Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 ข้อแม้ข้อนั้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 ข้อแม้ข้อนั้น

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2562 18:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 ข้อแม้ข้อนั้น
แบบอักษร

 

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 16 ข้อแม้ข้อนั้น 

 

 

      ผมเดินเข้ามานั่งรอเรียนในเช้าวันจันทร์ วันนี้มาถึงเร็วกว่าปกติประมาณแปดโมงเพราะบ้านคุณคีนไกลจากที่มหาวิทยาลัยผมพอสมควร พวกเราเลยตื่นเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด

 

            และใช่ครับ ผมคนแข็งแรง เรื่องหัวแตกและเหตุการณ์เมื่อวานไม่สามารถทำให้ผมป่วยได้ แต่สิ่งที่ผิดปกติคือสาวผมแดงนามว่าเปิ้ลที่มานั่งรอเรียนอยู่ก่อนแล้ว

 

            “มาเช้าจัง” เปิ้ลทักผมเมื่อผมเดินผ่าน

 

            “อือ กลัวรถติด แล้วเปิ้ลอะ ทำไมมาตั้งแต่เช้า”

 

            “เรากลัวแฟนเรารู้ว่ามาอยู่กับเกดอะ กลัวเกดมันซวยไปด้วยเลยรีบมา”

 

            “อันตรายมากเลยเปิ้ล ถ้ายังไงให้โจไปรับไหม มันขับรถมาอยู่แล้วไม่น่ามีปัญหาหรอก” ผมคาดเดา

 

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราหาหอใหม่ได้ก็น่าจะดีขึ้น แค่นี้เราก็รบกวนพวกแกมากแล้ว เออ..ว่าแต่แผลที่หัวเป็นไงบ้าง”

 

            “สบายมาก ไม่เป็นไร”

 

            “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แกเจ็บตัวเราไม่ค่อยสบายใจ”

 

   “บอกแล้วไงว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครคาดคิดอยากให้มันเกิดหรอกน่า แล้วแผลเล็กแค่นี้เอง สองสามวันก็หายแล้ว”

   “ก็พูดเกินไป หัวแตกนะไม่ใช่แผลถลอก อ้อ..ลืมไปแกมีคนดูแลดี แผลจะหายเร็วก็ไม่แปลก” เปิ้ลพูดจบก็หัวเราะตาหยีทั้งสองข้าง

   “ไม่ใช่สักหน่อย” ผมอึกอักตอบ สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล กลัวจะถูกโยงเข้าประเด็นอื่น

   “เปล เราขอถามแกเรื่องหนึ่งดิ”

            “เรื่องอะไร? ถามมาเลย”

 

            “แกรู้จักคุณเคนได้ไงอะ” นั่นไง ผิดอย่างที่คิดตรงไหน

 

            “เรื่องมันยาวน่ะ”

 

            “เราไม่ได้คิดดูถูกแกนะ คือแบบคือคุณเคนเขา ส่วนแกก็..โอ๊ย พูดไงดีวะ” เปิ้ลมีสีหน้าลำบากใจ

 

            “คนละชั้นใช่ไหม”

 

            “ไม่เชิงคือเขาน่าจะอายุมากกว่าแก มากกว่าเราเยอะอะ คนละรุ่นกัน มันไม่น่าจะโคจรมารู้จักกันได้เลย”

 

            “อืม แกพูดถูกแล้ว เรารู้จักเขาจากงาน”

 

            “งาน?งานนั้นเหรอ เขาเป็นคนจ้างแกเหรอ” เธอถามด้วยความตื่นเต้นสุดขีด พลางขยับเข้ามาเขย่าแขนผม

 

            “เปล่า ไม่ใช่คุณเคน”

 

            “ถ้าไม่ใช่คุณเคน แกอย่าบอกนะว่า...” เธอหยุดคิดอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเบิกตากว้างขึ้น “โอ๊ย เป็นอย่างที่เราคิดจริง ๆ  ด้วย คนนั้นอะ คนนั้นใช่ไหมวะแก ไอ้เปล”

 

            “คนไหน”

 

            “คนนั้นไง”” เปิ้ลชะโงกหน้าเข้ามาใกล้แล้วบอกผมเสียงเบาทำหน้าตามีเลศนัย

 

            “คนไหน ไม่มี..เอ่อ..ไม่..ไม่..ไม่ใช่หรอก” พอต้องพูดโกหกทีไร ผมเป็นอย่างนี้ทุกที พูดไม่ค่อยออก แสดงพิรุธเต็มพิกัด

 

            “ไม่ต้องโกหกเราหรอกน่า เราก็ถามแกไปงั้นเองแหละ เรารู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” เปิ้ลยักไหล่ก่อนจะบอกผม

 

            “ห๊ะ!?รู้ได้ไง”

 

        “เมื่อวานตอนเราบอกแกกับโจว่าไปห้องน้ำอะ เราหลงทางนิดหน่อย ไม่รู้หลงแบบไหนเลยเดินไปโผล่ที่ลานจอดรถได้” ผมฟังเธอพูดแล้วประมวลสมองอย่างรวดเร็ว ควรเชื่อเธอจริงเหรอว่าเปิ้ลหลงทาง

 

       “แล้ว?” 

 

            “เราก็เห็นแกขึ้นรถไปพร้อมกับคุณเคนไง”

 

            “แค่นั้นเหรอ” ผมใจเต้นระหว่างรอฟังคำตอบ

 

            “อืม แค่นั้น” ผมลอบผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ เธอคงไม่ทันได้เห็นคนในรถตู้ ผมนึกว่าเปิ้ลพูดจบแล้ว แต่เธอก็พูดต่อมาอีก “เราจำรถตู้คันนั้นได้” เธอยิ้มที่มุมปาก ราวกับว่าเธอกำลังล่วงรู้ความลับใหญ่เข้าให้แล้ว

 

            “!?”

 

            “คุณ...คีน” ปากที่แต้มด้วยลิปสติกสีแดงที่ผมระบุเฉดความอ่อนเข้มไม่ได้เอ่ยออกมาสองพยางค์โดยไร้เสียง ผมตัวแข็งเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว

 

            “กะ..แกจำผิดแล้ว” ผมอึกอักปฏิเสธ

 

            “แกลืมได้ไงว่าเราเป็นแฟนคลับเขา เรื่องแค่นี้ทำไมจะไม่รู้ เราจำได้กระทั่งทะเบียนรถเหอะ อยากรู้ไหมว่าทะเบียนอะไร เราจะบอกให้”

 

            “ไม่ ๆ  ไม่อยากรู้” ผมส่ายหน้าเป็นพัลวัน

 

            “วางใจเถอะน่า เราไม่บอกใครหรอก เราก็แค่อยากมากรี๊ดกับแก โอ๊ย อิจฉาแกว่ะเปล ไปทำอีท่าไหนถึงได้งานดีพรีเมี่ยมไปวะ เล่าให้เราฟังบ้างดิ เขาเป็นไง นิสัยดีไหม สุภาพปะ พูดเก่งหรือไม่ชอบพูด ดุไหม อะไรอีกวะ อยากรู้อะ เราอยากรู้ทุกเรื่องเลย” เปิ้ลรัวถามผมเป็นชุด ผมไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนเลย

 

            “คุณคี..เอ่อ..เขาก็ดีนะ” ไหน ๆ  ก็ไหน ๆ  แล้วรับไปเลยก็แล้วกัน

 

            “อะไร? แค่นี้เองอะ” เธอว่าอย่างเสียดาย

 

            “เราก็ไม่ค่อยรู้หรอก” ผมลำบากใจจะพูด ไม่อยากเอาเขามาเล่าเลย

 

            “เออ ไม่บอกก็ไม่เป็นไร แต่อิจฉาแกว่ะเปล” เธอทำท่าปลื้มปริ่มยินดีไปกับผม มันมีอะไรแปลก ๆ  ว่าไหม

 

            “เปิ้ล แกไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

 

            “รู้สึกอะไรวะ”

 

            “คือเขาเป็นผู้ชายแล้วเราก็เป็นผู้ชาย” ผมถามเธอเสียงเบา ถึงจะไม่มีใครอยู่ในห้องเรียนนอกจากเรา แต่ผมก็ไม่วางใจ

 

            “อ่อ..แกกังวลเรื่องนี้เองเหรอ ไม่ต้องคิดมากนะ เขารู้กันหมดแล้ว”

 

            “รู้ว่า?”

 

            “แกนี่นะ ก็รู้ว่าเขาคนนั้นน่าจะไม่ชอบผู้หญิงไงเล่า”

 

            “ทำไม”

 

            “คนก็เล่า ๆ  กันมาอะ ข่าวลือ เราเองก็สงสัยมาตลอดว่าใช่ไม่ใช่ ในฐานะที่เราเป็นแฟนคลับเขา ขอบอกเลยว่าข่าวลือเยอะมากนะแก แต่ไม่เคยมีใครจับได้มั่น ๆ คาตาสักที แต่ตอนนี้เราชัวร์แล้วเพราะแกไง”

 

            “เพราะเราเหรอ”

 

            “อืม”

 

            “ขอร้องนะเปิ้ล อย่าบอกใครนะ เราไม่อยากทำให้เขาต้องเสียชื่อเสียงเพราะเราอะ” ผมเริ่มวิตกกังวลถ้าความลับคุณคีนแตกเพราะผมล่ะก็ ผมคงไม่สบายใจและต้องเป็นทุกข์รู้สึกผิดมากแน่ ๆ

 

            “เราไม่บอกใครหรอกน่า สัญญาเลย แล้วแกก็ไม่ต้องคิดเยอะ ถ้าเขาอยากปกปิดขนาดนั้นคงไม่ให้คนมารับแกถึงที่โรง’บาลหรอก ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณเคนเป็นคนสนิทเขา”

 

            “คุณเคนบอกทุกคนว่าเราเป็นน้องชาย”

 

            “ข้ออ้างทั้งนั้น สืบประวัติก็รู้แล้วไหมว่าคุณเคนมีน้องชายจริงหรือเปล่า แต่เราผิดหวังนิดหน่อยนะ” เปิ้ลหน้าม่อยลงเล็กน้อย

 

            “ผิดหวังอะไร” 

 

            “เรานึกว่าสองคนนั้นเป็นแฟนกันเสียอีก เห็นตัวติดกันตลอด เจอคุณเคนที่ไหน ต้องมีอีกคนที่นั่น”

 

            “อืม เราก็เคยคิด”

 

            “ตกลงไม่ใช่?”

 

            “ไม่ใช่หรอก คุณเคนคงไม่ใจกว้างมารับเราไปส่งให้แฟนหรอกมั้ง” ผมพูดติดตลก

 

            “ถ้าคุณเคนไม่ใช่แฟน ส่วนแกก็บอกว่าไม่ได้ทำงานนี้แล้ว ตกลงแกเป็นอะไรกับคนนั้นอะ”           

            

 

 

 

 

 

 

            “ถ้าอย่างนั้น ความสัมพันธ์ของเราในตอนนี้เป็นแบบไหนเหรอครับ” 

 

   ผมถามออกไปแล้วก็ตกใจคำถามตัวเอง เหมือนผมกำลังถามหาความสัมพันธ์กับเขา ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมจะไปกล้าคิดกับเขาได้ยังไงกัน

 

            “เอ่อ.. ไม่ใช่ครับคุณคีน ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น” ผมรีบต่อประโยคถัดมาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวเขาเข้าใจผิด

 

            “แล้วหมายความแบบไหนครับ”

 

            “คือผมไม่ได้ทำงานให้คุณแล้ว แต่คุณยังให้เงินผมมาแบบนี้ ผมไม่ค่อยสบายใจ ถึงคุณจะบอกว่าคุณเต็มใจให้ก็เถอะครับ”

 

            “ครับ แล้วยังไงอีก”

 

            “ผมเลยแค่อยากจะรู้ว่าเรา..ผมกับคุณ เราอยู่ในฐานะแบบไหนกัน เป็นเจ้าหนี้กับลูกหนี้ใช่หรือเปล่าครับ”

 

            “แล้วคุณอยากให้เราอยู่ในฐานะไหน”

 

            “ฐานะไหนก็ได้ครับ เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ก็ได้ครับ ผมติดหนี้คุณไว้เยอะมากทั้งเรื่องเงิน เรื่องที่บ้าน ไม่รู้เมื่อไหร่จะใช้หนี้คุณหมดเลยด้วยซ้ำ”

 

            “ตอนที่คุณขอให้ช่วยเรื่องที่บ้าน ผมบอกคุณว่ามีข้อแม้ข้อหนึ่งใช่ไหม”

 

            “ครับ”

 

            “ในเมื่อคุณถามคำถามนี้มาก็ดี ผมคิดว่าผมเองก็ควรจะทวงข้อแม้นั่นด้วยเช่นกัน” 

 

            “ได้ครับ ข้อแม้ที่ว่ายากไหมครับ”

 

            “รับรองว่าไม่ยากเกินความสามารถของคุณ”

 

            “คืออะไรครับ”

 

            “แค่เป็นเด็กดีให้ผมก็พอ”

 

            “ได้ครับ ผมจะเป็นคนดีให้คุณ” คุณคีนของ่ายจริงด้วย ว่าแต่การจะเป็นคนดีนั้น ผมต้องทำยังไง

 

            “ผิดแล้วครับ ไม่ใช่ความหมายนั้น”

 

            “ไม่ใช่เหรอครับ” 

 

   “ผมหมายถึงเป็นเด็กดีของผมต่างหาก”

            “เด็กดีของคุณ?”

 

            “ถูกต้องครับ” 

 

 

            ผมหายใจเข้าโดยแรง คำนี้มันสื่อความหมายออกมาได้แบบไหนบ้าง แล้วผมต้องคิดในความหมายไหน ควรคิดเข้าข้างตัวเองหรือไม่ควรคิดเพ้อเกินไป

 

            “...” ผมกำลังใช้ความคิดเมื่อเขาถามขึ้นอีก

 

            “หืม? ทำไม่ได้เหรอ”

 

            “ไม่ใช่ครับ คือผมไม่ค่อยเข้าใจคำขอของคุณ”

 

            “เคยได้ยินประโยคที่ว่า‘การกระทำสำคัญกว่าคำพูด’ไหมครับ”

 

            “เคยครับ”

 

            “อืม ถ้าเคยได้ยินก็ดี งั้นผมขอถามคุณนะครับเปล การกระทำของผมมันแทนคำพูดไม่ได้เลยหรือ คุณถึงไม่เข้าใจ” คุณคีนพูดเสียงขรึมกว่าปกติ

 

            ผมดีดตัวลุกขึ้นนั่งจ้องคุณคีนในความมืด เสียดายที่มองไม่เห็นใบหน้าเขา ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาทำหน้าแบบไหน ยังไง คิดอะไรอยู่

 

            “คุณคีนโกรธผมเหรอครับ”

 

            “น้ำเสียงผมฟังดูเหมือนโกรธหรือ”

 

            “ดูคุณไม่ค่อยพอใจ”

 

            “ครับ ผมไม่ค่อยพอใจ” คำพูดคุณคีนทำให้ผมรู้สึกไม่ดี ใจห่อเหี่ยว เขาคงโกรธผมเข้าให้แล้ว

 

            “ขอโทษนะครับ”

 

            “ขอโทษทำไมครับ ผมไม่ได้ไม่พอใจคุณ”

 

            “อ้าว?” 

 

            “ผมแค่ไม่พอใจตัวเอง”

 

            “ทำไมครับ” ผมประหลาดใจทำไมเขาถึงไม่พอใจตัวเองไปได้

 

            “คุณไม่เข้าใจความหมายของผม ทำให้ผมเห็นว่าทั้งหมดที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำมันยังไม่พอที่จะให้คุณรับรู้ได้ยังไงล่ะครับ”

 

            “คือ..ไม่ใช่อย่างนั้นครับ สิ่งที่คุณทำ ผมรู้และเข้าใจได้เป็นอย่างดีเลยครับ เพียงแต่ผมไม่กล้าคิดไปไกลถึงขนาดนั้น” ผมละล่ำละลักบอก

 

            “กลัวอะไรครับ”

 

            “เราเจอกันในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ผมเคยขายให้คุณและคุณเคยซื้อตัวผม คุณนอนกับผม ส่วนผมได้เงินจากคุณ จุดเริ่มต้นของเราตั้งแต่แรกไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยครับ”

 

            “เราผิดด้วยกันทั้งคู่ครับ คุณไม่ควรขายและผมไม่ควรซื้อคุณตั้งแต่แรก”

 

            “ใช่ครับ อีกอย่างนอกจากผมแล้วคุณยังซื้อใครมานอนด้วยอีกไหมก็ไม่รู้ จะให้ผมไม่กลัวได้ยังไงล่ะครับ”

 

            “ที่พูดออกมาเพราะน้อยใจหรือพูดเพราะกำลังจับผิดผม หืม?”

 

            “เปล่าครับ ผมไม่ได้จับผิดคุณ”

 

            “อืม พูดแบบนี้แสดงว่าจับผิดผม” คุณคีนหัวเราะในลำคอ ผมขอพูดอีกครั้งว่าผมเริ่มไม่ชอบเสียงหัวเราะของเขาแล้วล่ะ

 

            “ไม่ใช่ครับ” ผมเถียงเขา ผมไม่ได้จับผิดเขาสักหน่อย ถ้าหากคุณคีนจะหาคนมานอนด้วยมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมอยู่แล้ว

 

            “โอเคครับ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ นั่งอยู่อย่างนี้ไม่เมื่อยเหรอ” คุณคีนไม่พูดเปล่า เขาดึงแขนผมให้ลงไปนอน เพียงแต่ไม่ใช่บนเตียงกลับเป็นบนตัวของคนที่ออกแรงดึง

 

            “คุณคีนให้ผมนอนดี ๆ  ได้ไหมครับ” ผมประท้วง

 

            “แล้วนอนตรงนี้ไม่ดีตรงไหน”

 

            “ก็..ผมอยากนอนบนเตียง”

 

            “เลี่ยงอีกแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอบคำถามผมมา ถ้าตอบได้ถูกใจ ผมจะให้คุณได้นอนบนเตียงอย่างที่ต้องการ”

 

            “ครับ ถามมาสิครับ” ผมรับคำโดยง่ายไม่อิดออด ไร้ประโยชน์ที่จะมาต่อล้อต่อเถียงกับคน ๆ  นี้

 

            “เข้าใจความหมายข้อแม้ของผมหรือยัง”

 

            “ผม..”

 

            “ถ้ายังไม่เข้าใจก็นอนอยู่แบบนี้นะครับ” ผมจะไม่เป็นอะไรเลยถ้ามือคุณคีนจะไม่ลูบตัวผมเล่นอย่างนี้ ขี้โกงชัด ๆ  ทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน

 

            “ไม่แกล้งผมได้ไหม”

 

            “ผมไม่ได้แกล้งคุณเลยครับเปล ตกลงว่าเข้าใจหรือยัง” นอกจากตัวผมแล้ว คอผมก็โดนไปด้วย คุณคีนถามทั้งที่ปากเขาไม่ได้ห่างจากคอผมเลย

 

            “...”

 

 

            ผมอยากจะร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากคนด้านนอก แต่คงไม่มีใครเข้ามาช่วยผมอยู่ดี ผมจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ยังไง ถ้าตอบว่าไม่เข้าใจ คุณคีนจะให้นอนบนตัวเขาไปทั้งคืนจริงเหรอ ไม่มีทาง ผมตัวหนักจะตายไป เขาไม่มีทางให้ผมนอนจริง ๆ  หรอก คุณคีนก็แค่ตั้งใจขู่ผมมากกว่า

 

 

            “ตกลงว่าไม่เข้าใจจริง ๆ  สินะ” คุณคีนบอกที่ข้างหู ตอนนี้ผมนอนซบอกเขาอย่างสิ้นแรงอันมาจากความวุ่นวายที่เขาสร้างขึ้น แนบใบหน้าฟังเสียงหัวใจเขาเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ ไม่เร็ว ต่างจากใจผมที่เต้นรัวเป็นกลอง 

 

            จังหวะที่คุณคีนเลื่อนมือลงไปข้างล่างตัวผม สอดมันเข้าไปในกางเกงนอน ผมคิดว่าถ้าผมยังทำเป็นไม่เข้าใจ พรุ่งนี้ผมอาจจะไปเรียนไม่ไหว

 

            ผลพวงจากแผลหัวแตกทำให้ป่วยก็ได้ จริงไหม

 

            “พอแล้วครับ ๆ  ผมเข้าใจแล้ว” มือที่อยู่ในกางเกงผมหยุดนิ่งค้างไว้

 

            “เข้าใจว่าไงครับคนเก่ง”

 

            “ผมจะเป็นเด็กดีของคุณครับ” ผมพูดเร็วจนลิ้นเกือบพันกัน

 

            “เป็นเด็กดีของผมนี่เป็นยังไง” เป็นครั้งแรกที่ผมอยากจะหนีไปจากคุณคีนให้

ได้ เป็นคนเสนอข้อแม้มาแล้วมาย้อนถามผมได้ยังไง

 

            “ก็เป็นเด็กดีไงครับ เขาเป็นกันยังไง ผมก็เป็นแบบนั้น”

 

            “เล่นลูกไม้เหรอ” มือที่หยุดอยู่ในกางเกงผมเริ่มขยับอีกครั้งจนผมร้องเสียงหลง

 

            “ไม่แล้วครับ ผมเข้าใจแล้วจริง ๆ”

 

            “เข้าใจว่า?”

 

            “ผมจะอยู่กับคุณ ไม่ดื้อกับคุณ ไม่ชอบคุณเคนมากกว่าคุณ ไม่ไปจากคุณ โอเคไหมครับ”

 

            “ยังไม่โอเค มีอะไรอีกที่จะทำให้ผมพอใจ” 

 

            “ผมจะ..เป็นของคุณคนเดียว พอใจหรือยังครับ”

 

            “โอเคครับ ผมพอใจมาก เด็กดีของผม” คุณคีนหอมแก้มผมและย้ายมาที่หัวเป็นการช่วยยืนยันว่าเขาพอใจในคำตอบมากแค่ไหน ไม่ต้องเปิดไฟตอนนี้ก็รู้ว่าเขาต้องยิ้มหน้าบานแน่ ๆ  

 

            “ให้ผมนอนบนเตียงดี ๆ  ได้หรือยังครับ”

 

            “ตามสบายเลยครับ” เขาปล่อยให้ผมลงไปนอนได้อย่างอิสระ “แล้วก็..พรุ่งนี้สระผมด้วยนะครับ”

 

            “หมอยังไม่ให้โดนน้ำ ทำไมเหรอครับ”

 

            “หัวเหม็นอีกแล้ว”

 

            “แต่..” ผมอยากจะเถียงกลับไปว่าใครใช้มาดมหัวเน่า ๆ  ของผมเองล่ะ แต่ไม่กล้าพูดออกไปหรอกครับ

 

            “ไม่เป็นไร อีกห้องหนึ่งมีอ่างอาบน้ำเดี๋ยวผมสระให้” ผมขมวดคิ้วในความมืด มีอ่างอาบน้ำกับไม่มีมันช่วยผมให้รอดพ้นจากแผลไม่ถูกน้ำยังไง

 

            คิดว่าเช้านี้ผมได้สระผมมาเรียนไหม?

 

 

 

 

            

            “ไอ้เปล เฮ้ย แกคิดอะไรอยู่ แล้วนี่เป็นอะไรหน้าแดงเชียว ไม่สบายเหรอ” เปิ้ลดึงสติผมกลับมา เห็นเธอกำลังโบกไม้โบกมืออยู่ตรงหน้าผม

 

            “ฮะ?”

 

            “เนี่ยเราเรียกแกตั้งนานแล้ว ไม่เห็นตอบ ใจลอยไปถึงไหน”

 

        “โทษที เราคิดเรื่องอื่นอยู่น่ะ แกว่าอะไรนะ”

 

            “เราถามว่าตกลงแกกับเขาเป็นอะไรกัน”

 

           “คนรู้จักมั้ง”

 

            “เชื่อก็โง่ละ ไปหลอกเด็กอนุบาลเหอะหรือว่าแกกับเขาไม่มีสถานะกัน?” เปิ้ลตั้งข้อสงสัย

 

            “ความลับ บอกไม่ได้”

 

            “โหย เล่นตัว”

 

            “ไม่ใช่อย่างนั้น บอกไม่ได้จริง ๆ” 

 

            “อืม ๆ  เราเข้าใจบางทีคนมันก็ต้องมีเรื่องที่พูดไม่ได้บ้างอะเนอะ” เปิ้ลยักไหล่ท่าประจำของเธอทีหนึ่งก่อนจะหันไปเห็นว่าสมาชิกในกลุ่มเริ่มทยอยมาแล้ว บทสนทนาส่วนตัวระหว่างผมกับเปิ้ลจึงจบเพียงเท่านี้

 

            “ขอบใจนะ”

 

 

 

 

            ตลอดช่วงเช้าผมเอาตัวรอดจากสายตาโจมาได้อย่างหวุดหวิด ผมปิดปากสนิทไม่ยอมเล่าอะไรให้มันฟังเลยนอกจากอาการแผลที่หัวเท่านั้น มันคงไม่พอใจโมโหผมพอสมควรที่ผมดื้อแพ่งไม่ยอมเปิดปากบอกอะไรแต่เมื่อเห็นว่าผมทำตัวเป็นผู้ร้ายปากแข็งทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ร้ายเลยสักนิด โจจึงเลือกไม่ถามผมอีก

 

 

            พอเข้าสู่ช่วงบ่ายผมตั้งใจทำงานเต็มที่ในร้านกาแฟพี่ปุยฝ้ายถึงแม้ว่าจะแอบเผลอชะโงกหน้าไปนอกร้านหรือสอดส่องมองหารถตู้คุ้นตาอยู่เป็นระยะ ก็..คุณคีนบอกว่าจะแวะมาหากาแฟดื่มไม่ใช่หรือ 

 

 

            สุดท้ายคุณคีนก็ไม่ได้มาตามที่บอก ผมผิดหวังนิดหน่อยแต่ไม่ได้มากมายอะไร เขาคงติดธุระหรือมีงานรุมเร้าเข้ามาตลอดทั้งวัน ผมยกมือไหว้ลาพี่ปุยฝ้ายเมื่อถึงเวลาเลิกงาน แวะเข้าไปหาอะไรกินในร้านสะดวกซื้อ พร้อมกับของใช้นิดหน่อยก่อนจะกลับห้อง

 

 

            โทรศัพท์สั่นเบา ๆ  เมื่อผมวางมันลงบนโต๊ะญี่ปุ่นในห้องได้สักพัก เป็นเบอร์ไม่โชว์อีกแล้ว ใจผมเต้นอยู่พอประมาณเมื่อเห็นว่าเป็นใครโทรเข้ามา ผมมองเบอร์ที่ไม่ปรากฎแล้วชักสงสัยว่าเบอร์ที่คุณคีนให้ผมไว้นั้นมันใช้งานได้จริงหรือเปล่า เพราะไม่เคยเห็นเขาใช้เบอร์นี้โทรหาผมเลยสักครั้ง

 

 

            “ครับ”

 

            “คุณเลิกงานหรือยังครับ”

 

            “เลิกแล้วครับ ผมเพิ่งกลับมาถึงห้องเมื่อตะกี้นี่เอง” ผมบอกเขาให้ครบ ไม่งั้นคงได้เล่นยี่สิบคำถามแน่

 

            “ขอโทษด้วย วันนี้ผมไม่ได้แวะเข้าไปหา มีเรื่องยุ่ง ๆ นิดหน่อย”

 

            “ไม่เป็นไรครับ กาแฟดื่มที่ไหนก็ได้ แต่คุณก็อย่าดื่มเยอะเกินไปนะครับ” ผมไม่อยากเตือนเขาหรอกแต่มันอดไม่ได้เพราะเขาดื่มกาแฟหนักมากจริง ๆ  นี่นา

 

            “วันนี้ผมดื่มกาแฟไปสองแก้ว”

 

            “ลดลงมาก็ดีแล้วครับ”

 

            “ผมก็อยากลดนะ แต่เวลาที่ต้องใช้ความคิดมันก็เผลอลืมตัวเรียกหากาแฟอยู่เรื่อย วันนี้ที่ผมดื่มกาแฟน้อยเพราะกาแฟไม่อร่อย ผมเลยไม่อยากดื่มอีก”

 

            “ทำไมครับ คุณเคนซื้อกาแฟมาไม่ถูกใจคุณเหรอครับ”

 

            “ไม่ใช่ครับ เขาก็ซื้อร้านเดิมให้ผม”

 

            “แล้ว?”

 

            “แต่คนที่เอากาแฟมาให้ผมคือเคน กาแฟมันเลยไม่อร่อย”

 

            “คุณเคน? เกี่ยวอะไรกับคุณเคนเหรอครับ” ผมเริ่มงง คุณคีนจะสื่ออะไร คุณเคนคือคนที่ไปซื้อมาให้ กาแฟร้านเดิม 

 

            ผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบา ๆ  เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มนอกจากพูดประโยคใหม่ขึ้นมา

 

            “ผมจะคิดเสียว่าคุณไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองก็แล้วกันนะครับ”

 

            “เปล่าสักหน่อย” ผมบอกเขา หัวใจเต้นรัวโครมครามไม่หยุด เร็วอีกนิดน่ากลัวว่าจะหลุดออกมาจากอกแล้ว ผมเปลี่ยนเรื่องคุยกับเขาดีกว่าจะได้ไม่เข้าตัวมากไปกว่านี้ “เอ่อ..แล้วคุณเลิกงานแล้วเหรอครับ”

 

            “ยังเลยครับ ผมได้พักสิบห้านาทีเดี๋ยวจะกลับเข้าไปประชุมพรรคอีก”

 

            “เหนื่อยแย่เลยนะครับ”

 

            “ชินแล้ว แต่อีกไม่นานผมคงจะว่างแล้ว”

 

            “คุณจะไม่เป็นนักการเมืองแล้วใช่ไหมครับ เอ่อ..ผมเคยได้ยินข่าวว่าคุณจะลาออกจากพรรค” ผมเดาเอาว่าเขาน่าจะว่างเพราะเลิกเล่นการเมือง

 

            “ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยเรียกตัวเองว่านักการเมืองครับ ผมเป็นแค่คนงานคนหนึ่งที่คอยช่วยงานในพรรคเท่านั้น”

 

            “ครับ ถ้าเลิกงานแล้วคุณจะกลับเลยหรือเปล่าครับ” ผมชวนเขาคุยเรื่องอื่นเมื่อคิดได้ว่าเขาน่าจะตอบผมง่ายขึ้นถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องทางการเมือง

 

            “อยากให้ผมไปรับที่ห้องไหม แต่คงจะดึกหน่อย”

 

            “วันหลังได้ไหมครับ ผมอยากทำโปรเจ็กต่อให้จบบทก่อนน่ะครับ กลัวไม่ทันเดดไลน์ ศุกร์นี้ต้องอัปเดตอาจารย์แล้วครับ”

 

            “อืม จริงสิ ผมก็ลืมไปว่ากำลังคุยกับนักศึกษาปีสี่อยู่”

 

            “ไม่แซวสิครับ อีกไม่กี่เดือนผมก็เรียนจบแล้ว”

 

            “ก่อนจบก็เริ่มไปสมัครงานบ้างนะครับ”

 

            “ครับ ผมก็กำลังดู ๆ  อยู่ บริษัทที่เคยไปฝึกงานก็ติดต่อกลับมาเหมือนกันครับ”

 

            “ลองเลือกดูนะครับ มีอะไรให้ผมช่วยก็บอก ยกเว้นฝากงานให้ อันนี้ผมไม่ช่วย ผมอยากให้เด็กของผมโตขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพ” เขาหัวเราะก่อนจะพูดประโยคสุดท้าย

 

            “รู้ครับ ผมเองก็ไม่ชอบระบบเส้นสายเหมือนกัน”

 

            “เอาละ ผมต้องกลับเข้าไปข้างในแล้ว”

 

            “เดี๋ยวครับคุณคีน” ผมท้วงเขาไว้ก่อนที่ปลายสายจะวาง

 

            “ครับ?”

 

            “ถ้าไม่รบกวนคุณเกินไปนัก ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกผมหน่อยได้ไหม”

 

            “ทำไมครับ” ผมไม่ควรจะบอกเขาจริง ๆ  อยากตบปากตัวเองด้วย เขารู้อยู่แล้วว่าทำไมแต่ก็ยังย้อนถามผม

 

            “คือ..”

 

            “เรื่องในใจถ้าไม่บอก ผมก็จะไม่รู้นะครับ”

 

            “เอ่อ..ผม”

 

            “บอกผมให้ชื่นใจมีแรงก่อนไปทำงานหน่อยได้ไหม”

   ในเมื่อเขาพูดถึงขนาดนี้ ถ้าผมไม่พูดคงจะใจร้ายเต็มที ผมตั้งสติรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป

            “ถ้าถึงบ้านแล้วช่วยส่งข้อความมาบอกผมหน่อยนะครับ” ผมทวนคำพูดเดิมอีกครั้งก่อนจะพูดประโยคถัดมา “ผมเป็นห่วงครับ”

 

            “เก่งมากครับเด็กดีของผม” เขาปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ผมใจเต้นอีกแล้ว

 

 

 

 

            หน้ายังไม่หายเห่อร้อน ใจผมยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ โทรศัพท์กลับสั่นขึ้นมาอีก ผมนึกว่าคุณคีนอาจจะลืมบอกอะไรผมหรือเปล่า จึงยื่นมือออกไปเตรียมจะกดรับเพราะกลัวเขารอนาน แต่พอเห็นเบอร์ที่โทรเข้ามา มือผมถึงกับชะงัก หน้าที่เคยร้อนกลับเย็น ใจที่เต้นเร็วกลับช้าลง ช้าลงเรื่อย ๆ พร้อมกับผมที่กดรับสายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

            “ครับแม่”

 

            “พี่เปล ปิงเองนะ” พอเป็นเสียงน้องชายทำให้ผมหายใจโล่งขึ้นกว่าเดิม

 

            “ปิงเหรอ อ้าว โทรมาได้ไง นี่เบอร์แม่ไม่ใช่เหรอ โทรมาก็ดีแล้ว พี่เองคิดจะโทรหาปิงอยู่พอดี”

 

            “อื้อ โทรศัพท์ปิงไม่มีตังอะ ปิงเลยเอาโทรศัพท์แม่มาโทร พี่เปล..ปิงรู้เรื่องหมดแล้วนะ”

 

            “รู้ว่า?” ผมลองหยั่งเชิงถามน้อง ไม่รู้ว่าไอ้ที่บอกว่ารู้ของปิงเนี่ย เขารู้มากน้อยแค่ไหน

 

            “ก็รู้ว่าพี่คอยส่งเงินมาให้พ่อแม่แล้วก็ปิงน่ะสิ ปิงไม่เคยรู้เลย แม่บอกว่าพี่เปลไม่ค่อยมีตัง โทรมาขอเงินบ่อย ๆ  แม่เลยไม่อยากให้ปิงโทรไปกวนพี่”

 

            “อ่อ..เหรอ แล้วรู้อะไรอีกไหม” การที่ผมไม่เคยบอกน้อง หวังดีกับน้อง กลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง

 

            “เรื่องที่แม่จะเอาปิงไปทำงานที่อื่นด้วย”

 

            “อืม”

 

            “ปิงจะโทรหาพี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ปิงไม่มีตัง เลยรอแม่เผลอก่อนถึงเอาโทรศัพท์มาโทรได้”

 

            “เมื่อวานทำไมล่ะ” 

 

            “มีผู้ชายตัวสูง ๆ  ใหญ่ ๆ สองคนมาที่บ้านเรานะพี่ แล้วพาตำรวจมาด้วย พ่อกับแม่กลัวมาก ปิงก็กลัวมากนึกว่าพ่อแม่ไปทำอะไรไม่ดีเข้า ตกใจกันทั้งบ้านเลย” ปิงเล่ามาอย่างรวดเร็ว ผมนึกภาพว่าลำพังแค่คุณคีนกับคุณเคนไปที่บ้านผมหลังเล็กนั่น ก็แทบจะไม่พอให้เขายืนแล้ว ยังพาตำรวจไปอีก คงเบียดเสียดจนไม่เหลือพื้นที่ว่างให้เดินเลยล่ะ

 

            “พ่อแม่ทำอะไร แล้วคนที่มากับตำรวจนั่นเป็นใคร พูดอะไรกับพ่อแม่บ้าง”

 

            “ปิงไม่รู้ คือปิงไม่รู้ว่าพวกเขามาที่บ้านเราตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะปิงไปช่วยงานที่บ้านข้าง ๆ  เลยไม่รู้เขาพูดอะไรกันบ้างแล้ว ปิงมาทันแค่เขาเอาสัญญามาให้พ่อกับแม่เซ็น แล้วบอกว่าห้ามขายปิงกับพี่เปลอีก ถ้าไม่หยุด เรื่องจะไม่จบลงแค่นี้”

 

            “อือ แล้วไงอีก” ผมถามต่อ

 

            “พอพวกเขากลับไป แม่กับพ่อไล่ปิงให้ออกไปรอข้างนอกบ้านก่อน ปิงได้ยินเสียงทะเลาะกันรุนแรง ปิงกลัวอะพี่เปล”

 

   “ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีอะไรหรอก”

   “พี่เปล..ปิงอยากรู้” ปิงทำเสียงไม่สบายใจ

            “อยากรู้อะไร”

 

            “ที่พวกเขาบอกว่าห้ามขายปิงกับพี่เปลอีก มันคือการขายอย่างที่คนในหมู่บ้านชอบเอาลูกไปขายใช่ไหมพี่”

 

            “ปิง..” ผมไม่รู้จะบอกน้องยังไงดี ความฝันของเขาคงพังทลายที่พ่อแม่ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเคยวาดไว้

 

            “ปิงไม่เคยรู้เลย พ่อแม่ก็เคยเอาพี่เปลไปขายมาก่อนใช่ไหม”

 

            “ไม่เป็นไรนะปิง ไม่ต้องร้องไห้ ตอนนั้นพี่ไม่เป็นไร”

 

            “พี่เปล ปิงขอโทษนะที่ไม่เคยช่วยอะไรพี่ได้เลย”

 

            “ขอโทษพี่ทำไมเล่า ตั้งใจเรียนให้จบก็พอ แล้วเลือกมหา’ลัยได้ยัง” ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากให้ปิงต้องรู้สึกไม่ดี

 

            “ปิงเรียนไม่ค่อยเก่ง แต่ปิงไปอยู่กับพี่ที่กรุงเทพฯ ได้ไหม ปิงไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว”

 

            “ได้สิ แต่พี่อยากให้ปิงอดทนเรียนให้จบม.หกก่อนเพราะถ้ามาตอนนี้ปิงต้องเรียนซ้ำอีกรอบ”

 

            “อือ ปิงจะอดทนเรียนให้จบ ถ้าหากไปตอนนี้ก็จะเพิ่มภาระให้พี่อีก”

 

            “ถ้าไม่ไหวหรือพ่อแม่ทำอะไรอีกให้รีบโทรบอกพี่รู้ไหม”

 

   “ได้”

   “แล้วมีเงินใช้ไหม”

            “มี ๆ  ตอนที่คนตัวสูง ๆ  จะกลับอะ เขาให้เงินปิงไว้ โชคดีตอนนั้นพ่อแม่ไม่เห็น เขาบอกว่าให้ปิงเก็บไว้ใช้เผื่อฉุกเฉิน”

 

            “เก็บดี ๆ  นะ อย่าไปทำหายที่ไหนล่ะ”

 

            “อืม ขอบคุณนะพี่เปลที่ช่วยปิงมาตลอด”

 

            “ไม่ช่วยน้องแล้วจะให้พี่ช่วยใคร จริงไหม” 

 

 

            ก่อนวางสายผมถามปิงเรื่องที่คุณคีนกับคุณเคนไปที่บ้านอีกแต่ไม่ได้ความเพิ่มนอกจากที่ปิงเล่ามาในทีแรก ปิง บอกว่าผู้ชายตัวสูงใหญ่พาตำรวจมาที่บ้าน ซึ่งตรงกับที่คุณคีนเล่าให้ผมฟัง แต่เขาไม่เห็นพูดถึงเรื่องสัญญาที่ให้พ่อแม่ผมเซ็นเลย

 

 

 

 

            สัญญาอะไร?

 

 

============================================= 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น