Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 ครอบครัวของเรา

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 ครอบครัวของเรา

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2562 20:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 ครอบครัวของเรา
แบบอักษร

 

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 19 ครอบครัวของเรา 

 

 

      ผมไม่ได้แตะโทรศัพท์มือถืออีกเลยจนถึงเวลาเลิกงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวลาทำงานผมไม่เล่นโทรศัพท์อยู่แล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่าถ้าผมยังถือโทรศัพท์ไว้คงไม่แคล้วที่จะอยากรู้อยากเห็นแล้วต้องหาข่าวลือนั้นเพิ่มแน่ ๆ  ผมจึงตัดใจไม่ยุ่ง ไม่สนใจมัน

 

 

            ถึงจะบอกแบบนั้นสุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

 

 

            เมื่อถึงเวลาเลิกงานผมกลับเข้าไปถอดผ้ากันเปื้อนของร้านออก โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นไม่หยุดเลยตั้งแต่พี่ปุยฝ้ายทักว่าผมหน้าเหมือนคนในรูป ผมปล่อยให้ทุกสายที่โทรเข้ามารอสายไปจนกระทั่งพวกเขาถอดใจไปเอง แต่สายที่กำลังโทรเข้ามาในมือนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

            “ครับ” ผมกรอกเสียงลงไปทันทีที่กดรับ

 

            “น้องเปลเลิกงานหรือยัง” ทางนั้นถามผมด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์สดใสเหมือนเคย ท้องฟ้าที่เคยสดใสเป็นอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้นเสมอในเสียงของคุณเคน

 

            “เลิกแล้วครับคุณเคน”

 

            “พี่รออยู่ที่ลานจอดรถคอนโดชั้นหนึ่ง ล็อกบีเจ็ด เดินมาหาพี่ที่นั่นได้ไหมครับ”

 

            “ได้ครับ ประมาณสิบห้านาทีนะครับ ผมขอไปลาพี่ปุยฝ้ายก่อน”

 

            “ครับ” 

 

            หลังวางสายผมออกไปหน้าร้านเพื่อลาพี่ปุยฝ้าย เธอยิ้มแย้มให้ผมพลางถามด้วยความเป็นห่วง

 

            “ไม่เป็นอะไรนะเปล ถ้าคนในรูปไม่ใช่ตัวเรา ไม่ต้องไปสนใจหรอกนะ เดี๋ยวคนก็ลืม ๆ  เลิกสนใจไปเอง คนไทยลืมง่ายจ้ะ” พี่ปุยฝ้ายพูดเสร็จก็หัวเราะเสียงดังไม่ได้เก็บอาการเอาเสียเลย

 

            “ครับ”

 

            “กลับบ้านดี ๆ  นะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันจ้ะ”

 

            “เอ่อ...พี่ปุยฝ้ายครับ” ผมเรียกเธอไว้ทันก่อนที่เธอจะจัดการเรื่องเงินตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์

 

            “ว่าไงจ๊ะ”

 

            “ถ้าสมมติว่าคนในรูปเป็นผมขึ้นมาจริง ๆ  พี่ปุยฝ้ายจะทำยังไงครับ”

 

            “ทำอะไร? ทำไมพี่ต้องทำอะไรด้วย”

 

            “ก็เรื่องที่พี่ถามผมไปเมื่อตอนเที่ยง”

 

            “อ้อ..เรื่องตอนนั้นเอง คิดมากเหรอเรา” พี่ปุยฝ้ายยิ้มกว้างขึ้นอีกแล้วขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น “ถ้าเปลเป็นคนในรูปจริง ๆ พี่จะทำอะไรได้นอกจากดีใจแทนเราน่ะสิ เปลเป็นเด็กดี เด็กขยัน ถ้ามีคุณคีนมาดูแลพี่คงดีใจ”

 

            “พี่ไม่คิดว่าผมไม่เหมาะสมกับคุณคีนเหรอครับ”

 

            “คนนอกมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินว่าใครไม่เหมาะกับใคร จริงไหมจ๊ะ คิดมากจริงเด็กคนนี้ อีกอย่างถ้าคุณคีนเขาเลือกแล้วแสดงว่าเขาคิดมาดีแล้ว”

 

            “เหรอครับ”

 

            “พี่พูดเหมือนยอมรับที่คุณคีนคบผู้ชายง่าย ๆ  เลยครับ”

 

            “โลกตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ใครจะคบกับใครแล้วเพศไหนมันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา คุณคีนเอง เขามีข่าวทำนองนี้มาตลอดนะ พี่ยังแปลกใจว่าทำไมคนที่ปล่อยข่าวถึงไม่ใช้หัวคิดสักหน่อยว่าที่ผ่านมาข่าวพวกนี้มันเคยทำอะไรคุณคีนได้ที่ไหน”

 

            “เหรอครับ” ผมตอบพี่ปุยฝ้ายในขณะที่โทรศัพท์มือถือยังสั่นไม่หยุด

 

            “ยังไงพี่ฝากดูแลคุณคีนแทนพี่ด้วยนะ ถ้าเป็นเปล พี่เชื่อว่าคงดูแลได้ดีทีเดียวล่ะ”

 

            “ฝากผมทำไมครับ ไม่ใช่ผมสักหน่อย ผมแค่สมมติถามพี่เฉย ๆ”

 

            “อ้าว..เหรอจ๊ะ พี่คิดไปเองสินะ” เธอว่าพลางหัวเราะ แต่ผมคิดว่าการหัวเราะของพี่ปุยฝ้ายดูไม่จริงใจเลย

 

            “ใช่ครับ คนในรูปไม่ใช่ผมครับ”

 

            “โอเคจ้ะ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่”

 

            “งั้นผมลานะครับ” ผมเตรียมจะก้าวออกไปจากร้าน

 

            “เอ้อ เปลเดี๋ยวก่อน”

 

            “ครับ?”

 

            “พรุ่งนี้พี่ให้หยุดหนึ่งวัน”

 

            “ทำไมครับ มีอะไรหรือเปล่า”

 

            “ถือเสียว่าชดเชยเรื่องเมื่อกลางวันที่ทำให้เสียขวัญจ้ะ”

 

            “เอ่อ...คือ” ผมว่าเป็นการชดเชยที่แปลกออกไปสักหน่อย

 

            “ตามนั้นนะจ๊ะ”

 

            “ขอบคุณครับ”

 

            “จ้ะ แล้วเจอกันวันจันทร์ กลับไปก็คุยกันดี ๆ นะ อย่าคิดมากเรื่องเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมนั่นอีก มั่นใจตัวเองให้เยอะ ๆ”

 

            “คะ..ครับ ขอบคุณครับ” ผมรับคำและขอบคุณที่เธอให้ผมหยุดงานได้ แต่ว่าพี่ปุยฝ้ายพูดเหมือนรู้อะไร เธอคงพูดไปเรื่อยล่ะมั้ง ผมส่ายหน้าด้วยความงงเล็กน้อยก่อนจะเดินเลี้ยวไปทางลานจอดรถคอนโด

 

 

 

 

 

            ผมเดินไปตามที่คุณเคนแจ้งลานจอดรถชั้นหนึ่ง ล็อกบีเจ็ด แต่ผมไม่ยักเห็นรถตู้คันคุ้นตานอกเสียจากรถยนต์ยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่งสีขาวมุก ติดฟิล์มดำจนมองเข้าไปในรถไม่เห็นจอดอยู่

 

            “ทางนี้ครับคุณเปล” ผมไม่รู้จักชื่อคุณลุงคนนี้แต่จำหน้าเขาได้ เขาคือผู้ชายที่ขับรถตู้ให้คุณคีน แล้วทำไมวันนี้คุณลุงถึงไปประจำตำแหน่งคนขับที่รถยนต์คันนั้นได้

 

            “ครับลุง” 

 

            “เชิญครับ” เขาลงจากรถเพื่อมาเปิดประตูด้านหลังให้ผมขึ้นไปนั่ง 

 

            “ขอบคุณครับ” ผมรู้สึกเกรงใจแต่จะปฏิเสธก็คงเสียเวลาจึงก้าวขึ้นไปนั่งอย่างเรียบร้อย

 

            คุณลุงแกผงกหัวเล็กน้อยแล้วกลับไปที่นั่งคนขับตัวเองอย่างเดิมและรถยนต์ก็แล่นออกจากคอนโดไป

 

            “ทำไมถึงมาช้า” คนข้างตัวผมเอ่ยถามขึ้นเป็นคำแรก ตอนนี้รถจอดติดไฟแดง

 

            “พอดีผมคุยกับพี่ปุยฝ้ายนานเกินไปหน่อย”

 

            “อืม”

 

            “ขอโทษครับ คราวหน้าผมจะไม่มาช้าอีก” 

 

        “ผมนึกว่าเกิดเรื่องอะไร แต่ถ้าคุยกับคุณปุยฝ้ายก็ไม่เป็นไรหรอก” คุณคีนบอกผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผมว่าวันนี้งานเขาเหนื่อยและเครียดทีเดียว

 

   ผมลอบมองคุณเคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าคู่คนขับ คุณเคนยังหน้านิ่งเหมือนเจ้านายเขาไม่มีผิด แม้ว่าตอนที่คุยทางโทรศัพท์น้ำเสียงฟังดูปกติ แต่ตอนนี้หน้าคุณเคนสวนกันกับน้ำเสียงที่โทรมาคนละทาง ปกติเขาเจอผมต้องแกล้งแหย่แล้ว หากคราวนี้นั่งเงียบสนิท

            “ครับ แล้วเราจะไปไหนกันครับ”

 

            “ไปห้องคุณก่อน”

 

            “ไปส่งผมหรือครับ อันที่จริงคุณไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ ผมกลับเองได้”

 

            “เปล่าครับ ผมอยากให้คุณไปเก็บของใช้เสื้อผ้าส่วนตัวแล้วมาอยู่ชั่วคราวกับผมก่อน”

 

            “เอ?มีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

            “เดี๋ยวเราค่อยคุยเรื่องนี้กันเมื่อถึงบ้านนะครับ”

 

            “ครับ” ผมไม่ได้ถามเขาเพิ่มอีก นอกจากล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันสั่นไม่หยุดเลย โทรศัพท์ก็เป็นเครื่องใหม่ ไม่น่าเป็นเพราะระบบรวน ผมตั้งใจจะเอาออกมาเพื่อปิดเครื่องให้หายรำคาญ

 

            “โทรศัพท์นั่น” คุณคีนมองตามมือผมที่ถือโทรศัพท์ที่มีแสงไฟสว่างวาบจากสายที่โทรเข้าตลอดเวลา

 

            “ครับ มีคนโทรเข้ามาทั้งวันเลย”

 

            “ขอผมดูเบอร์ที่โทรเข้ามาได้ไหม”

 

            “เอ่อ..ได้ครับ” ผมมองเขาชั่วครู่ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ไปให้

 

            “ผมไม่ได้เช็กว่าคุณคุยกับใครนะครับ คุณสบายใจได้” คุณคีนรับไปแล้วส่งต่อให้คุณเคนอีกทอดหนึ่ง

 

            “ไม่เป็นไรครับ ต่อให้คุณอยากเช็ก ผมก็ไม่มีให้คุณเช็กอยู่ดี” ผมโต้กลับ นอกจากปิงแล้ว ก็คงไม่มีใครโทรหาผมอีก

 

 

            อ้อ..ยังมีโจอีกหนึ่งคน แต่ผมก็ไม่ได้คุยกับมันอีกเลยตั้งแต่วันศุกร์ ไม่รู้ว่าหนึ่งในสายที่โทรเข้ามานั้นมีโจอยู่หรือเปล่า

 

 

            ผมทำตามคำสั่งคุณคีน ขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าในห้องมาส่วนหนึ่งพร้อมกับของใช้จำเป็นต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับการเรียน ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย หลังจากนั้นรถก็ออกตัวแล่นไปตามถนนอีกครั้งก่อนจะมาหยุดลงที่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่ 

 

 

            รถยังแล่นตามทางมาเรื่อย ๆ  หลังจากประตูรั้วเปิดออกอัตโนมัติ ผมคิดว่างั้นนะเพราะไม่เห็นมีใครเดินมาเปิดรั้วเลยสักคน หนทางไกลเหลือเกิน นั่งรถเข้ามาสักพักแล้วยังไม่เห็นตัวบ้าน ถ้าปล่อยผมลงแล้วบอกให้ผมออกไปเรียกรถหน้ารั้วเอง ผมจะโกรธจริง ๆ  ด้วย ไกลขนาดนี้ใครจะเดินไหว และในที่สุดผมก็ได้เห็นบ้านแสนลึกลับนี้เสียที

 

 

            ผมมองด้วยอาการที่เรียกว่าอ้าปากค้างก็ได้ เรียกว่าบ้านหลังใหญ่ คงไม่พอ ผมขอเรียกมันว่าคฤหาสน์แล้วกัน

 

            “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มชวนฝันบอกผมข้างหูเบา ๆ

 

            “เอ่อ..ที่นี่บ้านใครครับ ของคุณเหรอ” ผมมองเขาสลับกับตัวบ้านอย่างหวาดระแวง

 

            “ไม่ใช่ของผมครับ” คุณคีนส่ายหน้าเล็กน้อย “ของคุณพ่อผม”

 

            “คุณพ่อคุณ? คุณกวินทร์?”

 

            “ไม่ผิดครับ ปะ เข้าบ้านกันเถอะ” คุณเคนและคุณลุงขับรถลงจากรถมายืนเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นผมที่ยังอิดออดอยู่ 

 

            “คุณคีนครับ” ผมเรียกชื่อเขาด้วยความประหม่า

 

            “เป็นอะไรไป”

 

            “ผมไม่เข้าไปได้ไหม ให้ผมกลับบ้านได้หรือเปล่า”

 

            “กลัวอะไรครับ”

 

            “ที่นี่เป็นบ้านพ่อคุณ แล้วคุณพาผมเข้าไปจะไม่เป็นอะไรเหรอครับ ผมกลัว”

 

            “ผมอยู่กับคุณแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว”

 

            “แต่..”

 

            “เชื่อผมนะครับเด็กดี”

 

            “ก็ได้ครับ”

 

 

 

 

 

            คุณคีนพาผมเข้าบ้านไปพร้อมกับคุณเคน ส่วนคุณลุงคนขับรถเดินเลี่ยงไปอีกทางไม่ได้เข้าไปด้วย แค่ก้าวเข้ามาผมสัมผัสได้ถึงความโอ่โถงและหรูหรา ผมอยากจะหยุดเดินแล้วกลับออกไปแต่ถูกคุณคีนแตะเอวไว้ให้ก้าวไปพร้อมกัน

 

            “มาถึงกันแล้วหรือจ๊ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาต้อนรับ เธอมีใบหน้ารูปไข่ มีรอยยิ้มมอบมาให้คุณคีนและส่งต่อเลยมาที่ผม

 

            “สวัสดีครับคุณแม่ สบายดีไหมครับ” คุณคีนยกมือไหว้ก่อนจะเข้าไปหอมแก้ม ผมเลยยกมือไหว้ตามเขา ลอบมองไปทางคุณเคน เขาก็ไหว้สตรีตรงหน้าเช่นกัน

 

            “สบายดีจ้ะ ไม่เจอกันกี่เดือนแล้ว ถ้าไม่มีเรื่อง แม่คงไม่เห็นหน้าลูกชาย” เธอตำหนิปนตัดพ้ออย่างไม่จริงจังนักก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “อีกสักพักพ่อกับน้องเราคงกลับ”

 

            “ครับ”

 

            “เอ..คนนี้ใช่ไหมจ๊ะ คนที่อยู่ในรูป?” เธอหันมามองผมตรง ๆ ผมไม่รู้จะตอบเธอว่าอะไรจึงทำได้แค่กะพริบตาปริบ ๆ  กลับไป

 

            “คุณแม่ครับ น้องยังไม่รู้เรื่อง” คุณคีนส่ายหน้าพลางปรามเธอเสียงเบาแฝงด้วยความอ่อนโยน ไม่เหมือนตอนที่ห้ามปรามคุณเคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่แตกต่างกันชัดเจน

 

            “เหรอจ๊ะ เอาละ ๆ  หิวกันหรือเปล่า เข้าไปข้างในกัน”

 

 

            ผมไม่กล้ามองไปรอบ ๆ  เดินตัวเกร็งตลอดทาง กลัวจะทำอะไรผิด กลัวจะเดินเพลินแล้วไปชนข้าวของบ้านเขาจนเสียหาย คุณเคนคงสังเกตเห็นเลยพาผมเข้าไปอีกห้องหนึ่ง พอเข้ามาแล้วถึงรู้ว่าเป็นห้องนั่งเล่นห้องหนึ่งในบ้าน

 

            “คุณคีนให้พี่พามาที่ห้องนี้ น้องเปลก็นั่งเล่นไปก่อนนะ”

 

            “ครับ”

 

            “สักพักเดี๋ยวคุณคีนคงเข้ามา แม่ลูกคงอยากคุยกัน”

 

            “คุณเคนครับ”

 

            “ครับ?”

 

            “คุณผู้หญิงเมื่อกี้คือคุณแม่คุณคีนเหรอครับ” ผมถามคุณเคนอย่างไม่แน่ใจ ผู้หญิงคนนั้นมีใบหน้าอ่อนเยาว์ ทั้งยังดูอายุน้อยเกินกว่าจะเป็นแม่ของผู้ชายอายุสี่สิบสี่ปี

 

            “น้องเปลรอให้เจ้าตัวมาพูดเองดีกว่า ถ้าให้พี่บอกคงไม่ค่อยดี เรื่องครอบครัวก็ต้องให้คนในครอบครัวมาพูดกันเอง”

 

            คุณเคนหัวเราะทิ้งท้ายแล้วขอตัว ทิ้งความสงสัยไว้ให้ผม เรื่องครอบครัวมาเกี่ยวอะไรกับผมด้วย

 

 

            สักพักมีคนมาเคาะประตูแล้วเอาขนมกับน้ำมาให้ เธอไม่พูดจา วางจานขนมอย่างระวังแล้วก็กลับออกไปเงียบ ๆ  เหมือนตอนที่เข้ามา

 

 

            นั่งรอไปได้ครู่ใหญ่ก็เริ่มเบื่อ จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น แต่เมื่อคลำกระเป๋ากางเกงแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าเอาโทรศัพท์ให้คุณคีนไปแล้วตั้งแต่อยู่ในรถ

 

 

            แล้วตอนนี้จะทำอะไรดีล่ะ มองออกไปนอกหน้าต่างเผื่อว่าจะมีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจบ้าง แต่ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนสีเป็นสีดำมืดมิด มองออกไปข้างนอกจึงไม่เห็นอะไร ผมจึงเริ่มสำรวจห้องนี้ เครื่องเรือนมีไม่กี่ชิ้น มีเพียงโซฟาขนาดนั่งได้สามคน ตรงหน้าเป็นโทรทัศน์จอใหญ่ โต๊ะวางของกระจุกกระจิก ไม่มีอะไรน่าสนใจ ผมจึงนั่งห่อเหี่ยวต่อไปเงียบ ๆ 

 

            “กลับมาแล้วหรือคะคุณ จะอาบน้ำหรือทานข้าวก่อน...” เสียงพูดของผู้หญิงที่น่าจะเป็นผู้หญิงที่คุณคีนเรียกว่าแม่ดังขึ้น

 

            “ผมอยากคุยกับลูกคุณก่อน เจ้าคีนมันอยู่ไหนล่ะ” ผมจำเสียงที่แทรกมานี้ได้ เสียงทุ้มนุ่มชวนฝันอีกคนหนึ่ง พอฟังโดยไม่เห็นหน้าค่าตา ผมก็เริ่มแยกแยะออกได้แล้วว่าเขามีโทนเสียงคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันจริง ๆ 

 

            ไม่รู้ว่าตอนนั้นผมหลงคิดไปได้ไงว่าสองคนนี้มีเสียงเหมือนกัน

 

            “ครับพ่อ” คราวนี้เป็นเสียงคุณคีน ผมพูดได้อย่างมั่นใจ เสียงคุณคีนเหมือนดังจากหน้าห้องนี่เอง

 

            “มาคนเดียว?แล้วอีกคนล่ะ” 

 

       “อยู่ในห้องครับ” พอได้ยินคำตอบจากคุณคีน ผมจึงเข้าใจว่าคนที่คุณกวินทร์ถามน่าจะหมายถึงผม

 

            “กำลังจะเข้าไปหาหรือ”

 

            “ครับ ผมให้เขารอในห้องนานแล้ว”

 

 

            ใจหนึ่งก็นึกหวั่น ใจหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเขาถามถึงผมทำไม ผมจ้องประตูอย่างไม่ลดละ ทำให้มองเห็นแสงไฟลอดมาจากช่องว่างประตู แปลกใจอยู่เช่นกันว่าทำไมถึงได้ยินเสียงคนคุยกันข้างนอกชัดนัก ที่แท้ประตูปิดไม่สนิทนี่เอง เดาว่าผู้หญิงที่เอาขนมมาให้ตอนออกไปคงไม่ระวัง ลืมดูว่าประตูปิดดีหรือยัง

 

            “ไม่เรียกให้ออกมาฟังด้วยกันเลยล่ะ จะไม่ให้มารับรู้ด้วยกันหน่อยหรือว่าตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไง ลุกลามไปถึงไหน” คุณกวินทร์แค่นเสียงถาม ถ้าจะเรียกว่าแดกดันก็คงไม่ผิดนัก

 

            “คุณคะใจเย็นก่อน”

 

            “เปลไม่จำเป็นต้องมารับรู้เรื่องนี้ ปัญหาเกิดจากตัวผม ไม่ใช่เขา” คุณคีนค้านบิดาเขาเสียงแข็ง

 

            เคยเป็นไหมครับ ยิ่งปิดบังมากเท่าไหร่ยิ่งกระตุ้นต่อมให้เราอยากรู้อยากเห็น ผมรุดไปที่หน้าประตูอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้อยากจะทำตัวเสียมารยาท แต่ในเมื่อมีชื่อผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมควรมีสิทธิ์รับรู้บ้างใช่ไหม

 

            “อ้อ ชื่อเปลสินะ”

 

            “ครับ”

  

   “อายุเท่าไหร่ เรียนอยู่หรือทำงาน” 

   “ผมกลับมาบ้านเพราะพ่อบอกว่าจะคุยกับผมเรื่องข่าว แล้วที่ผมพาเขามาด้วยเพราะคุณแม่อยากเจอ ไม่ใช่พาเขามาเพื่อให้คุณพ่อมาซักประวัติ” ผมมองใบหน้าด้านข้างคุณคีนด้วยดวงตาที่เบิกกว้างขึ้น รู้สึกตกใจที่เห็นเขามีมุมอื่นที่ต่างออกไป

            “เด็กนั่นสำคัญกับแกมากหรือ”

 

            “ครับ เขาสำคัญ”

 

            “คงสำคัญมากด้วยสินะ ถึงขนาดที่พาเขาไปกินข้าวนอกบ้านจนถูกถ่ายรูปมาได้ ชื่อเสียงพรรคมันจะเละเทะไปหมดเพราะแกอยู่แล้ว รู้บ้างไหมฉันต้องเหนื่อยยากลำบากใจแค่ไหนเวลาที่ตอบคำถามนักข่าวเรื่องแก” คุณกวินทร์เสียงดังขึ้นเมื่อโต้ลูกชายกลับ

 

            “แล้วทำไมผมจะพาเขาไปกินข้าวข้างนอกไม่ได้ พ่อลืมไปหรือเปล่าครับว่าร้านนั้นคือร้านอะไร เป็นแบบไหน”

 

            “แกไม่ต้องมาเตือนความจำฉัน ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าร้านนั้นเป็นยังไง”

 

            โธ่..คุณกวินทร์ครับ คุณช่วยลืมไปบ้างได้ไหม ผมอยากรู้นะครับว่าร้านนั้นคือร้านอะไรกันแน่

 

            “พ่อทำท่าเหมือนไม่รู้จักว่าร้านนั้นมีไว้สำหรับใคร?มีไว้เพื่อนักการเมือง ดารานักร้อง ชาวสังคมคนดังที่อยากปกปิดความลับจากประชาชนหรือจากครอบครัวทั้งนั้น ผมพาเขาไปที่นั่นเพราะไม่อยากให้ผมและเขาต้องเป็นข่าว ลำพังตัวผมเองจะตกเป็นข่าวก็ไม่เป็นอะไรหรอกเพราะผมเป็นหัวข้อข่าวมาทั้งชีวิต เป็นหุ่นเชิดให้คุณพ่อมาตลอด แต่เปลเขาเป็นแค่เด็กนักศึกษาคนหนึ่งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ไม่รู้ถึงความเน่าเฟะวงการนี้ แทนที่พ่อจะเอาแต่โกรธแล้วหัวเสียใส่ผมว่าทำไมถึงถูกถ่ายรูปได้ ผมว่าพ่อควรจะไปหาคนที่ทำผิดกฎของร้านดีกว่าไหมครับ”

 

            ผมอยากจะปรบมือให้คุณคีนด้วยความชื่นชมแต่พอฟังจนจบแล้วกลับห่อเหี่ยวเข้าใจแล้วว่าร้านนั้นคือร้านอะไร ที่แท้มันเป็นร้านเฉพาะไม่ใช่มีไว้สำหรับแขกทั่วไป

 

            คุณกวินทร์เงียบไปครู่ใหญ่จึงถามเสียงต่ำ

 

            “แกคิดว่าใครเป็นคนทำ”

 

            “วันนั้นคนที่เข้ามาทักผมมีคนเดียวคือคุณศักดิ์ชัย”

 

            “แกว่าอะไรนะ ศักดิ์ชัยเรอะ!?” แค่ประโยคเดียวของคุณคีนทำให้คุณกวินทร์เสียงดังอีกแล้ว

 

            “ครับ” 

 

            “คนตั้งเยอะตั้งแยะทำไมไม่ไปเจอ แกนี่มันหาเรื่องให้ฉันไม่รู้จักหยุดหย่อน รู้ทั้งรู้ว่าศักดิ์ชัยมันเกลียดขี้หน้าแกจะตาย และมันคงไม่พลาดโอกาสที่จะหาทางทำให้พรรคเราเสียชื่อเสียงหรอก”

 

            “ตกลงว่าพ่อจะคุยกับผมเพื่อแก้ปัญหานี้ไหมครับ ถ้าไม่คุยผมจะได้พาเขากลับไปพัก”

 

            ผมได้ยินเสียงคุณกวินทร์ถอนหายใจเสียงดังทีเดียว

 

            “เอาละ ถ้าแกมั่นใจว่าเป็นศักดิ์ชัยก็ดี งั้นคงจะปิดข่าวลือได้ไม่ยาก ส่วนเรื่องตอบคำถามนักข่าวปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง”

 

            “ขอบคุณครับ”

   “แต่ฉันรู้ว่าคนอย่างแกคงไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียวหรอกใช่ไหม ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ แกจะจัดการกับทางนั้นยังไงล่ะ”

   “ในเมื่อทางนั้นมีรูปผม ก็ใช่ว่าผมเองจะไม่มีรูปเขา”

   “แกจะโต้กลับโดยการเอารูปเขามาแฉงั้นหรือ”

   “ไม่ครับ ถ้าผมเล่นงานเขากลับแบบนั้น มันคงจะขัดภาพลักษณ์ที่พ่ออยากให้ผมเป็นสิครับ ผมคงไปตกลงกับเขาเงียบ ๆ” 

   เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคุณคีนพูดจาราวกับเจ็บช้ำ ผมไม่เห็นว่าเขาพูดด้วยสีหน้าอย่างไร แต่เขาคงเจ็บปวดไม่น้อย ผมได้ยินแล้วกลับเจ็บปวดไปพร้อมกับคำพูดเสียใจของเขา

   “จะโทษว่าที่แกเป็นแบบนี้เพราะฉันงั้นสิ”

   “ไม่ใช่หรือครับ”

   “แกต้องขอบคุณฉันต่างหาก ถ้าฉันไม่เอาตัวแกกลับมาจากเมืองนอก แกจะยังเป็นผู้เป็นคนแบบนี้หรือ จะเป็นคุณคิรินชาที่มีคนเคารพนับหน้าถือตาอย่างตอนนี้งั้นรึ”

            “พ่อเคยถามผมสักคำไหมว่าผมต้องการกลับมาหรือเปล่า ถ้าเลือกได้ผมก็อยากอยู่กับเคท ไม่ได้อยากกลับมาที่นี่”

 

            “คีน ใจเย็นก่อนลูก ใส่อารมณ์ต่อกันไม่ใช่วิธีการที่ดี” คุณผู้หญิงเข้ามาห้ามสองพ่อลูกที่กำลังจะลุกลามบานปลาย

 

            “ดูลูกคุณสิ เถียงผมทุกคำ ตอนนี้มันคงไม่เคารพผมแล้ว” 

 

            “ทั้งคู่ใจเย็นก่อนค่ะ คุณกวินทร์ คุณก็ด้วย คีนทำเพื่อคุณ เพื่อเรา เพื่อพรรคมามากแล้ว เรื่องเก่าผ่านมาตั้งกี่ปี คุณเองก็ไม่ควรเอาอดีตมาพูดกับลูกเหมือนกันนะคะ”

 

            “คุณเข้าข้างลูกงั้นเหรอ”

 

 

            ผมฟังแล้วแปลกใจเมื่อได้ยินชื่อตัวละครใหม่ เคท?คือใคร ชื่อนี้คุ้นหูผมมาก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ผมคงต้องพักคนชื่อเคทไว้ก่อน สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือคุณคีน ในอดีตเขาเป็นคนแบบไหน ยังไง

 

            “ใช่ค่ะ ครั้งนี้คุณพูดกับลูกไม่ถูก คีนเป็นยังไง ทำเพื่อคุณแค่ไหน คุณย่อมรู้ดี”

 

            “แล้วเด็กนั่น แกจะทำยังไงกับเขา” คุณกวินทร์เปลี่ยนเรื่องฉับพลัน ผมพอเข้าใจแล้วว่าพ่อบ้านอาจจะเก่งกล้านอกบ้าน แต่คงไม่ค่อยกล้ากับแม่บ้านในบ้านเท่าไหร่

 

            “ผมคงต้องให้เขาหยุดพักงานช่วงนี้ไปก่อน ส่วนเรื่องเรียนคงหยุดไม่ได้ แต่คงไม่เป็นปัญหามากนักเขาไม่ได้มีเรียนทุกวัน พอปิดเทอมเมื่อไหร่ผมจะพาเขาไปอยู่กับเคท กลับมาอีกทีตอนเปิดเทอม ข่าวลือคงซาไปแล้ว”

 

            “อืม จะทำยังไงก็ทำ แต่ฉันขอเตือนแกไว้ก่อน กลับมาก็อย่าทำให้มันประเจิดประเจ้อจนเป็นข่าวขึ้นมาอีกล่ะ ถ้าเป็นข่าวมาอีกครั้งฉันจะโกรธแกจริง ๆ” 

 

            “พ่อจะไม่พอใจมากเลยใช่ไหมครับถ้าผมเปิดเผยเรื่องตัวเอง”

 

            “ใช่ แค่นี้ฉันก็ใจดีกับแกมากแล้ว อุตส่าห์ยอมให้ลาออกจากพรรคอย่างที่แกต้องการแล้ว ทุกวันนี้ฉันยังตอบนักข่าวเรื่องแกแทบไม่หวาดไม่ไหว อย่าทำให้ฉันต้องผิดหวังในตัวแกอีก”

 

            “พ่อผิดหวังในตัวผม ไม่คิดว่าผมเองก็ผิดหวังในตัวพ่อเหมือนกันเหรอครับ พ่อฟังความต้องการจากประชาชน ฟังเสียงคนทุกคน แต่ไม่เคยฟังเสียงความต้องการจากผมที่เป็นลูกชายเลย”

 

            ผมฟังประโยคนี้ของคุณคีนแล้วบอกไม่ถูกว่าควรรู้สึกยังไง เขาจะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่าที่เคยถามตัวเองว่าพ่อแม่รักผมบ้างไหม หรือมองผมเป็นแค่ลูกคนหนึ่งที่คอยหาเงินมาให้เวลาที่ต้องการเงิน ไม่รู้ว่าคุณคีนเสียใจแค่ไหน แต่ที่รู้ แน่ ๆ  ก็คือผมกำลังร้องไห้ให้กับคำพูดเขา

 

            “คีนไม่เอาลูก อย่าพูดกับคุณพ่อแบบนั้น” เสียงหญิงสาวคนเดิมพูดขึ้นอีก อันที่จริงผมว่าถ้าให้สองพ่อลูกคุยกันโดยไม่มีคนห้ามปราม ป่านนี้พายุลูกใหญ่คงโหมแรงน่าดู

 

            “ผมคงไม่อยู่กินข้าวแล้วนะครับคุณแม่ เดี๋ยวจะกลับเลย”

 

            “อย่าเพิ่งกลับสิจ๊ะ นอนค้างที่นี่สักคืนเถอะ นาน ๆ จะได้เจอกันที ถ้าไม่อยากคุยกับพ่อก็อยู่คุยกับแม่ก่อนได้ไหม” หญิงสาวพูดโน้มน้าวจิตใจลูกชาย

 

            “ไว้คราวหน้าดีกว่าครับ แล้วผมจะหาเวลามาทานข้าวกับคุณแม่” คุณคีนไม่ใจอ่อน เขาตัดบทอย่างเฉียบขาดก่อนจะเรียกหาคนสนิท “เคน!!”

 

            “ครับคุณคีน” คุณเคนขานรับเจ้านายอย่างรวดเร็วราวกับเตรียมตัวรออยู่ตลอด

 

            “ไปเตรียมรถมารอ เดี๋ยวผมเข้าไปรับเปลก่อน” 

   ผมรีบเช็ดน้ำตาออกลวก ๆ  แล้วถอยเท้าเข้าไปในห้องอย่างอัตโนมัติ กลัวคุณคีนจะจับได้ว่าผมมาแอบฟังเขา แม้คราวนี้ไม่ต้องแอบฟังผมกลับได้ยินเสียงคุณเคนสบถเสียงดัง เดาว่าคงมองเห็นประตูที่เปิดอ้าเล็กน้อยนั่นล่ะ ก่อนที่ประตูจะถูกผลักออกให้กว้างขึ้น ผมเห็นคุณคีนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเฉยเมยจนผมเริ่มกลัวเขาขึ้นมาเล็กน้อย

            “ผมไม่ได้ยินอะไรเลยครับ” ผมละล่ำละลักบอกทั้งที่เขายังไม่ได้พูดหรือถามอะไรเลย

 

            คุณคีนยิ้มออกมานิดหนึ่งทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาบ้าง

 

            “เคยบอกแล้วไงครับว่าคุณโกหกไม่เก่งเลย แต่เราจะยังไม่พูดเรื่องที่คุณได้ยินตอนนี้ เราต้องออกไปจากที่นี่ก่อน โอเคไหมครับ”

 

            “ครับ”

 

            “ออกไปกันเถอะ” ผมเกร็งตัวตอนที่คุณคีนเข้ามาดึงมือผมให้ออกไปด้วยกัน ผมไม่รู้ว่านอกประตูนั่นจะมีใครอยู่หรือเปล่า แล้วผมต้องทำหน้าแบบไหนถ้าต้องเจอคุณกวินทร์หรือคนอื่น ๆ

 

 

 

 

            ไม่ต้องเป็นกังวลนาน ตอนที่ผมออกมา ผมไม่เห็นใครเลยที่หน้าประตู ทำให้ผมโล่งใจค่อนข้างมาก แต่ไม่นึกว่าความโล่งใจจะมีการสิ้นสุดเมื่อเห็นหญิงสาวที่คุณคีนเรียกว่าแม่ยืนรออยู่ตรงรถยนต์ที่คุณเคนขับมาจอดรอ

 

            “ตกลงว่าจะกลับจริง ๆ  เหรอจ๊ะ” เธอถามด้วยความเศร้าระคนเสียดาย

 

            “ครับ แล้วผมจะมาหาคุณแม่นะครับ”

 

            “แม่ขอคุยกับน้องเขาหน่อยได้ไหม”

 

            คุณคีนหันหน้ามาทางผม เพื่อขอความเห็น ผมคิดว่าคงไม่เป็นอะไร ในเมื่อคุณคีนก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ผมจึงพยักหน้าเบา ๆ

 

            “ครับ”

 

            “ขอบใจจ้ะ”

 

            “ไม่ต้องกลัวนะ คุณแม่ใจดี” เขาวางมือบนหัวผมแล้วขึ้นรถไปพร้อมกับคุณเคน

 

            ผมจะไม่ตกใจเลยถ้าคุณผู้หญิงจะคุยกับผมต่อหน้าลูกชายเขา แต่คุณคีนกับคุณเคนกลับเลือกเปิดทางโล่ง เขาทั้งสองคนขึ้นไปนั่งรอในรถทำให้ผมเหมือนขาดกำลังสนับสนุนอย่างไรไม่รู้

 

            “สวัสดีจ้ะ” เธอเป็นฝ่ายทักผมก่อน

 

            “สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้เธออีกครั้ง

 

            “ชื่อเปลใช่ไหม เห็นคีนเขาเรียกหนูชื่อนี้”

 

            “ใช่ครับ”

 

            “ชื่อน่ารักดีจ้ะ”

 

            “ขอบคุณครับ”

 

            “คงได้ยินเรื่องที่พ่อลูกเขาคุยกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ”

 

            “ครับ” ผมยอมรับตรง ๆ  ไม่กล้าโกหก

 

            “อย่าเก็บเอามาใส่ใจนะ พ่อลูกกันต้องมีทะเลาะกันบ้างตามประสาผู้ชายแหละจ้ะ คนเป็นพ่อลูก ยังไงก็โกรธกันไม่นานหรอก”

 

            “ครับ” ผมพยักหน้าเออออรับ

 

            “หนูเรียนอยู่ใช่ไหมจ๊ะ ปีไหนแล้ว”

 

            “ปีสี่แล้วครับ เทอมหน้าก็จบครับ”

 

            “งั้นคงอายุสักยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสองได้ไหมจ๊ะ”

   “ยี่สิบเอ็ดครับ”

   “รู้ใช่ไหมว่าลูกชายฉันอายุเท่าไหร่” ผมคิดว่าผมกำลังได้ลางสังหรณ์แปลก ๆ จากแม่คุณคีน

            “ทราบครับ” 

 

            “ไม่คิดว่าเขาแก่ไปสำหรับหนูเหรอ”

 

            “ไม่ครับ คุณคีนไม่ได้แก่ในสายตาผม”

 

            “ไม่แก่เพราะเขารวยใช่ไหม” เธอต้อนคำถามใส่ผมอีก

 

            “ไม่ใช่ครับ ผมรู้ว่าเขามีเงินและร่ำรวย แต่ผมไม่ได้คิดจะอยู่กับเขาเพราะเรื่องนี้ครับ”

 

            “ไม่ใช่เหตุผลนี้จริง ๆ  เหรอ ขอโทษนะจ๊ะ ฉันบังเอิญรู้มาว่าฐานะที่บ้านหนูค่อนข้างยากจนและที่สำคัญหนูไม่ได้เจอกับคีนเหมือนคนอื่นทั่วไปไม่ใช่เหรอ”

 

            “คุณทราบว่าผมรู้จักกับคุณคีนได้ยังไงเหรอครับ” ผมมั่นใจว่าคุณคีนไม่น่าจะบอกที่บ้าน เรื่องที่มาที่ไประหว่างเรา

 

            “คีนไม่ได้บอกฉันหรอกจ้ะ วางใจได้”

 

            “ผมเจอกับคุณคีนในแบบที่ไม่ปกติก็จริงครับ แต่หลังจากนั้นผมเจอกับเขาปกตินะครับ” ผมบอกคุณผู้หญิงตรงหน้า ผมไม่ได้โกหกเพราะผมเจอกับคุณคีนอีกครั้งตอนที่ผมทำงานที่ร้านกาแฟพี่ปุยฝ้าย

 

            “ช่วงก่อนคีนขึ้นไปลำปาง ใช่บ้านเกิดหนูหรือเปล่าจ๊ะ” คุณผู้หญิงเกริ่นขึ้นมา ผมเม้มปากเพราะไม่รู้ว่าเธอจะถามอะไร

 

            “ใช่ครับ”

 

            “คุณแม่ครับคุยเสร็จหรือยัง” คุณคีนลดกระจกลงมาถาม ผมอยากจะบอกว่าเสร็จแล้วกลับเลยได้ไหม แต่แม่คุณคีนก็ตอบลูกชายสวนทางว่า

 

            “ใกล้แล้วจ้ะ ขอแม่คุยอีกนิดเดียว”

 

            “อย่าแกล้งน้องนะครับ” คุณคีนบอกมารดาพลางหันมายิ้มให้ผมแล้วกระจกรถยนต์ก็ถูกเลื่อนขึ้นก่อนจะปิดสนิทดังเดิม

 

            ตัวช่วยเดียว ความหวังสุดท้ายของผมจากไปแล้ว

 

            “เอาละ คีนคงใจร้อนไม่อยากรอ งั้นฉันจะถามหนูเป็นคำถามสุดท้าย” เธอสบตากับผมนิ่งจนผมประหม่า

 

            “ครับ” ผมกลืนน้ำลายมองเธอหวาด ๆ  ไม่รู้ว่าเธอจะถามคำถามแบบไหนกับผม

 

            “รักลูกชายฉันหรือเปล่า”

 

            “คะ..ครับ?”

 

            “ได้ยินแล้วนี่” คำพูดเธอเหมือนคุณคีนเลย

 

            “เอ่อ..ครับ รักครับ”

 

            “รักเขามากไหม”

 

            “ถึงผมจะรู้จักคุณคีนได้ไม่นาน แต่ผมคิดว่าผมรักเขามากครับ”

 

            “รักมากพอจะอยู่กับเขาไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามหรือแม้ว่าวันหนึ่งเขาจะไม่เหลืออะไรเลย”

 

            “ครับ ผมจะอยู่กับเขาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม อีกอย่างผมทำงานมาตั้งแต่เด็ก ๆ  และที่สำคัญผมใกล้จะเรียนจบแล้ว ไม่รู้ข้างหน้าจะเป็นยังไงแต่ผมจะไม่ทิ้งเขาครับ” ผมตอบด้วยความซื่อตรงและมั่นคงมากที่สุด เสร็จแล้วจึงนึกได้ว่า แม่คุณคีนถามผมตั้งหลายคำถามไม่เห็นจะเป็นคำถามสุดท้ายตรงไหนเลย

 

            “ดีจ้ะ รับปากแม่แล้วนะ”

 

            คุณแม่คุณคีนเคาะกระจกรถเบา ๆ  ก่อนจะเปิดประตูรถออกกว้าง เธอก้มพูดกับลูกชายของเธอว่า

 

            “แม่ให้ผ่านจ้ะ”

 

            “ผมบอกคุณแม่แล้วว่าคุณแม่ต้องชอบเขา”

 

            “ไว้พาน้องมากินข้าวด้วยนะ”

 

            “ครับ”

 

            “ผมไปนะครับ” คุณคีนบอกลาพลางไหว้ผู้เป็นมารดาทั้งที่ยังนั่งอยู่ในรถ โดยมีผมยืนทำตามอยู่นอกรถ เธอเข้ามาสวมกอดผมก่อนจะหอมแก้มผมทีหนึ่งจนผมตกใจ

 

            “บายจ้ะ”

 

            รถค่อย ๆ  เคลื่อนตัวออกห่างคฤหาสน์หลังใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ  ตอนที่คุณคีนดึงผมเข้าไปกอดแน่น ๆ  ผมถึงรู้ว่าตัวเองกลั้นหายใจมานานแค่ไหนแล้ว

 

 

            นี่คือด่านแรกที่ได้มารู้จักครอบครัวคุณคีนใช่ไหม

 

 

 

 

 

 

============================================= 

 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น