khontualeklek

ถ้าชอบก็กด Like ให้กำลังใจ หรือ comment คุยกันได้นะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 สามี

คำค้น : ยูริ yuri เลสเบี้ยน นิยายวาย นิยายยูริ Blackpink Snsd

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 119

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 สามี
แบบอักษร

ตอนที่ 4  สามี 

 

           ตอนนี้ในหัวของฉันแบลงค์เบลอไปหมด

 

           ไม่รู้ว่าเป็นเพราะศีรษะที่กระแทกกับพื้นหรือว่าริมฝีปากอันอ่อนนุ่มของอีกคนที่กำลังแนบชิดแปะติดกับริมฝีปากของฉันกันแน่ ที่ทำให้สมองเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ แต่ทว่าหัวใจดวงน้อยกลับทำงานอย่างแข็งขัน ขยันส่งเสียงร้องตึกๆตักๆด้วยความขมีขมัน ตอนนี้สติได้หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว ฉันได้แต่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับคนไร้วิญญาณ จนคนที่นอนคร่อมอยู่ด้านบนเป็นฝ่ายผละริมฝีปากออกก่อน แล้วรีบลุกขึ้นยืน

           “เอ้าช์...” คุณเหมือนฝันร้องอุทานเป็นภาษาอังกฤษเบาๆด้วยความเจ็บ

           เสียงอุทานของอีกฝ่ายเรียกสติฉันกลับคืนสู่ร่าง “เป็นอะไรรึเปล่าคะ” ฉันร้องถามพลางกระเด้งตัวลุกขึ้นยืน

           “เจ็บข้อเท้านิดหน่อยค่ะ” คนเจ็บเอ่ยในท่ายืนกระต่ายขาเดียว

           ฉันลดสายตาลงไปมองที่เท้าเปล่าข้างซ้ายของเจ้าตัวที่กำลังยกเขย่งอยู่ เมื่อครู่นี้คงสะดุดล้มบันไดจนรองเท้าส้นสูงหลุดกระเด็น

           “คุณเหมือนฝันนั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันไปเอายามาทาให้” ฉันประคองร่างอีกฝ่ายให้นั่งลงตรงขั้นบันได แล้วรีบวิ่งขึ้นไปหยิบยาทาบรรเทาปวดในสำนักงาน

 

           ฉันบีบเนื้อเจลลงบนข้อเท้าของคนเจ็บแล้วค่อยๆทาสลับกับนวดคลึงเบาๆให้ตัวยาซึมเข้ากล้ามเนื้อ

           “มียาทาแก้ปวดเก็บไว้ที่ออฟฟิศด้วย แสดงว่ามีคนเคยตกบันไดที่นี่บ่อยใช่มั้ยเนี่ย”

 

           ฉันเงยหน้าขึ้นมองคนถาม ใบหน้าของเราสองคนใกล้กันมาก ฉันกับคุณเหมือนฝันต่างสบตากันพอดี เราสบตากันไม่กี่วินาที ต่างคนต่างก็รีบเบนสายตาไปทางอื่นอย่างรู้สึกเคอะเขิน

           “ไม่บ่อยหรอกค่ะ แต่ก็เคยมีลูกค้าตกบันได ฉันเลยเตรียมยาทาเอาไว้ในสำนักงาน เฮ้อ...สงสัยต้องทำราวบันไดซะแล้ว ฉันขอโทษแทนบันไดด้วยนะคะ ชอบทำให้คนอื่นเจ็บตัวอยู่เรื่อยเลย” ฉันยื่นมือไปตีขั้นบันไดเป็นการทำโทษที่ทำให้คนสวยต้องมาเจ็บตัว

           คุณเหมือนฝันหัวเราะคิกคักราวกับถูกใจมุกของฉัน “อย่าไปตีมันเลยค่ะ ฉันเองก็ดันใส่ส้นสูงมาด้วยแหละ แล้วก็เดินไม่ระวังเอง แล้วนี่ต้องทายาให้ลูกค้าทุกคนแบบนี้เลยเหรอ เซอร์วิสดีจังเลยนะคะคุณนักสืบ”

 

           ความเป็นจริงแล้วคุณเหมือนฝันเป็นคนแรกต่างหากที่ฉันทำอะไรแบบนี้ให้ ถ้าเป็นคนอื่นฉันก็แค่ยื่นหลอดยาแล้วให้เขาไปทาเอง

           “งานของฉันเป็นงานบริการหนิคะ ถือซะว่าเป็นบริการเสริมก็แล้วกัน...โอเค ทาเสร็จแล้วค่ะ”  

           ในระหว่างนั้นเองนิ้วเรียวสวยของอีกฝ่ายก็ยื่นมาจัดแจงหน้าม้าของฉันให้เข้าที่เข้าทาง

           “หน้าม้าแหกหมดแล้ว” คนถามใช้นิ้วเกลี่ยไรผมจนเข้าทรง “ฉันใช้คำถูกมั้ยคะ”

           ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วใบหน้า ทำไมต้องมาจัดหน้าม้าให้ด้วยเนี่ย ฉันรีบลุกขึ้นยืนพลางยกมือขึ้นปัดหน้าม้าตัวเองป้อยๆอย่างเคอะเขิน

           “หน้าม้าแตกต่างหากค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเขินๆไป “เมื่อกี๊ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไปจับหน้าอกคุณ แล้วก็...” ฉันเม้มปากแน่นและไม่กล้าเอ่ยถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เพราะรู้สึกเขินอาย

           “ตอนนี้คุณหน้าแดงมากอ่ะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ” คนตรงหน้ากวาดตามองใบหน้าฉันอย่างสำรวจ

           “อากาศมันร้อนน่ะค่ะ” ฉันยกมือขึ้นมาพัดหน้าตัวเอง แล้วปั้นยิ้มบนใบหน้าเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน

           “เหตุการณ์เมื่อกี๊นี้มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ” คนหน้าหวานหยิบรองเท้าส้นสูงสีแดงที่หลุดกระเด็นจากเท้าก่อนหน้านี้มาสวมใส่ก่อนจะลุกขึ้นยืน “งั้นขอตัวก่อนนะคะ ไว้ฉันจะส่งรูปภาพเขาให้คุณทางไลน์ภายในวันนี้ แล้วพรุ่งนี้คุณจะได้ตามสืบเลย”

           “แล้วคุณเหมือนฝันกลับยังไงคะเนี่ย ไหวรึเปล่า”

           “ไหวค่ะ ออฟฟิศฉันอยู่ใกล้ๆตรงนี้เอง เดินแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว”

           “ให้ฉันไปส่งคุณไหมคะ”

           “ไม่เป็นไรค่ะ ไว้เจอกันนะคะ”

 

           คนอารมณ์ดีส่งยิ้มให้แล้วโบกมือลา จากนั้นก็เดินกะเผลกเล็กน้อยไปตามทาง ฉันเฝ้ามองจนเจ้าตัวเดินลับหายไปจากสายตาแล้วค่อยเดินไปล้างมือที่ห้องน้ำก่อนจะกลับขึ้นไปข้างบน

 

           ฉันหยิบนามบัตรของคนสวยขึ้นมาดู “เป็นซีอีโอด้วยแฮะ ไม่ธรรมดานะเนี่ย” ฉันไล่สายตาอ่านรายละเอียดบนนามบัตร “ wow agency อืม...เป็นเอเจนซี่โฆษณาเหรอ”

           ในระหว่างนั้นหางตาก็บังเอิญเห็นบางอย่างบนโซฟา พอหันไปมองก็เห็นโทรศัพท์มือถือนอนแอ้งแม้งอยู่ตรงนั้น ฉันเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา

           “คุณเหมือนฝันทำมือถือหล่นไว้เหรอ”

           ขณะนั้นเองมือถือที่อยู่ในมือก็สั่นครืดๆ พร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่เป็นเสียงร้องเพลงของเจ้าของมือถือดังขึ้นมา

           

เป็นทุกอย่างให้ดรีมแล้ว แม้ว่ามินนี่ไม่เคยได้เงินเดือนเพิ่มเลย.... 

ฉันหลุดยิ้มออกมา “เสียงเรียกเข้าอะไรของเขาเนี่ย”

หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อว่า S. Minnie ฉันกดรับสาย

“สวัสดีค่ะ”

[นั่นคุณญาณินรึเปล่า เหมือนฝันเองนะคะพอดีใช้มือถือของเลขาโทรหาน่ะค่ะ]

“ใช่ค่ะ ญาณินเอง มือถือของคุณหล่นอยู่ที่โซฟาอ่ะค่ะ ฉันเพิ่งจะเห็นเมื่อกี๊นี้เอง คุณก็โทรมาพอดี”

[เดี๋ยวฉันเดินกลับไปเอานะคะ]

“คุณเจ็บขาอยู่หนิ ทำไมไม่ให้เลขาคุณมาเอาให้ล่ะคะ จะได้ไม่ต้องเดินไปเดินมา”

[ฉันไม่อยากให้เลขาหรือใครรู้ว่าฉันไปจ้างนักสืบน่ะ]

“แล้วนี่คุณบอกเลขาไปว่ายังไงล่ะคะ”

[บอกว่าลืมมือถือไว้ที่ร้านกาแฟค่ะ]

“งั้น…ฉันเดินเอาไปให้คุณเองดีกว่า คุณขาเจ็บอยู่ อย่าเดินเยอะเลย”

ปลายสายเงียบไปแป๊บหนึ่งเหมือนกำลังชั่งใจอยู่

“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ เจอกันชั้นล็อบบี้ด้านล่างตึกนะคะ คุณรู้จักตึกซีบี ทาวเวอร์ใช่มั้ย ออฟฟิศฉันอยู่ที่ตึกนี้แหละ”

“รู้จักค่ะ อยู่ใกล้ๆนี่เอง เดินแป๊บเดียวก็ถึง”

[คุณญาณินยังไม่ได้กินข้าวกลางวันใช่ไหมคะ ฉันได้ยินคุณพูดในร้านกาแฟว่ายังไม่ได้กินข้าว]

“อ๋อ ใช่ค่ะ ยังไม่ได้ทานข้าวเลย”

[งั้น เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวกลางวันคุณเอง เจอกันค่ะ]

ฉันยังไม่ทันจะปฏิเสธ ปลายสายก็กดวางไปเสียก่อน

 

ตอนนี้ฉันเดินมาถึงตึกที่ว่าแล้ว และยืนรออยู่ตรงหน้าร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ๆกับประตูทางเข้าออกของตึก รออยู่ครู่หนึ่งคนขาเจ็บก็เดินกระเผลกนิดๆมาทางที่ฉันยืนอยู่ สายตาเลื่อนไปมองรองเท้าของอีกคนที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นส้นแบนสีดำแล้ว

“นี่ค่ะ มือถือของคุณ” ฉันยื่นมันคืนสู่เจ้าของ

“ขอบคุณมากๆเลยนะคะ” เจ้าของรับมันคืนแล้วเก็บใส่กระเป๋าด้านในเสื้อสูท “ไปกินข้าวกันค่ะ ร้านนี้อร่อยมากอยู่ข้างๆตึกนี่เอง เดี๋ยวฉันเลี้ยงคุณเอง”

“เอ่อ...ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ” ฉันโบกมือปฏิเสธเพราะรู้สึกเกรงใจ

“ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ ตอนนี้ฉันหิวมาก กินช้างได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย” พูดจบคนที่กำลังหิวอยู่ก็เดินนำหน้าไปก่อน ฉันลังเลใจเล็กน้อย จะเดินกลับเลยก็ดูจะเสียมารยาท สุดท้ายก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไป

“คุณญาณิน” คนสวยสะกิดไหล่ฉัน “คุณเห็นผู้หญิงชุดขาวที่กำลังเดินออกมาจากร้านมั้ย คนนั้นแหละที่ฉันสงสัยอยู่”

สายตาของฉันโฟกัสไปที่ผู้หญิงชุดขาวที่เดินขนาบข้างอยู่กับผู้หญิงอีกคน ใบหน้าสวยคมโดดเด่นมาแต่ไกล สองคนนั้นกำลังเดินสวนมาทางเรา

“สวัสดีค่ะคุณเหมือนฝัน/สวัสดีค่ะคุณเหมือนฝัน” ผู้หญิงสองคนที่ดูอายุไล่เลี่ยกับฉันยกมือไหว้คนหน้าหวานแล้วก้มหัวเล็กน้อยอย่างนอบน้อม

“หวัดดีจ้ะ พึ่งกินข้าวเสร็จเหรอ”

“ใช่ค่ะ กำลังจะขึ้นไปทำงานแล้ว” ผู้หญิงชุดขาวเอ่ยอย่างเกรงๆ

“จ้ะ ตั้งใจทำงานนะ” คุณเหมือนฝันส่งยิ้มให้สองคนนั้น แต่ดูเหมือนว่าพวกเธอจะส่งยิ้มแห้งๆตอบกลับแล้วรีบเดินจากไป

ฉันสัมผัสได้ถึงรังสีที่น่าเกรงขามแผ่ซ่านอยู่รอบตัวบอสสาวคนนี้

“คุณจำหน้าเขาเอาไว้นะคะ เผื่อจะเห็นเขาอยู่กับสามีฉันก็ได้”

“ค่ะ ฉันเมมหน้าเขาไว้ในหัวแล้ว...ว่าแต่สองคนนั้นดูเกรงๆกลัวๆคุณนะคะ”

“ฉันเป็นบอสที่ค่อนข้างดุและก็จริงจังกับการทำงานน่ะค่ะ” น้ำเสียงของอีกฝ่ายเอ่ยอย่างจริงจัง

ฉันมองคนข้างๆอย่างพิจารณา ผู้หญิงสวยคนนี้มีทั้งความเฟรนลี่และก็มีความน่าเกรงขามอยู่ในตัว ดูเป็นคนอารมณ์ดีแต่ก็มีมุมจริงจัง สองขั้วที่แตกต่างอยู่ในร่างเดียว เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้ฉันยิ่งสนใจและอยากรู้จักเธอมากกว่านี้

 

 

เราสองคนนั่งอยู่ในร้านอาหารฟิวชั่น ภายในร้านตกแต่งอย่างมีรสนิยม บรรยากาศอบอุ่นไม่ได้หรูเวอร์วังจนต้องนั่งตัวเกร็ง คนในร้านเริ่มบางตาเพราะเป็นเวลาบ่ายโมงนิดๆ ที่พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ทานข้าวกลางวันกันเสร็จแล้ว

คุณเหมือนฝันสั่งอาหารกับบริกรชายอยู่หลายอย่าง ส่วนฉันก็สั่งแค่อาหารจานเดียว พอสั่งเสร็จฉันก็หยิบสเปรย์แอลกอฮอล์ตลับเล็กที่พกพาติดตัวอยู่เสมอขึ้นมาฉีดพ่นที่มือเพื่อฆ่าเชื้อโรค อีกฝ่ายมองฉันแล้วหัวเราะเบาๆ

“คุณนี่เป็นคนสะอาดมากเลยนะคะ”

“ยื่นมือมาสิคะ ฉันฉีดให้”

คนหน้าหวานยื่นมือมาหาแล้วแบมือทั้งสองข้าง “ดวงช่วงนี้เป็นยังไงบ้างคะแม่หมอ”

ฉันขำเล็กน้อยก่อนจะแกล้งตอบตามน้ำไป “ช่วงนี้คุณกำลังสงสัยว่าสามีตัวเองมีชู้อยู่ใช่มั้ยคะ”

คนที่แบมืออยู่ทำหน้าตาแปลกใจ “โอ้ว มาย ก๊อด แม่หมอแม่นมากค่ะ รู้ได้ยังไงคะเนี่ย”

ฉันฉีดแอลกอฮอล์ลงบนฝ่ามือคนตรงหน้า “ฉันมีญาณทิพย์ค่ะ ทุกคนรู้จักฉันในนาม แตม จิตสัมผัส ฉันออกรายการ คนอวดฝี  คุณไม่เคยเห็นฉันในทีวีเหรอคะ”

คุณเหมือนฝันหัวเราะชอบใจเสียงดัง ตาคู่นั้นยิ้มเป็นสระอิ “รายการอะไรนะคะ อวดฝีเนี่ยนะ?”

“คุณนี่ไม่ตบมุกให้เลย อวดผีค่ะไม่ใช่อวดฝี”

“ก็ฉันไม่เคยดูรายการนี้หนิ” คนสวยเอ่ยกลั้วขำ “คุณนี่เป็นคนตลกจัง แตมคือชื่อเล่นของคุณเหรอ”

“ใช่ค่ะ”

“ฉันชื่อดรีมนะคะ เราเรียกชื่อเล่นกันก็ได้นะดูไม่เป็นทางการดี ว่าแต่...” อีกฝ่ายจ้องหน้าฉันอย่างพิจารณา “แตมอายุเท่าไหร่เหรอ คุณดูเด็กกว่าฉันนะ”

“24ค่ะ”

“เด็กกว่าจริงด้วย อายุเท่าน้องสาวพี่เลย” คนหน้าหวานเริ่มเรียกตัวเองว่าพี่

           

ขณะที่เรากำลังคุยกันอย่างถูกคอ บริกรก็ยกอาหารมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ

“นี่คุณดรีมไม่ได้ทานข้าวมากี่วันคะเนี่ย” ฉันเอ่ยแซวพลางกวาดสายตามองจานที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ

“หลายวันแล้วค่ะ” คุณดรีมรับมุก “นี่พี่สั่งมาเผื่อเราด้วยไง กินด้วยกันสิคะ”

“ตามสบายเลยค่ะ ไม่ได้ทานข้าวมาหลายวันไม่ใช่เหรอคะ” ฉันพูดหยอกอีกฝ่าย

อีกฝ่ายย่นจมูกเล็กน้อยแล้วมองค้อนฉันนิดหน่อย “กวนเหมือนกันนะคุณนักสืบเนี่ย”

ฉันยิ้มรับแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ขณะที่เรากำลังทานข้าวกันอยู่ คุณดรีมก็ชะงักแล้ววางช้อนส้อมลงบนจาน สายตาทอดมองไปทางด้านหลังฉัน พอฉันหันไปมองก็เห็นผู้ชายสูงโปร่งสองคนกำลังคุยกันอย่างออกรสและเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารที่อยู่ริมหน้าต่าง

“คนรู้จักเหรอคะ” ฉันหันหน้ากลับมาถามอีกฝ่าย

คุณเหมือนฝันพยักหน้า “ค่ะ หนึ่งในสองคนนั้นคือสามีของฉันเอง”

โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า 

          

       

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น