แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 49

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 229

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2562 23:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 49
แบบอักษร

เด็กหนุ่มชาวจีนปิดตำราวิชาบรรณารักษศาสตร์เบื้องต้นลงอย่างหมดกะใจจะอ่านต่อ ไสแบบเรียนวิชาการใช้เหตุผลไปอีกทางหนึ่ง มองข้ามหนังสืออ่านนอกเวลาภาษาอังกฤษอันแสนจะน่าเบื่อ พลางเอื้อมมือไปหยิบจดหมายที่เหน็บไว้บนชั้นหนังสือส่วนตัวมาถือในมืออย่างทะนุถนอมราวกับเห็นมันเป็นเครื่องแก้วที่ล้ำค่า 

นอกเหนือจากกำลังใจที่ได้รับจากเพื่อนฝูงที่นี่แล้ว อีกหนึ่งกำลังใจวิเศษที่เกื้อหนุนให้เขามีแรงกระตุ้นฝ่าฟันการเรียนอันหนักหน่วงในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งนี้ตลอดมาก็คือจดหมายที่สาวใช้เพียรเขียนส่งมาถึงเขาอย่างต่อเนื่อง ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจนักคือการที่เนื้อความในจดหมายที่ส่งมาในระยะหลังนี้มักส่อเค้าไปในทางโอดครวญถึงการถูกใช้งานอย่างหนักหน่วง ความลำเค็ญในการแบกรับภาระทั้งบ้านไว้แต่ตัวคนเดียว ตลอดจนความว้าเหว่ ซึ่งนับวันก็ยิ่งดูจะรุนแรงขึ้นทุกที  

คนรับจดหมายนึกสลดใจ...ความทุกข์ที่เธอได้รับคงเข้าขั้นวิกฤตทีเดียว หาไม่แล้วคนอ่านเขียนได้เพียงเล็กน้อยอย่างเธอคงไม่ขยันส่งสารมาระบายถี่ยิบขนาดนี้...เด็กหนุ่มเพ่งสายตาพิเคราะห์ตัวหนังสือยึกยือเหล่านั้นอีกที...แม้จะยังไม่รู้ลึกตื้นหนาบางมากนัก แต่เขาก็รู้สึกได้จากจดหมายพวกนั้นว่ามารดาของเขามีความผิดปกติบางอย่างที่เขาไม่เคยรับรู้ และไม่ว่าความผิดปกติที่ว่านั้นจะเป็นอะไร เขาก็ไม่สามารถวาดภาพหล่อนเป็นนางฟ้าประจำใจได้เหมือนที่ผ่านมาอีกเลย 

“อ่านจดหมาย ‘นางซิน’ อีกแล้วเหรอ” มีเสียงเย้าแหย่แว่วมาจากมุมห้อง 

“นางซินอะไรของนายวะ” ไหว่เชิงสวนอย่างเคืองๆ พลันเหลือบตามองจอห์นผู้ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้องในหอพักมหาวิทยาลัยนี้อีก 

“ซินเดอเรลลาไง” เพื่อนเก่าแก่เดาะลิ้น ใบหน้ายิ้มอย่างกวนโทสะ “ชีวิตแม่สาวของนายเหมือนซินเดอเรลลาในหนังการ์ตูนอเมริกันเปี๊ยบเลยว่ะ” 

คนแซ่หมั่นย่นหน้าใส่ ขณะที่ญาติห่างของอดีตข้าหลวงยังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับชื่อ ‘ซินเดอเรลลาแห่งเกาลูน’ ที่ตนตั้งขึ้นไม่เลิกรา 

“เธอคงเหงาและกำลังต้องการฉันมาก” เขาพึมพำเหมือนอยู่โดยลำพัง 

“นายนี่มันผู้ชายประสาอะไร ปล่อยให้ผู้หญิงเขาทุกข์ระทมอยู่คนเดียวแบบนี้” นิสิตแพทย์ตำหนิขณะละสายตาจากหนังสือกายวิภาคศาสตร์ในมือ “พาเธอไปเปิดหูเปิดตานอกบ้านบ้างซี่ มัวแต่จับเจ่าปัดฝุ่น อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนทุกวันติดต่อกันหลายปีแบบนี้ เป็นใครก็ซึมกะทือกันทั้งนั้นล่ะวะ”  

ไหว่เชิงหูผึ่ง ตั้งอกตั้งใจฟังข้อเสนอแนะของสหายสนิท 

“คนบ้าอะไรคบหากันมาตั้งเป็นปีๆ ไม่เคยพาคู่ไปเที่ยวนอกบ้าน ที่เที่ยวดีๆในฮ่องกงมีตั้งเยอะตั้งแยะ ที่ไหนๆมันก็น่าโสภากว่าบ้านนายทั้งนั้นล่ะ”  

“ขอบใจมากจอห์น” นิสิตศิลปศาสตร์ผลุนผลันตั้งท่าจะไปจากห้อง 

“เฮ้ย รีบไปไหนวะ” เด็กหนุ่มชาวอังกฤษสะดุ้งโหยง แต่ครั้นเห็นท่าทางที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวของคู่หู เขาก็ได้แต่เปล่งคำอวยชัย “เออ ไปดีมาดีนะพวก” จอห์นตะโกนไล่หลังอย่างเยาะๆ “ถึงเวลาพานางซินออกงานเต้นรำแล้วซิท่า อย่าเผลอทำรองเท้าแก้วหล่นที่ไหนซะล่ะ เดี๋ยวเจ้าชายคนอื่นพากันตามตัวให้วุ่นหมด”  

 

การกลับมาอย่างปุบปับกะทันหันของไหว่เชิงสร้างความอัศจรรย์ใจแก่เหล่ฟั้นสุดคณานับ และความรู้สึกดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นอย่างอเนกอนันต์เมื่อเด็กหนุ่มเปิดเผยสาเหตุที่จริงแท้ของการมาเยือนบ้านหนนี้ 

“ไปเที่ยวเกาะฮ่องกงหรือคะ” เด็กสาวทวนคำถามด้วยน้ำเสียงฉายแวววิตกกังวลราวกับสถานที่ที่กล่าวถึงตั้งอยู่ไกลออกไปอีกซีกโลกหนึ่ง 

“ใช่แล้ว ไปด้วยกันนะอาฟั้น” ไหว่เชิงโน้มน้าวอีกที 

“แต่ฉันยังค้างงานที่คุณนายมอบหมายให้ทำอีกเยอะ ทั้งซักถุงเท้า เปลี่ยนผ้าปูที่นอนห้องคุณ ถูพื้นห้องนั่งเล่น ไหนจะเช็ดซี่ลูกกรงหน้าต่างชั้นสามอีก...”  

ทาสรับใช้ทิ้งระยะพูดเหมือนจะคิดทบทวนว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปอีก แต่เธอก็ไม่ได้พูดเพราะถูกเขาขัดคอเสียก่อน  

“ช่างปะไรซิ” ไหว่เชิงให้เหตุผลหว่านล้อม “ก็ไหนว่าคุณแม่จะกลับจากบ้านพักตากอากาศวันมะรืนนี้ไม่ใช่หรือ ไว้พรุ่งนี้ค่อยทำก็น่าจะยังทันนี่ ห้องฉันน่ะไม่ต้องทำก็ได้ นี่ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นมาจากมหาลัยเพื่อมาชวนเธอเชียวนะ” 

เหล่ฟั้นผลิยิ้มเนือยๆขณะมองดูอีกฝ่าย สีหน้าและแววตาที่มุ่งมั่นเอาจริงของเขาเป็นดั่งข้อบังคับให้เธอต้องยินยอมแต่โดยดี 

“ตกลงค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “ว่าแต่เราจะไปกันยังไงคะ” 

“ยังก่อน” ผู้เป็นนายกางฝ่ามือห้าม สองตากลอกกลิ้งไปมาระหว่างเสื้อกระดุมจีนกับกางเกงขากระบอกสุดเฉิ่มของฝ่ายหญิง ทำท่าประหนึ่งครูใหญ่ผู้ตรวจตราความเรียบร้อยของนักเรียน พร้อมกับหลุดปากอย่างขัดอกขัดใจว่า “ถ้ายังไม่ลอกคราบหมุ่ยไจ๋ออกจากตัวเสียก่อน เธอก็ไม่สามารถไปที่นั่นได้หรอกนะ” 

“ถ้าอย่างนั้นฉันต้องทำยังไงล่ะคะ”       

“เรื่องนั้นฉันหาทางแก้ไว้อยู่แล้ว” เด็กหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม พลางนึกถึงกองเสื้อผ้าเหลือใช้ของมารดาซึ่งถูกทิ้งร้างอยู่ในตู้เสื้อผ้าทั้งที่ยังอยู่ในสภาพดี 

 

แสงสีอันตระการตาของเกาะฮ่องกงหลังตะวันลาลับผืนโลกทำให้สาวใช้วัยแรกรุ่นอดที่จะตื่นตาตื่นใจไม่ได้ เหล่ฟั้นกวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความรู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่ในภวังค์ฝัน ขณะที่ไหว่เชิงก้าวมายืนเคียงคู่ด้วยอารมณ์เดียวกัน 

“มันวิเศษจริงๆค่ะไหว่เชิง ฉันไม่รู้เลยว่าฝั่งฮ่องกงตอนกลางคืนจะสวยงามได้ถึงขนาดนี้ แม้แต่ภาพในฝันฉันยังงามได้ไม่ถึงครึ่งของที่เห็นนี่เลย” เธอพรรณนาความในใจใต้แสงเรืองอร่ามของป้ายไฟที่พาดพันกันอยู่ทุกแห่งหน 

“แต่ที่งามกว่าฮ่องกงยามราตรีก็คือเธอนั่นแหละ” เด็กหนุ่มโต้เถียงอยู่ในใจ แก้มผ่าวร้อนด้วยเลือดที่สูบฉีดจนแดงซ่านทุกคราที่เหลียวแลเธอ  

สาบานได้เลยว่าชีพจรของเขาแทบจะหยุดเต้นในวินาทีที่เห็นเธอกรายเท้าออกมาจากห้องแต่งตัวพร้อมชุดกี่เพ้าเข้ารูปที่ห่อหุ้มร่าง ลำพังอาภรณ์สีปีกแมลงทับลายดอกเหมยคงไม่มีผลอะไรกับเขามากนัก ต่างหูหยกคู่นั้นก็เช่นกัน เครื่องประทินโฉมเหล่านั้นก็ด้วย แต่เมื่อทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่เธอ มันช่างแลดูกลมกล่อมประหนึ่งส่วนผสมที่ลงตัวทุกประการ จนเขาไม่อาจทานทนมองความงามของเธอได้เต็มตา แม้จนบัดนี้ที่เวลาล่วงเลยมานานครันแล้วก็ตามที 

คุณชายน้อยรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา แล้วจึงชะเง้อคอมองป้ายรายชื่อหนังฝรั่งเหนือทางเข้าโรงภาพยนตร์ สลับกับป้ายชื่อเรื่องที่เนรมิตขึ้นด้วยอักษรประดิษฐ์หลากสีสันหน้าโรงอุปรากรจีนอย่างตัดสินใจไม่ถูก 

“เธออยากดูหนังหรืออยากดูงิ้วมากกว่ากัน”  

หมุ่ยไจ๋ส่ายตาไปทั่วอาณาบริเวณ ก่อนสะดุดหยุดที่ป้ายลอยตัวขนาดมหึมาซึ่งทั้งตัดแต่ง วาดลวดลาย และระบายสีเป็นรูป ‘เจ้า เหลย - หลิน ไต้’ สองพระนางคู่บารมีค่ายหนังชอว์บราเดอร์สในเครื่องแต่งกายสมัยราชวงศ์หมิง 

“ถ้าเลือกดูหนังเรื่องอื่นก็ได้ดูแค่หนัง ถ้าเลือกดูงิ้วทั่วไปก็ได้ดูแค่งิ้ว แต่ถ้าเลือกดูหนังเรื่องนั้นก็จะได้ดูทั้งหนังทั้งงิ้ว” เธอหันมาบอกด้วยยิ้มชมดชม้อย 

“จอมใจจักรพรรดิ” ฝ่ายชายขานชื่อภาพยนตร์กึ่งอุปรากรจีนเรื่องนั้นด้วยสุ้มเสียงที่เห็นดีเห็นงามตามฝ่ายหญิง แล้วค่อยยิ้มตอบเป็นทีตกลง 

หนังเรื่องนั้นบอกเล่าเรื่องราวของจักรพรรดิหนุ่มผู้ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนไปพบรักกับหญิงสาวชาวบ้านนางหนึ่ง ทุกอย่างทำท่าจะดำเนินไปด้วยดี แต่แล้วรักนี้ก็ลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมเหตุเพราะพระพันปีหลวงทรงคัดค้านเต็มที่...ถึงจะไม่เคยดูมาก่อน แต่พวกเขาก็รู้สึกเคยชินกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเพลงประกอบหนังอย่างเพลง ‘เล่นเป็นจักรพรรดิ’ และเพลง ‘หยอกหงส์’ ซึ่งกลายมาเป็นเพลงอมตะติดหูผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองนั่นเอง 

เหล่ฟั้นให้สัตย์กับตนเองว่าจะผ่านไปสักกี่ปีเธอก็จะไม่มีวันลืมช่วงเวลาแห่งความอภิรมย์นั้นโดยเด็ดขาด ความทรงจำในส่วนลึกของหัวใจยังคงพร่ำเตือนถึงทุกอิริยาบถระหว่างการดูภาพยนตร์ครั้งแรกในชีวิตราวกับมันเป็นปัจจุบันขณะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เธอขับร้องเพลง ‘หยอกหงส์’ ตามนางเอก โดยเฉพาะท่อนที่ขึ้นต้นว่า “รูปงามสง่า ดูอ่อนโยน เหมือนมีใจให้แต่เมินเฉย” ตอนที่เธอหลับตาพริ้มอย่างเพ้อฝันขณะที่คู่พระนางหยอดคำหวานแก่กัน รวมไปถึงตอนที่หนังมาถึงจุดพลิกผันเมื่อพระเอกต้องจำจากนางเอก ซึ่งเธอเหนี่ยวแขนไหว่เชิงไว้แน่น ซบหน้าหลั่งน้ำตาบนบ่าของเขา ประหนึ่งหวั่นกลัวว่าจะสูญเสียพระเอกในชีวิตตนไปเหมือนอย่างที่นางเอกต้องเผชิญ 

 

จากโรงหนังย่านแอดมิรัลตี้ เด็กหนุ่มจูงมือเด็กสาวโจนขึ้นรถรางสองชั้นมุ่งหน้าสู่ย่านคอสเวย์เบย์ โดยมีจุดหมายปลายทางคือสถานบันเทิงที่เป็นทั้งไนต์คลับและโรงเต้นรำในที่เดียวกัน ซึ่งเขาเคยมาเที่ยวกับเพื่อนฝูงบ่อยครั้งสมัยยังเป็นนักเรียน 

“เปลี่ยนบรรยากาศบ้างซิ ออกมาสนุกทั้งที ร้องไห้อย่างเดียวไม่ดีหรอกนะ” เขาพูดพร้อมกับอดใจไม่ให้ขำเมื่อย้อนนึกถึงช่วงท้ายของหนังซึ่งเธอเอาแต่ร้องห่มร้องไห้จนเบลเซอร์สีขาวของเขารื้นชื้นด้วยน้ำตาเธอ แม้ตอนนี้ก็ยังไม่แห้งสนิท 

“ก็แหม เรื่องมันออกจะบีบคั้นอารมณ์ปานนั้นนี่คะ” เธอหน้าแดง 

“ลืมๆมันไปเถอะ” ไหว่เชิงเมินหน้ามายังปากทางเข้าที่จอแจด้วยฝูงชน “ฉันตามใจเธอไปแล้ว คราวนี้ถึงตาเธอตามใจฉันบ้างแล้วนะอาฟั้น”  

“จะดีหรือคะ” สีหน้าของเหล่ฟั้นตื่นตะลึงสุดขีด เมื่อเกิดลางสังหรณ์ว่าตนกำลังจะถูกรบเร้าให้เข้าสถานที่อโคจร 

“เถอะน่า วัยรุ่นคนไหนๆเขาก็เที่ยวกันทั้งนั้นนั่นแหละ ยังไงเสียเธอก็เป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง ไม่นึกอยากตักตวงความสุขตามวัยเหมือนคนอื่นเขาบ้างรึ”  

“แต่ว่าฉัน...” สาวในชุดกี่เพ้ากรอมไหล่ไม่เห็นด้วย 

“บ่าวที่ดีย่อมไม่ขัดคำสั่งนายไม่ใช่หรือ” คำสอนของป้าเซาที่เธอท่องขึ้นใจถูกยกมาใช้เป็นข้ออ้างโดยนายน้อยผู้กำลังหลงระเริงอยู่ในห้วงโลกียสุข 

เหล่ฟั้นอึกอักอ้ำอึ้ง ปราศจากคำตอบรับหรือปฏิเสธจากริมฝีปากที่ฉาบด้วยลิปสติกสีเชอร์รี ขณะที่ไหว่เชิงเป็นผู้ให้คำตอบแก่เธอด้วยการส่งยิ้มลิงโลด พลันโอบต้นแขนขาวเนียนของเธอตามหลังหนุ่มสาวคู่อื่นเข้าไป                              

 

ร้านบาวฮีเนีย ออร์ชาร์ดคืนนี้มืดสลัว อาศัยแสงไฟแรงเทียนต่ำของโคมแดงที่มีไม่กี่ดวงส่องนำทาง เด็กวัยรุ่นที่เคยเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของร้านถูกแทนที่ด้วยหมู่กะลาสีเรือชาวเมืองแม่ในเครื่องแบบสีขาวตั้งแต่หัวจรดเท้าซึ่งพากันมาหาความสุขสำราญกับสาวพาร์ตเนอร์ชาวเมืองขึ้นในชุดกี่เพ้านานาพรรณ พานให้ผู้มาใหม่คิดถึงวลีเปรียบเปรยฮ่องกงว่า “ดินแดนที่ตะวันตกมาบรรจบกับตะวันออก” ขึ้นมาในบัดดล 

หมั่น ไหว่เชิง สั่งเหล้าผลไม้ดีกรีต่ำมาหนึ่งขวดพร้อมด้วยแก้วมีก้านอีกสองใบ คนต้นคิดรอจนกระทั่งบาร์เทนเดอร์ส่งของที่สั่งมาให้ครบถ้วน จึงขมีขมันรินเครื่องดื่มลงแก้วใบที่อยู่ห่างตัวโดยไม่ถามไถ่ความเห็นชอบจากเธอแม้แต่คำเดียว 

“สักแก้วนะคนดีของฉัน คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ชีวิต” คือคำเชิญชวนแกมคะยั้นคะยอของเด็กหนุ่ม และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เหล่ฟั้นพ่ายแพ้ให้กับเสียงเกลี้ยกล่อมของชายคนรัก...เธอหลวมตัวคว้าแก้วมาดื่มจนหมดด้วยท่าทางที่ขัดเขิน 

ความที่ไม่เคยดื่มน้ำเมามาก่อน แม้เครื่องดื่มที่เทผ่านลำคอจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอมึนเมาด้วยฤทธิ์ของเมรัย เด็กสาวรู้สึกปวดหนึบรอบขมับ หากทว่าขณะเดียวกัน เธอก็มองเห็นสีสันในร้านสดใสขึ้น ทั้งยังเริ่มที่จะเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองของเสียงเพลงเร้าอารมณ์ 

ทันใดนั้น รอยยิ้มแห่งความปรีดาก็พลันผุดขึ้นในสีหน้าของคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์สีข้าวโพด เมื่อทำนองลีลาศจังหวะช่ะ ช่ะ ช่าแว่วมากระทบหู 

“ของโปรดฉันเลยล่ะ” เขาบอกอย่างเริงโลด ต่อท้ายด้วยคำจูงใจลักษณาการเดียวกับที่ใช้มาตลอดคืนนี้ “ออกไปเต้นด้วยกันเถอะ” 

“แต่คุณก็รู้ว่าฉันเต้นไม่เป็นแล้วก็ไม่เคยเต้นด้วย” หางเสียงของเธอส่อไปในทางออดอ้อน มิได้บอกปัดหรือเหนียมอายเหมือนทุกครั้ง 

“มีใครที่เต้นเป็นตั้งแต่ลืมตาดูโลกบ้าง” ไหว่เชิงพ่นลมหายใจ ส่งกลิ่นแอลกอฮอล์โชยชาย ก่อนฉุดมือเธอออกมายืนกลางฟลอร์ลีลาศ 

 

ในตอนนั้นกระแสแฟชั่นกี่เพ้าผ่าข้างสูงกับทรงผมสยายยาวกำลังระบาดลามไปทั้งโลก อันเป็นผลสืบเนื่องจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดดังเป็นพลุแตกเรื่อง ‘โลกของซูซี่ หว่อง’ ซึ่งนำแสดงโดย แนนซี่ กวาน...ทว่าในโรงเต้นรำบาวฮีเนีย ออร์ชาร์ดแห่งนี้ คนแซ่กวานอีกคนหนึ่งก็กำลังเจิดจรัสในชุดกี่เพ้าสีเขียวลายดอกเหมย 

ภาพสตรีจีนวัยสาวผู้มีผิวนวลเปล่งปลั่งดุจดอกมะลิ สวมเสื้อผ้าตึงแน่นจนเห็นทรวดทรงองค์เอวแจ่มชัด กำลังขยับเขยื้อนไปตามจังหวะเพลงนั้นเป็นภาพที่น่าดูจนบรรดากะลาสีเรือจากสหราชอาณาจักรถึงกับผิวปาก หลายคนทำท่าจะชวนเธอเต้นบ้าง แต่ครั้นสบสายตาที่แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของบุรุษในชุดเบลเซอร์สีขาวที่ฝึกฝนท่าเต้นให้เธออยู่ คนพวกนั้นก็จำใจล่าถอยกลับไปทุกราย 

“ยอดเยี่ยมไปเลยอาฟั้น” เด็กหนุ่มชมเปาะเมื่อเห็นพัฒนาการในลีลาของเด็กสาว โดยหารู้ไม่ว่าสติสตังของเธอนั้นก็เริ่มที่จะเลือนลงเช่นกัน 

หมุ่ยไจ๋ชักมีอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว รู้สึกเสมือนโลกทั้งใบกำลังเหวี่ยงหวือไปมาไม่หยุด ดวงหน้าของเด็กหนุ่มที่ประคองร่างเธอเริ่มจะจางลงจากประสาทสายตา แสงไฟที่เห็นเด่นชัดก็เห็นเป็นพริบพราย และสิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงก็คือเสียงที่คุ้นเคยของไหว่เชิงที่แผดเรียกชื่อเธอดังลั่น 

“อาฟั้น” คุณชายน้อยตะโกนเรียกอย่างขวัญเสีย พลางคิดหาวิธีช่วยเธอซึ่งสลบไสลไปในอ้อมแขนเขา…ดึกป่านนี้คงไม่มีเรือข้ามฟากไปเกาลูนเหลือแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือหาที่สำหรับนอนพักฟื้นให้เธอโดยเร่งด่วน  

ซึ่งนั่นส่งผลให้ไหว่เชิงตัดสินใจทำบางอย่างที่ทั้งเขาและเธอต่างไม่อาจลืมได้จวบจนสิ้นชีวิตนี้!             

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น