แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 47

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 172

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2562 02:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 47
แบบอักษร

สรุปว่าเหล่าลูกจ้างชั่วคราวที่คุณนายหมั่นจ้างมาทำงานรับใช้ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราวสมชื่อจริงๆ เนื่องจากไม่มีแม้แต่คนเดียวที่อยู่นานเกินหนึ่งเดือน อย่างนานที่สุดก็แค่สามสัปดาห์เศษเท่านั้น ส่วนสั้นที่สุดก็เพียงวันเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วคนพวกนั้นจะอยู่เฉลี่ยคนละหกถึงแปดวัน ครั้นพอคนเก่าออกไป คุณนายก็จะเฟ้นหาคนใหม่มาเสริมในตำแหน่งที่ว่างลงเสมอ วนเวียนเป็นวัฏจักรดังนี้ไม่รู้จบ

มูลเหตุของการเลิกจ้างคนใช้แต่ละคนจะเป็นเพราะถูกคุณนายไล่ออกหรือพวกเขาเป็นฝ่ายเลือกไปเองนั้นก็แล้วแต่คนๆไป หากที่เป็นเหมือนกันหมดคือทุกๆการเลิกจ้างต่างก็มีที่มาจากความหมางใจระหว่างคนทั้งสองฝ่าย ฝ่ายคุณนายหงุดหงิดฉุนเฉียวที่กลุ่มคนซึ่งตนจ้างวานมาทำหน้าที่ไม่ได้ดั่งใจหล่อน ส่วนบ่าวไพร่ทั้งหลายก็เป็นเดือดเป็นแค้นที่ไม่ว่าพวกตนจะทำอะไร เจ้านายซึ่งเป็นสาวใหญ่อารมณ์ร้อนก็ขยันหาข้อเสียมาติติงได้ร่ำไป จนพวกเขาหมดกำลังใจจะรับใช้หล่อนในที่สุด 

สำหรับเหล่ฟั้นซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้โดยตรง ก็ทำได้แค่เพียงเฝ้าหยั่งดูท่าทีของทุกฝ่ายอยู่ลับๆด้วยใจที่เอนเอียงเข้าข้างบรรดาคนใช้รับจ้างตามประสาคนหัวอกเดียวกัน ถึงแม้ในยามปกติพวกเขาจะไม่ค่อยได้พูดได้จากับเธอบ่อยนัก แต่หากเป็นเรื่องซุบซิบนินทาคุณนาย เธอจะเป็นคนแรกที่ทุกคนนึกถึงทันที 

“คุณนายนี่ก็เหลือเกินนะ วันก่อนพี่กำลังล้างห้องน้ำ จู่ๆแม่เจ้าประคุณก็ตามมาจิกหัวพี่ให้ไปรีดชุดให้ อ้างว่าใช้ด่วน พี่ก็รีบรีดให้อย่างดี สุดท้ายแกก็ไม่ใส่ชุดนั้น พับผ่าซิ! ไม่รู้จะเร่งหาอะไร” คนหนึ่งฟ้องด้วยท่าทางที่เหมือนจะระเบิด 

“อือใช่ ฉันก็เจอมาแบบเดียวกับพี่ไม่มีผิดเลย แค่เปลี่ยนจากรีดผ้าเป็นซักผ้าปูที่นอน” อีกคนว่า “ธรรมดาแกเป็นคนลมเพลมพัดแบบนี้มั้ย อาฟั้น” 

แม่ครัวอดจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไม่ได้ “ทำนู่นก็บ่น ทำนี่ก็ว่า ตกลงมีอาหารที่ถูกปากสักอย่างมั้ย อาฟั้นนี่เก่งเหลือเกิน ทนรับใช้นายอย่างนี้มาได้หลายปี ถ้าเป็นฉัน ฉันคงอาละวาดบ้านแตกตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้ว” 

“จริงพี่ บ้านช่องก็ไม่ค่อยจะอยู่ เที่ยวนั่งรถไปไหนต่อไหนแทบทุกวัน แทนที่จะปล่อยเราอยู่กันสบายๆ ยังทิ้งงานมาให้ทำเป็นภูเขาเลากา แกล้งกันเห็นๆ”   

“ใครจะว่าไงไม่รู้แหละ” คนเริ่มเรื่องตบโต๊ะ “ฉันจะลาออกแล้ว” 

คำต่อว่าจากปากผู้คนไม่ซ้ำหน้ากระเด็นมาเข้าหูเธอนับครั้งไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดประเภทนี้ เธอก็คิดถึงคุณท่านและบรรยากาศเก่าๆขึ้นมาจับใจ แล้วมักจะคิดต่อไปว่าหากคุณท่านยังอยู่ คุณนายคงไม่กล้าวางอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้ และบ้านนี้ก็จะยังคงเป็นวิมานอันอบอุ่นของทั้งนายและบ่าวเหมือนที่เคยเป็นมา 

 

สแตนลีย์ยังแวะเวียนมาหาหยิงโถวเป็นประจำ ทว่าน้อยครั้งนักที่เขาจะเยี่ยมกรายเข้าไปในบ้านของฝ่ายหญิง โดยมากก็เพียงแต่จอดรถยนต์รอหน้าบ้าน บีบแตรเรียกให้หล่อนลงมา จากนั้นจึงพากันเถลไถลไปในที่ไกลหูไกลตาของคนรู้จัก เช่น หน้าผา ชายหาด หรืออ่าวสักแห่งที่มีผู้คนบางตาเป็นปกติ

สิ่งที่หนุ่มอังกฤษมักได้ยินเป็นอย่างแรกทุกครั้งที่ชู้รักก้าวขึ้นมาบนรถสปอร์ตของเขาก็คือถ้อยคำต่อว่าต่อขานบรรดาคนใช้และแม่ครัวชุดใหญ่ ซึ่งวันนี้ก็เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา... 

“ฉันเพิ่งมาตรัสรู้เอาตอนนี้ล่ะว่า ‘เลี้ยงเสียข้าวสุก’ ของแท้นั้นเป็นอย่างไร” หล่อนเอ็ดตะโรลั่นรถ “ทุ่มเงินจ้างคนใช้ไปตั้งมหาศาลแทบไม่ได้งานเป็นชิ้นเป็นอัน สู้หมุ่ยไจ๋คนเดียวในบ้านก็ไม่ได้” 

สแตนลีย์ตั้งหน้าขับรถต่อไปอย่างคร้านใจจะต่อปากต่อคำกับหล่อน  

“เมื่อก่อนตอนที่ยังมีหมุ่ยไจ๋เต็มบ้าน ฉันก็เคยรำคาญพวกมันเหมือนอย่างนี้” หม้ายสาวของช่งจีรำพึงรำพัน “แต่วันนี้ที่ฉันหาคนใช้รับจ้างมาทำงานแทน ฉันถึงได้รู้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญยิ่งกว่าหมุ่ยไจ๋เสียอีก คนพวกนั้นไม่เคยทำหน้าที่ตัวเองเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทุกลมหายใจของพวกมันรู้จักแต่เงินค่าตอบแทน จริงอยู่ที่หมุ่ยไจ๋ก็ไม่ได้มีกะใจจะทำงานเต็มที่ทุกคน แต่อย่างน้อยพวกมันก็ไม่เคยร่ำร้องเอาแต่เงินอย่างพวกรับจ้างนั่น ที่สำคัญกว่านั้นคือพวกมันซื่อสัตย์กับเจ้านายมากกว่าพวกคนใช้รับจ้างที่เอะอะอะไรก็โวยวายจะลาออกอยู่เรื่อย” 

“คงจะจริงอย่างที่บางคนเขาว่า ‘เงินทองซื้อความภักดีไม่ได้’ นะครับ” ชายหนุ่มแสดงความคิดเห็นพร้อมกับบังคับพวงมาลัยรถไปด้วย 

“นี่คุณกะจะซ้ำเติมฉันหรือคะ” หยิงโถวแหวอย่างหัวเสีย ใจประหวัดถึงบ่าวชราซึ่งถูกตนไล่ออกจากบ้านเมื่อหลายเดือนก่อน “ว่าไปแล้วนั่นก็เป็นความผิดพลาดครั้งมหันต์ของฉันเลยทีเดียว ที่ไม่เห็นค่าของความภักดีเสียแต่เนิ่นๆ” 

“อย่าเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมาแล้วเลยครับ” สแตนลีย์ปลอบ ก่อนจะพูดต่ออย่างเพิ่งนึกได้ “ถึงยังไงคุณก็ยังเหลือหมุ่ยไจ๋อยู่คนนึงไม่ใช่หรือ” 

“ใช่” หล่อนรับคำในคอ “คุณถามถึงมันทำไมคะ” 

“เธอทำงานให้คุณดีรึเปล่า” 

“ก็หนักเอาเบาสู้สมกับที่ถูกฝึกมาโดยอีแก่ปากเสียนั่น” หยิงโถวจุดบุหรี่สูบ “แต่อีกไม่นานมันก็คงไปจากบ้านฉันแล้ว” 

“น้ำเสียงคุณเหมือนเสียดายเธอมาก” ชายชู้ดักคอ 

“ก็เสียดายน่ะสิ ฉันซื้อมันมาก็ไม่ใช่ถูกๆเสียเมื่อไหร่” สาวใหญ่เน้นเสียง “แต่หมุ่ยไจ๋ก็คือหมุ่ยไจ๋ เฉกเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆที่มีอายุการทำงานของมัน นี่ก็ใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องปล่อยมันออกเรือนเต็มทีแล้ว” 

“คุณซื้อเด็กคนนั้นมาทั้งที ทำไมถึงต้องปล่อยเธอออกเรือนด้วย” 

“มันเป็นกฎการซื้อขายหมุ่ยไจ๋ที่ฉันไม่รู้ว่าใครเป็นคนบัญญัติ แต่คนจีนแถบมณฑลกวางตุ้งก็ยึดถือปฏิบัติมาแต่ครั้งปู่ย่าตาทวด”   

“ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด” เขาหันมาสบตาหล่อน “พูดให้ถูกก็คือผมรู้อะไรเกี่ยวกับหมุ่ยไจ๋น้อยมาก เพราะกว่าผมจะมาฮ่องกง อาชีพนี้ก็แทบสูญพันธ์ไปแล้ว ถ้าไม่ได้รู้จักคุณ ผมก็คงคิดว่านางทาสพวกนี้ไม่มีเหลือแล้วซะอีก” 

“โดยทั่วไปแล้ว หมุ่ยไจ๋จะเป็นอิสระจากนายได้ก็ต่อเมื่อออกเรือนเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะได้รับอิสรภาพ เพราะหมุ่ยไจ๋เกินกว่าครึ่งไม่ได้แต่งงาน หลายคนถูกกักให้ดักดานอยู่ในบ้านตั้งแต่เด็กจนตาย บางคนถูกขืนใจเป็นเมียน้อยเจ้านายบ้าง ที่รันทดที่สุดก็คือพวกที่ถูกเจ้านายขายต่อให้หอนางโลม...”  

คุณนายหมั่นพ่นควันบางๆออกจากปาก  

“...แต่คุณก็น่าจะพอเดาได้ว่าเจ้านายใจพระอย่างช่งจีไม่เคยทำอะไรแบบนั้นกับนางทาสของเขา ชาวบ้านแถวนั้นรู้กันทั้งบางว่าเขาหาซื้อแต่เด็กหญิงอายุประมาณเจ็ดถึงแปดขวบที่ไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัว ตีราคากับพ่อแม่เด็กหรือคนที่เอาตัวเด็กมาขายให้สมน้ำสมเนื้อกับระยะเวลาสิบปีที่ใช้งาน พอพวกมันอายุได้สิบแปดหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย เขาก็จะจ้างแม่สื่อมาหาคู่ให้พวกมัน หนำซ้ำยังจัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โตให้ นัยว่าเป็นการตกรางวัลตอบแทนที่รับใช้เขามาเป็นสิบปีน่ะแหละ” 

“ถึงจะว่ายังงั้นก็เถอะ ยังไงผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าในเมื่อคุณเป็นนาย คุณจะปล่อยหมุ่ยไจ๋เป็นอิสระหรือกักไว้จนตายก็น่าจะเป็นเรื่องของคุณ คนนอกจะถือวิสาสะเข้ามาแส่เรื่องคนในบ้านคุณได้ยังไง” สแตนลีย์ย้อนถามด้วยความงงงวย 

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่มีปัญหา แต่ไม่ใช่กับเดี๋ยวนี้ที่กฎหมายคุมเข้มเรื่องการใช้แรงงานทาส” สีหน้าของหล่อนแสดงถึงความระอาใจ “ที่แย่กว่านั้นคือนังหมุ่ยไจ๋คนนี้หน้าตาของมันงามกว่าคนก่อนๆนัก แม่สื่อแม่ชักก็พากันจ้องตาเป็นมัน แย่งกันจะหาคู่ให้มันให้ได้ ฉันขอบอกเลยว่าพวกนี้น่ะหิวเงินยิ่งกว่าพวกคนใช้รับจ้างซะอีก ที่จริงฉันอยากจะตะเพิดพวกมันไปให้พ้นๆตัวแทบตาย แต่ก็กลัวพวกมันจะแก้เผ็ดด้วยการเอาเรื่องฉันครอบครองหมุ่ยไจ๋ไปแจ้งตำรวจ เกิดมีคนไปแจ้งจริงๆล่ะก็ ฉันได้จบที่ตะรางแหงๆ ทุกวันนี้เลยได้แต่บอกปัดพวกมันไปก่อน” 

ชายหนุ่มเงียบไปนานหลายนาที ก่อนจะสรุปตามที่ตนเข้าใจ  

“ทางเดียวที่คุณจะรั้งหมุ่ยไจ๋คนนี้ไว้กับตัวได้คือคุณต้องซื้อใจเธอให้ได้ก่อน ถ้าเธอยินดีรับใช้คุณด้วยความเต็มใจซะอย่าง ใครก็พรากเธอไปจากคุณไม่ได้” 

“ที่คุณพูดมามันก็น่าคิด” หล่อนงึมงำ “ติดตรงที่จะทำยังไงนี่น่ะสิ” 

“คุณลืมความเป็นเจ้าบทบาทของตัวเองแล้วหรือไร” คำพูดเคล้าเสียงหัวเราะของเขาเป็นไปในทางเยินยอ “ทีผู้มากอิทธิพลที่ฉลาดเฉลียวอย่างช่งจี คุณยังปั่นหัวเขามาได้เป็นสิบๆปี จะตบตาเด็กซื่อๆคนหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร” 

ดวงตาขุ่นมัวของหยิงโถวเบิกกว้างประหนึ่งดวงตาเห็นธรรม  

“จริงสิ” สตรีวัยแตะหลักสี่ลูบคางอย่างใช้ความคิด “ฉันคงต้องไปคิดหาวิธีเพิ่มอีกสักหน่อย ยังไงก็ขอบคุณสำหรับข้อเสนอนี้นะคะ” 

“ยินดีเช่นเคยครับ” ชู้รักที่อ่อนวัยกว่าเล็กน้อยยิ้มละไม “อ้อ แล้วถ้าเบื่อเมื่อไหร่จะส่งมอบหมุ่ยไจ๋คนนี้ให้ผมต่อก็ได้นะ” สแตนลีย์เว้นระยะให้อีกฝ่ายใจหายเล่น แล้วค่อยพูดต่อว่า “พอดีที่ทำงานผมต้องการคนทำความสะอาดเพิ่มน่ะ” 

 

กวาน เหล่ฟั้น ซึ่งกำลังขัดถูขั้นบันไดมือเป็นระวิง เงยหน้าขึ้นมองหาเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงมาอย่างตกอกตกใจ

“อาฝุน เอ๊ย อาฟั้น” คนรับใช้ผู้ชายชาวฮากกาที่เดินลงมาเผลอหลุดเรียกชื่อเด็กสาวด้วยสำเนียงดั้งเดิมของตน “อยู่ที่นี่เอง ตามหาอยู่ตั้งนาน” 

“พี่มีธุระอะไรกับหนูรึคะ”  

“คุณนายเรียกให้ไปหาบนห้องน่ะ” 

“หนูยังเช็ดบันไดไม่เสร็จเลย” เธอพูดพลางบิดน้ำจากผ้าในมือ 

“ไม่รู้เหมือนกัน แกบอกแต่ว่าให้รีบไป” คนนำสารสำทับด้วยเสียงเหน่อๆ “รีบไปเถอะ เห็นว่ามีเรื่องอยากคุยเป็นการส่วนตัว” 

 

ครั้นเปิดประตูเข้าไป ภาพที่ประจันสายตาสาวแรกรุ่นก็คือคุณนายในชุดกี่เพ้าประยุกต์ที่ผ่าชายกระโปรงสั้นจู๋ แลดูชะเวิกชะวาก กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งตัวเก่ง ภริยาหม้ายของอดีตนักการเมืองหันมาส่งยิ้มน้อยๆ ก่อนกวักมือเรียกให้ไปหา

“มานี่ซิ อาฟั้น มาช่วยทาเล็บให้ฉันหน่อย”  

น้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งออดอ้อนของคุณนายสร้างความประหลาดใจแก่เด็กสาวอย่างมหาศาลเกินกว่าจะอธิบาย เหล่ฟั้นได้ยินแล้วก็ต้องเบ้ปากอย่างไม่เชื่อหูตัวเองว่าวันหนึ่งคุณนายจะพูดกับตนด้วยน้ำเสียงแบบนี้ 

“มัวรออะไรอยู่ มาเร็วซิ” หยิงโถวสำทับเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังลังเล 

“เจ้าค่ะ คุณนาย” เด็กสาวรับปากด้วยน้ำลายที่หนืดคอ ก่อนออกเดินช้าๆไปหยุดยืนที่ข้างโต๊ะ เธอแบมือไปรับขวดและแปรงทาเล็บที่คุณนายบรรจงส่งให้ด้วยกิริยาที่สุภาพนอบน้อมเหมือนเช่นที่ปฏิบัติมาจนเคยตัว 

เจ้าของห้องหุบยิ้มกรุ้มกริ่มของตนทันทีที่สังเกตเห็นเนื้อที่หนั่นหนาจนโป่งนูนอยู่ในร่มผ้าสีมอๆของสาวใช้อย่างถนัดตา “โตเป็นสาวแล้วนะ...” สาวใหญ่กรีดยิ้มกว้างกว่าเดิม “...วันเวลาช่างผ่านไปไวเหลือเกิน นึกถึงแกทีไร ฉันก็ต้องนึกถึงวันที่รับแกมาอยู่นี่ใหม่ๆ แกยังเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ไม่รู้จักความหมายของคำว่า ‘หมุ่ยไจ๋’ เอาแต่ร้องไห้กระจองอแงบอกว่าไม่ชอบบ้านนี้อยู่เป็นประจำ” 

“เจ้าค่ะ” เหล่ฟั้นรับคำอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไรไปมากกว่านี้  

คุณนายเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แกยังจำเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างเมื่อห้าหกปีก่อนได้มั้ย ที่แกทำน้ำซุปหกรดหน้าฉันจนเป็นแผลพุพองอยู่ตั้งแรมเดือน ช่วงนั้นฉันกะบึงกะบอนใส่แกตลอด ลำบากแกต้องมาพินอบพิเทาไถ่โทษจากฉัน”  

“จำได้เจ้าค่ะ” เด็กสาวเดาใจหล่อนไม่ถูก “คุณนายมีอะไรหรือเจ้าคะ” 

“ฉันประทับใจในความขยันหมั่นเพียรของแกเหลือเกิน แกเป็นหมุ่ยไจ๋ที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จัก แถมยังมีอายุใกล้เคียงกับลูกชายของฉัน จะว่าไปแล้วฉันก็รักแกเหมือนกับลูกสาวคนหนึ่งนั่นล่ะ” 

เหล่ฟั้นนิ่ง กรามขบกันเป็นสันนูน มือที่กุมก้านแปรงทาเล็บสั่นเทาจนไม่อาจควบคุมได้ ต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่หลายอึดใจกว่าจะข่มกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาได้อยู่หมัด...เธอซักถามตัวเองในใจว่าคุณนายกำลังเล่นไม้ไหนกับเธออยู่ คำถามอีกสารพัดข้อกรูกันออกมาราวจะแย่งชิงคำตอบ ซึ่งเธอไม่อาจตอบได้แม้แต่ข้อเดียว 

“นี่คือเรื่องที่คุณนายต้องการจะพูดกับหนูจริงหรือเจ้าคะ” หมุ่ยไจ๋ดรุณวัยหลุดคำถามหนึ่งออกมาอย่างแผ่วเบา 

“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่อารัมภบทเท่านั้น” หญิงผู้เป็นนายหัวเราะคิก “ที่จริงเรื่องที่ฉันจะพูดกับแกไม่ใช่เรื่องในอดีตหรือในปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องในอนาคตของตัวแกเอง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อบ้านหลังนี้ด้วย” 

“หนูขอถามได้มั้ยเจ้าคะว่าเป็นเรื่องอะไร” สีหน้าเธอฉายแววตื่นกลัว 

“ได้ซิ” สาวใหญ่อนุญาตด้วยแววตาที่วาวโรจน์ “แต่งงานยังไงล่ะ ฉันกำลังมองหาสามีในอนาคตให้แกอยู่ เพื่อที่แกจะได้รับอิสรภาพที่รอคอยสักที”     

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น