ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 10 ความโกรธและการพัฒนา

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 ความโกรธและการพัฒนา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2562 08:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 ความโกรธและการพัฒนา
แบบอักษร

หลังจากเลิกเรียนคาซึยะก็ไม่ได้รีรอและรีบกลับบ้านในทันที จากแผนที่วางไว้นั่นก็คือฝึกนินจุสสึกับพ่อ และเพื่อให้การพัฒนาเร็วขึ้นเขาจะใช้ร่างจริงฝึกในขณะที่ร่างแยกใช้บ่มเพาะจักระ

 

 

"ต้องไปได้สวยแน่ๆ"

 

 

 

เด็กชายที่ดูสมวัยวิ่งกลับไปที่บ้านด้วยรอยยิ้มแสนดีใจ ก่อนฝึกจะขอกินข้าวให้หนำใจเลย เมื่อมาถึงบ้านเขาก็รีบไปหาพ่อที่โรงฝึก แต่เมื่อมาถึงเขาก็พบว่าภายในบ้านของเขาไม่ได้มีเพียงแค่เขาแต่ยังมีคนจากตระกูลอุจิวะนับสิบคนยืนล้อมกรอบพ่อของเขาไว้

 

 

 

"นี่! พวกแกกำลังจะทำอะไร!"

 

 

 

"นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ไปไกลๆเจ้าหนูน้อย"

 

 

 

ผู้ที่พูดเป็นชายชราผมขาวในชุดคุมอุจิวะ ดวงตาสีดำค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานก่อนจะมีลูกน้ำหมุนวนและหยุดลงเผยให้เห็นเนตรวงแหวนสามโทโมเอะ แม้ทุกอย่างจะดูธรรมดาแต่ร่างกายของคาซึยะกลับเต็มไปด้วยเหงื่อนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสถึงแรงกดดันและจิตสังหาร

 

 

 

"โอ้ปีศาจน้อยอดทนได้ดีนี่ งั้นเจอนี่หน่อยเป็นเช่นไร"

 

 

 

อึก

 

 

 

"กึก~ อย่าคิดว่าฉันจะกลัวนะตาแก่!!!!"

 

 

 

"ปากกล้าดีนี่ แสดงถึงด้านผู้ใหญ่ให้เจ้าเด็กน้อยนี่ได้ดูหน่อยสิ้ มูราชิ"

 

 

 

"เข้าใจแล้วขอรับท่านผู้อาวุโส"

 

 

 

ชายวัยกลางคนผมสีดำเดินไปทางคาซุกิก่อนจะปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยจักระซัดเข้าที่หน้าของพ่อ เลือดสีแดงสาดกระเซ็นออกมาจากคิัวคาซึยะที่เห็นแบบนั้นก็พยายามก้าวเท้าทว่าแรงกดกับเพิ่มขึ้นมาอย่างทวีคูณ

 

 

 

"ท่านพ่อ!!"

 

 

 

"คาซึยะอย่าเข้ามาลูก"คาซุกิพยายามห้ามเด็กชายที่พยายามฝืนเดินเข้ามา

 

 

 

"ฮ่าๆ เอาให้หนักกว่านี้ พวกเจ้าก็ร่วมด้วยสิเดี๋ยวเจ้าปีศาจน้อยตัวนี้ข้าจะจัดการเอง มันจะได้รู้ตัวเสียทีว่ามันเป็นเพียงแค่มดปลวกในสายตาพวกเราและโลกนินจา"

 

 

 

กลุ่มนินจานับสิบคนเริ่มชกต่อยผู้เป็นบิดาของเขาอย่างไม่ยั้งมือ คาซึกิทำได้แค่มองการกระทำของพวกเขาเท่านั้น น้ำตาของเด็กชายเริ่มไหลริน ฟันหน้าขบริมฝีปากจนเลือดสีแดงไหลริน ในใจเอาแต่พูดอย่างโกรธแค้นในความอ่อนแอของตนเอง

 

 

 

'ทำไม ทำไม ทำไม! ทำไมฉันถึงอ่อนแอแบบนี้'

 

 

 

"ฮ่าๆ เป็นอะไรไปกลัวหรือยังไง ?ฮ่าๆ"

 

 

 

"พวกแกสักวันหนึ่งฉันจะฆ่าพวกแก!!!!"

 

 

 

เสียงแผดร้องที่แสนโกรธแค้นดังออกมาจากปากเล็กๆของเด็กชาย นัยน์ตาสีดำเริ่มเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วมันกลายเป็นสีแดงโดยที่เด็กชายไม่รู้ตัว พลังวิญญาณ จักระและพลังชีวิตค่อยไหลทะลักล้นออกมาจนเกินขีดจำกัดและบีบอัดไปรวมกระจุกกันอยู่ที่ดวงตา

 

 

 

คลื่นพลังบางสิ่งในสมองเริ่มปลดปล่อยออกมาและมันก็ค่อยๆรวมเข้ากับดวงตาโดยตรง ดวงตาสีแดงที่เคยว่างเปล่าค่อยมีเมล็ดสีดำคล้ายลูกน้ำโผล่ออกมาจากหนึ่งวงเป็นสองวงแต่พลังแห่งความแค้นยังคงไม่หยุดลงและพลังของดวงตาก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 

ทุกคนเริ่มหยุดมือและจดจ้องเด็กชายด้วยท่าทีตื่นตะลึงเพราะลูกน้ำที่ควรเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งโทโมเอะตามที่เขาคาดตอนนี้กับเพิ่มขึ้นมาเป็นสามโทโมเอะแรงกดดันที่ชายชราปลดปล่อยออกมานั้นสลายหายไปในชั่วพริบตา

 

 

 

สายตาแสนเย็นชาและเต็มไปด้วยความเกลียดชังกวาดมองพวกมันที่ทำร้ายครอบครัวของเขาก่อนที่เรี่ยวแรงและจักระจะหมดไปเด็กชายได้ทิ้งท้ายคำพูดที่ทำให้คนในห้องต่างตัวสั่นอย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

"ฉันจะจำพวกแกไว้ สักวันฉันจะไม่ให้พวกแกได้ตายดี!!!"

 

 

 

ตึก

 

 

 

ร่างของเด็กชายล้มลงหมดสติทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องได้แต่เกาหัวอย่างช่วยไม่ได้ คาซุกิที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดค่อยๆใช้มือปัดเลือดบนใบหน้า เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเนียนไร้บาดแผลหรือรอยขีดข่วน

 

 

 

"ดูเหมือนเด็กชายจะแค้นเรามาก แถมความมืดในจิตใจของเขาก็มากยิ่งกว่าใคร ยังไงเธอต้องดูแลเขาให้ดี ถ้าพลาดขึ้นมาเขาอาจจะถูกความมืดกลืนกินเอา"

 

 

 

"ขออภัยด้วยท่านอาจารย์คางามิที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่คิดว่าเขาจะเบิกได้ถึงสามโทโมเอะแบบนี้จริงๆ"

 

 

 

คาซุกิก้มหัวขอโทษชายแก่ ไม่สิต้องบอกว่าชายคนนี้ปลอมตัวเสียมากกว่า เพียงเจ้าตัวปัดหน้าปัดตาไปมาก็กลับสู่รูปลักษณ์ของชายวัยกลางคน ใช่แล้วชายคนนี้คืออุจิวะที่รักในสัญติภาพ เขาเป็นลูกศิษย์ของโฮคาเงะรุ่นที่สองและยังเป็นเพื่อนกับรุ่นที่สามอีกด้วย

 

 

 

"ดูเหมือนนายน้อยจะโกรธโดยไม่ยั้งคิด เด็กคนนี้เป็นห่วงท่านคาซุกิมาก ถ้าเขาคิดได้คงจะรู้ว่าท่านสามารถสังหารพวกเราทุกคนได้อย่างง่ายดาย"

 

 

 

มูราชิกล่าวด้วยท่าทีเอือมระอา แต่นี่ก็เป็นไปตามแผนที่กลุ่มของพวกเขาวางไว้อย่างที่คาซุกิคาดการณ์ไว้การจะให้เด็กคนนี้โกรธแค้นจนถูกกระตุ้นคงมีแต่วิธีนี้เท่านั้น

 

 

 

"เอาละปลุกเขาได้แล้ว เดี๋ยวเขาจะเข้าใจพวกเราผิดกันพอดี อย่างน้อยก็ควรสลายความมืดของเขา"ชายที่ชื่อคางามิเดินมาพูดกับคาซุกิด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย

 

 

 

คาซุกิพยักหน้าและปลุกเด็กชายให้ตื่นขึ้น พอเด็กชายตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นราชสีห์ตัวน้อยคอยแยกเขี้ยวข่มขู่คนในห้อง แต่พอเด็กชายได้รับฟังคำพูดของพ่อก็ได้แต่เขินอายจนหน้าแดง

 

 

 

"ขอบคุณมากสำหรับการเล่นละครและทำให้ฉันเข้าใจในความอ่อนแอของตนเอง"

 

 

 

แม้เขาจะไม่โกรธคนอื่นๆหลังจากได้รับคำอธิบายจากทุกคน แต่เขาก็ยังโกรธตัวเองที่ยังอ่อนแอตอนนี้เขารู้ซึ่งถึงความน่ากลัวของโลกนินจาแล้วส่วนหนึ่ง ถ้าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่การแสดงละครละ ?

 

 

 

"เจ้าได้สัมผัสถึงมันแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อเจ้า เจ้าหนูหลังจากนี้เจ้าต้องขยันฝึกฝนให้มาก ความแข็งแกร่งที่ได้รับมาจากการฝึกฝนไม่เคยหลอกตัวเจ้าเอง"

 

 

 

"ขอบคุณครับท่านอาจารย์ปู่หลาจะจำคำไว้"

 

 

 

ทุกคนพูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่กลุ่มของคางามิจะจากไปทิ้งให้คาซึยะเข้าใจเรื่องของตระกูลมากยิ่งขึ้น ในตระกูลอุจิวะนั้นแบ่งออกเป็นสองพวกด้วยกัน

 

 

 

โดยกลุ่มที่นำโดยคาซุกิพ่อของเขานั้นเป็นกลุ่มที่รักสงบและคอยปกป้องหมู่บ้านด้วยใจจริง ผิดกับอีกกลุ่มที่นับถือในตัวตนของตาแก่มาดาระ และวางแผ่นจะยึดครองหมู่บ้านเพื่อประกาศศักดิ์ดา ผู้ที่นำกลุ่มนี้ก็คืออุจิวะ ฟูคิเสะชายผู้กระหายในอำนาจและนับถือมาดาระราวกับเป็นเทพเจ้า

 

 

 

'ดูเหมือนฟูงาคุกำลังหาทางยึดอำนาจตระกูลตามแผนของอาจารย์ปู่คากามิ และที่แปลกก็คือมิโกโตะเป็นน้องสาวแท้ๆของพ่อ สรุปก็คือฟูงาคุเป็นว่าที่อาเขยของบ้านเรา บังเอิญเกิ๊น'

 

 

 

จากที่เขาได้ฟังแผนการณ์ของกลุ่มรักสงบเขาก็เริ่มคิดว่าการปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปตระกูลของเขาก็คงล่มสลายเช่นเดิม แม้ฟูงาคุจะรักความสงบ แต่เมื่อเจอการปลุกปั่นและแรงกดดันของดันโซสุดท้าย เจ้าตัวก็พาตระกูลเข้าสู่การล่มสลายเหมือนเดิมอย่างแน่นอน

 

 

 

'เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น กลุ่มรากและผู้อาวุโสชั้นสูงในหมู่บ้านต้องไม่มีอยู่  อุจิวะผู้บ้างคลั่งต้องถูกทำลาย'

 

 

 

"ตอนนี้เจ้าเบิกเนตรวงแหวนแล้ว หลังจากนี้ก็จงฝึกฝนใช้มันให้อย่างเชี่ยวชาญ คัมภีร์การพัฒนาพลังของเนตรสามช่วงแรกอยู่ในชั้นใต้ดิน ตามข้ามาสิ จำไว้อย่าได้เปิดเผยเรื่องนี้แก่ใคร"

 

 

 

คาซุกิเตือนด้วยสีหน้าจริงจังและเดินนำคาซึยะมายังโรงฝึกเจ้าตัวประสานอินเล็กน้อยเพื่อคลายคาถาบางอย่าง และแล้วพื้นไม้ในจุดหนึ่งของโรงฝึกเผยให้เห็นแผ่นหินขนาดใหญ่ที่มีตราประจำตระกูลเขียนไว้

 

 

 

'ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นที่เก็บศิลาจาลึกของตระกูลอุจิวะตามต้นฉบับ'

 

 

 

ซึ่งก็เป็นอย่างที่เขาคิดในชั้นใต้ดินแห่งความลับที่นี่เป็นที่เก็บศิลาจาลึกประจำตระกูล แต่ภายในลานแห่งนี้แตกต่างจากในอนิเมะเล็กน้อยเพราะที่นี่มีม้วนคำภีร์สมุดบันทึกและอาวุธที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ด้วย

 

 

 

"ถ้าอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตระกูลจงเปิดเนตรและอ่านแผ่นศิลาทางด้านนั้นและวิเคราะห์เอาเองว่าในอนาคตเจ้าจะเลือกทางไหน"

 

 

 

กล่าวจบคาซุกิก็จากไปทิ้งให้คาซึยะกวาดตามองภายในห้องใต้ดินอย่างสนอกสนใจ เขาไม่สนแผ่นศิลาเลยแม้แต่น้อยเพราะยังไงแผ่นหินก็ถูกเจ้าคุโรเซ็ตซึแก้ไขจนเละเทะเต็มไปด้วยเรื่องราวปรุงแต่งดังนั้นเขาจึงไม่สนใจ

 

 

 

เขาเลือกที่จะสนใจม้วนคัมภีร์แทน ด้วยสิ่งที่เก็บไว้ในที่แห่งนี้ส่วนใหญ่มีแต่วิชาเกี่ยวกับเนตรวงแหวน ทั้งคาถาลวงตาเอย วิธีใช้เนตรเทพมารดาอิซานามิ และเทพบิดาอิซานากิ ที่มีผลข้างเคียง ใช้แล้วตาบอด

 

 

 

"อิซานากิและอิซานามิคงไม่ได้ใช้ แต่สำหรับเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาคงไม่มีปัญหา เพราะถ้าในอนาคตเราสามารถปลุกกายเซียนแห่งอาชูร่าได้คำสาปก็จะไร้ผล แม้แต่คำสาปของเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาเองก็เช่นกัน"

 

 

 

แต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นเขาต้องเปิดนรกของเนตรวงแหวนเสียกอน แน่นอนเงื้อนไขนี้ก็ยังเป็นการเห็นคนที่เรารักตายต่อหน้าต่อตา แล้วเขาจะให้ใครตายละ ?

 

 

 

ตอนนี้เขามั่นใจอยู่หลายส่วนว่าแท้จริงแล้วการเปิดนรกไม่มีทางลัดและทางเลือกอื่น ในคัมภีร์ของมาดาระที่บอกให้ใช้ภาพลวงตาล้วนโกหกทั้งเพ บัดซบเลวตาแก่นี่มันเลวจริงๆ

 

 

 

คาซึยะส่ายหัวไปมาก่อนจะใช้คาถาแยกเงาแบบเต็มที่ และเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าปัจจุบันเขาสามารถแยกเงาได้ถึงห้าเงา แม้จะต้องแรกมาด้วยจักระที่ลดไปถึงเจ็ดในสิบก็ตาม

 

 

 

"ดูเหมือนจักระเราจะเพิ่มขึ้นหลังเบิกเนตรวงแหวนสามโทโมเอะ"

 

 

 

แต่การคาดเดาของเขาจักระส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นเพราะขีดจำกัดทางสายเลือดของเซ็นจูและอุซึมากิเสียมากกว่า ยิ่งพอเขาเปิดใช้งานเนตรวงแหวนเขาก็เข้าใจว่าการณ์คาดเดาของเขานั้นถูกต้อง

 

 

 

"อีกอย่างเราใช้เนตรวงแหวนแต่แทนที่จะเสียจักระมาก แต่นี่เสียจักระเพียงนิดๆหน่อยเท่านั้น แต่ตอนนี้คิดไปก็ปวดหัวทางที่ดีศึกษาคัมภีร์ทั้งหมดภายในห้องเสียก่อน ยังไงก็ฝากด้วยนะร่างแยก"

 

 

 

""""โอเค""""

 

 

 

หลังจากนั้นคาซึยะก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการให้ร่างแยกสี่ตนได้ศึกษาม้วนคัมภีร์ทั้งหมดภายในชั้นใต้ดิน และตัวจริงของเขาก็ขอให้พ่อฝึกไทจุสสุให้ตอนเย็นก็ไปฝึกใช้เก็นจุสสุ ส่วนเรื่องการเรียนเขาได้ฝากหน้าที่นี้ให้ร่างแยกที่มีจักระประมาณครึ่งหนึ่งของเขา

 

 

 

แน่นอนว่าผลจากการไปโรงเรียนมาหลายเดือนเขาได้ช่วยฝึกให้กับโอบิโตะจนเจ้าคนงี่เง่าเริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเขายังได้เพื่อนใหม่ที่สนิทกันมาหลายคนเช่นริน คาคาชิ ไก อาสึมะ คุเรไน อังโกะ ชิซึเนะ ฮายาเตะ เอบิสึ ไรเด็น และ เกนมะ

 

 

 

แต่คนที่สนิทที่สุดคงไม่พ้นฮินาโมริที่หลังจากเคยชินการอยู่ใกล้เขาก็เริ่มตามติดเขาไปทั่ว แน่นอนเพราะได้ฝึกไทจุสสุกับเธอบ่อยๆเขาจึงตำหนิเธอไม่ได้ ยิ่งพักหลังๆมานี้ยัยนี่เริ่มมาป้วนเปี้ยนที่บ้านของเขา จนเขาเริ่มรู้ถึงความน่ากลัวของผู้หญิงในโลกนี้

 

 

 

แม้ว่าเขาจะโสดมาแทบทั้งชีวิตแต่เขาก็ไม่ได้โง่ เขาเข้าใจถึงความรู้สึกของฮินาโมริดี แต่ตอนนี้เป้าหมายของเขาคือเพิ่มความแข็งแกร่งด้านความรักจึงไม่ได้ใส่ใจ ? แต่สุดท้ายมันก็ล้มเหลว เมื่อผู้มีอำนาจมากที่สุดภายในบ้านยอมรับฮินาโมริ

 

 

 

ดูเหมือนมารดาของเขาจะชอบเธอมาก เธอยังชักชวนสาวน้อยนางนี้ให้มาทานอาหารเย็นที่บ้านบ่อยๆ แถมจากที่เขาพูดคุยกับเธอเขาได้รู้ว่าตระกูลฮิวงะได้อนุญาติให้เธอสร้างความสัมพันธ์กับเขาได้โดยมีข้อแม้นั่นก็คือห้ามทำให้ฮินาโมริเสียใจ

 

 

 

พูดถึงเรื่องน่ารำคาญมาก็มาก มาพูดถึงพัฒนาการตลอดสองเดือนของเขาน่าจะดีกว่า ความคืบหน้าในปัจจุบันหลังจากเขามีเนตรวงแหวนนั้นเพิ่มมากขึ้นราวติดจรวด

 

 

 

เขาสามารถใช้วิชาความสามารถของเนตรวงแหวน พื้นฐานทั้งสามจนเชี่ยวชาญ และด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะด้านนินจุสสุ ไทจุสสุ เก็นจุสสุ ของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่นเกรงว่าถ้าผู้อาวุโสในโคโนฮะรู้ถึงการพัฒนาของเขาคงคิดจะหาผลประโยชน์จากเขาอย่างแน่นอน

 

 

 

ด้วยการมีความสามารถจากโทโมเอะทั้งสามวงในดวงตาทำให้เขามีความสามารถพื้นฐานทั้งสามที่ช่วยให้เขากลบข้อด้อยบางส่วนให้แก่เขาได้เป็นอย่างดี อย่างแรกเลย

 

 

 

การอ่านทิศทางการเคลื่อนไหวและการโจมตีของคู่ต่อสู้ ด้วยความสามารถนี้ทำให้เขาสามารถมองเห็นการคลื่นไหวกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ได้อย่างทะลุปุโปร่งภายใต้ระยะการมองเห็นของเขา

 

 

 

สิ่งนี้มันช่วยให้เขาพัฒนาด้านไทจุสสุของเขาจนมีกระบวนท่านั้นเหนือกว่าจูนินบางส่วนในระดับปัจจุบัน แม้จะยังมีข้อด้อยด้านร่างกายที่ยังตอบสนองความคิดไม่ทันแต่โดยรวมก็ถือว่าดี

 

 

 

ความสามารถของโทมาเอะที่สองคือการมองเห็นจักระภายในร่างกาย การประสานอินคาถาหรือกระบวนท่าได้อย่างสมบูรณ์และเลียนแบบได้ด้วยตามระยะสายตาที่เขามองเห็น แม้จะไม่สามารถเลียนแบบขีดจำกัดทางสายเลือดได้

 

 

 

แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา ด้วยความสามารถนี้เขาได้ใช้มันผสมผสานกับความสามารถแรกทำให้เขาพัฒนาการใช้นินจุสสุ และไทจุสสุได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขว้างปาคุไนและชูริเคน

 

 

 

และสุดท้ายการใช้ภาพลวงตาและการควบคุมสิ่งมีชีวิต ด้วยหลักการทางความคิดและการวิเคราะห์ทำให้การใช้เก็นจุสสุเป็นสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญมากที่สุด ถ้าเขายังคงพัฒนาสองสิ่งนี้ต่อไปเชื่อได้เลยว่าในอนาคตเขาสามารถใช้มันควบคุมสัตว์หางได้เหมือนตาแก่มาดาระ หรืออาจจะเหนือกว่าเลยด้วยซ้ำ

 

 

 

เพราะเขายังมีความรู้เกี่ยวกับการสะกดจิตทางด้านการแพทย์ แล้วเขาก็ยังมีมิติความรู้ทางด้านภาพลวงตาค่อนข้างสูงกว่าคนในโลกนี้ดังนั้นเขาเชื่อว่าภาพลวงตาของเขาอาจะพัฒนากลายเป็นภาพมายา หรือเข้าสู่ระดับภาพมายาจริง ที่สามารถสร้างบาดแผลหรือสังหารผู้คนด้วยภาพมายา

 

 

 

และสิ่งที่พัฒนามากที่สุดก็คงไม่พ้นพลังวิญญาณ การณ์คาดเดาของคาซึยะค่อนข้างถูกต้อง เนตรวงแหวนนั้นเกี่ยวข้องกับพลังวิญญาณจริงๆ ดังนั้นเขาจึงใช้ศึกษาพลังวิญญาณจนเชี่ยวชาญและใช้มันพัฒนาดวงตาของเขาให้ดีกว่าเนตรวงแหวนทั่วไป

 

 

 

"ตอนนี้จักระของเราเข้าสู่จูนินระดับสูงแล้ว คงถึงเวลาที่จะไปขอเรียนวิชาแพทย์กับท่านน้าผู้เอาแต่ใจ"

 

 

 

ถ้าเขาเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ของโลกนี้เมื่อไหร่เขาสามารถนำมันมาผสานกับวิชาแพทย์ในปัจจุบัน เชื่อว่าเขาสามารถปลุกขีดจำกัดทางสายเลือดแห่งเซ็นจูและอุซึมากิได้อย่างแน่นอนแต่พอคิดถึงคุณน้าผู้เอาแต่ใจเขาก็ส่ายหัวรัวๆ

 

 

 

"ไม่ไหวๆ ตอนนี้คงยังไม่ถึงเวลา ถ้าไปตอนนี้มีหวังถูกยำเละแน่ๆ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น