แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 48

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 225

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2562 13:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 48
แบบอักษร

เด็กสาวใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่อยากจะคิดถึงโดยเจ้าชีวิตผู้กุมชะตากรรมของเธออยู่ในมือ 

“แกพร้อมจะแต่งงานแล้วหรือยัง” คุณนายเสียงหวานเจื้อยคล้ายคำถามชวนคุยธรรมดา แต่หากตั้งใจฟังก็ย่อมจับสังเกตได้ถึงความคาดคั้นที่เจืออยู่ในน้ำเสียงนั้น “ยายแม่สื่อขาประจำของบ้านเราเขามาเซ้าซี้ฉันสองทีแล้ว เขาเห็นแกอายุครบสิบแปดปีนี้ก็เลยขันอาสาจะหาคู่ให้ ไอ้ฉันก็ไม่กล้าตอบเพราะอยากได้ยินจากปากแกก่อน” 

“ทำไมแม่สื่อถึงรู้อายุหนูล่ะเจ้าคะ” เธอฉงน 

“เด็กโง่เอ๊ย” ผู้สูงวัยกว่าหัวเราะอย่างครึ่งสมเพชครึ่งเอ็นดู “แกคงลืมไปแล้วกระมังว่าตัวแกกว้างขวางขนาดไหน ออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาดทุกวัน มีหรือที่ชาวบ้านชาวช่องจะไม่ซุบซิบนินทาถึงแกบ้างเลยน่ะ” 

เหล่ฟั้นคิดตามพลางป้ายน้ำยาต่อไป 

“อีกอย่าง ยายคนนี้มันเป็นแม่สื่ออาชีพ หูตามันว่องไวอยู่แล้ว หนำซ้ำยังคุ้นเคยกับสกุลหมั่นมานาน มันถึงได้รู้เรื่องราวในบ้านเราเป็นอย่างดี”  

“หนูเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” สาวน้อยพูดเบาๆ 

“ฉันพูดจบแล้ว ทีนี้ให้คำตอบฉันได้หรือยังจ๊ะ อาฟั้น”  

“หนู...” หมุ่ยไจ๋สูดลมหายใจอย่างอึดอัดกับท่าทีรุกเร้าเอาคำตอบ รวมถึงอากัปกิริยาที่ประดิษฐ์สร้างจนเกินเหตุของคุณนาย 

“ต้องการแบบไหนก็บอกมาเถอะ ครั้งนี้ฉันให้อิสระในการเลือกกับแกเต็มที่” ถึงหล่อนจะบอกอย่างนั้น ทว่าน้ำเสียงสวนทางกับคำพูดเต็มที่...เด็กสาวรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าหล่อนตั้งธงคำตอบในใจเป็นที่เรียบร้อย เพียงแต่เธอยังจับไม่ได้ว่าคำตอบที่คุณนายต้องการให้เป็นนั้นคืออะไร 

“คุณนายต้องการแบบไหนล่ะเจ้าคะ” 

“ถ้าถามฉัน ฉันก็ขอตอบแกตามตรงว่าฉันไม่อยากเสียแกไปเลย” คนนั่งเก้าอี้ปรารภอย่างจะหยั่งเชิงคนยืน “แต่ลูกผู้หญิงทุกคนต่างเกิดมาเพื่อเป็นสมบัติของผู้ชายคนใดคนหนึ่ง อย่างไรเสียวันหนึ่งแกก็ต้องมีสามี มีลูกมีเต้าเป็นของตัวเอง นี่คือค่านิยมที่สังคมเรากำหนดขึ้นแต่บุราณนานมา ซึ่งฉันก็ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเจ้านายใจดำอำมหิตที่กักขังทาสรับใช้ของตัวเองไว้จนวันตาย เลยมาถามความสมัครใจจากแก” 

“ก็คือคุณนายไม่ต้องการให้หนูแต่งงานนั่นเอง” เหล่ฟั้นสรุป 

“ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับตัวแกเองว่าอยากหรือไม่อยาก ถ้าแกอยากไปจริงๆ ฉันก็จะไม่ขัดขวางหรือห้ามปรามใดๆทั้งสิ้น” หล่อนตอบหน้าเศร้า 

“หนูตอบไม่ได้เจ้าค่ะ” สาวใช้ฝืนใจตอบหลังจากที่อึกอักอยู่นาน 

“หมายความว่ายังไง ตอบไม่ได้”  

“หนูไม่สามารถแต่งงานกับคนที่หนูไม่รักได้หรอกเจ้าค่ะ” เด็กสาวโพล่งความในใจออกมาด้วยความเผอเรอ ทำเอาคู่สนทนาอึ้งไปในบัดดล 

“นี่แกศรัทธาในความรักด้วยหรือ” คุณนายยิ้มเยาะในสีหน้า ก่อนถามซ้ำให้แน่ใจอีกครั้ง “แกเห็นความรักสำคัญกว่าอิสรภาพของตัวเองอีกหรือ” 

“หนูไม่เห็นว่าอิสรภาพจะมีความสำคัญตรงไหน หากต้องใช้ชีวิตคู่อยู่กับคนที่เราไม่ได้รัก” เหล่ฟั้นยืดอกขึ้น ร่างบอบบางสั่นสะท้านปานไผ่ต้องลมพายุ “หากต้องถูกจับคลุมถุงชนเพื่อปลดเปลื้องสถานะหมุ่ยไจ๋ออกจากตัว มันต่างอะไรกับการปลดแอกหนึ่งเพื่อไปสวมอีกแอกหนึ่งแทนล่ะเจ้าคะ” 

สะใภ้หม้ายแห่งตระกูลหมั่นนั่งตัวแข็ง แววตาวาววามขึ้นมาชั่ววูบด้วยความผิดสังเกต ก่อนจะเสตีหน้ายิ้มแย้มดังเดิม 

“กับเรื่องความรักนี่แกดูเจ้าอุดมคติชอบกลนะ คำพูดคำจาแกคล้ายกับคนมีความรักมากทีเดียว” หยิงโถวประสานสายตาอย่างพินิจพิเคราะห์ 

“ปละ...เปล่านะเจ้าคะ” หมุ่ยไจ๋อุบอิบแก้ตัวอ่อยๆ ส่วนใจนั้นแล่นระลึกถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มกำพร้าพ่อแม่ที่อีกฝ่ายรับมาสมอ้างเป็นลูก 

“งั้นก็แล้วไป” มารดาจอมปลอมของไหว่เชิงพูดสัพยอกอย่างครึ้มอกครึ้มใจ “ถ้ามีเมื่อไหร่ก็อย่าให้ฉันสืบเจอด้วยตัวเองเชียว” 

เหล่ฟั้นใจหล่นยวบ ขวดน้ำยาแทบจะร่วงลงจากมือ 

“ครั้งหนึ่งฉันก็เคยศรัทธาในความรักเหมือนกับแก ต่อเมื่อโตขึ้น ฉันจึงได้รู้ความจริงว่าที่แท้ฉันคิดผิดมาตลอดชีวิต” คุณนายตั้งต้นย้อนอดีตพลางพินิจดูเล็บมือที่เพิ่งเคลือบน้ำยาเสร็จ “ที่จริงแล้วชีวิตอนุภรรยาอย่างฉันกับหมุ่ยไจ๋อย่างแกก็ไม่ได้ผิดแผกจากกันสักเท่าไรหรอก เพราะพวกเราต่างก็ต้องแต่งงานเพื่อความหลุดพ้นของตัวเองทั้งนั้น ต่างกันแค่สิ่งที่ต้องการหลุดพ้นจากมันเท่านั้นเอง” 

“สิ่งที่คุณนายต้องการหลุดพ้นในตอนนั้นคืออะไรคะ”  

“ความยากจนและแม่ของฉันน่ะสิ” คนเป็นนายหลุดคำด้วยน้ำเสียงกรอมกรม “ฉันคิดอยู่ตลอดว่าชาตินี้สู้เกิดมาเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ ยังจะดีเสียกว่ามีแม่ที่ขัดสนแต่ไม่เจียมกะลาหัวอย่างแม่ฉัน บ้านที่เราอยู่กันเป็นแค่เพิงหมาแหงน ยังทะลึ่งอวดร่ำอวดรวย แถมยังติดการพนันงอมแงม - ผู้หญิงคนนั้นเห็นฉันเป็นแค่เครื่องจักรผลิตเงินของนาง จับฉันไปขายให้โรงงิ้วบ้าง โรงน้ำชาบ้าง ไนต์คลับบ้าง เงินทองที่ฉันหามาได้มีเท่าไหร่ก็หมดลงไปกับหวยใต้ดินและกำถั่ว ไม่เหลือแม้สตางค์แดงเดียว” 

เด็กสาวพลอยเซื่องซึมกับเรื่องราวภูมิหลังของคนเล่า 

“ที่ฉันยอมเป็นของช่งจีก็เพราะถูกแม่จัดแจงให้ทุกอย่าง นางจับฉันใส่ตะกร้าล้างน้ำยกให้เขาเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวนางเองคนเดียว เพราะแม่เห็นเป็นโอกาสทองที่นางจะได้รับเงินก้อนโตไว้ใช้ปรนเปรอตัวเองต่อไป ไม่ได้คำนึงถึงหัวอกคนเป็นลูกอย่างฉันหรอกว่าฉันจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร หากต้องไปใช้ชีวิตอยู่กินกับผู้ชายที่แก่กว่าเป็นรอบนักษัตรอย่าง หมั่น ช่งจี ซึ่งฉันไม่เคยรักใคร่ใยดีด้วยเลย” 

หยิงโถวตีหน้ารื่นอย่างคนที่ทำใจได้แล้ว “แต่อันที่จริงเป็นผู้หญิงของช่งจีก็ไม่ใช่จะเลวร้าย เพราะเขาก็ดูแลฉันดี ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือชั่วดียังไงก็มีเงิน มีอำนาจ มีทุกสิ่งอย่างที่ฉันเคยขาดแคลนสมัยยังอยู่กับแม่ และที่สำคัญที่สุดคือจากนั้นมาฉันก็ไม่เคยถูกโขกสับเหมือนหมูหมาข้างถนนอย่างที่เคยประสบมาอีกเลย”  

เหล่ฟั้นอึ้งกับคำอธิบายที่ได้รับ – คำอธิบายที่ไม่มีคำว่า ‘รัก’ แทรกอยู่แม้แต่คำเดียว ขณะที่เสียงการสนทนาเมื่อคืนงานศพของคุณท่านสะท้อนกลับไปกลับมาในห้วงคำนึงคล้ายจะไม่มีที่สิ้นสุด 

เธอกล้ำกลืนความรู้สึกบางอย่างลงคอ พลันที่ความสงสัยโพล่งจากริมฝีปากระรัว “คุณนายไม่เคยรักคุณท่านเลยหรือเจ้าคะ” 

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะพูดกับแกวันนี้” คุณนายกระชากเสียงพร้อมกับทะลึ่งกายยืนขึ้นอย่างเก็บอาการไม่อยู่ จนเด็กสาวหวาดสะดุ้ง 

“ขอประทานโทษเจ้าค่ะ” 

“กลับมาที่เรื่องแต่งงานกันก่อนเถอะ” แม่หม้ายวกเข้าประเด็นเดิมด้วยท่าทางที่คาดหวังคำตอบกว่าเมื่อครู่ “ตกลงว่าแกจะแต่งหรือไม่แต่ง” 

หมุ่ยไจ๋หน้าเสียเมื่อถูกซักไซ้จู่โจมอีกคำรบหนึ่ง ถึงจะเป็นคำถามที่มีเพียงสองตัวเลือก แต่ทั้งสองตัวเลือกนั้นต่างก็สุ่มเสี่ยงไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งเธอไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าหากเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไป จะส่งผลอย่างไรต่อตัวเธอในภายภาคหน้า ฉะนั้นแล้วทางออกที่ดีที่สุดคือการเงียบเสีย 

“หนูตอบไม่ได้จริงๆเจ้าค่ะ”  

“ก็คือไม่แต่ง” คนถามตีขลุมเข้าข้างตัวเอง พลางขยับรอยยิ้มประชดประชัน ปากพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ “จะครองตัวเป็นหมุ่ยไจ๋เรื่อยไปจนกว่าจะพบผู้ชายในฝันของตัวเองอย่างนั้นซินะ ช่างเป็นความคิดที่น่ารักน่าชังเสียจริง” 

นิ้วมือที่ปลายเล็บแต่งแต้มสีสันสดใสตบลงเบาๆบนศีรษะผู้อ่อนวัยอย่างแสดงอำนาจข่มในที “ดีเลย ต่อไปถ้ามีแม่สื่อมาถามถึงเรื่องนี้อีก ก็ช่วยไปเป็นพยานยืนยันให้ฉันด้วยนะว่าแกไม่อยากแต่งเอง ไม่ใช่เพราะถูกฉันขู่เข็ญบังคับ” 

เด็กสาวมองตามหลังเจ้านายที่กำลังเดินนวยนาดออกไป 

“อ๋อ เมื่อแกเลือกแล้วว่าจะไม่แต่ง ก็มีอีกเรื่องที่ฉันต้องบอกกับแก” หางเสียงผู้พูดแฝงไว้ซึ่งความสะอกสะใจ “ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่จ้างคนใช้พวกนั้นต่อ ดังนั้นจากนี้ไปก็ทำงานหนักขึ้นหน่อยนึงนะจ๊ะอาฟั้น”     

 

ดาบตำรวจสูงอายุเหลียวหน้าเหลียวหลังอย่างจะให้แน่ใจอีกครั้งว่าทั้งห้องปลอดผู้คน แล้วจึงก้มลงนับธนบัตรที่ซุกซ่อนไว้ใต้โต๊ะด้วยท่วงท่าระแวงภัย  

“หนึ่งหมื่น...หนึ่งหมื่นห้า...สองหมื่น...” นายดาบอุบอิบ นิ้วป้อมสั้นรูดผ่านธนบัตรใบแล้วใบเล่า เสียงหอบหายใจคละเคล้าเสียงขานจำนวนเงินที่อยู่ในมือ ด้วยความที่มัวแต่จดจ่ออยู่กับเงินกระดาษฟ่อนนั้น เขาจึงไม่ทันสังเกตรูปเงาที่ค่อยๆเคลื่อนคลานเข้ามาใกล้ จนกระทั่งเงาดำบดบังแสงสว่างจากหลอดไฟเสียมิด 

“นับอะไรอยู่หรือ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นในระยะประชิด 

“สารวัตรหวู่” ดาบหมอกแหงนหน้ามองต้นเสียงตาเหลือก มือพลันโยนของที่หมกเม็ดไว้ลงในเก๊ะ “ผม...ผมกำลังนับเงิน...เอ้อ...เงินขวัญถุงที่จะใส่ซองให้หลานชายในพิธีหมั้นของเขาน่ะครับ” 

ดวงหน้าคร้ามคมที่เพ่งมองมาผ่อนความเยือกเย็นลงเล็กน้อย แต่นัยน์ตาทั้งคู่ยังจดจ้องผู้เหนือกว่าในทางวัยวุฒิอย่างไม่ลดละ 

“ยินดีกับหลานชายคุณด้วย”  

สารวัตรปราบปรามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะก้าวเท้าออกเดินไป ทิ้งไว้แต่เพียงความกระวนกระวายให้แก่นายดาบผู้มีเอี่ยวกับธุรกิจสีเทาคนนี้ 

 

“ผลเป็นยังไงบ้าง” ชายหนุ่มผู้รับบทบาทกุนซือซักไซ้ในทันทีทันใดที่ชู้รักทรุดร่างลงบนเก้าอี้นวมภายในห้องพักสุดหรูริมอ่าวรีพัลส์ 

“เรียบร้อย” หล่อนตอบขรึมๆ “มันเลือกอยู่กับฉันต่อไป” 

“ผมบอกแล้วว่าเชื่อหัวผมเถอะ” เขายิ้มย่องด้วยเข้าใจว่าผลสำเร็จนี้มีบ่อเกิดมาจากแผนการที่เขาคิดขึ้นและซักซ้อมให้หล่อน 

หม้ายสาวลั่นเสียงหัวเราะอย่างนึกขันปฏิกิริยาตอบโต้ของชายชู้ “เสียใจด้วยนะคะสแตนลีย์ ฉันไม่ได้ทำตามแผนการที่คุณวางให้เลย” 

ชายผู้มาจากแดนผู้ดีหุบยิ้ม “แล้วคุณหลอกล่อเธอด้วยวิธีไหน” 

“ทีแรกฉันก็จะทำแบบที่คุณบอกให้ทำนั่นล่ะ แต่บอกตามตรงว่ามันฝืนธรรมชาติของฉันมากไป ฉันไม่ใช่คนที่จะมาพูดจาออดอ้อนฉอเลาะกับใครพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ต่ำกว่าฉันอย่างมัน” 

“คุณก็เลยพูดอย่างตรงไปตรงมา” เขาดักหน้าอย่างรู้ทัน 

“ค่ะ” หล่อนผงกศีรษะรับ “แต่มันก็มีที่มาที่ไปว่าทำไมฉันถึงได้เตลิดออกนอกบทที่เตรียมไว้ขนาดนี้ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะคำตอบของมันผิดคาดฉันไปไกลโข มีหลายเรื่องที่ฉันนึกไม่ถึงว่าคำพูดพรรค์นี้จะมาจากปากหมุ่ยไจ๋อย่างมัน” 

“เป็นต้นว่าเรื่องอะไรบ้างครับ” สแตนลีย์ยิงคำถาม 

“มันบอกฉันว่ามันเห็นความรักสำคัญกว่าอิสรภาพ ยอมอยู่อย่างนี้ต่อไปดีกว่าถูกจับคลุมถุงชน ร้อยทั้งร้อยของหมุ่ยไจ๋ที่ฉันเจอมา ไม่เคยมีใครพูดงี้มาก่อน” 

“ฟังดูเหมือนความคิดแบบตะวันตก” หัวคิ้วสีทองมุ่นเข้าหากัน 

“มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ” หยิงโถวขยายความ “คำพูดคำจาเอย สีหน้าเอย ลักษณะท่าทางเอย ทุกอย่างที่มันแสดงออกมาระหว่างที่ฉันเค้นคำตอบเรื่องนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนคนกำลังมีความรักอยู่มาก” 

“อะไรทำให้คุณแน่ใจเช่นนั้น” ชายหนุ่มข้องใจ 

“ฉันเหมือนเห็นตัวเองในตัวมัน ตอนที่ช่งจียังอยู่แล้วฉันต้องคอยปิดบังเรื่องคุณ ฉันก็แสดงออกต่อหน้าเขาคล้ายๆกับที่มันทำต่อหน้าฉัน” ผู้มีประสบการณ์ตอบพร้องทั้งไตร่ตรองไปด้วย “ดีไม่ดีมันอาจจะไม่ได้แค่มี ‘ความรัก’ แต่มันอาจจะมีกระทั่ง ‘คนรัก’ ที่มันปกปิดไม่ให้ฉันรู้อยู่ก็เป็นได้” 

“แถวบ้านคุณพอมีเด็กหนุ่มที่น่าสงสัยอยู่บ้างมั้ยล่ะครับ”                                 

“ฉันเองก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆหน้าที่ของฉันคือการตัดไฟแต่ต้นลม หากปล่อยให้มันมีคนนั้นคนนี้ได้ตามอำเภอใจ เดี๋ยววันหนึ่งมันก็คงหาลู่ทางหนีตามกันไปจากบ้านเหมือนนังหมุ่ยไจ๋คนที่อยู่มาก่อนมันจนได้” 

“บางครั้งใบไม้ก็บดบังสายตา” สแตนลีย์เปรียบเปรย “คุณคิดเหมือนผมมั้ยว่าบางทีคนรักของหมุ่ยไจ๋คุณอาจไม่ใช่แค่อยู่ใกล้บ้าน แต่อยู่ในบ้านคุณเอง” 

“คุณจะบ้าหรือไง” หยิงโถวกระแทกเสียงลั่นห้อง “คุณนึกว่าอาเชิงที่ฉันเลี้ยงดูมากับมือจะตาต่ำถึงขั้นลุ่มหลงทาสรับใช้ได้เชียวหรือ” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น