สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 28

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 759

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2562 21:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28
แบบอักษร

เมื่อเห็นชนวีร์เข้ามาในห้องอาหาร โดยมีรินรดาเคียงข้างมาไม่ห่าง ภูมิและแพรพลอยก็ยิ้มด้วยความโล่งอก น้องชายจึงโบกมือเชื้อเชิญพี่ชายและ ‘ว่าที่พี่สะใภ้’ ให้มานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน 

หลังจากทุกคนบอกสวัสดีปีใหม่ให้แก่กัน ชนวีร์ก็วางเสื้อกันหนาวพาดไว้ที่พนักแล้วหันไปทางหญิงสาว “หลิวไปตักอาหารก่อนสิ เดี๋ยวผมตามไป” 

รินรดาวางตัวไม่ค่อยถูกกับสถานภาพใหม่ของเธอในสายตาของสองสามีภรรยา 

“พลอยกำลังจะลุกไปดูขนมปังเพิ่มให้คุณภูมิพอดี ไปตักอาหารด้วยกันนะคะ” ภรรยานักการทูตเกาะแขนเชิญชวนเธอด้วยความคล่องแคล่ว ทำให้รินรดาค่อยคลายความเก้อกระดากลงทีละนิด 

รอจนสองสาวลับกายไปแล้ว ภูมิจึงเอ่ยกับพี่ชาย “ดูก็รู้ว่าเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว ดีใจด้วยนะครับ”  

นักธุรกิจหนุ่มพยักหน้ารับด้วยมาดเพลย์บอยเจ้าเสน่ห์อย่างที่คนเป็นน้องคุ้นตา น้ำเสียงขณะเอ่ยประโยคต่อไปประกาศความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง “เออ ขอบใจมาก จะไม่เรียบร้อยได้ไงวะ ก็เราน่ะนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องคุณหลิวเลยนะเว้ย” 

“ลงทุนจริง ๆ ” น้องชายยกนิ้วให้ด้วยท่าทียอมซูฮก “ผมดีใจนะที่พี่วีร์จัดการเรื่องนี้ได้ เพราะถ้าพี่ปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ทำอะไร ผมคงคิดว่าพี่นี่ซื่อบื้อสิ้นดี” 

“หน็อย !  หาว่าเราซื่อบื้อเลยเรอะ มันจะไม่มากไปหน่อยหรือวะภูมิ” 

“ไม่มากไปหรอกฮะ ก็ฝรั่งเขายังบอกเลยว่าจงตกหลุมรักคนที่ทำให้เรายิ้มได้ ในเมื่อคุณหลิวน่ะ เธอทำให้พี่วีร์ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ แถมยังหน้าตาดูมีความสุขได้ขนาดนี้ ถ้าพี่ไม่คว้าเธอไว้ ไม่ให้เรียกว่าซื่อบื้อแล้ว จะให้เรียกว่าอะไรล่ะ” 

ข้อกล่าวหาของน้องชายเป็นผลให้คนมีความสุขยกมือลูบหน้าตัวเองเขิน ๆ รีบออกตัวจนล้อฟรี “เฮ้ย ! พูดบ้า ๆ น่า หน้าเราก็เป็นอย่างนี้ตั้งนานแล้ว” 

“พี่ไม่ต้องเชื่อผมหรอก ไว้คอยส่องกระจกดูหน้าตัวเองก็ได้ เดี๋ยวก็รู้เอง ว่าผมไม่ได้พูดเกินจริง” ภูมิแซว 

ชนวีร์ไม่ตอบโต้ แต่นั่งยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว เขามองไปทางสองสาวที่ยืนตักอาหารกันอยู่ ก็นึกครึ้มใจว่าอาหารเช้าวันนี้คงเป็นมื้ออร่อยที่สุดแน่นอน ! 

 

ก่อนออกเดินทางรินรดาปลีกตัวไปหากลุ่มผู้อาวุโส อยากฟังความเห็นของผู้ใหญ่กับการที่เธอยกโทษให้เขา ทว่าเพียงแค่เห็นหน้าหญิงสาว ปรานีก็รีบดึงตัวเธอไปกอด โดยไม่เปิดโอกาสให้เล่าอะไรทั้งสิ้น กล่าวเพียงว่า 

“ไม่ต้องเล่าหรอกจ้ะ แค่เห็นว่าหลิวกับหลานชายเข้าใจกันได้ พวกอี๊ก็ดีใจด้วยแล้วละ”  

จะมีก็แต่พรประภาและศิริจิตต์เท่านั้นที่ส่ายหน้า บ่นพึมพำไม่ค่อยพอใจนัก  

“หลิวนะหลิว ยอมดีด้วยง่าย ๆ ได้ไง น่าจะเล่นตัวอีกนิด ให้เขาง้อเรามาก ๆ หน่อย เขาจะได้รู้สึกว่าเรามีค่า” 

สมพรตีแขนสองสาวเจ้าคิดเจ้าแค้น “ลื้อสองคนนี่ สอนหลานอย่างนี้ได้ไง คนรักกัน ต้องให้อภัยกันน่ะถูกแล้ว ไม่ใช่เห็นเป็นเรื่องสนุกที่จะให้เขามาคอยง้อ ทำอย่างนั้นน่ะมันเห็นแก่ตัว ถ้าอยากให้ตัวเองดูมีค่า ก็ต้องสร้างคุณค่าให้ตัวเองสิ ไม่ใช่มาวัดคุณค่ากันว่าเขายอมง้อเรามากน้อยแค่ไหน”  

สองสาวหน้าบูดที่โดนเบรก รินรดารีบเข้าไปกอดสตรีสูงอายุทีละคน พร้อมกับพนมมือไหว้ขอบคุณ  

“ขอบคุณอี๊ทุกคนนะคะ ที่สอนหลิวตั้งหลายเรื่องแน่ะ ถ้าเมื่อวานนี้ไม่ได้อี๊ หลิวคงแย่แน่” 

พรประภาเห็น ‘ตี๋หล่อ’ เพียรมองมาทางกลุ่มของเธอก็นึกรู้ จึงสะกิดไหล่รินรดา แล้วแซว  

“ขอบคุณเสร็จแล้วก็กลับไปทางโน้นเถอะหลิวเอ๊ย ใครบางคนมองพวกอี๊ตาร้อนผ่าว ๆ จนจะลุกเป็นไฟกันอยู่แล้ว” คำพูดของพรประภาทำให้ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน  

 

ระหว่างเดินทางจากโรงแรมไปเยี่ยมชมร้านขายยาของรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นรายการบังคับของทุกทัวร์ สินก็เล่ารายละเอียดให้นักท่องเที่ยวฟังเป็นการเรียกน้ำย่อยเช่นเคย 

เมื่อรถโค้ชจอดสนิท ชาวคณะจึงกระวีกระวาดเดินตามสินเข้าไปในร้านเพราะจะมีบริการนวดเท้าและแมะชีพจรตรวจร่างกายให้ฟรีสำหรับลูกทัวร์ทุกคน ระหว่างชมการสาธิตยาแต่ละชนิด 

รินรดาซึ่งเคยได้ยินกิตติศัพท์การสาธิตสรรพคุณของบัวหิมะมาก่อน รีบหันไปบอกชายหนุ่มข้างกาย 

“ฉันไม่อยากเข้าไป แต่จะฝากคุณซื้อครีมสามขวดได้ไหมคะ” เธอพูดพลางยัดเงินใส่มือชายหนุ่ม  

“สินบอกว่าเขาจะมีสาธิตด้วยนี่ คุณไม่ดูก่อนเหรอ”  

“ไม่เอาละค่ะ ณิชาเคยเล่าให้ฟังแล้ว น่ากลัวจะตาย ฉันไม่กล้าดูหรอก” 

“อ้าว...ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ” 

“ณิบอกว่าคนขายเขาจะเอาโซ่เผาไฟจนแดง แล้วเอามือเปล่าจับโซ่ให้ดู เราจะเห็นมือเขาโดนไฟลวกอย่างแรง แล้วเขาก็จะทาบัวหิมะเพื่อแสดงให้เห็นว่ายาของเขามีสรรพคุณรักษาแผลไฟลวกเป็นเลิศที่สุดในโลก” เธอเล่าเป็นฉาก ๆ ทำสีหน้าสยองราวกับเคยเห็นมาแล้วด้วยตาตัวเอง 

“แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว ในฐานะคนทำงานโฆษณา ฉันมั่นใจว่ามันต้องมีวิธีนำเสนอสินค้าแบบอื่น ที่ไม่ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวขนาดนี้ นี่มันออกจะป่าเถื่อนบ้าบิ่นไปหน่อย ถ้าคุณอยากดูก็เข้าไปเถอะค่ะ ฉันจะรอตรงนี้”  

ชนวีร์ส่ายหน้า “ผมน่ะมันเชื่อคนง่ายซะด้วย ในเมื่อนักโฆษณาบอกเองว่าวิธีนี้ไม่เจ๋ง ไม่ประทับใจเท่าไหร่ ก็อย่าไปดูให้เสียเวลาเลย ขออยู่กับคุณตรงนี้ดีกว่า หลิวคอยแป๊บหนึ่งนะ ให้ผมไปฝากเจ้าภูมิซื้อครีมให้คุณก่อน สามกระปุกใช่ไหม เดี๋ยวผมมา”  

ชนวีร์เดินไปฝากฝังภารกิจกับน้องชาย แล้วกลับมาสมทบกับรินรดาอีกครั้ง 

ชายหนุ่มจูงมือสตรีข้างกายเดินทอดน่องเลียบบึงน้ำใหญ่ภายในเขตร้านขายยา ก่อนมาหยุดที่สนามหญ้าเขียวใต้กิ่งก้านของต้นไม้ในช่วงฤดูหนาว แล้วจึงหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อกันหนาวยื่นมาตรงหน้าเธอ 

“สวัสดีปีใหม่ครับหลิว” 

รินรดานิ่งมองมือของชายหนุ่มที่แบออกช้า ๆ บนนั้นมีกล่องกำมะหยี่สีแดงสดใบเล็กวางอยู่ เขากดสปริงเปิดฝากล่อง พร้อมกับอธิบายด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ  

“แกลดิโอลัสครับ ดอกไม้ที่มีความหมายแทนคำมั่นสัญญา” 

รินรดาตวัดสายตามองพ่อบุญทุ่มชั่วขณะ เธอไม่เคยคลั่งไคล้ของกำนัลประเภทนี้ และหญิงสาวก็ไม่ชอบรับของขวัญมูลค่าสูงด้วย แต่ท่าทางผู้ชายตรงหน้าบอกชัด ว่าเขาต้องหาวิธีบังคับให้เธอรับมันไว้ให้ได้แน่  

“คุณไปเอามาจากไหนน่ะ” หญิงสาวข้องใจ นิ่งมองกล่องกำมะหยี่ในมือเขา 

“เสกมาสิคร้าบ”  

รินรดาหมั่นไส้ในใจ คนกวนประสาทก็ต้องกวนประสาทอยู่วันยังค่ำสิน่า ! 

“ฉันถามจริง คุณก็เล่นอยู่ได้” 

“ผมโทร.ไปบอกให้เพื่อนผมที่นี่จัดการให้น่ะครับ” 

“คุณไปโทร.ตอนไหน ในเมื่อฉันอยู่กับคุณตลอด” 

“ก็ตอนที่ผมอาบน้ำไง ผมเอาโทรศัพท์เข้าไปด้วย คุณไม่เห็นละสิ ! ” จอมวางแผนอมยิ้มภูมิใจ “นี่เดวิดส่งคนไปตามหาจากร้านเพชรทุกร้านในเซี่ยงไฮ้เลยนะ” สีหน้าชนวีร์พอใจยิ่งกับความสามารถของตน 

“คะ? ฉันได้ยินผิด หรือคุณพูดผิดกันแน่” ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้ว ก็รู้อยู่หรอกว่าเขามีเงิน แต่ไม่จำเป็นต้องหว่านโปรยขนาดนี้ก็ได้ 

“จะให้ผมติดให้ หรือหลิวจะติดเอง” เศรษฐีใหญ่ไม่ตอบ แต่กลับดึงมือเธอขึ้นมาแล้ววางกล่องลงในนั้นแทน 

รินรดายกเข็มกลัดรูปดอกแกลดิโอลัสขึ้นมาพิจารณาใกล้ ๆ พลอยสีชมพูหวานฉ่ำคัดชนิดที่สีเสมอกันที่สุดจัดเข้าช่อเป็นดอกไม้กลีบบางปลายแหลมขนาดจิ๋ว ๆ ที่เรียงเบียดกันแน่นเป็นพวงระย้ายาวคล้ายกล้วยไม้ ทุกดอกมีเกสรยาวตรงปลายเป็นพู่ฟูสีชมพูเข้มลักษณะคล้ายชบา ส่วนก้านสีเขียวสดนั้น แม้ไม่ต้องเป็นนักเล่นอัญมณีก็เดาได้ว่ามันคือมรกตอย่างแน่นอน 

“ฉันหวังว่าสีชมพูที่เห็นนี่จะเป็นพลอยนะ” หญิงสาวถามทั้งที่กลัวคำตอบจับใจ !  

“ขอโทษที่ต้องทำให้ผิดหวังนะหลิว แต่ผมซื้อพลอยไม่เป็น ที่คุณเห็นน่ะคือเพชรสีชมพูต่างหาก” 

เท่านั้นเองหญิงสาวก็ปิดกล่องฉับ ส่งมันคืนให้นายธนาคารหนุ่มทันที “ฉันไม่รับหรอก มันแพงเกินไป” 

“สำหรับคุณแล้ว...ไม่มีอะไรที่แพงเกินไป” เขาเถียง 

“แต่ว่า...” เธอขยับจะค้าน  

“หลิว...ผมไม่ได้คิดจะซื้อคุณด้วยของพวกนี้หรอกนะ เพราะผมรู้ว่าผู้หญิงอย่างคุณน่ะซื้อไม่ได้ด้วยอะไรทั้งนั้น” ชายหนุ่มขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงหน้าขาวจัดมีรอยแดงนิด ๆ เมื่อเอ่ยประโยคถัดไป  

“นอกจากจะต้องใช้หัวใจแลกมา บอกตรง ๆ ว่าความรู้สึกพวกนี้มันใหม่มากสำหรับผม ผมทำตัวไม่ถูกว่าควรทำยังไงให้คุณรู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน ผมเสียนิสัยซะแล้วที่จะต้องซื้อ ๆ ๆ แล้วก็ซื้อแบบนี้ แต่ถ้ามันทำให้คุณไม่พอใจ ผมขอโทษ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอีก” 

หญิงสาวแสร้งถอนหายใจ ทั้งที่อยากยิ้มให้แก้มปริไปเลยด้วยซ้ำ นานมากแล้วที่ไม่มีใครพูดอะไรอย่างนี้ให้ฟัง จู่ ๆ รินรดาก็นึกสงสัยว่าเธอทนอยู่เป็นโสดคนเดียวมาได้ยังไงตั้งสองปี ในเมื่อการมีคนรักมันช่างแสนวิเศษขนาดนี้ ! 

“คุณไม่ต้องหาอะไรมาให้ฉันหรอกค่ะ ไม่ต้องทำอะไรให้ฉันด้วย” เธอกุมมือเขาที่ถือกล่องกำมะหยี่เอาไว้ “แค่คุณอยู่ตรงนี้...อยู่ข้าง ๆ เวลาที่ฉันต้องการก็พอแล้ว” 

ชนวีร์ยู่หน้าบ่นเป็นหมีกินผึ้ง “ว้า...แค่นี้เองเหรอ ผมนึกว่าความรักมันน่าจะมีอะไรที่พิเศษกว่านี้ซะอีก ไหนใครบอกว่าต้องตัวลอย ๆ แล้วก็ต้องรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้องอะไรอย่างเนี้ย นี่ไม่เห็นมีสักอย่างเลย”  

หญิงสาวยิ้มอย่างอดไม่อยู่ เธอสบตาผู้ชายตรงหน้าด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์นิด ๆ ขณะจูบปลายนิ้วตัวเองแล้วยื่นไปแตะริมฝีปากชายหนุ่ม พร้อมกับพึมพำ 

“แล้วแบบนี้ล่ะคะ...พิเศษพอหรือยัง” 

ชนวีร์อ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนใบหน้าตัวเองบานขึ้น ๆ จนเกือบเท่ากระด้ง ! ผิวเนื้อเขาเต้นระริกไปหมดทั้งตัวราวกับมันจะแย่งกันออกมาทักทายความรู้สึกแสนหวานที่ห้อมล้อมอยู่รอบกาย ชายหนุ่มยิ้มกว้าง 

“ขอแบบเมื่อกี้อีกทีได้ไหมหลิว” จอมเรียกร้องออกปาก 

รินรดาอมยิ้มพลางส่ายหน้า 

“โธ่...ทำไมล่ะครับ” 

“ต้องครั้งเดียวสิคะ ถึงจะพิเศษน่ะ” 

“แหม...ผมอยากได้ พิเศ้ษ พิเศษ นี่นา น่า...ขออีกทีนะ” 

หญิงสาวย้ำคำเดิม “ไม่ค่ะ” 

ชนวีร์ยอมแพ้ เขาดึงมือหญิงสาวมา ก่อนยัดเยียดกล่องเข็มกลัดใส่มือเธออีกครั้ง “รับไว้นะ...ผมอยากให้หลิวจริง ๆ ” 

“แค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้นนะคะ” เธอขอคำมั่น “แล้วก็ขอให้เข็มกลัดดอกแกลดิโอลัสนี่เป็นดอกไม้ดอกสุดท้ายด้วย ห้ามคุณให้ดอกไม้อะไรฉันอีก ตกลงไหมคะ” 

“โธ่...ทำไมล่ะหลิว” เขาทำเสียงตัดพ้อ  

“ไม่ทำไมหรอกค่ะ ฉันไม่อยากให้ตัวเองเคยชินกับการรับของจากคุณ” เธอรีบถลึงตาไม่ให้เขาพูดขัด  

“ไม่ได้รังเกียจนะคะ แต่ฉันกลัวตัวเองคาดหวังน่ะค่ะ วันไหนที่คุณเกิดไม่ว่างให้ดอกไม้ฉัน เดี๋ยวฉันจะพานสติแตก พารานอยด์ไปสารพัด”  

หญิงสาวรู้ดีว่าพูดแค่นี้เขาไม่ฟังหรอก เธอจึงตัดสินใจใช้ไม้ตายที่เพิ่งค้นพบ ด้วยการเลื่อนมือไปเกาะแขนเขา ออดอ้อนเสียงหวาน 

“นะคะคุณวีร์ ถือว่าหลิวขอร้องก็ได้ แค่หลิวรู้ว่าคุณมีน้ำใจอยากให้ของพวกนี้ หลิวก็ดีใจแล้ว”  

ทั้งน้ำเสียงและน้ำคำ ‘หลิวอย่างโน้น หลิวอย่างนี้’ หวานจับใจคนฟังนัก ดูท่าประสิทธิภาพของไม้ตายนี้จะให้ผลลัพธ์ชะงัดเกินคาด เนื่องจากชนวีร์หน้าบานแฉ่ง รีบรับปากทันควัน  

“ถ้าหลิวต้องการอย่างนี้ หลิวจะได้ตามบัญชาเลยครับ” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าบอกชัด ว่าเขาปลาบปลื้มกับท่าทีของหญิงสาวเพียงใด 

ชายหนุ่มจูงมือรินรดาพาเดินต่อ “สระน้ำทางโน้นมีหงส์ด้วย ไปดูกันดีกว่าว่าเราจะหาอะไรให้มันกินได้บ้าง” 

หญิงสาวก้าวตามแรงดึงไปช้า ๆ รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้า พร้อมกับที่นึกสงสัยว่าเหตุใดท้องฟ้าวันนี้...ถึงได้กลายเป็นสีชมพู ! 

 

ระหว่างรอกลุ่มสตรีอาวุโสทั้งหกคนพบแพทย์แผนจีนเพื่อแมะชีพจรและจัดยา โดยมีสองหัวหน้าทัวร์อยู่เป็นล่ามให้ สมาชิกที่เหลือก็ลงมาเดินเล่นที่สนามหญ้าด้านล่างเป็นการฆ่าเวลา 

อากาศเย็นชื้นทำให้ภูมิซึ่งทิ้งถุงมือไว้บนรถได้แต่ถูมือแรง ๆ เพื่อสร้างความอบอุ่น แพรพลอยค้นหลอดโลชั่นจากกระเป๋าสะพายมาบีบให้สามีอย่างรู้หน้าที่ สองสามีภรรยาพูดคุยแหย่เย้าและหัวเราะกันอย่างมีความสุข 

ชนวีร์มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึก ‘เฉย ๆ’ ความอิจฉาที่เคยมีกลับไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว และเมื่อหันไปทางผู้หญิงร่างสูงเพรียวข้างตัว ก็เห็นเธอกำลังมองน้องชายน้องสะใภ้ของเขาอยู่เช่นกัน  

ชายหนุ่มเอื้อมไปประสานนิ้วมือกับหญิงสาว และทำไม่รู้ไม่ชี้ตอนที่ดวงตาเรียวคู่นั้นหันมาขึงตาโหดใส่เขา ดวงหน้าขาวใสเปลี่ยนเป็นอมชมพูระเรื่อที่น่ารักนัก  

หญิงสาวพยายามดึงมือออกจากการเกาะกุมแต่ก็ไม่สำเร็จ เธอจึงทำเสียงแข็ง  

“ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้นะ” 

“ถ้าผมไม่ปล่อย หลิวจะทำอะไรผม ฮึ ! ” ชายหนุ่มหันมาบีบจมูกคนข้าง ๆ ด้วยความเอ็นดู  

แพรพลอยหันมาเห็นเข้า จึงรีบยกกล้องถ่ายภาพประทับใจเก็บไว้ทันที 

“ริจะเป็นปาปารัซซี่กับเขาด้วยหรือ ยายพลอย” ชนวีร์ตาไวหันขวับไปแซวน้องสะใภ้ 

“พวกหนังสือพิมพ์หัวสี เขาจ่ายหนักนะพี่วีร์ เวลาเป็นรูปคนดังอย่างนี้น่ะ” 

“งั้นถ่ายไว้หลาย ๆ ใบเลยพลอย เดี๋ยวขายได้เท่าไหร่ เราเอามาแบ่งกันเนอะ” ภูมิยุภรรยา 

เจ้าทุกข์ชี้หน้าน้องชายน้องสะใภ้ด้วยท่าทีไม่จริงจังนัก “หน็อย...สองคนนี้คิดจะแบล็คเมลล์ฉันเรอะ ! ” 

“คุณพลอยคุณภูมิ ขอหลิวหารด้วยคนสิคะ เดี๋ยวหลิวช่วยจัดฉากให้” รินรดาทำหน้าเป็นย้ายข้างทันควัน 

เพลย์บอยหนุ่มตัวร้ายทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ “รูปอื่น ๆ พวกนายขายกันไปเถอะ แต่ถ้าเป็นเลิฟซีนเนี่ย เดี๋ยวฉันประมูลเองนะเว้ย” 

เพียงแค่นั้นรินรดาก็หน้าแดงก่ำ เพราะนัยจากคำพูด แม้ไม่ต้องมีความรู้ทางภาษาศาสตร์ก็ยังตีความได้อย่างง่ายดาย ! 

 

หลังรับประทานอาหาร ชนวีร์อาสาดูแลกระเป๋าเป้ให้หญิงสาวซึ่งไปเข้าคิวรอใช้ห้องน้ำที่มีอยู่เพียงห้องเดียว ขณะที่เขาออกมาชมร้านขายของที่ระลึกใกล้ร้านอาหาร โทรศัพท์มือถือซึ่งอยู่ในเป้ของรินรดาก็สั่นเป็นสัญญาณบอกว่ามีสายเรียกเข้า 

ชายหนุ่มละล้าละลังหันไปมองหาว่าเมื่อไหร่เจ้าของกระเป๋าจะออกมาเสียที หลังจากปล่อยให้สัญญาณเรียกเข้าอยู่หลายหน ในที่สุดชนวีร์ก็ตัดสินใจเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มากดรับสาย  

ปรากฎว่าผู้ที่อยู่ปลายสายคือณิชานั่นเอง เขาจำชื่อผู้หญิงคนนี้ได้ เธอเป็นเพื่อนซี้ซึ่งทีแรกจะมาเมืองจีนกับรินรดา ผู้ที่เล่าเรื่องบัวหิมะให้หญิงสาวรู้ และที่สำคัญก็คือณิชานี่แหละ เป็นคนแรกที่ได้ยินรินรดาเรียกเขาว่าคนกวนประสาท ! 

“คุณเป็นใคร มารับโทรศัพท์ของเพื่อนฉันได้ยังไง” ณิชาเสียงแข็งถามขึ้นทันควัน เดาได้เลยว่าปกติรินรดาคงไม่เคยยอมฝากกระเป๋าให้ใครถือเช่นนี้ 

“ผมชื่อชนวีร์ เป็นแฟนหลิวครับ” จอมโมเมยัดเยียดตัวเองลับหลังหญิงสาวหน้าตาเฉย 

คนทางปลายสายหัวเราะก๊าก  

“ต๊าย ! นี่ฉันควรยินดีกับเพื่อนดีหรือเปล่าเนี่ย” หะแรกเธอคิดว่าเขาคงอำเล่น แต่คำพูดต่อมาของคนที่อ้างว่าเป็น ‘แฟนหลิว’ นี่สิ ฟังดูภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว 

“อันนั้นผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ เพื่อนคุณโชคร้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่ได้ผมเป็นแฟน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือผมน่ะโชคดีมากที่ได้รักเพื่อนคุณ ยินดีกับผมก่อนสิ ! ”  

ณิชาถูกใจคำตอบนั้น ชักจะเชื่อว่าผู้ชายคนนี้เป็นกิ๊กใหม่ของเพื่อนจริง ๆ ยายหลิวชักร้ายกาจ ไปเมืองจีนแค่อาทิตย์เดียว มีหนุ่มคนสนิทหน้าใหม่ซะแล้ว  

“คุณนี่พูดจารื่นหูดี ฉันชักชอบคุณแฮะ แล้วนี่หลิวไม่อยู่หรือคะ” 

“ไปห้องน้ำครับ สงสัยจะคิวยาว คุณณิชามีอะไรฝากไว้หรือเปล่า หรือจะให้หลิวโทร.กลับ” 

“ไม่ต้องโทร.กลับหรอกค่ะ แค่ฝากบอกหลิวก็พอ ว่าคนที่หลิวก็รู้ว่าใครโทร.มาหาฉันหลายหนแล้ว เขาบอกว่าหลิวหลบหน้าไม่ยอมรับสายเขา แล้วก็เซ้าซี้บังคับให้ฉันบอกให้ได้ว่าหลิวไปไหน ฉันโกหกไปว่าไม่รู้ ถ้ายังไงให้หลิวเตรียมตัวรับมือไว้ด้วยก็ดี ว้า...ฉันต้องวางสายแล้ว เอาเป็นว่าฝากดูแลหลิวด้วยนะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ อุ๊ยตาย ฉันลืมชื่อคุณน่ะ ขอโทษนะคะ คุณ...เอ่อ...” 

“ชนวีร์ครับ ชนวีร์ ณัฐภัทร” เจ้าของคำพูดประกาศด้วยความภูมิใจ 

ณิชาตาลุกโพลง หากปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติขณะบอกลา  

“ค่ะ โชคดีค่ะคุณชนวีร์” 

หญิงสาววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ท่าทางตกตะลึงของเจ้าตัวทำให้แก๊งเพื่อนที่นัดกันมาฉลองปีใหม่ที่บ้านพากันมองท่าทางของเจ้าบ้านด้วยความฉงน ณิชาป้องปากราวกับกำลังส่งสารลับที่มีความสำคัญระดับชาติ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับดังลั่นไปทั่ว 

“ฮอตนิวส์จ้าเพื่อน ๆ คู่รักกิ่งเพชรใบแพลตินัมเกิดขึ้นแล้ว แฟนใหม่ยายหลิว ชื่อชนวีร์ ณัฐภัทร ! ” 

 

ชนวีร์มองโทรศัพท์ในมือด้วยความชั่งใจ เขาเหลือบมองซ้ายขวา แล้วตัดสินใจเรียกรายชื่อจากหมวดโทร.ด่วนในโทรศัพท์ของหญิงสาวขึ้นมาดู  

เมื่อเห็นรายชื่อที่บันทึกไว้ว่า ‘บ้าน’ ชนวีร์ก็ยิ้มสมใจ หัวขโมยรีบลอกเบอร์นั้นใส่โทรศัพท์ตัวเอง แล้วกดโทร.ออกหนึ่งหนเพื่อทิ้งเลขหมายไว้ในเครื่อง กะว่าจะมาบันทึกเก็บทีหลัง แต่เมื่อกดโทร.ออก โทรศัพท์เขากลับแสดงชื่อเจ้าของเลขหมายขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แสดงว่าเขามีเบอร์นี้ในเครื่องอยู่แล้ว เขาคงต้องรู้จักใครสักคนที่อยู่บ้านเดียวกับรินรดา และคนคนนั้นก็มีความสำคัญถึงขนาดที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างชนวีร์ต้องเก็บหมายเลขโทรศัพท์ไว้ในเครื่องตัวเองเลยทีเดียว ! 

ชายหนุ่มเอาแต่จ้องมองชื่อที่ปรากฎบนหน้าจอโทรศัพท์ตัวเองอย่างประหลาดใจ เมื่อหญิงสาวออกจากห้องน้ำมาหาเขา จึงเห็นหลักฐานคาตา เธอรีบฉวยโทรศัพท์จากมือแมวขโมยทันที 

“ทำอะไรเนี่ย แอบดูโทรศัพท์ฉันเหรอ” 

“คุณเป็นอะไรกับเจ้าสัวอาจณรงค์ ลีรัตนะวานิช” แทนที่จะสารภาพความผิด ชายหนุ่มกลับย้อนถามแทน 

“ถามแปลก ! ก็พ่อฉันไง” รินรดาตอบง่าย ๆ ราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ 

“แล้วทำไมคุณไม่บอกผมก่อนหน้านี้” 

“อ้าว...ก็แล้วทำไมฉันต้องบอกคุณด้วยละ” 

“ทีผมยังบอกคุณเลยว่าผมเป็นใคร” ชนวีร์ตะแบง 

“ก็คุณอยากบอกฉันเองนี่ ฉันไม่ได้ขอร้องสักหน่อย” หญิงสาวย้อนด้วยสีหน้ากวน ๆ  

“มีอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงต้องปิดบังเรื่องพ่อด้วย หรือว่าคุณอายไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นลูกสาวเจ้าสัวอาจณรงค์” ชนวีร์ถามด้วยความข้องใจ 

“เป็นลูกป๊ามีอะไรต้องอาย ในเมื่อป๊าฉันทั้งเก่ง ฉลาด แล้วก็ทันคนสุด ๆ รับรองว่าไชล็อกเฉโกอย่างคุณ ตามป๊าฉันไม่ทันแน่” หญิงสาวแว้ดกลับทันใด 

“พ่อคุณเก่งขนาดนั้นจริงเหรอ” เมื่อพ้นจากความแปลกใจ ชนวีร์ก็กลับมาสู่โหมดหน้าเป็นได้เช่นเคย 

และคนฟังก็ปรี๊ดได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นเคย “จริงสิยะ ฉันจะโกหกคุณทำไม” 

เมื่อเธอเผลอเปิดโอกาสให้ ชายหนุ่มจึงสบช่องเลี้ยวเข้าเรื่องถนัดทันที 

“งั้นก็เหมาะน่ะสิ เพราะผมก็กำลังอยากมีคนชี้แนะอยู่พอดีเลย นี่ก็เริ่มหวังว่าจะได้เป็นลูกชายท่านอยู่เหมือนกันนะ อยู่ที่คุณนั่นแหละว่าจะยอมหรือเปล่า” เขากระเซ้าพร้อมกับส่งยิ้มกระลิ้มกระเหลี่ยเข้าไปในตาเธออย่างเปิดเผย  

หญิงสาวขึงตาโหด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นปรามาสจริงจัง  

“ไปเพ้อฝันไกล ๆ เลยไป๊ ป๊าน่ะแอนตี้พวกนายแบงค์จะตาย เพราะท่านชอบพูดเสมอว่านายธนาคารน่ะ เป็นพวก...” เธอยังพูดไม่จบ ชนวีร์ก็แทรกขึ้นทันที 

เป็นคนที่จะให้เรายืมร่มตอนแดดจ้า แต่พอฝนตกเมื่อไหร่ เขาก็จะมาเอาร่มคืน เหมือนที่มาร์ก ทเวน[1] บอกใช่ไหมล่ะ” เขาอ้างคำคมที่อาจณรงค์ชอบใช้ติดปาก 

รินรดาเลิกคิ้วอย่างคาดไม่ถึง “นี่คุณรู้จักป๊าฉันด้วยเหรอ” 

“ถึงพ่อคุณจะแอนตี้นายแบงค์ แต่ท่านก็เป็นบอร์ดบริหารของณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นนะ คุณไม่รู้หรือไง” 

หญิงสาวส่ายหน้าดิก “ป๊าเป็นบอร์ดที่โน่นที่นี่ตั้งเยอะแยะ ฉันไปตามรู้หมดทุกเรื่องไม่ไหวหรอก” 

“ผมไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าคุณหญิงศจีรัตน์จะกล้าปฏิเสธไม่ยอมให้กานนแต่งงานกับลูกสาวของเจ้าสัวลีรัตนะวานิช” ชนวีร์เปรยด้วยความสนเท่ห์ 

”อ้าว...นี่ฉันยังไม่ได้บอกคุณเหรอ ว่าชื่อตามบัตรประชาชนของฉันคือรินรดา หยาง” คนพูดทำท่าภูมิใจ อธิบายต่อเมื่อเห็นสีหน้างง ๆ ของชนวีร์  

“ฉันต้องใช้นามสกุลของก๋ง ตามเงื่อนไขของกองทุนที่แม่ใหญ่ทำไว้ให้ตั้งแต่เด็ก น่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันไม่ต้องคอยระวังว่าใครต่อใครจะอยากเข้ามาทำความรู้จักหรือวุ่นวายกับฉันเพราะนามสกุลของป๊า” 

ชายหนุ่มส่ายหน้าระอายายตัวร้าย “ผมเดาว่าคุณหญิงศจีรัตน์ไม่รู้เรื่องนี้ละสิ”  

คนสองนามสกุลพยักหน้ายิ้มสะใจ “ป๊าคงรู้จักครอบครัวนี้ดีละมั้ง เพราะทั้งพิธีสู่ขอ งานหมั้น ป๊าถึงขอให้จัดที่โรงแรมทั้งหมด แขกยังไม่ถึงสิบคนเลย แถมป๊ายังอ้างว่าอยากรักษาธรรมเนียมฝั่งก๋งเอาไว้ เราเลยต้องใส่ชุดแดงหมั้นกัน คุยกันด้วยภาษาจีน ป๊าถึงกับใช้ชื่อจีนขึ้นป้ายเป็นเจ้าภาพเลยนะ แสบไหมล่ะ ยายคุณหญิงศจีรัตน์คงคิดว่าป๊าเป็นคนจีนหอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีนละมั้ง พอสวมแหวนเสร็จเธอก็ขอตัวลากลับบ้านทันที แล้วหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เธอก็โทร.มาขอถอนหมั้นให้ลูกชายอย่างที่ฉันเคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ” 

“แล้วคุณไม่โกรธเหรอ” 

รินรดากัดริมฝีปากตัวเองได้ทัน เกือบจะบอกไปแล้วว่า ‘โกรธแทบตายเลยแหละ แต่ที่ไม่ได้เล่นงิ้วอาละวาดออกไป ก็เพราะว่าตอนนั้นเธอคิดว่ากานนเป็นคนในฝันของเธอต่างหาก’ 

แต่ขืนตอบอย่างนั้น เธอคงต้องอธิบายอะไรอีกยาวเหยียด หญิงสาวจึงเลือกข้ออ้างที่พอฟังได้แทน “ไม่โกรธร็อก ! คุณไม่รู้หรือไง ว่าเวลาผู้หญิงรักใครสักคน เธอจะตาบอดจนมองไม่เห็นข้อเสียของคนที่ตัวเองรักน่ะ”  

ถ้อยคำนั้นทำให้ชนวีร์หงุดหงิด เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นคนขี้หวงก็ตอนนี้เอง ! เขาไม่อยากได้ยินว่าเธอเคยรักผู้ชายคนอื่น พูดได้ยังไงว่ารักใครสักคน ไม่อยากฟัง อารมณ์เสีย! ผู้หญิงของเขาต้องบอกว่า ‘รักวีร์คนเดียว’ สิ !  

ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องทันควัน “เมื่อกี้คุณณิชาเพื่อนหลิวโทร.มา ฝากบอกว่าคนที่หลิวก็รู้ว่าใครโทร.ไปวุ่นวายกับเธอ เคี่ยวเข็ญจะให้เธอบอกเขาให้ได้ว่าหลิวอยู่ที่ไหน” 

รินรดาชักงงที่จู่ ๆ เขาก็ทำท่าเหมือนไม่พอใจขึ้นมาดื้อ ๆ แต่ก็ยอมเปลี่ยนเรื่องตามแต่โดยดี 

“รับฝากข้อความได้ดีจังเลยนะ งั้นคุณช่วยเป็นโอเปอเรเตอร์ส่วนตัวให้ฉันทีได้ไหม” ทั้งที่เธอตั้งใจแกล้งเขาเล่นแท้ ๆ แต่แทนที่จะโอดโอยโวยวาย ชนวีร์กลับพยักหน้าโดยเร็ว  

หญิงสาวหรี่ตาประเมินผู้ชายตรงหน้า ก็เห็นเขายืนยันแข็งขัน  

“ผมทำได้จริง ๆ น่า” 

ชนวีร์ไม่รอให้เธอตกลง เขารีบคว้าโทรศัพท์จากมือหญิงสาวไปยึดไว้เป็นตัวประกันทันที สีหน้ายิ้มประจบของเขาทำให้เธอแหวไม่ออก ท้ายที่สุดจึงได้แค่...ทำใจ ! 

“โอเค งั้นฉันฝากคุณดูแลโทรศัพท์ให้ด้วยละกัน ใครโทร.มาก็รับแทนให้หมดเลยนะ ฉันขี้เกียจคุย” 

แม้จะพูดรวม ๆ ไม่ระบุชื่อ แต่ ‘ใคร’ ที่เธอไม่ต้องการคุยด้วยก็มีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ ดีละ...คราวหน้าเขาจะได้คุยสมใจ แต่ไม่ใช่กับเธอ !  

อยากรู้เหมือนกันว่าผู้ชายอย่างชนวีร์จะจัดการแก้ปัญหาได้ดีแค่ไหน 

คนอยากเป็นโอเปอเรเตอร์ยิ้มหน้าบาน ดีใจที่หญิงสาวมอบความไว้วางใจให้เขาเช่นนี้  

ชนวีร์เลือกรายการโทร.ด่วนของเธอขึ้นมาดูอีกครั้ง คราวนี้ขะมักเขม้นใส่เบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงในหมายเลขแปดที่ยังว่างอยู่ ปากก็บ่นให้เจ้าของเครื่องฟัง 

“แย่จัง...ผมอยากเป็นเบอร์หนึ่งของคุณ แต่คุณดันเซฟเป็นเบอร์บ้านไปแล้ว ดูสิเนี่ยเหลือเบอร์แปดไว้ว่างอยู่เบอร์เดียว ไม่เห็นมีความหมายอะไรเลย” 

“อ้าว...เบอร์แปดก็เครื่องหมายอินฟินิตี้ยืนตรงไงล่ะ เหมาะกับคุณจะตาย เพราะคุณน่ะมันกวนประสาทได้แบบไม่มีสิ้นสุด” 

ชายหนุ่มทำหน้าบูดกับข้อกล่าวหานั้น เขาหันไปค้อนใส่รินรดา “อินฟินิตี้ก็ได้ แต่ห้ามแปลว่ากวนประสาทเด็ดขาด ต้องแปลว่าผมรักคุณไม่มีสิ้นสุดได้อย่างเดียวเท่านั้น” แล้วเขาก็ทำท่านึกได้ 

“เออความหมายดีเหมือนกันนะเนี่ย เบอร์แปดเครื่องผมก็ว่างอยู่พอดี งั้นเราเป็นเบอร์แปดคู่กันนะ” 

หญิงสาวส่ายหน้ากับท่าทางดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่นของผู้ชายตรงหน้า  

จอมเจ้าเล่ห์ที่ยัดเยียดตัวเองไปเป็นเบอร์โทร.ด่วนหมายเลขแปดของรินรดายิ่งได้ใจ เขากดเปิดกล่องจดหมายในโทรศัพท์ของหญิงสาวดูอย่างถือวิสาสะ  

“คุณเก็บข้อความบอกรักเก่า ๆ ไว้หรือเปล่า ผมจะลบทิ้งทั้งหมดละนะ” 

“ไม่มีข้อความพวกนั้นให้เก็บหรอกค่ะ ฉันก็อยากได้อยู่เหมือนกันนะ คุณจะส่งให้ฉันไหมล่ะ”  

จอมเจ้าชู้พยักหน้า ก้มลงกระซิบบอกหญิงสาวทันที “ผมรักคุณ” 

หญิงสาวตีมือเขาทันควัน “ฉันจะเอาข้อความหรือไม่ก็จดหมายย่ะ” 

ชนวีร์ส่ายหน้า ทำเสียงปลง “สมัยนี้เขามีแต่บอกรักกันผ่านเฟซบุ๊ค ไอจี หรือไม่ก็ทวิตเตอร์ คุณโผล่มาจากยุคไหนเนี่ย ดันอยากให้บอกรักแบบโบราณ มีแฟนเอาใจยากอย่างนี้ อีกหน่อยนายวีร์ตายแน่!” 

 “ขี้ตู่ใหญ่แล้ว ฉันไปเป็นแฟนคุณตอนไหนยะ” รินรดาหยิกเขาพลางทำเสียงเข้ม 

ชนวีร์ปั้นหน้าเป็น ย้อนด้วยน้ำเสียงสนุก “ไม่อยากเป็นแฟน งั้นข้ามขั้นเลยละกัน เดี๋ยวกลับกรุงเทพฯ แล้วไปจดทะเบียนเลยไหม ! ”  

รินรดาทุบเขาแก้เขินเป็นการใหญ่ จนจอมทะเล้นหัวเราะก๊าก 

ชายหนุ่มยืนเป็นเป้านิ่งให้ผู้หญิงในหัวใจซ้อม พลางยกมือลูบแขนป้อย ๆ แต่แทนที่จะเจ็บ เขากลับรู้สึกเหมือนตัวลอย ๆ คล้ายขาจะยืนไม่ติดพื้น 

แค่ได้อยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน เขาก็มีความสุขทั้งนั้น 

เกิดมาผ่านครึ่งชีวิตตั้งหลายปี แต่เขากลับเพิ่งรู้ว่าความสุขแท้จริงหน้าตาเป็นอย่างนี้นี่เอง ! 

ระหว่างรอคนในคณะออกมารวมกลุ่มเพื่อเดินทางต่อ รินรดาซึ่งเห็นปรานีและเพื่อนมุงอยู่รอบรถเข็นขายของข้างทางก็ผละจากชายหนุ่ม เร่เข้าไปมุงบ้างด้วยความสงสัย  

ชนวีร์ซึ่งวางแผนบางอย่างอยู่ในใจ รีบฉวยโอกาสนั้นไปขอยืมกล้องดิจิทัลของแพรพลอย เขาดึงหน่วยความจำจากกล้องมาเสียบใส่โทรศัพท์มือถือเพื่อหาภาพที่ต้องการ จากนั้นจึงคัดลอกรูปแนบข้อความสั้น ๆ และเลือกรายชื่อผู้รับด้วยสีหน้ามาดหมาย 

จอมเจ้าเล่ห์หันไปดูลาดเลา ให้มั่นใจว่าไม่ได้ถูกใครมองอยู่ แล้วก้มหน้าก้มตาพิมพ์อีเมลอีกฉบับส่งไปสำทับเลขานุการิณีให้ดำเนินการตามความประสงค์ของเขา 

รินรดากลับมาสมทบอีกครั้งพร้อมส่งกับมันเผาอุ่น ๆ ให้เขา ชนวีร์พยักหน้ารับรู้ ทั้งที่มือยังคงแตะอยู่บนโทรศัพท์ที่ซุกเก็บใส่กระเป๋าได้ทันท่วงที เขายิ้มสมใจ พร้อมกับนึกถึงเรื่องสนุกที่กำลังจะตามมา ! 

 

[1] จากคำนิยมของมาร์ค ทเวน (Mark Twain) ที่กล่าวไว้ว่า A banker is a fellow who lends you his umbrella when the sun is shining, but wants it back the minute it begins to rain.

 

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ใครชอบตอนนี้

ขอกำลังใจเป็นกดหัวใจและคนละ 1 คอมเม้นต์ที่หน้านี้ทีค่า

mebmarket >>> http://bit.ly/2U5XWXu 

 

ใครซื้ออีบุ๊กแล้ว

ส่งหลักฐานมาให้สิริณด้วยนะคะ

จะส่งของที่ระลึกไปให้ ^^

 

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น