ในขณะที่ด้านนอกพนักงานของมหานครกำลังเก็บขยะออกจากท่อ เมื่อฝนหยุดตกในมหาวิทยาลัยซึ่งมีขยะน้อยกว่า เหล่าคนทำความสะอาดก็หันไปเริ่มปัดกวาดหยากไย่กันแล้ว ปุณณมาเอียงคอมองภาพการทำความสะอาดนั้นอย่างสนอกสนใจ ความคิดวูบหนึ่งลอยผ่านเข้ามากระทบ 

“ในตอนที่งานศพ เราแค่คิดว่าจะบังร่างชินเอาไว้ ไม่ให้ใครเห็นตอนร้องไห้ แต่ลืมไปว่าเราไม่มีร่าง... แต่กระนั้นก็ยังสามารถบังชินเอาไว้จนตั้มมองไม่เห็นจริงๆ ได้...” วิญญาณสาวรำพึงกับตัวเอง 

“บางที... เราอาจจะทำให้คนอื่นเห็นสิ่งที่เราอยากให้เห็นได้ด้วยก็ได้” คิดได้ดังนั้นจึงลองเพ่งจิตไปที่ยันต์ดู “หยากไย่ นั่นไม่ใช่ยันต์ แต่เป็นหยากไย่ หยากไย่ที่ต้องปัดกวาดทิ้ง” วิญญาณของปุณณมาพยายามเพ่งจิตแล้วพูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ แต่จุดที่คนงานคนที่ใกล้ที่สุดที่ทำความสะอาดปัดกวาดอยู่ก็ยังนับได้ว่าไกลจนเกินไปจากจุดที่แผ่นผ้ายันต์นั้นติดอยู่ และเพราะเป็นการทำความสะอาดในบริเวณกว้าง การทำงานจึงเป็นไปอย่างลวกๆ ชนิดขอไปที ไม่นานนักเหล่าพนักงานทำความสะอาดจึงเริ่มที่จะย้ายที่ลึกเข้าไปภายในตัวมหาวิทยาลัยมากขึ้น “หยากไย่ นั่นไม่ใช่ยันต์ แต่เป็นหยากไย่” 

“เฮ้อ! ไม่ได้ผลเหรอนี่” ในขณะที่วิญญาณของปุณณมากำลังถอนหายใจด้วยความผิดหวัง รถกระบะคันหนึ่งก็แล่นมาจอดที่หน้ามหาวิทยาลัย 

ปิ้นๆ ! 

สิ้นเสียงแตร พนักงานรักษาความปลอดภัยวัยใกล้เกษียณเต็มทีคนหนึ่งก็วิ่งกระย่องกระแย่งไปเปิดประตูรั้วให้ พอรถวิ่งเลยผ่านซุ้มประตูไปได้ก็จอดลงอีกครั้ง คนที่เปิดประตูด้านคนขับออกมาเป็นชายร่างเตี้ยและอ้วนกลม ตะโกนเรียกพนักงานทำความสะอาดหญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เขาที่สุดให้มาหาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก จนคนถูกเรียกถึงกับหน้าเสียด้วยไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิดไปหรือไม่ ดูจากการตะโกนสั่งอย่างออกอำนาจจึงเหมือนว่าคนที่เพิ่งขับรถเข้ามหาวิทยาลัยไปนั้นจะเป็นหัวหน้าของคนงานทำความสะอาดพวกนี้ 

“นิ่ม มานี่หน่อย” เขาโบกมือเรียกพนักงานสาวผู้โชคร้าย 

“ปัดนี่ออกให้หน่อยสิ สกปรกชะมัด” เขาชี้มือไปที่ซุ้มประตู เมื่อพนักงานสาวเงยหน้าตามปลายนิ้วอันอวบอ้วนนั้นก็เห็นหยากไย่พันกันหนาแน่นจนแทบจะเป็นเส้นด้ายขนาดใหญ่ขดหนึ่งอยู่ที่เหนือซุ้มประตู 

คนถูกเรียกเป่าปากอย่างโล่งใจ คลายกังวลไปได้บ้างว่าเป็นเพียงการเรียกมาทำความสะอาดเท่านั้นหาได้เป็นเรื่องตำหนิใดๆ ไม่ 

“ดูอีกฝั่งด้วยนะ” บอกเสร็จชายร่างอ้วนก็หายเข้าไปในรถแล้วปิดประตูดังปังก่อนที่กระบะคันนั้นจะแล่นเข้าไปจอดด้านข้างของอาคารอำนวยการที่ตั้งอยู่ตรงกลางพื้นที่ของมหาวิทยาลัยพอดี 

ปุณณมามองดูอยู่โดยตลอดตั้งแต่เมื่อนิ่มรับคำหัวหน้าคนงาน ไปจนถึงเริ่มลงมือปัดกวาดโดยรอบๆ ซุ้มประตู ทั้งด้านบน ด้านข้าง ไปจนถึงบนพื้นถนนที่เพิ่งหมาดแห้งจากฤทธิ์ของฝน หยากไย่เศษผงทั้งหมดถูกกวาดเก็บลงในถัง และขยะทั่วทั้งมหาวิทยาลัยจะต้องถูกมัดใส่ถุงบรรทุกไปกับรถของพนักงานจากบริษัททำความสะอาดเพื่อนำไปทิ้ง ปุณณมาเฝ้ามองผู้คนและทุกอย่างอย่างเงียบๆ แม้กระทั่งเมื่อเป็นเวลาเกือบๆ หกโมงเช้าที่การทำความสะอาดสิ้นสุดลงแล้ว และรถของบริษัททำความสะอาดรวมสามคันทั้งรถของหัวหน้าคนงานที่บรรทุกทั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดและถุงขยะแล่นออกจากมหาวิทยาลัยไป ปุณณมาก็มองดูอยู่โดยตลอด 

ดวงตะวันใกล้จะโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาแล้ว วิญญาณสาวยกมุมปากขึ้นยิ้ม พลางคิดอยู่ภายในใจ วันนี้คงจะเป็นวันที่สนุกจนแทบจะทนรอไม่ไหวเชียวล่ะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น