Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 อยากรู้อะไรให้ถาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 อยากรู้อะไรให้ถาม

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2562 18:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 อยากรู้อะไรให้ถาม
แบบอักษร

 

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 18 อยากรู้อะไรให้ถาม 

 

 

        ผมถือโทรศัพท์ค้างแน่นิ่งไป แทบไม่อยากเชื่อว่าเรื่องที่ได้ยินจะเป็นเรื่องจริง

 

   คุณคีนอยู่ข้างล่างในเวลานี้น่ะเหรอ เขามาหาผมที่ห้องทำไมหรือมีอะไรเกิดขึ้น

 

   ผมไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในเวลานี้เท่าไหร่ คุณคีนลาออกจากพรรค นักข่าวไปสัมภาษณ์คุณกวินทร์ พ่อของเขา ซ้ำยังมีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ของคุณคีนกับผู้ชาย รวมไปถึงมีโทรศัพท์ลึกลับจากผู้หญิงคนหนึ่งที่โทรมาหาผมอีก ทุกอย่างมันเกี่ยวโยงเชื่อมกันหมดทุกเรื่องหรือเปล่า

            ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดและกางเกงขาสั้น ไม่ได้พิถีพิถันในการเลือกเครื่องแต่งกายมากนัก ตั้งใจว่าจะลงไปพบเขาไม่นานแล้วก็จะกลับขึ้นห้องมาดังเดิม แต่ไม่รู้ว่าไปไงมาไง ตอนนี้ผมถึงขึ้นลิฟต์คอนโดพร้อมกับเจ้าของห้องไปได้

 

 

            ผมก้มลงมองเสื้อผ้าปอน ๆ  ที่ตัวเองสวมใส่อยู่แล้วก็รู้สึกว่ามันช่างไม่เข้ากับสถานที่สวยงามแห่งนี้เลย เหมือนดังว่าผมกำลังอยู่ผิดที่ผิดทางยังไงก็ไม่รู้ แล้วดูคนข้างตัวผมสิ เขาอยู่ในชุดสูทสีดำ ดูก็รู้ว่าราคาแพง ดึกดื่นขนาดนี้เสื้อผ้าเขายังเรียบกริบอย่างอัศจรรย์ เมื่อเทียบกับเขาแล้วผมกลายเป็นเด็กกะโปโลคนหนึ่ง ไม่เหมาะที่จะยืนข้างเขา ขาผมเริ่มยืนไม่เป็นสุขขยับยุกยิกไปมา มือไม้ก็ดึงชายเสื้อ หวังให้มันยาวได้มากกว่านี้

 

            “เป็นอะไรครับ” คุณคีนถามพลางแตะเอวผมให้เดินออกจากลิฟต์ไปด้วยกัน

 

            “ผมไม่นึกว่าคุณจะพาผมมาคอนโดด้วยเลยไม่ได้แต่งตัวให้ดีกว่านี้” ผมบอกเขาไปตามตรง

 

            “ไม่เป็นไร นี่ก็ดึกมากแล้วไม่มีใครเห็นหรอก อีกเดี๋ยวก็เข้านอนแล้ว ทำไมครับคุณกังวลใจเหรอ” คุณคีนถามอีกก่อนเปิดประตูห้องให้กว้างขึ้น เขาให้ผมเดินเข้าไปก่อนแล้วจึงปิดประตูตามหลัง

 

            “ก็นิดหน่อยครับ”

 

            “ไม่นิดแล้วมั้ง หน้าตาคุณดูไม่สบายใจมาก” ผมอึกอักเล็กน้อยจึงบอกเขา

 

            “ผมแต่งตัวไม่เหมาะสมกับที่นี่เลย แล้วไม่เหมาะกับคุณด้วย”

 

            “ถ้าคิดว่าแต่งตัวไม่เหมาะสม เรื่องนี้แก้ไม่ยาก คราวหน้าผมจะบอกคุณล่วงหน้า คุณจะได้เตรียมตัวให้ทันดีไหม”

 

            “จริง ๆ  ผมคิดว่าคุณแค่แวะมาหาผมเฉย ๆ เลยไม่ได้คิดเรื่องเสื้อผ้า”

 

            “ครั้งนี้เป็นผมเองที่พาคุณมากะทันหัน ขอโทษนะครับ”

 

            “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมต่างหากที่ไม่คิดให้รอบคอบ” คุณคีนฟังผมพูดเสร็จแล้วก็ยิ้มออกมานิดหนึ่ง

 

            “เหมือนผมกำลังถูกคุณว่าเลย” คุณคีนพูดจบก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

 

            “ขอโทษครับ ผมไม่ได้คิดจะว่าคุณ ผมพูดจริง ๆ  นะครับ” ผมตกใจรีบละล่ำละลักบอก

 

            “เลิกขอโทษผมได้แล้ว คราวนี้ถือว่าผมผิดเอง และอีกเรื่องที่คุณคิดว่าคุณไม่เหมาะกับผม ทำไมถึงคิดแบบนั้นช่วยอธิบายเพิ่มหน่อยได้ไหม”

 

            “คือ..” ผมลำบากใจ ไม่น่าพูดกับเขาด้วยความรู้สึกที่พ่วงความน้อยใจผสมลงไปด้วยเลย

 

            “คิดอะไรอยู่ บอกความคิดคุณให้ผมฟังบ้างสิครับ”

 

            “ถ้าผมบอกคุณคีนว่าผมคิดอะไร แล้วคุณจะบอกความคิดของคุณให้ผมฟังบ้างไหมครับ” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยคงประหลาดใจในคำพูดผม

 

            “ได้สิครับ”

 

            “ผมดูข่าวเมื่อคืนคุณลาออกจากพรรคแล้วเหรอครับ”

 

            “ผมบอกคุณได้ แต่คุณต้องบอกความคิดคุณให้ผมฟังก่อนตามที่เราตกลงกันสิครับ”

 

            “ตามที่ตกลง?”

 

            “ใช่ครับ” แล้วผมไปตกลงกับเขาตอนไหน?

 

            “แล้วเราจะยืนคุยกันทั้งอย่างนี้เหรอ คุณไปอาบน้ำก่อนดีไหมครับ” ผมไม่ได้อยากจะไล่เขาหรอกนะครับแต่ขอเวลาตั้งตัว ครู่เดียวก็ยังดี

 

            “ตกลง ถ้างั้นคุณเข้าไปรอในห้องนะ”

 

 

            ผมเข้าไปรอในห้องนอน ห้องนอนที่เป็นห้องประจำเวลาผมมาคอนโดเขา ผมพยายามรวบรวมความคิดและเตรียมคำถามในหัวเป็นข้อ ๆ  ไว้ให้มากที่สุด ผมไม่มั่นใจว่าจะถามได้ครบทุกข้อไหมหรือควรจะจดไว้ดีเผื่อลืม

 

 

 

 

 

 

 

            เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกว่าคุณคีนอาบน้ำเสร็จแล้ว เขาเปิดประตูเข้ามาก่อนจะปิดลงอย่างเบามือเช่นทุกที คุณคีนเคาะประตูห้องทุกครั้งไม่เคยลืม เขาทำให้ผมคุ้นเคยกับการกระทำของเขาจนผมเกือบลืมตัวเคาะประตูห้องตัวเองเวลากลับห้องตั้งหลายครั้ง

 

 

            เขาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกลิ่นครีมอาบน้ำที่ผมชื่นชอบ ครั้งที่แล้วผมสังเกตเห็นยี่ห้อครีมอาบน้ำในห้องเขาว่าเหมือนกับห้องนี้ด้วยหรือเปล่า ปรากฏว่ามันคือยี่ห้อและกลิ่นเดียวกัน แต่ทำไมผมไม่เคยได้กลิ่นครีมอาบน้ำจากตัวผมบ้างเลย

 

            “แผลที่หัวเป็นไงบ้าง” คุณคีนถามพลางก้าวขึ้นมานอนฝั่งประจำของเขา ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ผมเองก็ชินกับการที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ เช่นกัน

 

            “ดีขึ้นแล้วครับ” ผมตอบเขาในขณะที่คุณคีนปรับไฟในห้องให้ลดความสว่างลง พอให้มองเห็น ไม่มืดจนเกินไป

 

            “โปรเจกต์ราบรื่นดีไหม” เขากำลังถามสารทุกข์สุกดิบผมใช่ไหมหรือเขาอยากเล่นยี่สิบคำถามกับผม

 

            “โปรเจกต์?” ผมนิ่วหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะเข้าใจคำถามเขา “อ่อ..ดีครับ อาจารย์โอเคแล้วครับ เหลือส่วนที่ต้องทำต่ออีกไม่เยอะก็จะเสร็จครับ” 

 

            “แล้วคุณง่วงหรือยัง พรุ่งนี้ต้องไปทำงานที่ร้านคุณปุยฝ้ายใช่ไหม”

 

            “ยังไม่ง่วงครับ” ผมตอบเขาด้วยน้ำเสียงติดจะห้วนเล็กน้อย ผมพลิกตัวตะแคงไปทางคุณคีน มองคนข้าง ๆ  ด้วยสายตาจริงจัง ผมจะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง

 

            “แต่ผมง่วงแล้ว”

 

            “คะ..ครับ?อ่อ..ถ้าคุณง่วงแล้ว นอนกันเลยดีไหมครับ” คำตอบของเขาทำให้ผมไปต่อไม่ถูก จะให้ผมเซ้าซี้คนกำลังง่วงคงไม่เหมาะ เห็นทีคงต้องเป็นโอกาสหน้า

 

            “แล้วไม่อยากรู้เรื่องที่จะถามผมแล้วหรือ”

 

            “ไม่เป็นไรครับ คุณทำงานมาเหนื่อย ๆ  ไว้คราวหน้าค่อยถามก็ได้ครับ” ผมไม่อยากเร่งรัดคนง่วง แต่พอเห็นเขายิ้มจึงเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังโดนแกล้งก่อนที่ตัวผมจะถูกเขาดึงเข้าไปใกล้กว่าเดิม ได้ยินเสียงเขาพึมพำเบา ๆ  ว่า ‘หัวเหม็นอีกแล้ว’ก็แน่ละ ผมไม่ได้สระผมนี่นาตั้งใจว่าจะสระพรุ่งนี้เช้า

 

            “ตามใจครับ ถ้าคุณบอกคราวหน้า งั้นก็คราวหน้าแล้วกัน” เขาตอบเหมือนคนเสียดายที่จะพูดแล้วทำท่าจะเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟ

 

            “คุณแกล้งผม” ผมคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน ถ้าเขาปิดไฟคงไม่ได้ถามแน่นอน

 

            “ตามใจคุณก็กลายเป็นว่าแกล้งคุณหรือ ไม่ยุติธรรมเลยนะครับ” เขาย้อนถาม ฟังดูก็รู้ว่าเขายังแกล้งผมต่อไม่หยุด

 

            “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย คุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมพูดถึงอะไร ไม่แกล้งแล้วได้ไหมครับ ผมจริงจังนะ” 

 

            “เอาละ งั้นต่อจากที่เราคุยกันค้างไว้ก่อนผมไปอาบน้ำ เพราะอะไรคุณถึงคิดว่าไม่เหมาะกับผมครับ” บทจะเริ่มต้นคำถามก็ดันกลายเป็นคำถามของคุณคีนเสียอีก

 

            “ผมนึกว่าคุณจะลืมไปแล้ว”

 

            “ผมไม่มีทางลืมเรื่องของคุณหรอกครับ ตกลงจะบอกผมได้หรือยังว่าทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น ผมจริงจังนะ” ผมมองเขาแล้วเม้มปาก ตั้งใจพูดกับผมด้วยคำพูดผมชัด ๆ  ตกลงจะไม่ยอมหยุดแกล้งใช่ไหม

 

            “เราไม่มีอะไรเหมือนกันเลย”

 

            “เช่นอะไรบ้าง”

 

            “การแต่งตัว นิสัย อายุ สังคม นี่ผมยกตัวอย่างแค่ส่วนหนึ่งนะครับ”

 

            “ถ้าคุณเหมือนกับผม ถึงจะเหมาะสมหรือ”

 

            “ก็ไม่เชิงครับ ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว คุณก็รู้ว่าผมกับคุณ เราต่างอยู่กันคนละสังคม คนละโลกกันเลยด้วยซ้ำ” ผมบอกเขายืดยาว

 

            “เปลครับ เผื่อคุณจะลืม เรามีโลกเพียงใบเดียวและเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน ตอนเรียนไม่ตั้งใจเหรอ” เขาดีดหน้าผากผมเบา ๆ  

 

            “มันไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” ผมบ่นไม่พอใจ จะไม่ให้บ่นได้ยังไง เขาเล่นแกล้งตีความผมผิดไปต่าง ๆ  นานา ทั้งที่เข้าใจผม

 

   “โอเค ผมไม่แกล้งคุณแล้ว” คุณคีนหัวเราะ ผมชักหมั่นไส้ มีอะไรให้น่าขำนักหรือไง “คุณอยากให้ผมอธิบายให้คุณฟังไหม”

 

            “อยากครับ”

 

            “มีอะไรแลกเปลี่ยนหรือเปล่า”

 

            “ครับ?แลกเปลี่ยน?”

 

            “ของฟรีไม่มีในโลก ความคิดผมก็เช่นกัน ความคิดผมมีค่ามากนะครับ” นาน ๆ  ผมจะเห็นคุณคีนยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงกันสวยและนี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาชมตัวเองให้ผมฟัง

 

            ที่แท้เขาช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายเหลือเกิน

 

            “...”

 

            “ว่าไงครับ ยังอยากฟังคำอธิบายของผมอยู่ไหม คุณไม่ซื้อไม่เป็นไรนะครับ ผมไม่บังคับ”

 

            ผมขยับตัวเข้าไปใกล้คุณคีนแล้วยืดตัวไปหอมแก้มเขาทีหนึ่งก่อนจะผละออกมา

 

            “พอไหมครับ”

 

            คุณคีนทำท่าคิดอยู่สักสามวินาทีจึงพยักหน้า “ก็พอไหว”

 

            “ครับ” 

 

            “คำว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ คำนั้นคือสิ่งที่คุณตัดสินเองครับ ผมไม่เคยนิยามคำนั้นในความสัมพันธ์ของเรา” คุณคีนตอบแล้วเงียบไป ผมรอฟังต่อแต่ก็ไม่มีอีก

 

            “จบแล้วหรือครับ”

 

            “ครับ จบแล้ว”

 

            “อ้าว” ผมหน้าเหวอ ผมน้อยใจแทบตายแล้วคุณคีนจะจบด้วยประโยคเดียวเองเหรอ

 

            “ทำหน้างงเชียว” เขากดริมฝีปากที่หน้าผากผมก่อนจะพูดต่อ “งั้นผมจะอธิบายเพิ่มแล้วกัน ถ้าผมเอาคำว่าเหมาะหรือไม่เหมาะมาคิด ผมไม่ต้องคิดหนักกว่าคุณหรือ ผมอายุเท่าไหร่ แก่กว่าคุณกี่ปี ลองคิดตามผมนะครับ ในอีกสิบปีข้างหน้าผมจะอายุห้าสิบสี่ อายุเกินครึ่งร้อย เป็นผู้ชายวัยกลางคน เป็นคุณลุงในสายตาคนอื่น ในขณะที่คุณเพิ่งอายุสามสิบเอ็ดกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่กำลังสวยงาม ก้าวหน้าในชีวิต”

 

            “...”

 

            “การแต่งกายที่คุณเป็นกังวล ผมบอกคุณไปแล้วเรื่องพวกนี้เราแก้ไขได้ มันไม่ได้เป็นปัญหาหรือเป็นอุปสรรคใหญ่โต เราปรับเปลี่ยนการแต่งตัวให้เข้ากับสถานการณ์หรือกาลเทศะได้ แม้กระทั่งสังคมของคุณและผมก็ตาม คุณมีเพื่อนวัยเดียวกัน เป็นนักศึกษาเรียนมาด้วยกัน หากวันหนึ่งเพื่อนคุณเจอผมอยู่กับคุณโดยบังเอิญ ตอนนั้นผมในสายตาเพื่อนคุณ ผมจะเหมาะกับคุณไหมครับ ผมจะดูแก่เกินไปสำหรับคุณหรือเปล่า”

 

            “ผม...ขอโทษครับ” ผมมัวแต่คิดนั่นปนนี่จนลืมไปว่าจริง ๆ แล้วถ้าเรามองในมุมตัวเองก็มักจะเห็นปัญหาแต่ตัวเองจนลืมนึกไปว่าใครอีกคนก็อาจจะมีปัญหานั้นเหมือนกัน

 

            “ไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ คุณไม่ได้ผิดและคุณมีสิทธิ์คิดเสมอ แต่ผมอยากให้คุณถามผมเวลาที่คุณสงสัยหรือไม่แน่ใจ อย่าคิดไปเองเพราะถ้าคุณเข้าใจไปผิด ๆ  แล้วสุดท้ายคุณจะเก็บมาคิดจนพานน้อยใจเหมือนครั้งนี้”

 

            “ก็ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย นอกจากประวัติคุณบนเว็บ รับรู้เรื่องคุณจากสื่อ นอกนั้นผมก็ไม่รู้อะไรเลย” ผมบอกเขาเสียงเบา

   “เปลครับ อย่างที่คุณกับผมรู้กันเป็นอย่างดี เราเจอกันในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ความสัมพันธ์ของเราเริ่มต้นจากคนซื้อคนขายก่อนจะขยับความสัมพันธ์มาจนถึงตอนนี้”

            “ครับ” ผมพยักหน้า

 

            “มีหลายเรื่องหลายอย่างที่ผมไม่สามารถบอกให้คุณรู้ได้ทั้งหมดทันที เราต้องเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ  ถ้าหากคุณสงสัยก็ขอให้คุณถาม ถ้าคุณไม่มั่นใจก็ขอให้คุณถาม เบอร์โทรที่ให้คุณไป คุณโทรหาผมได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเรื่องสำคัญหรือไม่สำคัญก็ตาม ถ้าผมไม่ได้รับสายแปลว่าผมติดงานและผมจะโทรกลับหาคุณทันทีที่ผมทำได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องด่วนให้คุณโทรหาเคนได้เลย”

 

            “ผมไม่กล้า กลัวรบกวนคุณ”

 

            “เคยรับปากว่าจะไม่ดื้อกับผมแล้วไม่ใช่หรือครับ”

 

            “ผมไม่ได้ดื้อนะครับ ผมแค่เกรงใจ กลัวรบกวนเวลาทำงานของคุณ”

 

            “ผมรู้ว่าคุณเกรงใจผม แต่ผมกำลังบอกคุณว่าไม่ต้องเกรงใจครับ โทรมาเถอะ ถึงอยากโทรมาเพื่อถามว่าผมทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยัง ผมก็อยากให้คุณโทรมา”

 

            “จะไม่รบกวนใช่ไหมครับ”

   “ผมเชื่อว่าคุณแยกแยะได้อยู่แล้ว คุณคงไม่โทรหาผมทุก ๆ  ห้านาทีหรอกใช่ไหม” คุณคีนว่าพลางหัวเราะก่อนจะเชยคางผมให้เงยสูงขึ้น จมูกโด่งสวยได้รูปของเขากดมาที่แก้มผมจนหน้าผมยู่ยี่ไปหมด เขาเอาคืนที่ผมหอมเขาไปก่อนหน้านี้ใช่ไหม

            “เจ็บนะครับ” ผมเบี่ยงหน้าหนีจากการกระทำของเขา

 

            “อยากรู้เรื่องไหนอีกไหม” คุณคีนหยุดแกล้งผมแล้วปิดท้ายที่แรงกดบนขมับผมแรง ๆ  เป็นการส่งท้าย

 

            “คุณลาออกจากพรรคทำไมครับ” ในเมื่อเขาอนุญาตแล้วผมก็จะถามต่อให้หมด

 

            “ไม่มีอะไรมาก ผมตั้งใจจะลาออกอยู่แล้ว ไม่ได้ลาออกปุบปับหรอกครับ เรื่องนี้ผมวางแผนและเตรียมตัวมานานแล้ว”

 

            “คุณพ่อของคุณ เอ่อ..คุณกวินทร์ ท่านโอเคเหรอครับ”

 

            “ไม่หรอก เสียคนทำงานไปคนหนึ่งคงไม่ชอบเท่าไหร่” เขาตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ  ดูไม่ได้เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย

 

            “จะไม่เป็นไรหรือครับ”

 

            “ถึงพ่อจะไม่ค่อยพอใจแต่ยังมีน้องชายผมอีกคนอยู่ในพรรค รายนั้นลงการเมืองเต็มตัว ดังนั้นไม่เป็นไรหรอกครับ”

 

            “คุณลาออกจากพรรคแล้วหลังจากนี้คุณจะทำยังไงต่อไปครับ”

 

            “กลัวอยู่กับผมแล้วจะอดตายเหรอ” เขาแหย่ผมก่อนจะเล่าต่อ “ผมยังมีธุรกิจที่ผมดูแลอยู่คงกลับไปดูด้านนั้นเป็นหลัก ไม่ต้องห่วงนะครับ” เขาหัวเราะขบขันระหว่างตอบ ส่วนผมกลับก้มหน้างุด คำพูดเขาก้องในหัว มาอยู่กับผมอะไรกันเล่า ใครเขาจะอยู่กับคุณกัน

 

            “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” ผมตอบปัดเขา ผมห่วงเรื่องปากท้องที่ไหนกัน ผมดูแลตัวเองได้

 

            “สบายใจขึ้นหรือยังครับ”

 

 

            เขาพลิกตัวผมให้นอนหงายทันทีที่ถามจบ อารามตกใจผมจึงคว้าแขนเขาไว้แน่นทั้งสองข้าง คุณคีนคิดจะแกล้งอะไรผมอีก ผมมองเขาจากด้านล่างกึ่งอยากรู้ กึ่งกลัวเกรงว่าคุณคีนจะทำอะไรกับผม เขาเท้าแขนบนที่นอน ส่วนมืออีกข้างปัดเส้นผมให้พ้นบริเวณที่เกิดแผลจากอุบัติเหตุภารกิจช่วยเพื่อน เขาไม่ได้แตะต้องแผลนั้น แค่จ้องมองมันเฉย ๆ 

 

            “แผลดีขึ้นแล้วครับ ไม่ค่อยเจ็บแล้ว ผมไม่เป็นไรนะครับ”

 

            เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อยแล้วพูดต่อด้วยเสียงที่แผ่วเบา

   “ดูแลตัวเองดี ๆ  นะครับ อย่าเจ็บตัวแบบนี้อีก”

            “คุณก็เหมือนกันนะครับ อย่าเจ็บ อย่าป่วยเหมือนกัน” ผมพูดไปตามความรู้สึก ผมคงไม่ดีใจแน่ ถ้าหากต้องเห็นเขามีบาดแผลหรือไม่สบาย

 

 

            คุณคีนไม่ได้มองที่แผลแล้ว คราวนี้เขามองหน้าผมตรง ๆ ผมอ่านสายตาเขาไม่ออก เขามองผมแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ผมขยับขายุกยิกทำตัวไม่ถูก เราจ้องมองกันเงียบ ๆ กระทั่งผมทนไม่ไหวจึงหลบสายตาเขาก่อน ไม่นานจึงได้ยินเสียงเขาพูดตามมา

 

            “เปลครับ ผมจะทำยังไงกับคุณดี” คุณคีนพูดจบก็เม้มปากผมทีหนึ่ง ผมเจ็บ! ถึงรู้ว่าเขาไม่ได้กัดแต่ก็เจ็บอยู่ดี ทำไมถึงพูดแล้วไม่ฟังกันบ้างเลย

 

            “เจ็บครับ” ผมบ่นพ่วงความขุ่นเคืองใจเล็กน้อย

 

            “อย่าไปพูดแบบนี้ให้ใครฟังนะครับ” ผมไม่เข้าใจคำถามของเขา ผมไม่สมควรพูดอย่างนั้นเหรอ

 

            “มันไม่ดีเหรอครับ”

 

            “ไม่ใช่ครับ มันดี”

 

            “แล้วทำไม?”

 

            “มันดีเกินไปต่างหาก”

 

 

            คนอะไร ดีเกินไปก็ไม่ชอบ 

 

 

 

 

            

            คุณคีนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้มหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเราแนบชิดสนิทกัน ผมไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่าสามารถคาดเดาเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมอ้าปากให้กว้างขึ้น ผมได้กลิ่นกาแฟจากลมหายใจและลิ้นของเขาที่สอดเข้ามา ทั้งที่ผมไม่ดื่มกาแฟแต่ผมก็ไม่นึกรังเกียจสัมผัสจากเขา 

  

   ไม่เคยลำบากใจหรืออยากปฏิเสธเลยสักครั้ง

            “ยังอยากถามอะไรอีกไหม” จู่ ๆ  เขากระซิบถามทั้งที่ริมฝีปากเขายังไม่ละจากใบหูของผม

 

            “ครับ?” ผมประมวลผลคิดไม่ทันว่าเขากำลังพูดถึงอะไร

 

            “อยากรู้เรื่องผมอีกไหม” ปกติเขาไม่ชอบพูดซ้ำ แต่ครั้งนี้เขากลับยอมพูดอีกครั้ง แต่เขาไม่ได้ยอมบอกฟรี ๆ  ทุกอย่างมีการแลกเปลี่ยน และของแลกเปลี่ยนครั้งนี้คือลำคอของผม

 

            “ยะ..ยังมีอีกข้อครับ” ผมถามคำถามคาใจได้ทันก่อนสติเตลิด

   “อืม?” คุณคีนยังจูบไล่ไปทั่วคอผมไม่หยุด แต่ผมไม่ยอมให้อารมณ์มาทำให้ผมหลงลืมมันไป

   “เรื่องสัญญาครับ”

   “สัญญาอะไร”

   “สัญญาที่คุณเอาให้พ่อแม่ผมเซ็น ผมอยากรู้ว่ามันคือสัญญาอะไร” 

   คุณคีนหยุดแกล้งแล้วพลิกตัวกลับมานอนโดยไม่ลืมดึงผมให้เข้าไปกอดเอวเขาไว้เหมือนอย่างเคย และถ้าเราอยู่ในท่วงท่าการนอนเช่นนี้ ผมจะไม่สามารถมองเห็นใบหน้าเขาได้ นอกจากฟังเสียงหัวใจเขาเต้นเป็นจังหวะ

   “คุณไปได้ยินเรื่องสัญญามาจากใครครับ” น้ำเสียงคุณคีนกลับมาเคร่งขรึม ไม่มีวี่แววของการหยอกล้อใด ๆ

         “จากน้องชายผม ปิงครับ”

 

       “น้องชายคุณ?” เขาถามด้วยความสงสัย

 

            “ปิงบอกว่าเขาเห็นคุณเอาสัญญาให้พ่อแม่ผม”

 

            “แล้วน้องคุณพูดอะไรต่ออีกไหม”

 

            “ไม่ครับ ผมเลยเก็บไว้ รอมาถามคุณ”

 

            “อืม”

 

            “ตกลงว่ามันคือสัญญาอะไรครับ เรื่องใหญ่หรือเปล่า หรือว่าเป็นสัญญากู้เงินครับ”

 

            “ไม่ใช่ครับ เป็นสัญญาเพื่อความสบายใจของผมว่าพวกเขาจะไม่พาคุณกับน้องชายไปขายให้ใครอีก”

 

            “อ่อ..งั้นเหรอครับ” ผมถอนหายใจด้วยความโล่งใจ นึกว่าเป็นสัญญาเกี่ยวกับเงิน ๆ  ทอง ๆ  แค่นี้ผมก็ใช้หนี้คุณคีนไม่หมดแล้ว คุณคีนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงถามผมกลับ

 

            “แต่ถ้าคุณยังสงสัย จะดูสัญญาฉบับนั้นก็ได้นะครับ” 

 

            “ไม่ครับ ๆ  ผมแค่ถามคุณดูเท่านั้นถ้าไม่ใช่สัญญากู้เงิน ผมก็สบายใจแล้วครับ” ผมรีบปฏิเสธเขา ไม่อยากให้คุณคีนคิดว่าผมถามเพื่อจับผิด

 

            “ไม่ต้องกังวลนะครับเปล สัญญานั่นจะไม่ทำให้คุณเดือดร้อน”

 

            “ขอบคุณนะครับ ถ้าไม่มีคุณคอยช่วย ผมคงต้องเป็นแบบนี้ต่อไปแน่ ๆ ผมมันคนขี้ขลาดไม่กล้าสู้ ไม่กล้าทำตามใจตัวเอง”

 

            “ผมยินดีช่วยคุณเสมอ ขอแค่คุณทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผมเท่านั้นก็พอ”

 

            “ครับ ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง”

 

 

 

            

   เรานอนคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย ๆ  กระทั่งหลับไปด้วยกัน พอถึงช่วงเช้าจึงเกิดปัญหาขลุกขลักเล็กน้อย สาเหตุมาจากการที่ผมไม่มีชุดนักศึกษามาใส่ไปทำงานที่ร้านพี่ปุยฝ้าย แต่ปัญหานั้นถูกขจัดไปได้โดยง่ายเมื่อคุณเคนมาถึงที่คอนโดพร้อมกับชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมในมือ ผมเกรงใจเหลือเกิน เขาต้องไปตระเวนหาที่ไหนมา ถึงได้ชุดนี้มาตั้งแต่ก่อนแปดโมงในวันเสาร์

   คุณเคนจะเป็นทุกอย่างให้ผมและคุณคีนแบบนี้ไม่ได้

            “ขอบคุณนะครับคุณเคน คราวหน้าผมจะเตรียมมาเองคุณจะได้ไม่ต้องลำบากเพราะผม”

 

            “ไม่เป็นไรครับ น้องเปลไม่ต้องเกรงใจพี่เคน คนที่ควรเกรงใจคือเจ้านายพี่ต่างหาก” คุณเคนยิ้มกว้างให้ผม ก่อนจะลดเสียงในประโยคสุดท้ายลงเพื่อให้ได้ยินกันสองคน

 

            “เอ่อ..ครับ” พอเขาชิ่งตัวการไปหาผู้ที่ควรรับผิดชอบเป็นคุณคีน ผมจึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ

 

            “ให้เคนเอามาให้น่ะดีแล้ว เสียเวลากลับไปเอาชุดที่ห้องคุณเปล่า ๆ  ยังไงก็ต้องมาที่ร้านคุณปุยฝ้ายอยู่ดี” เจ้านายคุณเคนออกมาจากห้องนอนอีกห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แล้วเขาจะได้ยินที่ผมพูดกับพี่เคนเมื่อสักครู่นี้หรือเปล่า ผมน่ะไม่เป็นอะไรหรอก แต่พี่เคนน่ะสิ เมื่อกี้เรียกว่านินทาเจ้านายเลยนะ

 

            “แต่มันสิ้นเปลือง อีกเดี๋ยวผมก็จะเรียนจบแล้วก็ไม่ได้ใส่อีก นี่คุณซื้อชุดใหม่ให้ผมสองชุดแล้วนะครับ” ผมแย้งเขา

   “ถ้ากลัวเปลืองก็เก็บไว้ให้น้องชายคุณ ปีหน้าเขาก็เข้ามหาลัยแล้วไม่ใช่หรือ” คุณคีนเสนอทางเลือกให้

   “ปิงตัวเล็กกว่าผม ไม่รู้จะใส่ได้หรือเปล่า” ผมอ้อมแอ้มตอบด้วยความไม่แน่ใจ

   “เดี๋ยวพี่พาไปตัดขากางเกงให้เอง” คุณเคนเสนอตัวช่วยอย่างอารมณ์ดี

   “...” ผมยู่หน้าเล็กน้อย ทำยังไงถึงจะเถียงพวกเขาได้ชนะกันนะ

   “เอาน่าถ้าห่วงเรื่องเงิน ไม่ต้องกังวลนะครับน้องเปล เจ้านายพี่น่ะปี ๆ หนึ่งบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย ทั้งเสื้อผ้า ทั้งทุนการศึกษา แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”

   “เคน” คุณคีนปรามคนกำลังเผาเจ้านายเสียงขรึม ถ้าเป็นผมคงหยุดพูดแล้ว แต่เพราะเป็นคุณเคนล่ะมั้ง เขาจึงพูดต่อ

   “คิดเสียว่าเป็นเด็กทุนคุณคิรินชานะครับ”

   “ครับ” ผมพยักหน้าว่าเข้าใจพลางคิดตามผมคือหนึ่งในเด็กที่คุณคีนให้ทุน

   “เคน..” คุณคีนเรียกชื่ออีกฝ่ายแล้วส่ายหน้านิดเดียวเท่านั้น 

 

   “พี่เคนล้อเล่นนะครับน้องเปล”

   “แล้วเด็กทุนคุณคีนมาที่คอนโดนี้ทุกคนเลยเหรอครับ?” ผมถามเสียงซื่อแต่ใจไม่ซื่อตามเสียง

   “เห็นไหมไปกันใหญ่แล้วเคน เล่นจนได้เรื่อง” คุณคีนบ่นคุณเคนก่อนจะหายเข้าไปในห้องนอน

   “พี่เคนถูกเจ้านายดุเสียแล้ว” คุณเคนทำหน้าจ๋อยไม่สมจริง “พี่จะบอกความลับให้ คุณคีนไม่เคยพาใครมาที่คอนโดครับ น้องเปลเป็นคนแรก”

   “แล้วคุณเคน?” แต่คุณเคนก็มาที่นี่นะครับ

   “อย่ามองพี่อย่างนั้นสิ ไม่ดีครับน้องเปล พี่มาที่นี่เพราะเป็นลูกจ้างต้องทำงานตามที่เจ้านายสั่ง”

   “ครับ”

   “อย่าคิดมากนะครับ คุณคีนให้ทุนการศึกษาเด็กคือการให้ทุนจริง ๆ ไม่มีอย่างอื่นแอบแฝง”

   “เข้าใจแล้วครับ”

   “เข้าใจแล้วก็ดีครับ พี่เคนจะได้มีงานทำต่ออย่างสบายใจ ยังไงพี่รบกวนน้องเปลบอกคุณคีนหน่อยว่าพี่ไปรอที่รถนะครับ ถ้าเขาเสร็จแล้วให้ตามลงไป ระวังอย่าให้เกินสิบห้านาที เดี๋ยวจะสาย”

   “ได้ครับ” ผมพยักหน้ารับฝากข้อความคุณเคนไว้

   คล้อยหลังคุณเคนลงไปไม่ถึงนาที คุณคีนก็กลับออกมาจากห้องที่เขาหายเข้าไป

   “เคนล่ะ?” 

   “คุณเคนฝากบอกว่าจะไปรอที่รถครับ แล้วก็บอกว่าอย่าเกินสิบห้านาทีครับ”

   “อืม ขอบใจ แล้วฟังที่เคนพูดหรือเปล่า อย่าไปเชื่อมาก” คุณคีนดึงผมเข้าไปใกล้ คราวนี้ไม่บ่นว่าผมหัวเหม็นอีก แน่ละ ก็ผมเพิ่งสระไปตอนเช้านี่เอง ผมยังไม่แห้งหมาด ๆ อยู่เลย

   “เกือบจะเชื่อคุณเคนแล้วเหมือนกันครับ ถ้าไม่ได้ยินคุณบ่นคุณเคนเสียก่อน” ผมว่าพลางยิ้มให้เขา

   “ดีแล้ว เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวผมไปส่งที่ลิฟต์”

   “ครับ”

   

 

 

 

         

            ผมมาถึงร้านพี่ปุยฝ้ายอย่างรวดเร็ว จากคอนโดคุณคีนเดินมาถึงร้านพี่ปุยฝ้ายไปถึงห้าสิบเมตรเลยด้วยซ้ำ พอมาถึงก็เห็นพี่ปุยฝ้ายกำลังเปิดร้านผมจึงรีบเข้าไปช่วยโดยไม่เกี่ยงงอน

 

            “มาเร็วจังเลยเปล”

 

            “วันนี้ผมตื่นเร็วครับ” คำตอบนี้มันก็ถูก ผมตื่นเช้าก็จริง แต่ที่มันเร็วกว่านั้นเพราะเดินไม่ถึงห้านาทีก็ถึงร้านนี่แหละ

 

 

            ช่วงใกล้เที่ยงลูกค้ายังเข้าร้านต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทำให้ยุ่งอยู่ตลอดจนไม่มีเวลาจับโทรศัพท์มือถือเลย ผมตั้งใจทำงานอย่างขะมักเขม้น จนสังเกตเห็นว่าคนในร้านบางคนมองผมสลับกับโทรศัพท์มือถือแล้วทำหน้าแปลก ๆ  แต่ผมไม่คิดอะไรกระทั่งพี่ปุยฝ้ายดึงแขนผมเข้าไปหลังร้าน

 

            “เปล” เธอเรียกชื่อผมอย่างร้อนใจ

 

            “มีอะไรครับพี่ปุยฝ้าย”

 

            “ใช่เปลจริง ๆ  เหรอ”

 

            “ครับ? ผม ผมไงครับ ผมเปลไงพี่” ผมงงงวยกับคำถามพี่ปุยฝ้าย ก็ผมเองจะให้ผมเป็นใคร

 

            “เปลรู้จักกับคุณคีนใช่ไหม”

 

            “เขามาที่ร้านเราออกจะบ่อยก็ต้องรู้จักสิครับ” ผมตอบเลี่ยง ทักษะการโกหกของผมแสนจะต่ำต้อยไม่รู้พี่ปุยฝ้ายจะเชื่อหรือเปล่า

 

            “ไม่ใช่ พี่หมายถึงรู้จักเป็นการส่วนตัว”

 

            “ครับ?พี่ว่ายังไงนะ” ผมได้ยินชัดแต่ขอถ่วงเวลาเพิ่มอีกนิด

 

            “อะ..ดูรูปนี้ก่อน”

 

            พี่ปุยฝ้ายยื่นโทรศัพท์ของเธอมาให้ ผมรับแล้วยกขึ้นดูเสร็จแล้วจึงส่งคืนกลับเจ้าของด้วยมือที่ชื้นเหงื่อ ผมแอบเช็ดมือเข้ากับผ้ากันเปื้อน ระวังไม่ให้พี่ปุยฝ้ายเห็น

 

            “พี่ให้ผมดูทำไมครับ” ผมตีหน้านิ่งตอนที่ถาม

 

            “ตอบพี่มาว่าคนในรูปใช่เปลหรือเปล่า”

 

            “ไม่ใช่ผมหรอกครับ” ผมปฏิเสธเสียงเรียบ

 

            “ไม่ใช่จริงเหรอ แต่หน้าด้านข้างเหมือนเปลมากเลยนะ”

 

            “ผมจะไปรู้จักกับคุณคีนได้ยังไง แล้วอีกอย่างร้านหรูหราขนาดนี้ ผมไม่มีปัญญาไปหรอกครับ พี่ปุยฝ้ายคงไม่คิดว่าเป็นผมจริง ๆ  หรอกนะครับ” ผมถามพลางหัวเราะกลบเกลื่อน

 

            “เหมือนเปลมากแต่พี่ก็คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ขอโทษนะจ๊ะที่พี่โวยวายเรื่องไร้สาระ”

 

            “ไม่เป็นไรครับ”

 

            “งั้นพี่ให้เปลพักสิบห้านาทีนะ เดี๋ยวพี่ดูหน้าร้านต่อให้เอง”

 

            “ขอบคุณครับ”

 

 

            พี่ปุยฝ้ายเดินออกไป สิ้นเสียงปิดประตูผมทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง ดูท่าว่าร้านหรูหราแถมยังทำอาหารอร่อยจะนำภัยมาให้ผมกับคุณคีนเสียแล้ว

 

 

            ผมนั่งพักให้จิตใจสงบตามที่พี่ปุยฝ้ายอนุญาต ผมหวนนึกถึงรูปภาพที่พี่ปุยฝ้ายให้ดูเมื่อสักครู่นี้ ภาพผมกับคุณ  คีนถูกถ่ายจากด้านข้างเยื้องไปทางหลังผม ทำให้เห็นใบหน้าผมไม่ชัด แต่หน้าคุณคีนนั้นชัดทีเดียว ใครเป็นคนถ่ายรูปนี้กันตอนนั้นเองที่ผมดันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ผมรู้แล้วว่าผมลืมอะไรเมื่อคืนนี้

 

 

 

            ผมลืมถามคุณคีนเรื่องข่าวลือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้ชายยังไงล่ะ

 

 

 

 

 

 

============================================= 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น