机械公主 (จีเซี่ยกงจู่)
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

VII ♦ คำเตือนจากเนอร์กัล (1/2)

ชื่อตอน : VII ♦ คำเตือนจากเนอร์กัล (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 416

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2562 19:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
VII ♦ คำเตือนจากเนอร์กัล (1/2)
แบบอักษร

VII 

คำเตือนจากเนอร์กัล 

 

 

“เจ้าลงมาทำอะไรที่นี่” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำเอ่ยถามอาคันตุกะผู้ไม่ได้รับเชิญด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “แล้วเข้ามาโดยไม่ต้องสละอะไรเลยรึ?” 

“แค่ทวารบาลเห็นหน้าข้า ก็ปล่อยให้ข้าเดินเข้ามาแล้ว” อุชนาปิชทิมแย้มยิ้มด้วยรอยยิ้มชวนปวดประสาทสำหรับคนตรงหน้า “แขกมาทั้งที จะไม่ต้อนรับขับสู้หน่อยหรือ? เนอร์กัล[1] 

“ข้าไม่ต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ”  

ผู้ปกครองแห่งอิร์คัลลาหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างจ้องจับผิด  

“เหตุอันใดถึงทำให้เจ้าปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ อุชนาปิชทิม” 

อุชนาปิชทิมเงยหน้ามองเทพเจ้าแห่งโลกหลังความตายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์  

“โทษที...ข้าแค่อยากมาหานาง” อุชนาปิชทิมยิ้มเจื่อนเมื่อเทพเนอร์กัลส่งสายตาดุดันมาให้ 

“ถึงเจ้ามาพบ แต่เจ้าก็แยกนางไม่ออกหรอก ตัดใจซะ” เทพเนอร์กัลพูด อดเห็นใจในตัวของชายผู้นี้ไม่ได้ แม้จะได้รับการช่วยเหลือจากเทพเอนกิ แต่เทพเอนลิล[2] ก็ให้บทลงโทษกับเขาโดยการสาปให้เขาเป็นอมตะ 

“ข้ารู้อยู่แล้ว แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้” อุชนาปิชทิมยังคงยิ้มแม้รอยยิ้มในตอนนี้จะดูหม่นหมองก็ตาม “มนุษย์ยังคงมีสิ่งที่เรียกว่าความเหงา คอยเกาะกุมจิตใจจนเจ็บปวด” 

“เจ้าก็มีชีวิตอยู่มาร่วมหมื่นปี ยังทำใจชินกับมันไม่ได้อีกรึ?” เทพเนอร์กัลถามพลางมองรายชื่อของบุคคลที่ใกล้จะจบชีวิตลงซึ่งปรากฏขึ้นในบันทึกรายนามผู้ตายของเขา 

“เพราะมีเจ้าอยู่ด้วย ข้าจึงไม่เหงา แต่อีกใจหนึ่ง ข้าก็อยากได้นางกลับคืนมา…แม้เพลานี้ จะลืมเลือนแม้กระทั่งชื่อไปก็ตาม” อุชนาปิชทิมหลับตา พยายามนึกใบหน้าของสตรีผู้เคยเป็นที่รักที่ตอนนี้รางเลือนไปตามกาลเวลาแล้ว 

“นี่มัน…!!!”  

อยู่ๆ เทพเนอร์กัลก็ลุกขึ้นยืนฉับพลันจนอุชนาปิชทิมสะดุ้ง เขาจ้องมองบันทึกรายชื่อของมนุษย์ที่กำลังจะสิ้นชีพรายชื่อสุดท้ายด้วยสีหน้าเครียดสุดขีด 

“…แบบนี้ไม่ดีแล้ว” อุชนาปิชทิมที่ปกติจะทำสีหน้ากวนประสาทตลอดถึงกับหน้าถอดสีเมื่อเขาถือวิสาสะเดินขึ้นมามองรายชื่อในบันทึก 

เทพเนอร์กัลทรุดตัวลงนั่งตามเดิม ใบหน้าที่มักจะไร้อารมณ์ปรากฏเค้าแห่งความกังวลอย่างเห็นได้ชัด 

“เราคงต้องพบกันแล้วล่ะนะ มิไฮล์” 

 

➵➴➵➵ 

 

- มิไฮล์ - 

 

“มาฝึกกันจริงจังเสียที เจ้าเอาแต่บ่ายเบี่ยงมาตลอด” นิมมุทพูดอย่างจริงจัง “ดูจากตอนขึ้นสายธนู เห็นได้ชัดเลยว่าเจ้ามันปวกเปียกขนาดไหน” 

ทำไมผมรู้สึกเหมือนมีไม้หน้าสามมาฟาดหน้าจนชาไปหมด เมื่อโดนนิมมุทตอกย้ำเรื่องแบบนี้ 

“ลองดาบดูก่อนไหม?” เฟย์โอที่มาช่วยผมฝึกพูดขึ้น  

ตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์หวิดถูกเฟย์โอสังหารในวันนั้น ดูเหมือนเขาจะกลับมาเป็นคนเดิมแล้ว เพิ่มเติมคือเขาสามารถพูดถึงเอนคิดูได้อย่างปกติ โดยไม่มีความรู้สึกเศร้าในดวงตาอีกต่อไป 

เหตุการณ์นั้นทำให้ทั้งผมและเขาต่างไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก มีเพียงผมที่ยืนกอดเขาอย่างเงียบๆ จนเขาขอตัวเข้าห้องไปพักผ่อนจมอยู่กับความคิดของตนเอง และวันถัดมาเฟย์โอก็ทำตัวเป็นปกติอย่างดังเช่นทุกวันที่เขาปฏิบัติตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมคิดว่าเขาสามารถจัดการกับความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลของตนเองได้แล้วอย่างแน่นอน 

ผมนั่งเงียบๆ ฟังเฟย์โอกับนิมมุทคุยกันเรื่องฝึกซ้อม แล้วผมก็ลุกขึ้นยืนเพื่อตัดสินใจ  

“เอาไงก็เอา” ผมหยิบดาบไม้จากมือของเฟย์โอมาถือ ดีที่ดาบนี่ทำจากไม้ ผมเลยไม่กังวลเรื่องจะตายจากการซ้อม 

นิมมุทกับเฟย์โอผิวปากเมื่อผมถือดาบอยู่ในท่าเตรียมพร้อม 

“ท่าจับดูใช้ได้เลยนี่” นิมมุทว่า 

“ดูซิ ว่าจะมีดีแค่ท่าจับไหม” เฟย์โอแทรกขึ้นก่อนจะพุ่งเข้ามาแล้วฟาดดาบใส่ผมอย่างแรง…แรงสำหรับผม! 

ผมรีบยกดาบขึ้นมาตั้งรับ ก่อนจะปัดดาบของเขาออกไป เฟย์โอไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาตวัดดาบหมายจะฟาดเข้าที่ท้อง ผมไหวตัวทันจึงกระโดดถอยหลังหลบการโจมตีของเขา 

“โจมตีกลับบ้างสิ ข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยนะ” เฟย์โอพูดทีเล่นทีจริง เขายืนนิ่ง ราวกับรอให้ผมโจมตี 

“ไม่ต้องบอกก็รู้น่า!” ผมหงุดหงิดกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั่นจริงๆ  

ผมพุ่งเข้าหาก่อนจะฟาดดาบลงอย่างรวดเร็ว เฟย์โอตั้งท่ารับ แต่ทว่า... 

โป๊ก! 

“โอ๊ย! มิไฮล์! มันเจ็บนะ!” นาราร้องเสียงดังพลางกุมหัวที่บวมเป็นลูกมะนาว เนื่องจากดาบไม้ที่อยู่ในมือของผมลื่นหลุดมือไปก่อนจะถึงตัวเฟย์โอ แล้วลอยไปกระแทกหัวของนาราที่ยืนอ่านอะไรบางอย่างอยู่นอกสนามอย่างพอดิบพอดี! 

“ฮ่าๆๆ”  

เฟย์โอกับนิมมุทหัวเราะลั่นจนแทบจะลงไปนอนกองกับพื้น 

“ยะ...อย่าหัวเราะได้ไหมเล่า!” ผมร้องบอกอย่างอายๆ ในขณะที่นาราเดินเอาดาบไม้มาคืน ไม่วายยังเอาด้ามดาบมาเคาะหัวผม! 

“อะไรกัน ดาบล่องหนรึ” ซาราชาที่เดินออกมาสมทบพร้อมกับพวกนางกำนัลคนอื่นๆ ทักขึ้น ท่าทางเหมือนเธอจะเห็นตอนที่ดาบผมหลุดจากมือ “ข้านำเครื่องดื่มกับยามาให้ จะฝึกอะไรก็เห็นใจมิไฮล์บ้าง เพิ่งจะหายดีแท้ๆ แต่กลับต้องมาทำอะไรแบบนี้ ร่างกายยิ่งผอมบางอยู่ด้วย”  

ซาราชาพูดพลางให้นางกำนัลแจกจ่ายเครื่องดื่ม แน่นอนว่าเครื่องดื่มของผมต้องเป็นยาบำรุงเลือด 

บอกเลยว่าโดนเฟย์โอชกยังไม่เจ็บปวดเท่าคำพูดของซาราชาที่พูดเหมือนกับผมมีร่างกายอ่อนแอซะเต็มประดา! 

“เป็นห่วงมิไฮล์ออกนอกหน้าเช่นนี้ข้าหึงนะ”  

เฟย์โอว่าพลางยิ้มยียวน ก่อนจะรับแก้วน้ำมาจากซาราชา 

“ทำเป็นพูดดี วันนั้นเจ้ากับมิไฮล์กอดกันนัวเนียข้างกำแพงข้ายังไม่หึงเลย”  

ซาราชาว่าด้วยน้ำเสียงปกติ แต่เล่นเอาผมกับเฟย์โอสำลักน้ำที่ดื่มอย่างช่วยไม่ได้ 

“เข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่อย่างที่คิดนะ!” ผมกับเฟย์โอพูดออกมาพร้อมกันด้วยสีหน้าเหยเก 

ซาราชาหัวเราะร่า  

“พูดเหมือนกันเสียด้วย ใจตรงกันเสียจริง” 

“ซาราชา ข้าขำไม่ออกหรอกนะ” เฟย์โอพูดด้วยสีหน้าพะอืดพะอม  

อย่าว่าแต่เขาเลย ผมก็ด้วย! 

“ล้อเล่นน่า ข้าแค่อยากให้เจ้าดูแลเพื่อนคนสำคัญของเจ้าให้ดีเท่านั้น” ซาราชามองพวกผมด้วยสีหน้าจริงจัง เธอหันไปมองหน้านางกำนัล “พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องต้องสนทนากับเจ้าชาย” 

“เพคะ” นางกำนัลสามคนย่อกายคำนับให้เฟย์โอและซาราชา ก่อนจะเดินออกไปอย่างพร้อมเพรียง 

“ตอนนี้พวกหมอต่างกำลังยุ่งอยู่ที่ชายแดน จากที่สายของข้าสืบมา มันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ พวกนั้นกำลังจะเข้ายึดอัคคาเดียแล้ว”  

ซาราชาพูดถึงเรื่องการยึดเมือง…สงครามเหรอ? 

“อืม ข้าส่งจดหมายไปยังอิลเบเรียสที่ประจำการอยู่บาบิโลนแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่วัน กำลังเสริมจากที่นั่นจะเข้าช่วยเหลือเผ่าอัคคาเดียก่อนจะถูกยึดได้ทันท่วงที” เฟย์โอบอกซาราชา  

ถึงว่า...ก่อนหน้าที่จะมาฝึก เห็นเขากำลังยุ่งอยู่กับอะไรสักอย่างที่ดูเคร่งเครียดและจริงจัง 

“อะแฮ่ม! ข้าว่าควรจะหยุดบทสนทนานี้ก่อนที่มิไฮล์จะสับสนไปมากกว่านี้เถอะ” นิมมุทขัดขึ้น ส่วนซาราชากับเฟย์โอที่เข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวกันทั้งคู่ดูเหมือนจะเพิ่งนึกได้ว่าผมอยู่ตรงนี้ 

“ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น” ผมพูดช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าชมนกชมไม้  

ชมอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คู่รักคู่นี้ 

“ไว้ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทีหลัง” เฟย์โอพูดพลางถอนหายใจ ส่วนผมก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก 

“ซาราชาเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าได้เตรียมการรับมือกับสงครามนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม ซาราชายิ้มตอบ...เธอดูผ่อนคลายลง คงจะเครียดกับเรื่องนี้มากแน่ๆ  

“มาฝึกกันต่อไหม?” นิมมุทถามพลางมองผมที่กำลังดื่มยาบำรุงเลือดอยู่ด้วยสีหน้ากล้ำกลืน 

ก็ยามันขมยิ่งกว่ากินกาแฟดำซะอีก! 

“ดูจากการซ้อมก็ไม่น่ารอดแล้วล่ะ” เฟย์โอถอนหายใจอย่างปลงตกกับชะตากรรมการต่อสู้ของผม 

ก็บอกจนปากจะฉีกแล้วมั้ง ว่าผมเป็นพวกใช้สมองน่ะ! 

“ทำไมไม่ลองพวกมีดสั้นบ้างล่ะ?” ซาราชาแนะขึ้น “รูปร่างอย่างเขา น่าจะตัวเบาระดับหนึ่งเลยนะ” 

“ฉันว่าอย่างไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ” ผมยิ้มให้ซาราชา 

“ไม่ลองดูก็ไม่รู้หรอก...เช่นนั้น ข้ามีงานต้องทำต่อ ขอตัวก่อน” ซาราชาหันมายิ้มให้เฟย์โอ ก่อนจะเดินกลับเข้าปราสาท  

ทั้งสองคนรักกันดีจริงๆ…เห็นว่าเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กด้วย เฟย์โอเองก็เป็นคนที่มั่นคงในความรักมากเลยนะเนี่ย 

หลังจากที่ซาราชาเดินจากไป นิมมุทก็เดินเข้ามาหาผม ในมือของเขามีมีดสั้นอยู่สองเล่ม ขนาดพอดีมือ ขนาดแบบนี้ เกือบเท่ากับมีดเล่มเล็กที่เขาเอาไว้ให้ผมถางหญ้าเล่นเลย แต่รูปร่างยาวเรียวกว่า และคมกว่า 

ผมรับมีดจากนิมมุทมาถือไว้ แล้วตั้งท่าพร้อมสู้ 

“หลังจากซ้อมเสร็จแล้ว ขอไปนอนที่หอบันทึกนะ” 

“ชีวิตนี้เจ้าจะอยู่กินกับบันทึกพวกนั้นหรือไง” เฟย์โอส่ายหน้าช้าๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ หึๆ สิ่งที่ผมต้องการจากที่นี่ก็มีแค่บันทึกประวัติศาสตร์ทั้งหมดเท่านั้นแหละ อยากอ่านต่อจนแทบจะลงไปแดดิ้นกับพื้นแล้ว! 

เมื่อเฟย์โอเดินไปหยิบอาวุธของเขา พวกเราทั้งคู่ก็เข้าสู่สนามซ้อมรบ ในมือของเขามีดาบไม้ ส่วนในมือผมมีมีดพกสองเล่ม พวกเรามองหยั่งเชิงกันชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกันสุดแรง  

“โอ้…ไม่เลวเลย” นารากับนิมมุทร้องออกมาพร้อมกัน ผมไม่รู้หรอกนะว่าจะอุทานแบบนั้นทำไม แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะไปสนใจใคร ผมต้องจดจ่อกับคู่ต่อสู้ตรงหน้าโดยเฉพาะเมื่อคนที่จะจู่โจมผมคือเฟย์โอ 

“ดูดีขึ้นมานิดหน่อย”  

เฟย์โอยิ้มมุมปากก่อนจะกดน้ำหนักลงไปที่ปลายดาบ ทำให้ผมที่ตั้งรับอยู่รู้สึกถึงแรงกดดัน ผมพยายามสุดแรงดันดาบไม้ออกก่อนจะก้าวถอยหลังมาแล้วตวัดเท้าเตะเข้าที่สีข้างเฟย์โอเต็มแรง เขาเซถอยไปด้านข้าง แต่ก็ยังยิ้มสบายๆ อยู่ เหมือนที่ผมเตะไม่มีผลใดๆ ให้ตายสิ...นั่นสุดแรงผมเลยนะ!  

ผมรู้สึกหัวเสียนิดๆ ในขณะเดียวกัน เฟย์โอก็พุ่งเข้ามาฟาดดาบลงกลางหัวผมอย่างรวดเร็ว ผมโยกตัวหลบไปด้านข้าง ก่อนจะปามีดสั้นหนึ่งเล่มในมือออกไป เขาใช้ดาบปัดมีดผมออก ผมใช้โอกาสนี้พุ่งเข้าประชิดตัวเขา มือขวาผมกระชากข้อมือที่ถือดาบของเขาหักไพล่หลังจนดาบไม้หลุดจากมือ มือซ้ายเข้าล็อกคอพร้อมมีดสั้นจ่อที่หลอดลมทันทีท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของนิมมุทและนารา 

“เจ้าดูชำนาญกับมันดีนะ แต่ทักษะเรื่องนี้ยังอ่อนไป” เฟย์โอเหลือบตามองผม ก่อนจะใช้แขนซ้ายที่ยังว่างชกเข้าที่แขนซ้ายผม ทำให้มีดสั้นผมหลุดจากมือ  

เฟย์โอดึงมือออกจากการจับกุม เขาใช้มือขวากระชากไหล่ มือซ้ายจับเอว ออกแรงยกผมทุ่มข้ามหัวเขาไป!!  

เหตุการณ์นี้เกิดขี้นเร็วมากจนผมตั้งตัวไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก้นผมก็กระแทกกับพื้นเต็มๆ เจ็บจนน้ำตาเล็ด ไม่เพียงเท่านั้น เฟย์โอยังพุ่งเข้ามาคร่อมผมจนหลังแนบพื้น...ก่อนจะใช้มือขวารวบข้อมือทั้งสองข้างของผมกดเหนือศีรษะ ใช้เข่าขวากดหน้าอกผมให้ขยับไปไหนไม่ได้ มือซ้ายกำมีดสั้นของผมจ่อที่คอหอยอย่างไม่มีทางขัดขืน เฟย์โอโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกผมกับเขาชนกัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นเบาๆ  

“คิดจะเป็นมือสังหาร ต้องรวดเร็วกว่านี้”  

ชั่ววินาทีนั้นผมรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น...ดวงตาดุดันที่เขาจ้องมองมาราวกับจะฉีกผมเป็นชิ้นๆ แรงกดดันบางอย่างจากตัวเขาทำให้ผมรู้สึกกลัวตายขึ้นมาจับใจ มันยิ่งกว่าตอนนั้น...ตอนที่ผมพูดถึงแม่ของเขาเสียอีก  

ก่อนที่ผมจะทรมานไปมากกว่านี้ เฟย์โอก็ปล่อยผมให้อิสระ เขาลุกขึ้นยืนพร้อมฉุดมือผมให้ลุกขึ้นยืนตาม  

“โทษที เหมือนจะเล่นแรงไปหน่อย”  

เฟย์โอผ่อนคลายความกดดันลงแล้วยิ้มให้ผม ซึ่งผมมองว่าเขากลั้นขำมากกว่า!  

ผมรีบตั้งสติแล้วตะโกนบอกเขา  

“นี่! ฉันนึกว่าจะตายจริงๆ แล้วซะอีก! นายโกรธแค้นอะไรฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย!” ผมพูดพลางเบะปากด้วยความไม่สบอารมณ์  

เฟย์โอหัวเราะร่า  

“ฮ่าๆ ข้าจะไปโกรธเจ้าด้วยเรื่องอันใด ดูสีหน้าเจ้าสิ แกล้งเจ้ามันสนุกยิ่งนัก”  

ดู๊ดู...ความคิดขององค์ชายยุคนี้ที่ชื่นชอบการแกล้งชาวบ้านตาดำๆ อย่าให้ผมเก่งเท่านิมมุทนะ จะเอาคืนให้สาสมเลย คิดแล้วฉุน! 

“แต่ว่าเป็นครั้งแรกเลยนะ ที่มีคนเข้าประชิดเฟย์ได้ขนาดนี้” นาราเอ่ยชมผมที่แทบจะล้มตัวลงนอนบนพื้น “เสียอย่างเดียว คือยังจับอาวุธไม่แน่นพอ”  

เขามองหน้าผมก่อนจะหันไปกลั้นหัวเราะ 

“จะหัวเราะก็หัวเราะสิ” ผมว่าพลางเบ้ปาก  

คนเรามันก็มีพลาดกันบ้างล่ะน่า! 

“ถ้างั้น ข้าคงจะต้องปรับวิธีฝึกให้เจ้าแล้วล่ะ” นิมมุทแทรกขึ้นมาก่อนจะเก็บอาวุธทั้งหมดไป “เจ้าเป็นประเภทนักลอบสังหาร จะให้มาฝึกแบบสู้รบแนวหน้าคงไม่ได้แล้ว”  

แค่ฝึกปกติผมก็แทบจะกระอักเลือดวันละสามรอบแล้วนะครับท่านนิมมุท! นี่ยังจะเปลี่ยนอีกเหรอ! ตายแหงๆ! 

“ข้าขอร่วมวงสนทนาด้วยคนได้ไหม”  

จู่ๆ เสียงอันเย็นยะเยือกก็ดังขึ้น บรรยากาศที่ดูจะสดใสกลับหนาวเย็นจนทำให้ตัวสั่น นารากับเฟย์โอหน้าเปลี่ยนสีทันที ส่วนนิมมุทกลับยืนหลับตาด้วยสีหน้านิ่งสงบ 

มวลอากาศบริเวณโดยรอบสั่นสะเทือน หลุมดำขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมากลางอากาศพร้อมกับชายคนหนึ่งเดินก้าวออกมาจากหลุมดำก่อนที่มันจะค่อยๆ หดตัวแล้วหายไปกับอากาศ เขาสวมชุดสีดำยาวคลุมถึงข้อเท้า ผมสีดำยาวตรงถึงกลางหลัง ดวงตาสีแดงก่ำดูน่าเกรงขาม เครื่องประดับบนตัวเขา มีสังวาลทองคำประดับด้วยนิล บนหัวมีรัดเกล้าทองคำดัดเป็นลวดลายเถาวัลย์พันสลับไปมา บรรยากาศรอบตัวของเขาเต็มไปด้วยความพิศวงจนน่ากลัว… 

เฟย์โอกับนารารีบมายืนบังผม ชายคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกไม่ชอบมาพากล เพียงแค่มองตา...ผมก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว 

นิมมุทเดินออกมาจากด้านหลังพวกผม เขาเผชิญหน้ากับชายคนนั้นโดยไม่รู้สึกหวั่นไหวอะไร เพียงแต่นิมมุทไม่ได้ลืมตามองชายคนนั้น… 

ทำไมกัน…? 

“สวัสดีขอรับ ท่านเนอร์กัล” 

น...เนอร์กัล! เทพเนอร์กัลงั้นเหรอ พี่ชายฝาแฝดของเทพีอินันนา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่  

“องครักษ์ของกิลหรือ ดูไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน…ข้ามาที่นี่ เพราะอยากจะคุยกับเขา”  

เทพเนอร์กัลชี้มาทางผมทำเอาผมสะดุ้งโหยง...เผลอยื่นมือไปกำเสื้อของเฟย์โอโดยไม่ได้ตั้งใจ 

นิมมุทหันมาทางผมโดยที่ไม่ได้ลืมตา  

“คนคนนี้เป็นคนของเจ้าชาย พวกท่านเชิญคุยกันเองเถิด”  

เขาค้อมตัวคำนับเทพเนอร์กัล ก่อนจะถอยออกไปยืนห่างๆ ราวกับหมดหน้าที่ตน 

“เจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยเหตุผลอันใด” เฟย์โอถามเสียงห้วน สีหน้าของเขานิ่งจนดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร 

“ข้าแค่อยากจะพูดคุยกับเขาเสียหน่อย” เทพเนอร์กัลจ้องตรงมาที่เฟย์โอ ใบหน้าดูไร้อารมณ์บวกกับดวงตาสีแดงที่ดูน่าหวาดผวานั่นทำเอาผมไม่กล้าสบตา  

“ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายสหายของเฟย์” นาราเอ่ยถาม  

เขาคงจะรู้สึกถึงความตึงเครียด อย่าว่าแต่นาราเลย ผมคิดว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้คงจะรู้สึกทำนองเดียวกัน 

เทพเนอร์กัลหลับตาลงแล้วถอนหายใจ เขาค่อยๆ เดินมายืนหยุดตรงหน้าผม นาราและเฟย์โอยอมหลีกทางให้ แต่หางตาของผมเหลือบไปเห็นนาราเรียกโซ่มนตราออกมา และเฟย์โอยืนจ้องเขม็งมาทางผมราวกับพร้อมรบตลอดเวลา  

เทพคนนี้จะทำอะไรผมกัน...ถึงขนาดทำให้พวกเฟย์โอระมัดระวังขนาดนี้ 

เทพเนอร์กัลค่อยๆ ถอดรัดเกล้าบนหัวออกแล้วสวมลงบนหัวของผมที่ยืนนิ่งค้างด้วยความตกใจ  

“หากเขายังคงสวมรัดเกล้านี้ไว้ ข้าจะทำอันตรายเขาไม่ได้” 

“นี่เจ้า…”  

เฟย์โอดูจะตกใจมากกว่าผม รัดเกล้านี่มีความสำคัญมากกับเทพเนอร์กัลงั้นเหรอ? 

“ไม่เป็นไร หากรัดเกล้านี้ยังอยู่ข้างกายข้า” เทพเนอร์กัลตอบ “ครานี้ ข้าขอคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวได้ไหม”  

น้ำเสียงที่ใช้นั้นดูเรียบนิ่ง หากแต่แผ่ความกดดันไว้ชัดเจน  

เฟย์โอหันมามองผมที่ค่อนข้างหน้าซีด ก่อนจะพยักหน้าให้  

“ไม่ต้องห่วง หากเจ้ามีรัดเกล้าคุ้มครอง เนอร์กัลจะทำร้ายเจ้าไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ” 

ผมเงยหน้าสบตาเฟย์โอ สายตาของเขาทำให้ผมมั่นใจว่าผมจะปลอดภัยแน่นอน ผมผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะตัดสินใจตามเทพเนอร์กัลไป 

“เดี๋ยว! เนอร์กัล!” นาราร้องทักขึ้นมา สีหน้าของเขาดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด “การที่เจ้าปรากฏตัวมาคุยกับมิไฮล์ หมายความว่าเขาจะตายงั้นหรือ”  

พอถูกพาดพิงเรื่องนี้ ก็ทำให้ผมใจเสียขึ้นมา 

“ไม่ใช่หรอก” เทพเนอร์กัลตอบพลางส่งสายตามองเฟย์โอ นารา และนิมมุท ราวกับว่าต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง “ไปกันเถอะ”  

 

[1] เทพเนอร์กัล หรือ เนร์กัล เทพเจ้าแห่งความตายตามความเชื่อของชาวบาบิโลน ส่วนชาวสุเมเรียเชื่อว่า เทพแห่งความตายเป็นผู้หญิง และเป็นพี่สาวของเทพีอิชทาร์ ชื่อว่า เอเรชคิกัล (รัดเกล้าทองคำที่เนอร์กัลสวมนั้นคือศาสตราวุธเทพที่มีไว้คุ้มครองผู้สวมใส่จากอันตรายทั้งปวง และศาสตราวุธเทพชิ้นนี้ เป็นของเนอร์กัลเพียงคนเดียว หากเจ้าของไม่ยินยอม จะไม่มีทางอยู่ห่างจากผู้สวมเด็ดขาด) 

[2] เทพเอนลิล คือ เทพแห่งอากาศและพายุ มีอำนาจบนสวรรค์ ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาของเทพอนู(มหาเทพในความเชื่อของเผ่าสุเมเรีย) 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น