บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ครอบครัวที่หวังไว้

ชื่อตอน : ครอบครัวที่หวังไว้

คำค้น : พญานาคสีดำ

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 382

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 16:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ครอบครัวที่หวังไว้
แบบอักษร

ครอบครัวที่หวังไว้ 

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, 

ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี 

สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, 

กรรมน่าติเตียนอันใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในพระสงฆ์ 

สังโฆ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, 

ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น 

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. 

เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ในกาลต่อไป 

     หญิงสาวที่หมอบกราบสวดบทสุดท้ายในการทำวัตรเย็น เงยหน้าขึ้นอย่างสำรวม สีหน้าที่เป็นสุข สงบ ยามนี้จิตของเธอมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ หลังจากที่ผ่านมรสุมร้ายถาโถมเข้ามาในชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่งอย่างกระทันหัน ตั้งสติรับไม่ทัน  

 ความทุกข์และความล้มเหลวในครั้งนี้ไม่ได้แต่เพียงทำให้ฉันไม่กล้าสู้หน้าคนในครอบครัวเท่านั้น แต่ฉันไม่กล้าสู้หน้าคนทั้งหมด ทั้งสังคมจากที่ทำงานเดิม ครอบครัว แม้แต่คนในตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้   หญิงสาวจากกรุงเทพฯ ที่อยู่ในสังคมโก้หรู มีหน้าที่การงานที่ดีในบริษัทที่มีชื่อเสียงและมั่นคง เพิ่งผ่านการแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่มาไม่นาน ซมซานกลับมาอยู่กับแม่และน้องชายในตำบลแห่งนี้อย่างกระทันหันเช่นกัน ตำบลเล็ก ๆ ที่ทุกคนแทบจะรู้จักกันหมด หลายคนเข้าร่วมงานแต่งของฉัน และล่ำลือถึงโชควาสนาของฉัน เมื่อฉันกลับมาบ้านในสภาพเหมือนหงษ์ปีกหัก ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าคนที่เกือบเสียสติ จึงเป็นที่ซุบซิบนินทาของผู้คนว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน 

สาเหตุเริ่มต้นทั้งหมดมาจากการฉันที่เติบโตมากับครอบครัวของพ่อและแม่เลี้ยงที่เคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบ รวมทั้งจำกัดเวลาในการกลับบ้านไว้ที่เวลา 18.00 น. หากช้ากว่านี้แม่เลี้ยงของฉันจะต่อว่าด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงที่รุนแรง เช่น “ผู้หญิงดี ๆ เขาไม่กลับบ้านกันเกิด 6 โมงเย็นหรอก” เวรกรรม!! ที่รอบตัวฉันมีแต่ผู้หญิงไม่ดีเต็มถนนสีลมไปหมด เพราะบางคนยังคงทำงานต่อ บางคนเดินเล่นกับเพื่อนหรือกับแฟนหลังเลิกงาน มิหน้ำซ้ำในวันศุกร์บางคนยังมี Party happy Friday อีกต่างหาก ฉันเป็นคนแรกของบริษัทก็ว่าได้ที่สแกนนิ้วเลิกงานตรงเวลา 17.00 น.เป๊ะ จนเพื่อนร่วมงานในแผนกและหัวหน้าไม่ค่อยพอใจ ฉันเป็นสัญลักษณ์ของการเลิกงาน เมื่อทุกคนในแผนกเห็นฉันเก็บของลุกขึ้นเป็นอันรู้ว่า 17.00 น. แล้ว ไม่ต้องดูนาฬิกา จะภูมิใจดีมั้ยนะที่ตัวเองยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ทุกคนก็เคารพสิทธิ์ของกันและกัน ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ มีแต่ฉันที่อยากบอกว่า ฉันต้องรักษาการเป็นผู้หญิงที่ดีให้พ่อกับแม่เลี้ยงพอใจ เพราะฉะนั้นผู้หญิงดี ๆ อย่างฉันจะต้องถึงบ้านภายในเวลา 18.00 น. ให้ได้ และฉันก็รักษาความเป็นผู้หญิงที่ดีที่เก็บกดและเครียดมากกับการลุ้นเข็มสั้นเข็มยาวของนาฬิกาทุกเย็น กับพี่วินมอเตอร์ไซด์ที่ต้องคอยกำกับว่า  

“ซิ่งให้ทันเวลาเรือด่วนเที่ยว 17.15 น. ให้ได้นะพี่”  

หลุดจากเที่ยวนี้ฉันจะถึงบ้านเกินหกโมงเย็น และต้องสูญเสียการเป็นผู้หญิงที่ดีไป เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่แม่เลี้ยงฉันเอามาอ้างคือ การที่ฉันกลับบ้านผิดเวลาเกิน 18.00 น. เนี่ยล่ะ จะสร้างความทุกข์ให้พ่อที่อายุมากและมีปัญหาสุขภาพ พ่อต้องออกมานั่งชิงช้าหน้าบ้านเพื่อรอเปิดประตูให้ฉัน พ่อเข้าใจฉัน สงสารฉัน แต่พ่อไม่สามารถคัดค้านใด ๆ กับแม่เลี้ยงได้ พ่อทำได้เพียงอุ่นอาหารมื้อเย็นให้ฉัน แล้วรีบกลับเข้าห้องนอนก่อนที่แม่เลี้ยงจะออกมาตะโกนว่า  

“มึงบาปกรรมแค่ไหนเนี่ยที่ต้องให้พ่อแก่ ๆ มาคอยดูแล” 

เหตุผลเรื่องสุขภาพของพ่อที่ต้องเป็นทุกข์ในการนั่งรอฉันกลับบ้าน และต้องโดนแม่เลี้ยงต่อว่าเกือบทุกครั้ง ยิ่งสร้างความกดดันให้กับฉันมากขึ้นไปอีก ที่ทำงานของฉันอยู่ใจกลางเมือง ศูนย์กลางของธุรกิจในเมืองไทย ฉันต้องกลับถึงบ้านชานเมืองนนทบุรีในสมัยนั้นที่ยังที่ยังไม่มีการก่อสร้างสะพานพระราม 5 และสะพานพระราม 7 เส้นทางกลับบ้านของฉันนอกจากต้องขึ้นรถเมล์จากหน้าบริษัทไปลงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วต้องต่อรถไปท่าน้ำนนท์ เพื่อข้ามเรือที่ท่าน้ำนนท์แล้วขึ้นรถสองแถวไปถึงปากซอยบ้าน ซึ่งมักจะไม่ทันเวลาบ่อยครั้ง ฉันมีเส้นทางให้เลือกอีกวิธีหนึ่งคือ นั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างจากหน้าตึกไปลงท่าเรือสาทร แล้วนั่งเรือด่วนต่อไปยังท่าน้ำนนทบุรี แล้วก็ขึ้นมอเตอร์ไซด์รับจ้างแทนการขึ้นรถสองแถว เป็นทางเดียวที่พอจะลุ้นให้กลับบ้านได้ทันเวลาที่กำหนด ฉันรีบอย่างนี้ในทุกวันและกำชับพี่วินด้วยประโยคเดิม ๆ ทุกวัน จนฉันกับพี่วินสนิทกัน ลงมาจากตึกพี่วินจะรอเทียบบันไดตึกเลย ใคร ๆ ก็เรียกฉันว่า “ขวัญใจมอเตอร์ไซด์รับจ้าง” 

ฉันใช้ชีวิตที่กดดันแบบนี้จนเครียดและอยากไปอยู่ที่อื่นเพื่อให้พ้นจากกฎระเบียบทุกอย่าง การนอนที่ตรงเวลา กินข้าวตรงเวลาพร้อม ๆ กัน ตื่นตามเวลาที่กำหนด แม้แต่ดูโทรทัศน์เรื่องเดียวกันก็ต้องเข้าไปดูในห้องของตนเอง เพราะมีเงื่อนไขกำหนดอีกว่า หลังทานอาหาร อาบน้ำแล้ว ทุกคนจะมารวมกันที่ห้องรับแขกดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ ข่าวจบก็เข้าห้องใครห้องมัน ฉันจึงต้องทำตามกฎระเบียบของการเป็นลูกที่ดีให้สมบูรณ์ที่พ่อกับแม่เลี้ยงฉันกำหนดไว้ร่วมกัน ไม่ใช่แต่เฉพาะฉันเท่านั้น น้องสาวของฉันที่เกิดจากแม่เลี้ยง หรือหลานของพ่อที่มาอาศัยเรียนในกรุงเทพฯอีก 2 คน ก็อยู่ในกฎระเบียบเดียวกัน 

ฉันให้เหตุผลในการขออนุญาตพ่อกับแม่เลี้ยงไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ที่ใกล้กับบริษัทว่าเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่ต้องทำให้แม่เลี้ยงและพ่อต้องเป็นทุกข์ ต้องเป็นห่วง อีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันไม่ได้บอกไปคือฉันทนรับความเครียดที่กดดันบีบสมองมากในช่วงเย็นไม่ไหว แต่แม่เลี้ยงฉันไม่ยอม ด้วยเหตุผลที่ว่าฉันเอาตัวไม่รอดหรอก จะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย ในเมื่อออกไปอยู่ที่ไหนก็ตามฉันก็จะต้องให้เงินแม่เลี้ยงเดือนละ 7,000 บาท เหมือนเดิม หากเงินเดือนขึ้น อัตรานี้ก็จะถูกเพิ่มขึ้นไปด้วยตามสัดส่วนที่แม่เลี้ยงฉันคำนวณ ซึ่งเป๊ะมาก สอดคล้องกับเงินเดือนที่ฉันได้ปรับขึ้นทุกครั้งจริง ๆ เงินเดือนของฉันในตอนนั้นเกือบ 15,000 บาท (น่าจะ 25 ปี ผ่านมาแล้ว) หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งภาษี ประกันสังคม เงินกองทุนสะสมทรัพย์ เบ็ดเสร็จเหลือไม่ถึง 14,000 บาท ฉันต้องให้พ่อกับแม่เลี้ยง 7,000 บาท เป็นค่าอาหารค่าซักรีดเสื้อผ้า อีกเหตุผลหนึ่งที่แม่เลี้ยงบอกก็คือฉันไม่เคยต้องรับผิดชอบงานบ้านอะไรเลย หากไปเช่าห้องอยู่ห้องไม่เละจนเน่าเหรอ แต่ฉันก็พยายามโน้มน้าวจนสำเร็จและเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายฉันจึงเปลี่ยนจากอพาร์ทเม้นท์เป็นห้องแบ่งเช่าในราคา 1,500 บาท แล้วก็เป็นจริงอย่างที่แม่เลี้ยงฉันพูด ฉันเลี้ยงตัวไม่รอดจริง ๆ เงินที่เหลือไม่พอกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของฉัน ค่าเครื่องสำอางค์แบรนด์เคาน์เตอร์ เสื้อผ้าในซอยละลายทรัพย์ที่ยั่วตายั่วใจทุกกลางวันที่ไปกินข้าว เลิกงานได้ค่ำมืดหรือจะไปไหนต่อกับเพื่อนก็ได้ด้วย แต่เมื่อกลับมาห้องก็หมดเรี่ยวแรงแล้ว อาศัยซุกหัวนอนไปวัน ๆ เย็นวันศุกร์ยังคงต้องกลับบ้านให้ถึงก่อน 6 โมงเย็นเหมือนเดิมและเอาเสื้อผ้ากลับไปซักรีด เย็นวันอาทิตย์พ่อและแม่เลี้ยงจะขับรถและเอาเสื้อผ้าที่ซักรีดมาส่ง แต่ทั้ง 2 คนจะไม่ขึ้นไปที่ห้องฉันเพราะกลัวทนรับไม่ได้  เมื่อมีเสรีภาพฉันก็ใช้มันอย่างเต็มที่ นอกจากซื้อของที่อยากได้ ฉันก็ได้เที่ยวกลางคืนกับเพื่อน ๆ ในโอกาสพิเศษอีกด้วย ปัญหาทางการเงินของฉันเริ่มมีมากขึ้นฉันแก้ปัญหาด้วยบัตรเครดิตจนเต็มวงเงินและถูกติดตามหนี้ทุกช่องทาง ที่บ้าน ที่บริษัททั้งช่องทาง Fax และโทรศัพท์ บางครั้งมีเจ้าหน้าที่ติดตามทั้งที่บ้านและที่ทำงานอีกด้วย ฉันถูกแม่เลี้ยงด่าสาดเป็นพายุ พ่อเสนอให้เอาเงินของพ่อไปใช้หนี้ก่อน แล้วค่อยผ่อนคืนพ่อ แต่แม่เลี้ยงให้เหตุผลว่าเมื่อฉันอวดดีก็ให้ดีให้จบ สร้างปัญหาได้ก็ต้องแก้ได้ ด้วยเงินเดือนที่เหลือฉันไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้จริง ๆ ฉันเครียดจากการโดนแม่เลี้ยงดุด่าและคาดคั้นว่าฉันจะแก้ไขปัญหาอย่างไรแทบทุกวัน และเน้นถ้อยคำว่า  

“อย่าต้องให้มาลำบากถึงพ่อกับตัวเขาเด็ดขาด แค่นี้ก็อายคนในหมู่บ้านมากพอแล้ว”  

ฉันเองก็อายคนที่ทำงาน ภาพลักษณ์ที่แต่งตัวโก้หรู กระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ดูดีเหมือนภาพที่สร้างเลย เมื่อถูกบีบคั้นทั้งจากที่บ้านและที่ทำงาน วันหนึ่งฉันรู้สึกท้อและกลัวมาก ตัดสินใจโทรศัพท์ระบายกับแม่และน้องที่ต่างจังหวัด พูดไปก็ร้องไห้ไป แม่กับน้องฉันก็มีอัจฉริยะภาพในการรวบรวมข้อความที่ขาด ๆ หาย ๆ เล่าแบบไร้สติ จับต้นชนปลายไม่ได้ เอาเรื่องโน้นปนเรื่องนี้ฟ้องแม่เรื่องพ่อเรื่องแม่เลี้ยง บอกเล่าความเครียด ความกลัว บอกเรื่องหนี้สิน พูดไปร้องไห้กับแม่และน้องชาย ที่ฉันไม่ค่อยได้ติดต่อด้วยมากนัก ฉันเพียงแค่อยากระบายเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาฉันไม่เคยสนใจทั้งสองคนเลย ฉันมาอยู่กับพ่อตั้งแต่ที่พ่อแยกทางกับแม่ตอนนั้นฉันเพิ่งอยู่ฉันประถมปีที่ 1 เอง โดยกำหนดว่าลูกสาวให้อยู่กับพ่อ ลูกชายอยู่กับแม่ เป็นการกำหนดโดยพ่อฉันเองซึ่งเป็นปลัดอำเภอในขณะนั้น 

ระบายเสร็จฉันก็รู้สึกโล่งขึ้น ต้มมาม่ากินต่อไป ปัญหาต่าง ๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ แต่กลายเป็นว่าวันรุ่งขึ้นน้องชายของฉันเข้ามากรุงเทพฯ ติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดยอดบัตรเครดิต ชำระเงินที่ค้างไว้ทั้งหมด และบอกกับฉันว่า  

“แม่เป็นกำลังใจให้ แม่เข้าใจ พ่อเป็นผู้ชายอาจจะไม่เข้าใจว่าลูกเป็นผู้หญิงก็ต้องการแต่งตัวสวย ๆ และฝากด่าพ่อด้วยว่าเอาลูกมาเลี้ยงแล้วดูแลปกป้องลูกไม่ได้”  

น้องชายของฉันเป็นสาวประเภทสองที่สนุกสนานร่าเริง ใครอยู่ด้วยก็ชอบ สามารถเล่าเรื่องเศร้าให้เป็นเรื่องตลกได้ น้องพาฉันไปกินอาหารที่โรงแรมหรูใกล้กับที่ทำงาน เป็นมื้อหรูมากน้องบอกว่ากินแล้วจะได้มีพลังทำงานและผจญภัยกับพ่อและแม่เลี้ยงต่อไปได้ หากวันหนึ่งที่รู้ตัวเองว่าไม่ไหวให้กลับบ้าน แม่กับน้องดูแลฉันได้ ฉันรับความช่วยเหลือแบบเศร้า ๆ เคล้าเสียงหัวเราะ เพราะฉันก็ไม่ชอบที่จะฟังพ่อด่าแม่ แม่ด่าพ่อ แต่ตัวฉันเองมักเป็นตัวกลาง ตัวปัญหาที่เขาต้องด่ากันเสมอ 

 ในที่สุดฉันต้องขนของกลับเข้าบ้านอีกครั้ง และพยายามหาทางออกแบบอื่น ๆ เพื่อไปจากความกดดันต่าง ๆ ที่บ้านนี้ให้ได้ ฉันจึงเลือกวิธีการแต่งงาน แฟนของฉันทำงานธนาคารต่างจังหวัด ในตำแหน่ง Teller เงินเดือนไม่กี่พันบาท ต้องส่งเสียเลี้ยงดูพ่อกับแม่ ผ่อนบ้านชานเมืองที่พ่อกับแม่เขาอาศัยอยู่ ไม่มีเงินเก็บที่จะมาสู่ขอและจัดงานแต่งงาน จริง ๆ ต้องใช้คำว่า เราทั้งสองคนยังไม่พร้อมที่จะสร้างครอบครัวในเวลานั้นด้วยซ้ำ แต่ฉันต้องการออกจากบ้านและในเวลานั้นสิ่งเดียวที่ฉันคิดได้คือต้องแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่บ้านพ่อกับแม่ของแฟนฉัน อย่างน้อยที่สุดฉันก็จะได้รับอิสรภาพในการใช้ชีวิตแต่ละวัน หลุดจากเส้นกำหนดของแม่เลี้ยง สำหรับพ่อไม่เคยสักครั้งที่จะค้านแม่เลี้ยงได้สำเร็จ แม้จะเข้าใจ เห็นใจ และสงสารฉันขนาดไหนก็ตาม 

ทุกวันศุกร์เย็นแฟนฉันจะเข้ามาอยู่กับพ่อแม่แถวมีนบุรี เพราะเขายังไม่สามารถย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯได้ ไม่มีตำแหน่งว่างและตัวเขาเองก็เติบโตมาจากคนขับรถที่ขยันขันแข็งจนได้รับโอกาสให้เติบโตในหน้าที่การงานขึ้นเรื่อย ๆ จึงลำบากใจที่จะขอย้าย พ่อกับแม่เลี้ยงรู้จักแฟนฉันดี และมักจะถามให้มันกดดันเล่น ๆ กันทุกครั้งว่าเมื่อไรจะแต่งงานกันสักที ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆมันน่าเกลียด และประโยคมาตราฐานที่ตามมาคือ  

“ผู้หญิงดี ๆ เขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก”  

ฉันลำบากใจกับการเป็นผู้หญิงที่ดีและลูกผู้ดีมาก นี่ขนาดพ่อฉันเป็นนายอำเภอแม่เลี้ยงฉันเป็นคุณนายนายอำเภอนะ ถ้าได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มันจะต้องทำอะไรดี ๆ เพิ่มขึ้นอีกขนาดไหนเนี่ย โชคดีที่พ่อฉันเกษียณอายุในตำแหน่งนี้ มาตรฐานการวัดความเป็นผู้ดีต่าง ๆ จึงไม่ได้กระเถิบขึ้น 

 แฟนฉันเองรับรู้ทุกเรื่องราวของฉัน เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ฉันเล่าอะไรให้ฟังได้โดยไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม หรือภาพลักษณ์ดี ๆ ที่แสดงให้คนอื่นเห็น แต่เขาทำได้แค่เพียงรับฟัง ให้กำลังใจ การเจอกันในวันเสาร์วันหนึ่งฉันจึงบอกแนวทางการแก้ปัญหาที่ฉันคิดได้คือการแต่งงาน เขาจะต้องแต่งงานกับฉันและเอาฉันไปอยู่บ้านพ่อกับแม่ของเขา แน่นอนว่าเขาต้องพูดเรื่องความไม่พร้อมต่าง ๆ แต่ผู้หญิงดี ๆ อย่างฉันบอกกับเขาว่า  

“ไม่ต้องกังวล “everything I can do” คือกูจัดการทุกอย่างเอง บอกมาว่าที่ไม่พร้อมน่ะมีอะไรบ้าง” 

1.        สินสอด    :     ฉันกู้เงินมาให้ และไม่น่ามีปัญหาเพราะแม่ฉันเคยบอกว่าฝ่ายชายให้มาเท่าไรแม่จะทบกลับเท่านั้น แม่แมนมาก ๆ สมกับเป็นนักเลงบ้านนอกแต่แม่ไม่รู้หรอกว่าเงินนี้ได้จากการที่ฉันกู้เพื่อนในบริษัทฯ ในอัตราดอกร้อยละ 10 

2.       แหวนหมั้น :     พอฉันปรึกษาน้องชายที่อยู่ในแวดวงของจิวเวลลี่และการประกวดนางงามต่าง ๆ จึงรู้จักกับเหล่าสปอนเซอร์ ผู้สนับสนุนการประกวดหลากหลายธุรกิจ น้องก็เอาแหวนเพชรราคาแพงมาให้เพื่อให้สมฐานะของพี่ในสายตาของพ่อกับแม่เลี้ยง แล้วบอกว่าแต่งงานแล้วค่อยหาเงินมาคืน 

3.       สถานที่จัดงาน  : สำหรับฉันสบายมาก เพราะงานพัฒนาและฝึกอบรมที่ฉันรับผิดชอบในสมัยนั้น ทำให้ต้องมีการติดต่อกับโรงแรมอยู่เสมอ ฉันรู้จักและสนิทกับเซลล์หลายคน ฉันเลือกโรงแรม 5 ดาวใจกลางกรุงเทพฯเป็นสถานที่จัดงาน เพราะน่าจะสมฐานะพ่อกับแม่เลี้ยง ฉันประสานงานกับเซลล์โรงแรมที่เลือกแล้ว สิ่งที่จะต้องมีในงานเช่น เค้ก 7 ชั้น ที่ฉันตัดกันได้เละเทะมากเพราะตื่นเต้นด้วยกันทั้งคู่ น้ำแข็งแกะสลักรูปห่านหรือหงษ์ฉันก็แยกไม่ออก แต่รู้ว่าจะต้องมี เพราะงานแต่งตามโรงแรมหรูๆ ส่วนใหญ่เขาจะมีกัน  ซุ้มดอกไม้ราคาแพงและหรูมาก ๆ อันนี้ไม่ต้องจ่ายเงิน เซลล์ที่สนิทกันแอบยกของคู่บ่าวสาวที่จัดงานไปก่อนฉันวันหนึ่งเอามาให้ รายการอาหารที่จัดให้เลือกเป็นชุดๆ ห้องพักระดับหรูสำหรับส่งตัวบ่าวสาว อาหารเช้าสำหรับวันรุ่งขึ้น คูปองโรงแรมในเครือสำหรับการฮันนีมูน ทุกอย่างจ่ายหลังงานแต่งโดยไม่ต้องมีค่ามัดจำใด ๆ และเป็นราคาพิเศษ จัดเกรด A ราคาเกรด B เรื่องนี้ฉันคำนวณแล้วว่าจำนวนซองจากแขกที่มาในงานน่าจะเพียงพอต่อค่าสถานที่ ก็มาลุ้นกันเอาอีกที 

4.        ของชำร่วย  :     อันนี้จิ๊บจิ๊บมาก ฉันเลือกเอง รับผิดชอบเอง นักเลงพอ 

5.        การ์ดแต่งงาน :   อันนี้เลือกด้วยกันโดยที่เขามีส่วนเลือกมากกว่า จึงชำระด้วยเครดิตการ์ดของเขา แล้วบอกฉันว่าสิ้นเดือนฉันช่วยจ่ายคนละครึ่งนะ 

6.        ชุดบ่าวสาว :     เลือกกันตามที่แต่ละคนต้องการเลย จัดเต็ม แม่ฉันจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ 

เห็นมั้ยมีอะไรบ้างที่ไม่พร้อม แฟนฉันมีหน้าที่เอาตัวเขาเองและพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมาร่วมงาน และต้องแจกซองให้เยอะที่สุด โดยจะต้องวิเคราะห์ก่อนว่าการ์ดที่เชิญไปนั้นต้องไม่ใช่ “การ์ดตาย” คือไม่มีเงินใส่ซองกลับมา เพราะแต่ละซองมีต้นทุนในการจัดทำที่สูงตามภาพลักษณ์ที่ส่งเสริมกับงาน และที่สำคัญคือฉันจะต้องใช้สำหรับจ่ายค่าโรงแรม ทั้งหมดนี้พ่อกับแม่เลี้ยงฉันไม่ได้รับรู้อะไรเลย มีแต่เพียงแม่และน้องชายของฉันที่ช่วยเหลือ และเตือนสติว่า  

“เมื่อหนูเลือกแบบนี้คงไม่มีใครห้ามหนูได้ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นต้องบอกแม่ให้รู้” 

แม่พูดเหมือนคาดการณ์อะไรไว้ในใจ แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปตามที่ฉันวางแผนไว้ ดังนั้น สัปดาห์หน้าเขาจะต้องไปสู่ขอฉันกับพ่อและแม่เลี้ยง เขาก็จัดการตามที่ฉันบังคับ ไม่ขัดแย้ง ไม่ห้ามปราม ไม่มีข้อคิดเห็น เขาเป็นคนที่ไม่สามารถชี้นำอะไรฉันได้ ต้องคอยตามใจฉันอยู่เสมอ ทุกอย่างผ่านไปได้ตามแผน ฉันโทรศัพท์บอกแม่กับน้องเพื่อหาฤกษ์แต่งงาน ซึ่งฤกษ์ที่ได้มานั้นต้องรออีกเกือบ 3 เดือน หลวงตาที่แม่เคารพบอกว่าต้องฤกษ์นี้เท่านั้นถึงจะไปกันรอด 

แต่ฤกษ์นี้มันไม่ทันใจฉัน ขอเป็นเดือนหน้าเลยละกันแต่เอาเลขวันตามที่หลวงตาบอก ฉันอ้อนแม่กับน้องว่าอีก 3 เดือนฉันอาจต้องบินไปต่างประเทศกับเจ้านาย ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฉันต้องการ แม่ได้แต่บอกว่า  

“ทำอะไรนึกถึงใจแม่ด้วย หากลูกเจ็บคนเป็นแม่จะเจ็บกว่า”  

เอาน่า...หากมันจะต้องเจ็บฉันจะไม่ให้เจ็บไปถึงแม่หรอก ฉันเอาอยู่ งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ โรงแรมโก้หรูใจกลางกรุงเทพมหานคร มีองคมนตรีเป็นประธานในงานและกล่าวอวยพร ญาติฝั่งฉันมามากกว่าญาติฝั่งเจ้าบ่าว เพราะเขาไม่ใช่ผู้ดีหรือเป็นที่นับหน้าถือตามากนักอย่างที่พ่อฉันต้องการ พ่อฉันยิ่งไม่ค่อยพอใจมากขึ้นเพราะเดิมก็ไม่เข้าชะตาอยู่แล้ว แขกที่มาร่วมงานฝั่งฉันเป็นผู้บริหารระดับสูงหลายคน บุคคลในวงสังคมธุรกิจที่ฉันต้องติดต่องานด้วย ครูบาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่ต้องประสานงานมากันคับคั่ง แล้วยังจะแขกของพ่อกับแม่เลี้ยงที่เป็นข้าราชการหลากหลายระดับอีกมากมาย แขกของแม่และน้องฉันที่แทบจะเป็น ส.ส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ เถ่าแก่ร้านค้าต่าง ๆ ในตำบล มาเกือบหมด แขกของเจ้าบ่าวน้อยมาก มากจนจัดให้นั่งโต๊ะจีนได้เพียง 5 โต๊ะ 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา บ่าวสาวถูกส่งตัวเข้าห้อง Suit ของโรงแรม อาบน้ำล้างเครื่องสำอางค์ที่พอกอย่างหนาตั้งแต่หน้ายันไหล่และกลางหลังตามรูปแบบของชุดเจ้าสาว เสร็จแล้วก็กลับมาใส่ชุดนอนตัวโปรดที่ฉันเอามาจากบ้าน นั่งลงข้างเตียงลงมือจัดแจงเทกล่องที่แขกหย่อนซองการ์ดลงไป แกะซองทันทีเพราะพรุ่งนี้เช้าก่อน check out จะต้องจ่ายค่าโรงแรมให้เรียบร้อยตามที่ตกลงกับเซลล์ ฉันมีหน้าที่ฉีกและรวบรวมเงิน เจ้าบ่าวของฉันนอนคว่ำราบไปกับเตียง ทำหน้าที่รับซองจากฉันไปจดว่าซองใครใส่มาเท่าไร เป็นประเพณีที่ฉันรับรู้มาว่าหากพวกเขาจัดงานเราก็จะได้ใช้คืนหรือใส่ซองคืนให้มากกว่าที่เขาใส่มา เป็นสิ่งเล็ก ๆ ในสังคมไทยที่น่ารัก ซองที่มาจากแขกทางฝั่งของฉันและพ่อกับแม่เลี้ยงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ซองละ 1,000 บาท – 5,000 บาท ฝั่งทางแม่และน้องชายฉันจะอยู่ในช่วง 3,000 – 10,000 บาท เป็นแขกที่มาจากต่างจังหวัด ซึ่งจะช่วยทั้งลงเงินและลงแรง ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตั้งแต่พิธีพุทธจนงานเลี้ยง ถ่ายรูปในงาน รับรองแขก แต่งหน้าเจ้าสาว ส่วนฝั่งเจ้าบ่าวของฉันจะอยู่ไม่เกินซองละ 300 บาท มีที่เกินอัตรานี้เพียงไม่กี่คนเช่นผู้จัดการธนาคารที่เขาทำงานอยู่ใส่มา 400 บาท พร้อมของขวัญเป็นพระพุทธรูป ผู้จัดการเขตใส่มาสูงสุดคือ 500 บาท และกล่องของขวัญที่แกะออกมาเป็นนาฬิกาเรือนใหญ่  และที่น่าจะเรียกเสียงฮาปนคราบน้ำตาของฉันคือญาติฝั่งพ่อและแม่ของเจ้าบ่าวมีใส่ซองมา 20 บาท และ 50 บาท ด้วย เฮ้ย!!...คุณใส่ไม่เกรงใจการ์ดเชิญอย่างหรู สถานที่และประธานในงานที่ระบุบนการ์ดเลยเหรอวะเนี่ย แต่ก็อ่ะนะ พวกเขาเดินทางมาไกล และไม่คุ้นชินกับงานเลี้ยงในโรงแรมใหญ่โต ที่ขำกว่านั้นคือมีการเก็บดอกไม้ที่ประดับในงานไปด้วยอีก นอกเหนือจากขอถุงจากโรงแรมมาใส่อาหารที่เหลือ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของผู้ดีเก่าอย่างพ่อและแม่เลี้ยงของฉันไปได้ ช่องว่างของสองครอบครัวยิ่งห่างกันอย่างกับถนนราชดำเนินเลย 

     นับจากวันแต่งงานพ่อและแม่เลี้ยงแสดงท่าทางรังเกียจญาติและพ่อแม่ทางสามีฉันมากขึ้น อาจจะเพิ่มคะแนนความรังเกียจนี้ไปที่สามีของฉันเพิ่มขึ้นด้วย เราทั้ง 2 คนมักจะได้ยินการพูดคุยเวลามากินข้าวร่วมกันที่บ้านของพ่อกับแม่เลี้ยงว่ากิริยามารยาทของคนที่พ่อแม่เลี้ยงให้โตไปวัน ๆ มีพฤติกรรมอย่างไร คนบ้านนอกก็จะเข้าสังคมชั้นสูงลำบากหน่อย จนกระทั่งสามีฉันเลี่ยงการไปกินข้าวกับพ่อและแม่เลี้ยงของฉัน นาน ๆ ที ก็จะนัดกันไปกินที่ร้านอาหารหรู ๆ เพื่อเอาใจพ่อกับแม่เลี้ยงแล้วให้สามีฉันทำหน้าที่จ่ายเงิน ซึ่งเป็นเงินของฉันที่เตรียมให้ไว้เองล่ะ.....ไม่โง่จริงทำอย่างฉันไม่ได้นะเนี่ย 

การเริ่มต้นที่ไม่ดี ไม่มีความพร้อมใด ๆ จะสามารถสร้างครอบครัวที่ดีได้มั้ย ฉันคิดว่าถ้าเราสองคนรักกันมากพอ อุปสรรคใด ๆ เราต้องผ่านมันกันไปได้ ฉันได้เริ่มต้นใช้ชีวิต "ครอบครัว" อย่างที่ฉันหวังซะที   

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น