Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 17 อยู่ตรงนี้

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 อยู่ตรงนี้

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.9k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2562 18:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 อยู่ตรงนี้
แบบอักษร

 

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 17 อยู่ตรงนี้ 

 

 

      อาการแผลที่หัวดีขึ้นมาก ตั้งแต่แรกก็ไม่มีอะไรให้น่ากังวลอยู่แล้ว แผลมันเล็กนิดเดียว เล็กมาก หากไม่สังเกตก็คงไม่เห็น ทุกคนตื่นตกใจกันไปเองทั้งนั้น ส่วนเปิ้ลผมแดงยังคงมาเรียนตั้งแต่เช้าเหมือนวันจันทร์ เธอบอกว่าอดทนมาเช้าอีกสองอาทิตย์ถึงจะย้ายเข้าไปอยู่หอใหม่ได้

 

 

            พวกเราเป็นกังวลมากเรื่องอดีตแฟนเปิ้ลจะกลับมาระรานหรือเข้ามาวุ่นวายกับพวกเราอีกหรือไม่ แต่นับจากวันที่ไปขนของที่ห้องเปิ้ลซึ่งผ่านมาหลายวันกระทั่งวันนี้วันศุกร์จวนจะครบสัปดาห์แล้ว ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังคงสงบ ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆหมอก ทำให้พวกเราค่อยวางใจว่าอดีตแฟนเปิ้ลคงถอดใจและไม่สนใจพวกเราอีกต่อไป

 

 

            “หลังเลิกเรียนแล้วไปกินข้าวเลยปะ” เอกถามขึ้นระหว่างที่อาจารย์กำลังสอน

 

            “ไปเลย หิวจะตายอยู่แล้ว” โจตอบด้วยเสียงไม่ดังนัก กลัวว่าจะถูกเรียกประจานยกกลุ่ม อาจารย์วิชานี้ไม่ค่อยปลื้มถ้ามีเสียงอื่นแทรกมาระหว่างการสอน

 

            “กูต้องเอาโปรเจ็กไปอัปเดตอาจารย์ พวกมึงไปกันก่อน เดี๋ยวกูตามไป”

 

            “ให้ไปด้วยไหม” โจหันมาถามผม

 

            “ไม่ต้อง จะไปด้วยทำไม มหา’ลัยออกจะกว้าง คงไม่เจอแฟนเปิ้ลง่าย ๆ  หรอกน่า ไม่ต้องเป็นห่วง” ผมหัวเราะมัน ทำอย่างกับผมเป็นเด็กห้าขวบไปได้

 

            “เออ ๆ   ตามใจละกัน”

 

 

            เที่ยงตรงอาจารย์เลิกเรียนตรงตามเวลา ปราศจากการดึงรั้งเหล่านักศึกษาให้เรียนต่อถึงแม้ว่ายังขาดอีกหนึ่งหัวข้อในการสอนวันนี้ก็ตาม อาจารย์บอกว่าถึงสอนไปก็ไม่เข้าหัวพวกเธออยู่ดีเพราะใจพวกเธอคงวิ่งไปถึงโรงอาหารหรือที่พวกเราชอบเรียกมันว่าแคนทีนแล้ว เหล่านักศึกษาที่แสนดีจะทำอย่างไร หัวเราะครืนกลบความจริงไปสิครับ

 

 

            ผมสะพายเป้โดยมีโน้ตบุ๊กที่ยืมมาจากโจบรรจุอยู่ในนั้นไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อรายงานความคืบหน้า หลังจากที่โดนสั่งให้แก้เละเทะไม่เหลือซากไปเมื่อคราวก่อน ตอนที่ไปถึงผมเห็นอาจารย์นั่งรออยู่แล้ว จึงรีบเข้าไปสวัสดีทักทายอาจารย์ตามมารยาทก่อนจะเปิดโปรเจ็กให้อาจารย์ได้พินิจพิเคราะห์

 

 

            ระหว่างที่รออาจารย์ตรวจดู ผมลอบกลืนน้ำลายนั่งรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ภาวนาให้ผ่านเสียทีเถอะ ยังมีงานอีกหลายส่วนที่ต้องทำเพิ่มอีก ถ้าไม่ผ่านสักทีผมก็จะไม่สามารถเดินหน้าส่วนอื่นต่อไปได้ 

 

            “เอาละ ธาวิน” อาจารย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยหลังจากผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง

 

            “ครับอาจารย์” ผมกลั้นหายใจรอฟัง

 

            “ดีแล้ว เริ่มบทใหม่ได้”

 

            “ขอบคุณครับอาจารย์” ผมฉีกยิ้มกว้าง ในที่สุดก็จะได้เดินหน้าต่อเสียที ผมรับโน้ตบุ๊กคืนจากอาจารย์ก่อนจะพับหน้าจอลงแล้วเก็บลงในกระเป๋าเป้ดังเดิม

 

 

            ผมลาอาจารย์พร้อมขอบคุณอีกครั้งแล้วคว้าเป้ขึ้นมาสะพายออกจากห้องพักอาจารย์ไป มองนาฬิกาในโทรศัพท์มือถือเห็นว่ายังมีเวลาไปกินข้าวได้ทันก่อนไปทำงานที่ร้านพี่ปุยฝ้าย จึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง เดินไปโรงอาหารคณะแทน

 

 

            ผมเห็นโจนั่งหัวโด่เด่นเตะตาเมื่อก้าวมาถึงโรงอาหารคณะ ถึงมันจะนั่งหันหลังให้ผมแต่ผมก็จำมันได้ ไม่ผิดคนแน่  ผมเร่งเท้าเดินเข้าไปใกล้โต๊ะที่มันนั่ง อารามรีบเร่งจึงเดินชนเข้ากับใครคนหนึ่ง

 

            “ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง” ผมรีบกล่าวขอโทษตามความเคยชิน ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือผมที่เดินไม่ดูทาง แต่ผมไม่ได้สนใจว่าใครคือคนผิดถูก

 

            “ไม่เป็นไร ผมเองก็ไม่เห็น” คนตรงหน้าปัดเสื้อผ้าเบา ๆ  พูดตอบกลับมาอย่างสุภาพก่อนจะเงยหน้าขึ้น

 

            “คุณ?” ผมเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ ถึงจะเคยเจอหน้าในช่วงเวลาชุลมุนครั้งเดียว แต่ผมไม่มีทางลืมใบหน้านี้แน่นอน

 

            “มึง!?” และเขาก็คงจำผมได้เช่นกัน คำสุภาพกลืนหายไป เขาเดินเข้ามาใกล้ผมด้วยใบหน้าถมึงทึง จนผมต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

 

            “จะทำอะไร” ผมถามกล้า ๆ  กลัว ๆ

 

            “กูจำมึงได้แล้ว” เขาหรี่ตาลง “มึงที่นั่งหลังรถกระบะนั่น”

 

            “แล้วทำไม มีอะไร” สาบานว่าผมไม่ได้อยากยุหรือยั่วโมโหมันเลย ผมก็แค่จะถามเฉย ๆ  เท่านั้นเอง

 

            “กูบอกมึงแล้วไงว่ากูไม่ปล่อยมึงไว้แน่”

 

            “ผมไปทำอะไรให้คุณ” คนรอบข้างเริ่มมองมาที่ผมกับมันด้วยความอยากรู้และสนใจ

 

            “เปิ้ลเป็นแฟนกู มึงมายุ่งเรื่องผัวเมียทำไม”

 

            “เธอเลิกกับคุณแล้วไม่ใช่เหรอ คุณเองก็มีแฟนใหม่แล้วนี่ อย่าไปยุ่งเธออีกเลย อ้อ อย่ามายุ่งกับผมด้วย”

 

            “แต่มึงเป็นคนช่วยพาอีเปิ้ลหนีมาจากกู” คนตรงหน้าผมเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ 

 

            “ไม่ได้หนี เพื่อนผมเดือดร้อน ผมก็แค่ช่วยพาเขาออกมา” 

 

            “พวกมึงสมรู้ร่วมคิดกัน” เขาชี้หน้าผมอย่างเอาเรื่อง

 

            “เอ่อ..ก็ใช่อะ พวกเราต้องการช่วยเพื่อน แล้วคุณมาที่นี่ทำไม” คือผมไม่อยากปฏิเสธเพราะพวกเราวางแผนกันช่วยเปิ้ลจริง เรียกว่าสมรู้ร่วมคิดตามที่เขาพูดก็คงไม่ผิดล่ะมั้ง

 

            “กูมาหาเปิ้ล มันอยู่ไหน”

 

            “ไม่รู้” เรื่องอะไรต้องบอกเขาด้วย

 

            “อย่าให้กูทนไม่ไหว บอกมา มันอยู่ไหน” เขาเค้นเสียงต่ำขู่ผม

 

            “ไม่รู้ ผมเพิ่งมาถึงเหมือนคุณนั่นแหละ จะไปรู้ได้ไง”

 

            “ถ้าไม่โดนสักหมัดคงไม่ยอมพูดใช่ไหม” เขาง้างมือขึ้น ทำท่าจะต่อยผม ไม่มีทาง ผมไม่มีวันยอมโดนต่อยอยู่แล้ว 

 

            “ไอ้โจ ช่วยกูด้วย” ผมตะโกนเรียกโจ เลิกอาย ฝังไว้ก่อน ตอนนี้ต้องเอาตัวรอดให้ได้

 

            “เราอยู่นี่ อย่าทำเพื่อนเรา” คนที่มาช่วยผมไม่ใช่โจ แต่เป็นเปิ้ล วีรสตรีขี่ม้าขาว

 

            “เปิ้ล” อดีตแฟนเปิ้ลลดมือลงแล้วหันไปจับมือเธอไว้แทน

 

            “มีอะไรกับเราอีก เราเลิกกันแล้วนะ”

 

            “เราขอโทษ กลับมาคบกันเหมือนเดิมเถอะ” ผมกำลังยืนฟังบทสนทนางอนง้อขอคืนดีอยู่เมื่อรู้สึกว่ามีมือมาวางบนไหล่ ตามด้วยเสียงที่คุ้นหู

 

            “เป็นอะไรไหม” โจพูดอยู่ข้างหลังผม

 

            “ไม่เป็นไร เปิ้ลมาช่วยกูไว้ทันพอดี”

 

            ผมหันกลับไปตอบโจครู่เดียว กลับมามองอีกทีเห็นเปิ้ลกำลังร้องโวยวายที่ถูกยื้อยุดฉุดกระชากให้ตามอีกฝ่ายไปข้างนอกโรงอาหารด้วยกัน ผม โจ ภพและเอก รวมทั้งสองสาว ข้าวกับเกดรีบวิ่งตามคนคู่นั้นออกไปอย่างรวดเร็ว

 

            “เฮ้ย ปล่อยเปิ้ลนะ” ข้าวร้องบอกเมื่อพวกเราตามออกไปได้ทันพลางจับแขนข้างที่เหลือของเปิ้ลไว้ได้

 

            “มึงนั่นแหละ ที่ต้องปล่อย กูมีเรื่องต้องเคลียร์กับมัน คนนอกอย่างพวกมึงไม่เกี่ยว”

 

            “คนนอกอะไรวะ นี่เพื่อนกู อีกอย่างเปิ้ลมันก็ไม่ได้เป็นอะไรกับมึงแล้ว” เกดแย้งเสียงดัง พลางเข้ามาดึงแขนเปิ้ลเพื่อช่วยข้าวอีกแรง

 

            “พวกแก ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราไปเคลียร์กับมันก็ได้” เปิ้ลบอกด้วยความลำบากใจ ไม่อยากให้เพื่อนเดือดร้อน

 

            “ได้ยินแล้วใช่ไหม” อดีตแฟนเปิ้ลแสยะยิ้มออกมาราวกับผู้ชนะ ผมเห็นแล้วไม่ชอบใจท่าทางที่เขาแสดงเลย

 

            “เปิ้ล เดี๋ยวก่อน” โจเรียกชื่อไว้ในจังหวะที่เปิ้ลกับคนที่ไม่ยอมเลิกกำลังจะเดินไปด้วยกัน

 

            “อะไร” 

 

            “อยากไปกับมันจริงหรือเปล่า ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ไม่ต้องกลัว พวกเราอยู่นี่” ผมเห็นโจมองเปิ้ลด้วยสายตาเป็นห่วง ดวงตาเปิ้ลเองก็สั่นไหวกลัวเหมือนกันตอนที่มองตอบโจกลับมา

 

            “ทำไมพูดไม่รู้เรื่อง ไม่หยุดอีกวะ” แฟนเก่าเปิ้ลหัวเสีย

 

            “เปิ้ล บอกพวกเราตรง ๆ  มาเลยว่าอยากไปกับมันไหม พวกเราทุกคนเต็มใจช่วยแก” เกดสมทบอีกเสียงเมื่อเห็นว่าเปิ้ลเริ่มลังเล

 

            “มึงไม่อยากไปหรอก มึงเป็นเพื่อนรักกู ทำไมกูจะไม่รู้ว่าตอนนี้มึงคิดอะไรอยู่” ข้าวเสริมอีกแรง

 

            “พวกแก” ผมไม่คิดเลยว่าเปิ้ลจะร้องไห้ เธอคงตื้นตันที่มีเพื่อนคอยเป็นห่วงเธอมากขนาดนี้ “เราไม่ได้อยากไปแต่ไม่อยากให้พวกแกต้องมาเดือดร้อนซวยไปด้วย”

 

            “ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป อยู่นี่แหละ” โจกับเอกเดินเข้าไปใกล้เปิ้ล

 

            “ไปเร็ว” อดีตแฟนเปิ้ลกระชากเสียงพร้อมกับดึงแขนเธอเต็มแรงจนเปิ้ลร้องออกมาด้วยความเจ็บ

 

            “พอได้แล้วมั้งมึงอะ ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอว่าเปิ้ลไม่อยากไป” โจจับแขนคนนั้นไว้

 

            “อยากเจ็บตัวหรือไง”

 

            “ไม่อยาก” ผมว่าโจกำลังกวนประสาทอีกคนอยู่นะ

 

            “ถ้างั้นก็ปล่อยแขนกู”

 

            “มึงต่างหากที่ต้องปล่อยแขนเปิ้ล” โจย้อนอีกฝ่ายกลับไป

 

            “กูไม่ปล่อย มึงจะทำไม”

 

            “ก็ไม่ทำไม แต่ถ้ามึงไม่ปล่อย?” ผมไม่เห็นใบหน้าโจตอนที่บอกแฟนเปิ้ล เขาทำสีหน้าแบบไหนอย่างไร แต่ตอนที่โจเข้าไปกระซิบใกล้ ๆ  กับคนนั้น กลับทำให้อีกฝ่ายถึงกับตกใจเล็กน้อยก่อนจะปล่อยแขนเปิ้ลแต่โดยดี

 

            “เออ ปล่อยก็ได้”

 

            “อยากจะเคลียร์ก็เคลียร์กันตรงนี้” เอกพูดขึ้นบ้าง โชคดีว่าจุดที่พวกเรายืนอยู่ ใกล้ ๆ  กันนั้นมีโต๊ะหินอ่อนอยู่ เอกจึงพยักพเยิดให้สองคนไปนั่งแล้วจบปัญหาที่ตรงนั้น

 

 

            พวกเราที่เหลือทั้งหกคนเฝ้าจับตาดูคนที่นั่งเคลียร์ปัญหาส่วนตัวกันไม่วางตา หากผู้ชายคนนั้นคิดจะลงไม้ลงมือกับเปิ้ล พวกเราจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที

 

            ในที่สุดเปิ้ลก็เดินออกมาพร้อมรอยน้ำตาจาง ๆ  เธอยิ้มให้ตอนที่มาถึง

 

            “เรียบร้อยไหม” โจถามขึ้น

 

            “อืม เรียบร้อยแล้ว ตกใจเลย ไม่คิดว่ามันจะยอมจบง่าย ๆ”

 

            “ดีแล้วที่ไม่ยืดเยื้อ”

 

            “เราว่าเป็นเพราะที่แกพูดกับมันตอนนั้นแน่ แกพูดอะไรกับมันวะโจ มันถึงดูกลัวขึ้นมาอะ” เปิ้ลขมวดคิ้วระหว่างที่ถาม เธอเลือกคำถามได้ดีมากเพราะผมเองก็อยากรู้เช่นกัน

 

            “ก็ไม่มีอะไร เราแค่ขู่มันไปนิดหน่อย”

 

            “ขู่อะไรวะ” ภพถามแทนใจผม

 

            “พ่อมันทำงานที่บริษัทพ่อเราไง เราเลยบอกว่าถ้ามันยังไม่หยุดเราจะไปฟ้องพ่อมัน แล้วฟ้องมหา’ลัยด้วย ขู่แบบเด็กไหม” โจพูดพลางหัวเราะ

 

            “เออ เด็กมาก ใครจะเชื่อวะ แล้วมันก็เชื่อ?” ข้าวทำหน้าประหลาดใจขั้นสุด

 

            “แล้วคิดว่ามันเชื่อไหมล่ะ” โจแค่นเสียงตอบ

 

            “เราก็สงสัยว่าตอนนั้นทำไมแกถึงมาถามชื่อนามสกุลแฟนเก่าเรา” เปิ้ลเปรยขึ้นมา

 

            “วันที่ไปขนของที่ห้องแก พอเห็นหน้ามันแล้วรู้สึกคุ้นหน้ามันอย่างบอกไม่ถูกเลยลองถามชื่อจากแกไป อีกอย่างเราว่ามันไม่กล้าสู้กับใครตรง ๆ  หรอก

         “หน้าแบบนี้ดูก็รู้ คงกล้าแค่เด็ก ผู้หญิงและคนชราเท่านั้นแหละ” ภพพูดขึ้น

         “อืม ไม่งั้นมันต่อยไอ้เปลไปนานแล้ว ไม่ยืนพูดพล่ามมากหรอก”

            “อ้าว มาแวะที่กูได้ไง” ผมบ่นที่ถูกดึงชื่อเข้าไปเอี่ยว

 

            “เออ..ไอ้เปล แล้วนี่แกไม่ไปทำงานเหรอ?” เอกทักขึ้นแล้วให้ผมทำหน้ายังไงล่ะ ผมลืมไปเสียสนิท ตายแน่ ต้องสายแน่นอน

 

            ผมรีบลาพวกมันแล้วรีบพุ่งตัวออกจากมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว ข้าวอะไรก็ไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว แต่ต่อให้รีบสุด ๆ  ทว่าสุดท้ายก็ยังมาสายไปสิบห้านาทีอยู่ดี

            

 

 

 

 

            “สวัสดีครับพี่ปุยฝ้าย พี่พงศ์ น้องหนู” ผมกระหืดกระหอบเข้าร้านแล้วเอ่ยทักทุกคนทันที

 

            “สายนะจ๊ะ”

 

            “ขอโทษครับ ผมมีเรื่องที่มหา’ลัยนิดหน่อย” ผมรีบยกมือไหว้ขอโทษพี่ปุยฝ้ายอีกครั้ง

 

            “ไม่เป็นไรจ้ะ พี่แซวเล่น พี่รู้ว่าเปลไม่ใช่เด็กเหลวไหล ตั้งแต่ทำงานมาเปลไม่เคยมาสายเลยสักครั้งนี่นา เข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะจ้ะ”

 

            “ขอบคุณครับ”

 

 

            หลังจากสวมผ้ากันเปื้อนของร้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่พงศ์กับน้องหนูขอพักไปหาอะไรกินข้างนอก พี่ปุยฝ้ายเดินไปเช็กสินค้าหลังร้าน ส่วนผมกำลังจัดของอยู่ตรงตู้ชั้นล่างที่เคาต์เตอร์ ทำให้ไม่เห็นว่ามีลูกค้ามายืนรอสั่งเครื่องดื่มหรือขนม กระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากด้านบนหัว

 

            “อเมริกาโน่แก้วหนึ่งครับ”

 

            “ครับ ขอโทษครับ” ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดขอโทษทันที “คุณเคน?” 

 

   แต่แล้วต้องประหลาดใจเพราะคนที่มาสั่งกาแฟคือคุณเคน ผมสอดส่ายสายตามองไปที่โต๊ะหนึ่งทันที

 

            “มองหาใครเหรอครับ อ้อ กาแฟไม่ใช่ของพี่นะครับ เป็นของเจ้านายพี่”

 

            “เปล่า เอ่อ..ครับ รอสักครู่นะครับ” ผมบอกเขาแล้วไปจัดการกาแฟที่คุณเคนสั่งอย่างรวดเร็ว

 

            “ช่วงนี้งานเยอะมาก เขาเลยไม่ค่อยว่าง วันนี้ก็คงเลิกดึกด้วย”

 

            “เหรอครับ” ผมเออออรับ มือยังไม่หยุดงาน ทำหน้าที่ชงกาแฟต่อไป

 

            “พรุ่งนี้ไม่มีเรียนใช่ไหม”

 

            “ครับ แต่มีงานครับ”

 

            “ทั้งวันใช่ไหม”

 

            “ครับทั้งวัน” ผมตอบอัตโนมัติ

 

            “คืนนี้เดี๋ยวไปรับที่ห้อง” ผมชะงักก่อนเล็กน้อยแล้วมองคุณเคน

 

            “เขาให้มารับเหรอครับ”

 

            “เปล่า พี่คิดเอง เออเองคนเดียว” คุณเคนตอบด้วยเสียงยียวน

 

            “กาแฟได้แล้วครับ” ผมตัดบทไม่ตอบ คุณเคนไม่ยอมรับกาแฟไปแต่กลับวางเงินลงบนโต๊ะแทน

 

            “พี่วานน้องเปลเอาไปให้เขาหน่อยได้ไหม”

 

            “ทำไมครับ”

 

            “ขี้เกียจฟังคนพูดว่ากาแฟไม่ถูกปากน่ะ”

 

            “แล้วคุณเคนล่ะครับ”

 

            “พี่จะไปเข้าห้องน้ำ เกือบลืม..เขานั่งอยู่ในรถแน่ะ” คุณเคนหลิ่วตาบอกให้ผมรู้ นึกว่าเขาติดธุระไม่ได้มาด้วย แท้จริงแล้วนั่งรออยู่ในรถนี่เอง ถ้ามาถึงที่นี่แล้วทำไมถึงไม่เข้ามาในร้านกันล่ะ ไปรอทำไมในรถ

 

            คุณเคนเข้าห้องน้ำไม่นานก็กลับออกมา เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นผมยังยืนอยู่ที่เดิม พลางเหลือบมองแก้วกาแฟที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

 

            “ยังไม่ได้เอาไปให้เหรอ”

 

            “ขอโทษครับ ผมไม่สะดวกเอาไปให้” ผมอยากจะพูดแค่นี้แต่ก็ไม่สบายใจจึงพูดต่ออย่างตะกุกตะกัก “ตะกี้..มีลูกค้าเข้ามา พี่พงศ์ก็ไม่อยู่ ผมเลยไม่กล้าทิ้งร้านไปครับ”

 

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เอาไปเอง” คุณเคนพูดจบก็มองแก้วกาแฟก่อนจะเปรยขึ้นต่อ “ได้แต่หวังว่ากาแฟแก้วนี้คงจะถูกปากเขาล่ะนะ ถึงจะไม่ได้เอาไปให้แต่ก็เป็นคนชงเองกับมือ”

 

            “เอ่อ..มั้งครับ”

 

            “พี่ไปนะ”

 

            “สวัสดีครับ” 

 

 

 

 

 

 

            ผมมองนาฬิกาจวนจะสี่ทุ่มแล้วหากไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมารับผมตามที่คุณเคนบอกไว้ แม้กระทั่งโทรศัพท์สักสายก็ไม่มี ผมคุยโทรศัพท์กับคุณคีนครั้งสุดท้ายคือวันจันทร์และได้รับข้อความที่ผมขอให้เขาส่งมาบอกเมื่อถึงบ้านแล้ว หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้ความเป็นไปของเขาอีก ถ้าไม่เจอคุณเคนวันนี้คงไม่รู้ว่าเขายังสุขสบายดี

 

 

            ผมไม่กล้าโทรหาเขา ผมจะกล้าโทรได้ยังไงกัน

   ผมไม่รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ ถ้าโทรไปจะเป็นการรบกวนเขามากน้อยเพียงใด ผมไม่เคยรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัว ไม่เคยรู้ความคิด ไม่เคยรู้ว่านอกจากงานที่เขาเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เขายังมีงานอื่นที่ต้องทำอีกหรือเปล่า 

   พูดกันง่าย ๆ  ในขณะที่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย นอกจากประวัติเขาที่แสดงอยู่บนเว็บไซต์ แต่เขารู้ชีวิตผมทุกอย่าง เขารู้ว่าผมทำอะไร อยู่ที่ไหน ยังไง เรียนที่ไหน คณะอะไร รู้ว่าที่บ้านผมเป็นยังไง มีกี่คน พ่อแม่นิสัยยังไง รู้ประวัติครอบครัวผมจนหมดสิ้น

   นึกย้อนไปถึงคำพูดเปิ้ลที่อิจฉาผม แต่มันไม่เป็นความจริง ผมไม่รู้จักคุณคีนมากไปกว่าคนอื่นเลย เผลอ ๆ   เปิ้ลเองอาจจะรู้จักตัวตนเขามากกว่าผมด้วยซ้ำ

  

   ส่วนผมรู้แค่เขาเป็นห่วงผม หวังดีกับผม คอยช่วยเหลือผม

    

   ‘You know nothing’  

  ประโยคภาษาอังกฤษถูกแสดงอยู่บนหน้าข่าวสารที่ผมไปกดติดตามไว้ในโลกโซเชียล ประโยคที่มาจากคนในอินเทอร์เน็ตใจดีคอยสอนคนอื่นให้ได้รู้ประโยคภาษาอังกฤษมากขึ้น ยิ่งได้อ่านความหมายแล้วจึงรู้ว่ามันช่างเหมาะสมกับผมในเวลานี้นัก

  ถูกแล้วล่ะ ผมไม่รู้อะไรเลย

  เขาบอกว่าผมเลี่ยงคำตอบเก่ง แต่ไม่ใช่สักหน่อย ผมอาจจะไม่กล้าพูดกับเขาตรง ๆ เพราะความเขินหรือไม่กล้าพูดของผมต่างหาก ผมไม่ได้ตั้งใจไม่อยากตอบหรือหลีกเลี่ยง ทว่าหลายคำถามที่ผมเคยถามเขาเวลาที่สงสัย แต่ผมไม่เคยได้รับคำตอบจากเขาสักข้อเดียว

  เรื่องที่บ้านผมเป็นข้อยืนยันได้ดีว่าสิ่งที่เขาบอกผมให้รู้ มันไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาไม่เคยพูดถึงสัญญาที่ให้พ่อแม่ผมเซ็น แม้กระทั่งเรื่องที่พ่อผมถูกจับในบ่อนก็ตาม ผมโทรไปหาพี่ที่เขาดูแลบ่อนนั้น ได้รับคำตอบแปลก ๆ  ว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่พ่อผมถูกจับในวันนั้นเข้าพอดี เขาก็เลี่ยงอธิบาย

   ถ้าไม่เป็นเพราะเขาช่วยผมในทุกเรื่องแล้วล่ะก็ น่ากลัวว่าผมคงจะต้องระแวง คลางแคลงใจและตีตัวออกห่างเขา

   ก่อนหน้าที่ผมจะรู้ว่ามิสเตอร์เคคือคุณคีนนั้น ผมเคยคิดพยายามตัดใจจากเขา แต่หลังจากรู้ตัวตนมิสเตอร์เค ผมเองก็ยังคงคิดพยายามตัดใจจากเขาอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่มันไม่เคยสำเร็จ เขาทำให้ผมโดดลงไปในหลุมลึกที่เขาขุดเตรียมไว้ ปีนขึ้นมาเท่าไหร่ก็ปีนขึ้นไม่ได้เลยสักที

   สุดท้ายผมเลิกล้มที่จะตัดใจ เลือกรักเขาไปให้สุดทาง แม้ภายหน้ามันจะไม่สมหวังก็ไม่เป็นไร อย่างมากผมก็แค่เจ็บ แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งผมก็จะลุกขึ้นกลับมาได้ 

   ปลายทางอนาคตของผมอาจไม่สวยงามอย่างที่ผมเคยคิด อย่างน้อยผมขอแค่มีงานทำ ไม่ลำบากเรื่องเงินจนเกินไปและมีปิงที่เติบโตมาเป็นเด็กดี เรียนจบ แค่นั้นผมก็พอใจมากแล้ว

 

   เสียงโทรทัศน์เครื่องเก่าที่ผมเปิดทิ้งไว้ระหว่างคิดเรื่องคุณคีนยังคงดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ เข้าสู่รายการข่าวรอบดึก ช่วงนี้ยังวนเวียนสถานการณ์บ้านเมืองไม่จบสิ้น แม้จะเลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตเราและอนาคตของเราจนเพิกเฉยไม่สนใจไม่ได้

   “ท่านคะ สาเหตุที่คุณคิรินชาลาออกจากพรรคมีสาเหตุอื่นนอกเหนือจากนี้หรือเปล่าคะ” นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมค์ไปสัมภาษณ์ชายที่มีใบหน้าบางส่วนคล้ายกับคุณคีน

   ลาออก? คุณคีนลาออกจากพรรค?

   ผมขมวดคิ้วสงสัย ช่วงบ่ายเขายังให้คุณเคนมาซื้อกาแฟที่ร้านอยู่เลย เกิดอะไรขึ้น

   “ตามสาเหตุที่เขาแจ้งครับ ไม่มีสาเหตุอื่น”

   “สาเหตุเดียวจริงหรือคะ แล้วเรื่องข่าวลือที่ออกมาเมื่อช่วงค่ำล่ะคะ”

   “ข่าวลืออะไรครับ” เสียงทุ้มนุ่มชวนฝันคนพ่อถามนักข่าวกลับ 

   ผมว่าเสียงคุณกวินทร์เหมือนกับคุณคีนจริง ๆ  นะครับ ทำไมเขาถึงบอกว่าเสียงไม่เหมือนกัน

   “มีคนเห็นคุณคิรินชามีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มนักศึกษาค่ะ” ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยิน นักศึกษาคนนั้นคือผมหรือเปล่า

   “ในแง่ความสัมพันธ์แบบไหนครับ” คุณกวินทร์ถามนักข่าวกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย

   “ไม่ทราบแน่ชัดค่ะ” นักข่าวสาวหน้าเสียเล็กน้อยเมื่อตอบคำถาม

   “ผมเคารพการตัดสินใจของเขาเสมอ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์หรือเรื่องส่วนตัวก็เช่นกัน ดังนั้นหากเขาจะมีความสัมพันธ์กับใคร ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม ผมก็ยังเคารพและเชื่อมั่นว่าเขาตัดสินใจดีแล้ว หากคุณอยากถามถึงเขาในฐานะอดีตสมาชิกพรรค ผมยินดีตอบทุกเรื่อง แต่ถ้าต้องการถามในฐานะลูกชายผม ครั้งหน้าก็ขอให้มีข้อมูลหรืออย่างน้อยก็ภาพหลักฐานมาด้วยนะครับ” คุณกวินทร์ไม่ได้โต้ตอบด้วยความฉุนเฉียว ทว่ากลับตอบอย่างใจเย็น 

           

      คล้ายกับเวลาที่คุณคีนพยายามใจเย็นอธิบายกับผมให้เข้าใจเช่นกัน

 

            ผมคิดสะเปะสะปะหรือที่เขาเงียบหายไปก็เพราะเรื่องนี้? โทรศัพท์สั่นหลายครั้งจากเสียงเตือนข้อความในแอปพลิเคชันสีเขียวทำให้ผมหยุดคิดเรื่องคุณคีนได้เล็กน้อย ผมหยิบมันขึ้นมาอ่าน เห็นข้อความจากเปิ้ลรัวเข้ามาหลายบรรทัด

 

            [ไอ้เปล]

            [แกรู้ยังว่าคุณคีนลาออกจากพรรคแล้ว]

            [แกรู้เรื่องนี้หรือเปล่า]

            [เขาลาออกทำไม]

            [เขาบอกแกไหม]

            [เปลอ่านแล้วตอบด้วย]

 

            เปิ้ลคงร้อนใจเรื่องคุณคีน ในฐานะแฟนคลับเช่นกัน ผมพิมพ์ข้อความกลับไปหาเปิ้ลทันทีที่อ่านจบ

 

            [เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพิ่งเห็นข่าวที่บอกว่าเขาลาออกจากทีวีตะกี้เอง]

            [โห อะไรวะ]

 

            เปิ้ลคงผิดหวังกับคำตอบผมจึงตอบกลับมาแค่นั้นแล้วหายไป อย่าว่าแต่เธอผิดหวังเลย ผมเองก็ผิดหวังตัวเองเช่นกัน สุดท้ายผมก็ไม่รู้อะไรในตัวเขาจริง ๆ

 

 

            ผมถือโทรศัพท์ไว้ยังไม่วาง มองหน้าจอที่ดับไปแล้ว ในใจคิดสะเปะสะปะไปหมด ต่อให้ผมอยากโทรหาเขาแค่ไหน เวลานี้ก็คงไม่เหมาะ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นห่วงเขามากก็ตาม

 

 

            ผมตัดสินใจวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำ หวังให้น้ำเย็นช่วยขจัดความฟุ้งซ่านที่อยู่ในหัว เผื่อว่ามันจะหลุดหายไปบ้าง สักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี

            

 

 

 

 

            แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบเมื่อผมออกมาจากห้องน้ำ ผมรีบรุดไปดูว่าเป็นใครที่โทรเข้ามา ภาวนาขอให้เป็นคุณคีน แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อหน้าจอแสดงเบอร์ที่ผมไม่รู้จัก

 

            “สวัสดีครับ” ผมกดรับและกรอกเสียงลงไป

 

            “สวัสดีจ้ะ” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงผู้หญิงพูดภาษาไทยแปร่ง ๆ  แต่ค่อนข้างชัดในความคิดผม

 

            “ครับ?” ผมแปลกใจ เป็นไปได้ว่าเธออาจโทรหาผิดคน

 

            “เปลใช่ไหมจ๊ะ” เธอเรียกชื่อ ถึงมันจะฟังเพี้ยนไปหน่อย แต่ก็ชื่อผมนั่นแหละ

 

 

            “ครับ ผมเปลครับ”

 

            “สบายดีนะจ๊ะ” เธอถามผมราวกับรู้จักกับผมเลยอย่างนั้น

 

            “สบายดีครับ” ผมแปลกใจแต่ก็ยังตอบคำถามคนปลายสาย

 

            “ฉันชื่อเคท” เมื่อเธอบอกชื่อมา

 

            “ครับ คุณเคท” ผมก็เรียกชื่อเธอกลับไป

   

   “เคยได้ยินชื่อฉันบ้างไหม”

            “ไม่เคยได้ยินครับ”

 

            “น่าเสียดายจัง” คุณเคททำเสียงเศร้า ผมสงสัยว่าเธอจะเสียดายทำไม ในเมื่อผมไม่รู้จักเธอดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะไม่เคยได้ยินชื่อเธอ

 

            “ขอโทษนะครับ คือ..ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นใครแล้วโทรหาผมทำไมครับ”

 

            “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ฉันแค่อยากโทรมาทักทายเฉย ๆ”

 

            “โทรมาทักทาย?” งงไปอีก มีใครโทรศัพท์มาแกล้งผมหรือเปล่า

 

            “ใช่จ้ะ”

 

            “คุณเป็นใครเหรอครับ” ผมถามคุณเคทด้วยคำถามเดิมอีกครั้ง

 

            “ถ้าบอกตอนนี้ เขาต้องไม่พอใจฉันแน่ ๆ  แต่ไม่ต้องกังวลหรอกนะจ๊ะ อีกไม่นานเราก็จะได้เจอกันแล้วจ้ะ”

 

            “จะเจอกันได้ยังไงครับ ในเมื่อผมไม่รู้จักคุณ” ทำไมคุณเคทพูดอะไรเป็นปริศนา

 

            “ได้เจอกันแน่นอนจ้ะ ที่ไทยคงดึกแล้ว ขอโทษที่ฉันใจร้อนไปหน่อยเลยโทรมาเสียดึกดื่น คงยังไม่นอนใช่ไหม”

 

            “ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่นอน”

 

            “แล้วเจอกันที่นี่นะ”

 

            “เอ๊ะ..ครับ?” ที่นี่คือที่ไหน?คุณเคทหมายถึงที่ไหน 

 

            “ฝันดีนะจ๊ะ” คุณเคทลาผมแล้ววางสายหนีผมไปเสียดื้อ ๆ  ไม่รอให้ผมพูดตอบกลับ ผมถือโทรศัพท์ไว้ด้วยความงงงวย

 

            วันนี้มีแต่เรื่องอะไรแปลก ๆ  เกิดขึ้นทั้งนั้น ต้องมีคนแกล้งผมแน่นอน

 

 

 

 

            

            ผมสลัดความสงสัยแล้วเริ่มทำโปรเจ็กต่อ อีกเดือนกว่า ๆ  จะถึงเทศกาลสอบและถึงเวลาที่ผมต้องส่งงานด้วยเช่นกัน นักศึกษาปีที่สี่อย่างผมไม่ได้มีวิชาที่จะสอบหลายวิชาก็จริง แต่ยังมีงานชิ้นใหญ่นี้ที่ต้องส่ง ถึงจะเรียกชื่อมันสวยหรูว่าโปรเจ็กแต่มันคือรูปเล่มวิจัยเล่มหนึ่ง ตอนนี้ผมทำเสร็จไปมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ถ้าไม่โดนตีกลับมาแก้เรื่อย ๆ ไม่นานก็คงจะเสร็จสมบูรณ์ทันกำหนดส่งได้อย่างสบายใจ

 

 

 

            งานโปรเจ็กช่วยให้ผมลืมความคิดวุ่นวายได้มากทีเดียว ล่วงเลยเข้าวันใหม่ไปแล้วสิบห้านาที ผมพับโน้ตบุ๊กเป็นสัญญาณว่าพอแล้วสำหรับคืนนี้ ผมคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วปีนขึ้นเตียงไปพร้อมกัน ตั้งใจว่าจะเล่นเกมในโทรศัพท์สักเกมเสร็จแล้วก็จะนอนเสียที แต่ก่อนที่ผมจะไปเล่นเกมขอเข้าไปดูข้อความหน่อยดีกว่าว่ามีใครทักผมมาบ้างไหม

 

 

            ผมนอนอมยิ้มในความมืด มีข้อความถูกส่งมาจากปิง น้องชายผม หลังจากวันนั้นที่เราได้คุยกัน ปิงทักมาหาผมมากขึ้น ก่อนหน้านี้ปิงเกรงใจเพราะแม่ไม่อยากให้เขามากวนผมมากนัก ปิงที่เป็นเด็กหัวอ่อนจึงเชื่อฟังแม่อย่างดี แต่พอบอกว่าปิงทักมาหาผมได้ทุกเมื่อ เราสองพี่น้องจึงได้คุยกันมากกว่าเดิม แม้ว่าผมจะไม่ได้แข็งแกร่งหรือเข้มแข็งมากเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่หน้าที่พี่ชายทำให้ผมต้องปกป้องน้องให้มากที่สุด ถึงบางทีผมอาจจะทำไม่ถูกต้องบ้างก็ตาม

 

 

            ในข้อความที่ปิงส่งมา เขาบ่นนั่น บ่นนี่ งุ้งงิ้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อนตามประสาเด็กช่างพูดช่างจ้อ น้องยังเป็นเด็กตัวเล็ก น่าเอ็นดูในสายตาผมเสมอ ผมกับปิงมีหน้าตาที่คล้ายกันค่อนข้างมาก แต่ปิงกลับตัวสูงไม่เท่าผม แถมยังห่างผมไปอีกหลายเซ็นต์เลยทีเดียว มันเคยบ่นเป็นหมีกินผึ้งที่ตัวเล็กและจะโมโหมากหากใครไปย้ำปมว่าเจ้าตัวสูงไม่ได้มาตรฐานชายไทย

 

 

            ไม่เป็นไรนะปิง อีกเซ็นต์เดียวก็ร้อยเจ็ดสิบแล้ว

 

 

            ผมตอบปิงไปสองสามบรรทัดแล้วสลับหน้าจอเข้าสู่หน้าเกมแต่สายตากลับเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่ามีข้อความแจ้งเตือนเข้ามา ไม่มีชื่อ ไม่มีเบอร์แสดงว่ามาจากไหน 

 

 

            ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเห็นข้อความจากคนนี้ แต่ผมก็ยังใจเต้นอยู่ร่ำไป มือมันสั่นทุกครั้งที่จะกดเข้าไปอ่าน

 

 

            “Can we meet?” 

   คำถามสั้น ๆ  เป็นภาษาอังกฤษถูกส่งมา เขาอยากเจอผมงั้นเหรอ เจอเมื่อไหร่ล่ะหรือเดี๋ยวนี้ แค่เจอเฉย ๆ หรือมารับผมไปด้วยกัน แค่คำถามเดียวผมกลับคิดต่อยอดไปอีกหลายคำถาม และผมคงจะคิดนานไปหน่อย ผมจึงได้รับข้อความถัดมา

            “GNSD”

 

             ผมขมวดคิ้วตัวย่ออะไร เวลาคุณคีนพูดก็ยอมอธิบายดีอยู่หรอก ถึงไม่ชอบพูดซ้ำแต่เวลาอธิบายก็บอกอย่างใจเย็น แต่เวลาพิมพ์หรือเขียนทีไร เขามักเขียนสั้น ๆ เหลือเกิน แล้วดูคราวนี้สิ ภาษาอังกฤษผมก็ไม่แข็งแรงยังให้สงสัยกับตัวย่อสี่ตัวอักษรนี่อีก

 

 

            หรือว่าคุณคีนพิมพ์ผิด ตั้งใจจะพิมพ์ SNSDเหรอ คงไม่ใช่มั้ง คุณคีนคงไม่คิดจะส่งชื่อวงนักร้องชื่อดังมาให้ผมหรอก หรือคุณคีนอยากไปเที่ยวเกาหลี เอ่อ..หรือว่าส่งผิดคน 

 

 

            ไปกันใหญ่ ในเมื่อไม่รู้คงต้องเข้าไปค้นหาในอินเทอร์เน็ต พอรู้ความหมายแล้วก็ถึงบางอ้อ มันคือตัวย่อที่แปลเป็นไทยว่า ราตรีสวัสดิ์และฝันดี

 

 

            ผมดีดตัวขึ้นนั่งแล้วกดโทรศัพท์ออกไปหาเขา ถ้าเขามาเจอผมได้ แปลว่าช่วงเวลานี้เขาคงจะว่างที่จะคุยได้แล้ว..มั้ง

 

 

            แค่ได้ยินว่ามีคนกดรับผมก็เรียกชื่อเขาอย่างเร็ว

 

   “คุณคีนครับ”

 

            “ยังไม่นอน?ผมทำให้คุณตื่นหรือเปล่า”

 

            “เปล่าครับ ผมยังไม่นอน คุณเลิกงานแล้วเหรอครับ”

 

            “ครับ”

 

            “ผมอยากเจอคุณ” ผมพูดจากความรู้สึกที่มันแทบจะทะลักล้นออกมา

 

 

            “ลงมาหาผมสิครับ ผมรอคุณอยู่ข้างล่าง”

 

 

 

============================================= 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น