Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 14 คน ๆ นั้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 คน ๆ นั้น

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2562 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 คน ๆ นั้น
แบบอักษร

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 14 คน ๆ นั้น 

 

 

ล่วงเลยมาถึงวันศุกร์ งานโอเพนเฮาส์ของคณะก็ผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนี้แปดโมงสี่สิบห้าผมกำลังนั่งรอเริ่มเรียนเหมือนทุกที กลุ่มผมยังไม่มีใครมาถึง ส่วนแก๊งสามสาวนั้นมีเพียงเกดที่นั่งอยู่เพียงลำพัง 

 

ผมไม่ได้เจอคุณคีนมาสองวันแล้ว นับตั้งแต่เหตุการณ์คืนนั้น คงอยากรู้กันใช่ไหมล่ะว่าคืนวันพุธเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง หลังจากที่ผมทวนความจำคุณคีนว่าการขอโทษที่ถูกต้องควรทำอย่างไร

 

“คืนนี้...” คุณคีนเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนในขณะที่ยังกอดผมเอาไว้ ผมได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นเป็นจังหวะมั่นคง

“คืนนี้ผมอยากกลับไปนอนที่ห้องได้ไหมครับ คือ..ไม่ได้กลับไปนอนสองวันแล้ว ผมคิดถึงห้อง” เสียงทุ้มนุ่มชวนฝันหัวเราะเบา ๆ ในลำคอแล้วถามผมกลับ

“รู้หรือว่าจะพูดอะไร” 

“ไม่รู้ครับ” พอผมพูดจบก็ถูกเขาดีดหน้าผาก ไม่รู้ว่าเขาซัดผมเต็มแรงหรือยั้งมือ รู้แต่ว่าโคตรเจ็บ เจ็บสุด ๆ ไปเลย ผมลูบหน้าผากป้อย ๆ หวังให้บรรเทาความเจ็บลงไปบ้าง “เจ็บนะครับ” 

“อยากให้เจ็บ แทรกผู้ใหญ่พูดได้ยังไง” 

“ก็ผมคิดว่า” 

“ว่าอะไร” 

“ก็คิดว่าคุณจะ..เอ่อ..” ผมอายปากเกินกว่าพูดไปว่ากลัวเขาจะบอกว่าคืนนี้ให้ไปนอนกับเขาที่คอนโดน่ะสิ! 

“เอาละ สีหน้าคุณมันปิดไม่มิด ผมต้องการจะบอกคุณว่าคืนนี้กลับไปแล้วรีบเข้านอนนะครับ” 

“อ่า เหรอครับ” 

“คราวหน้าฟังให้จบก่อนนะครับ” 

“ครับ” ผมก้มหน้างุดเพราะถูกดุ

“อาบน้ำสระผมด้วย สระเสร็จก็อย่าปล่อยให้หัวเปียก รีบเป่าให้แห้ง เดี๋ยวไข้จะกลับ” 

“สระพรุ่งนี้ได้ไหม” ผมต่อรอง ทำไมต้องคืนนี้ เริ่มง่วงแล้วด้วย

“ได้อยู่แล้วครับ แต่ถ้าสระคืนนี้จะดีกว่า” 

“ทำไมครับ” 

“คุณหัวเหม็นแล้วรู้ตัวไหม” 

“เอ๊ะ จริงเหรอครับ” ผมรีบดันหัวตัวเองออกมาให้พ้นจากตัวคุณคีน

“ไม่จริง” 

“อ้าว..” 

“เหม็นนิดหน่อยครับ แต่ทนได้” 

“...” ผมยิ้มเจื่อนให้เขา สารภาพว่าไม่ได้สระผมมาสองวันแล้วนับตั้งแต่ป่วย ถ้าไม่เหม็นสิคงแปลกประหลาด

“ถึงห้องคุณแล้ว ขึ้นห้องดี ๆ นะครับ” รถมาถึงห้องพักผมตอนไหนไม่รู้แต่นั่นแหละรู้อีกทีก็ตอนที่คุณคีนบอก ผมลาเขาและลงจากรถไปอย่างเงียบ ๆ 

 

 

 

และนั่นคือบทสนทนาสั้น ๆ ง่าย ๆ เขาเงียบหายไปไม่มีแม้แต่โทรศัพท์หรืออีเมล ที่ผมมานั่งคิดถึงเขาตอนนี้ ไม่ได้คิดถึงในตัวตนเขา แต่ผมกำลังกังวลเรื่องที่บ้าน อีกสองวันจะถึงกำหนดที่แม่ผมเอ่ยปากลั่นวาจาเอาไว้ 

สมาชิกแก๊งทยอยมากันจนครบเหลือเวลาอีกสิบนาทีจึงจะเริ่มเรียน สาวผมแดงนามว่าเปิ้ลหย่อนก้นนั่งปุ๊บก็หันมาทางกลุ่มพวกผม

“พวกแก..” 

“ว่าไงเปิ้ล” เอกหยุดเล่นโทรศัพท์แล้วถามกลับ

“เรื่องที่บอกจะไปช่วยเราขนของอะ” 

“เออ..ทำไม จำได้” คราวนี้โจตอบแทน

“วันอาทิตย์นะได้ไหม” 

“กี่โมง” 

“ทุ่มหนึ่ง” 

“ได้ แต่เราไม่รู้หอเปิ้ลอยู่ไหน” โจถามต่อ

“มาเจอที่หน้าคณะ เดี๋ยวไปพร้อมกับเรา” เกดช่วยแก้ไขปัญหานี้

“ตกลง เดี๋ยวเราเอารถกระบะที่บ้านไป” โจรับคำ

“ส่วนเรากับภพจะขี่มอ’ ไซค์ไปรอแถวหน้าหอเปิ้ลแล้วกัน” เอกบอกในส่วนของตัวเองและภพ 

“เราไปด้วย” ทุกคนอาจจะลืมผมไป แต่ผมอยากเสนอหน้าไปช่วย

“หายป่วยดีแล้วหรือไง” โจหันมาถาม

“หายแล้ว สบายใจได้” 

“แล้วไม่ต้องไปทำงานพิเศษหรือไง ร้านกาแฟน่ะ” โจยังไม่จบมันไล่ผมต่อ

“เลิกงานพอดี สบายมาก” 

“เออ งั้นมารอที่หน้าคณะหรือจะให้ไปรับที่ร้าน” 

“ไม่ต้อง ๆ เดี๋ยวมารอที่หน้าคณะ” 

“อืม” โจพยักหน้าแต่หน้าตามันไม่เห็นด้วยหรอก

“งั้นตกลงตามนี้นะ สักหกโมงครึ่ง เรา โจและเปลมาเจอกันที่หน้าคณะ คงไปถึงหอเปิ้ล ราว ๆ ทุ่มหนึ่งพอดี ส่วนข้าวขี่มอ’ ไซค์ไปเอง ภพกับเอกไปรอหน้าหอเปิ้ล” เกดสรุปให้ทุกคนฟัง

 

ทุกคนพยักหน้าเข้าใจโดยพร้อมเพรียงกัน อันที่จริงมันเป็นการขนของย้ายหอที่ธรรมดามาก แต่ที่ไม่ธรรมดาคือมันเป็นการย้ายเพื่อหนีปลิงดูดเลือด แถมยังเป็นตัวร้ายที่ทำร้ายร่างกายผู้หญิงด้วย ต่อให้เปิ้ลไม่ใช่ผู้หญิงก็ไม่ควร ผมเองก็ไม่ชอบการทำร้ายร่างกายกันอยู่ดีไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม

 

เราเป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่ใช่นักเลงอันธพาล

 

หลังจากตกลงกันเสร็จอาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้องเรียนตรงเวลา ทั้งเจ็ดชีวิตเลยไม่ได้พูดคุยตกลงอะไรกันต่อ นอกจากการสร้างกลุ่มลับ ๆ ในแอปพลิเคชันสีเขียวขึ้นมา 

 

 

MISSION…Help me please!  

 

 

ชื่อกลุ่มที่ถูกตั้งขึ้นมาจากสามสาวไม่คนใดก็คนหนึ่งถูกส่งต่อ ๆ กันมา ผมแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้ากลุ่มระหว่างพักเบรก

 

 

 

 

“ไอ้เปล” โจเรียกผมเสียงขรึมเลยทีเดียว ผมไปทำอะไรให้มันอีกแล้ว

“หืม? อะไร” 

“โทรศัพท์นั่น” โอย แย่แล้วผมลืมนึกถึงไอ้ตาเหยี่ยว โจจอมสังเกตไปได้ยังไง

“อ้อ..ทำไมเหรอ” ผมถามกลับด้วยเสียงพาซื่อและดวงตาบ๊องแบ๊วสุด

“อย่ามาทำหน้าตาชวนอ้วกใส่กู” 

“ก็หน้าตาปกติของกูปะ” ผมแถ เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่หน้าตาปกติ โจชูนิ้วชี้ขึ้นมาทำท่าว่าระวังตัวไว้นะ ทำไมผมต้องระวังตัวจากมันด้วย

“ได้มายังไง” 

“ซื้อมา” 

“อย่ากวนกูไอ้เปล นี่..กูไม่ได้ดูถูกมึงนะ แต่คนอย่างมึงไม่มีทางซื้อโทรศัพท์ใหม่แน่นอน เมื่อสัปดาห์ก่อนยังบอกกูปาว ๆ ว่าจะเอาเครื่องที่เสียไปซ่อมอยู่เลย” 

“มันซ่อมไม่ได้ แบบว่าพังแล้วพังเลย” ผมตอบ ยังเดินหน้าแถต่อไป

“มึงนี่น้า โกหกไม่เก่งแล้วยังริจะโกหกต่ออีก” โจผลักหัวผมเบา ๆ “คนเมื่อวันนั้นใช่ปะ” โจมันคงเบื่อถามผมแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา มันเลยยิงคำถามตรงประเด็น

“ไม่ใช่” 

“ใคร นี่มึงรับงานอีกเหรอ” โจมันล็อกคอผมเข้าไป จนผมเกือบจะหายใจไม่ออก

“เปล่าเว้ย” ผมรีบตอบแล้วพยายามขืนตัวออกมาจากมันให้มากที่สุด ผมยังไม่อยากตายตอนนี้

“อ้าว นอกจากคนที่กูเจอแล้วยังมีใครอีก” 

“กูพูดอะไรเกี่ยวกับนายจ้างกูไม่ได้มาก แต่คนนั้น..คนที่มึงเจอที่ห้องกู เขาเป็นคนสนิทของคนที่กูไปทำงานด้วย เก็ตไหม” 

“ห๊ะ! ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมเขาต้องทำเหมือนเป็นคนจ้างมึงเองวะ” 

“เขาแกล้งมึง รู้ไว้ซะไอ้โจ” เป็นทีของผมบ้างที่ได้เห็นคนอื่นถูกแกล้งบ้างนอกจากผม

“แกล้งกู?” โจทำหน้างงปนเหลอหลา ตลกดีเหมือนกัน นาน ๆ ถึงจะได้เห็นหน้าแบบนี้ของมัน

“ถูกต้อง มึงถูกแกล้ง” ผมหัวเราะ ระวังไม่ให้เสียงดังมาก เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าผมบ้า

“ช่างมัน ถ้าไม่ใช่คนที่กูเจอแล้วมึงได้โทรศัพท์มายังไง หรือจากนายจ้างเก่ามึง?” 

“อืม จากนายจ้างเก่ากูเอง” 

“ไปรับของเขามาทำไม กูบอกมึงแล้วไม่ใช่เหรอติดขัดเรื่องเงินก็ให้มาบอกกู” 

“กูคืนแล้วต่างหาก แต่มันไม่ได้คืนง่าย ๆ” 

“ทำไม มันยากตรงไหน เอามาให้กู เดี๋ยวกูเอาไปคืนให้เอง” 

“มึงรู้เหรอว่าเขาเป็นใคร” ผมถอนหายใจ “โจ..กูจะบอกอะไรให้ฟังนะ มึงก็รู้ว่ากูเป็นยังไง ถ้ากูคืนได้ กูทำไปแล้ว ไม่ต้องให้มาถึงมือมึงหรอก” 

“เป็นแบบนนี้แล้วเมื่อไหร่มึงกับเขาจะเลิกติดต่อกันได้วะ” 

“ไม่รู้สิ แต่คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอก” 

“ทำไม” โจหน้าหงิก มันไม่พอใจผมขั้นสุด ผมเข้าใจมันนะคืองานที่ผมทำไม่ใช่งานที่ดี ที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป แล้วยังต้องติดต่อกับนายจ้างเก่าอีก มันคงไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

“กูขอโทษนะโจ แต่กูบอกมึงไม่ได้จริง ๆ” ผมบอกมันด้วยความไม่สบายใจ ยังไงก็รู้ว่าโจมันหวังดีกับผมอย่างแท้จริง

“มีเรื่องอะไรที่ต้องปิดบังกู” 

“กูบอกไม่ได้ แต่มึงจงรู้ไว้ว่า เขาไม่ได้คิดร้ายกับกูเลย” 

“เออ ๆ ก็ได้ กูจะไม่เซ้าซี้ถามมึงให้มากความอีก แต่มึงก็จงรู้ไว้ว่ากูยังอยู่ตรงนี้ เป็นห่วงมึงเสมอและพร้อมช่วยมึงตลอด” 

“ขอบใจนะ” 

“อืม เพื่อนกันไม่เป็นไร” 

โจคงเข้าใจ ผมโล่งอกที่โจยอมเลิกราไม่ถามต่ออีก มันคงรู้ว่าผมลำบากใจ เพราะถ้าพูดได้ผมคงพูดให้มันฟังไปแล้ว 

 

 

 

“สวัสดีครับพี่ปุยฝ้าย พี่พงศ์ น้องหนู ผมมาแล้ว” ผมผลักประตูร้านเข้าไปเห็นว่าไม่มีลูกค้าก็ทักทายสามรายชื่อที่ผมไม่เจอร่วมสัปดาห์

“มาแล้วเหรอเปล โอ๊ย พี่ดีใจมาก” พี่ปุยฝ้ายทำหน้าตาดีใจสุด ๆ ที่เห็นผม 

“ทำไมครับ ลูกค้าเยอะเหรอ” 

“ใช่จ้ะ น้องหนูร่ำ ๆ จะลาออกแล้ว” พี่ปุยฝ้ายบุ้ยหน้าไปทางน้องเล็กสุดของร้าน

“คนเยอะจริง ๆ นี่นา พี่ปุยฝ้ายละก็ใส่ร้ายหนู” น้องหนูโอดนิดหน่อย แต่ไม่ได้พูดจริงจังนัก ผมจึงขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือก็คือสวมผ้ากันเปื้อนประจำร้านทับเท่านั้น

“แล้วเปลเป็นไงบ้าง นี่มาทำงานหายป่วยแล้วเหรอ ลาต่อได้นะ” พอผมกลับออกมาจากห้องสต๊าฟอีกครั้ง พี่ปุยฝ้ายจึงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“หายดีแล้วครับ ขอบคุณครับพี่ปุยฝ้าย” 

“จ้ะ ถ้าหายดีก็ดีแล้ว งั้นไปเริ่มเลย นู่น..โต๊ะสองจ้ะ ไปเก็บโต๊ะ” 

“คร้าบ” ผมรับคำแล้วรีบไปทำหน้าที่พนักงานอย่างตั้งใจทันที 

 

งานพิเศษไม่มีอะไรมาก นอกจากพี่พงศ์สอนผมทำเครื่องดื่มเมนูอื่นเพิ่ม จากนี้ไปผมก็น่าจะทำเอง ช่วยแบ่งเบาพี่พงศ์ได้เกือบหมดแล้วละ ระหว่างทางกลับจากร้านไปห้องพักผม โทรศัพท์ที่เคยเงียบอยู่เป็นนิจก็สั่นขึ้น ผมดีใจ ตาเป็นประกายขึ้นเมื่อคิดว่าคนที่คิดถึงน่าจะโทรมาหา

 

ทว่าหัวใจผมห่อเหี่ยวฟิบลงเมื่อพบว่าไม่ใช่เขา กลับเป็นอีกคนที่ผมไม่อยากจะรับเลยแต่ผมก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“ว่าไงแม่” 

“เปล เปลลูก” น้ำเสียงร้อนรนถูกส่งผ่านมาตามสาย “เปลต้องช่วยแม่นะ” คำพูดจาหวานหูที่จะมอบให้ผมเมื่อต้องการความช่วยเหลือ

“มีอะไรครับแม่” 

“เกิดเรื่องใหญ่กับพ่อแกแล้ว แกต้องช่วยพ่อแกนะ” 

“พ่อ? พ่อเป็นอะไร เกิดอะไร” 

“พ่อแกถูกตำรวจจับตอนนี้อยู่โรงพัก ถ้าไม่มีเงินไปจ่ายค่าปรับ พวกตำรวจมันจะเอาพ่อแกไปนอนในคุกแล้ว..แล้ว มันพูดอะไรอีกนะ” แม่ละล่ำละลักพูดก่อนจะหยุดเงียบไปเพื่อคิด

“อะไรต่ออะแม่” ผมร้อนใจเมื่อได้ฟัง

“อ้อ..เออนึกออกแล้ว พวกตำรวจมันยังบอกอีกว่าถ้าไม่มีเงินมาจ่ายค่าปรับจะส่งเรื่องไปทางศาล แกต้องช่วยพ่อแกนะ” 

“จริงเหรอ แม่ฟังผิดหรือเปล่า” 

“จะผิดได้ยังไง ก็เพิ่งฟังมาตะกี้ เนี่ยแม่ยังอยู่หน้าโรงพักอยู่เลย” 

“ต้องจ่ายค่าปรับเท่าไหร่” ผมกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ

“ห้า..ห้าพัน ใช่ ๆ ห้าพัน” 

“ค่าปรับไม่น่ามากขนาดนั้น ถ้าแม่บอกว่าห้าร้อยผมยังพอจะเชื่อมากกว่า” 

“ห้าร้อยไม่มีทางหรอก แม่รู้ว่าแกเหนื่อยเลยขอต่อเขามาเหลือสองพัน” 

“หืม?” จ่ายค่าปรับไม่ได้ซื้อของขายของจะมาขอลดขอต่อได้ด้วยเหรอ ผมขมวดคิ้ว

“แกจะไม่เชื่อก็ได้นะ แต่ถ้าแกไม่ส่งเงินมาพ่อแกก็อาจจะต้องขึ้นศาล แล้วปิงจะสงสัยว่าพ่อหายไปไหน แกคงไม่อยากให้น้องรู้ใช่ไหมว่าพ่อแกไปทำอะไรมา” 

“ครับ ๆ สองพันนะแม่ เดี๋ยวผมโอนให้” 

“โอนมาเลยนะ พรุ่งนี้เช้าแม่จะไปจ่ายค่าปรับให้พ่อแก ส่วนคืนนี้พ่อแกคงต้องนอนในห้องขังไปก่อน ไม่รู้เวรกรรมอะไรของพ่อแกนักหนา” 

“เวรกรรมคนเล่นการพนันไงครับแม่” ผมไม่อยากจะพูดแต่ก็พูดออกไปแล้ว ถ้าพ่อไม่เล่นพนัน ใครเขาจะมาจับพ่อเข้าคุกเข้าตะรางกัน

“ไอ้เปล แกนี่มันบาปหนักว่าพ่อว่าแม่” 

“ครับ ผมมันคนบาปหนาอย่างที่แม่ว่าเลยต้องตามใช้หนี้กรรมไม่หมด” ผมก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

“อ๋อ..นี่ทวงบุญคุณหรือไง ถ้ามันลำบากมากนัก ไม่ต้องโอนมาก็ได้กับเงินแค่นี้ ไอ้ปิงมันหาให้ได้มากกว่าที่แกจะโอนมาให้เสียอีก” 

“แม่จะเอาปิงไปทำอะไร” ผมชะงัก ความหงุดหงิดอันตรธานหายไป มีความกังวลเข้ามาแทนที่

“ทำอะไรก็ได้ที่ได้เงินเยอะ ๆ แล้วไม่ต้องมาบากหน้าขอเงินคนอย่างแกอีก” แม่กระชากเสียงใส่ แล้วอ้างชื่อปิงมาแบบนี้ผมจะทำอะไรได้อีกเล่า

“ใจเย็นก่อนนะแม่ เดี๋ยวผมโอนเงินไปให้ตอนนี้เลย สามพันนะครับ” ผมไม่ได้มีเงินเหลือเยอะขนาดนั้นหรอก แต่ก็เพิ่มเงินให้แม่ไปหวังว่าเขาจะคลายความโมโหลงบ้าง

“เออ พอพูดได้หน่อย โอนมาเร็ว ๆ ด้วยละ” 

 

แม่ตัดสายไปทันทีที่พูดจบ เธอทิ้งผมไว้กับคำพูดบ้า ๆ นั่นพร้อมกับมือที่สั่นเทาตอนกดโอนเงินไปให้แม่ หลังจากโอนเงินตามความต้องการของแม่แล้วผมก็กลับมาถึงห้องโดยไม่แวะซื้ออะไรขึ้นมาเลยสักอย่าง ไม่ใช่เพราะไม่หิว แต่ผมกินไม่ลงต่างหาก

 

ผมเริ่มเป็นห่วงอนาคตน้องชายผม ไม่รู้ว่าคุณคีนทำอะไรอยู่แล้วที่เขารับปากไปเรื่องปิง เขายังจำได้อยู่ไหมแล้วจะช่วยปิงได้หรือเปล่า ใจผมพะว้าพะวังเป็นห่วงไปหมด

 

ผมเดินเป็นหนูติดจั่นอยู่ภายในห้อง มือยังกำโทรศัพท์ไว้แน่น ลังเลว่าควรจะทำอย่างไรดี จะโทรหาเขาดีหรือไม่ แต่ถ้าไม่โทรผมคงจะอยู่ไม่เป็นสุข แล้วคุณคีนทำอะไรอยู่ สะดวกรับโทรศัพท์ไหม ถ้าผมโทรไปตอนนี้จะรบกวนเขาหรือเปล่า

 

 

เอาไงดี 

เอาไงดี 

เอาไงดี 

 

 

“สวัสดีครับ เคนพูดครับ” รู้ตัวอีกทีผมก็เลี่ยงบาลีโทรหาคุณเคนไปเสียแล้ว

“คุณเคนครับ ผมเอง เปลเองครับ” 

“หืม? น้องเปล? โทรหาผิดคนหรือเปล่า” คุณเคนเริ่มต้นก็แหย่ผมเลย

“ไม่ผิดครับ ผมตั้งใจโทรหาคุณเคน” 

“โทรหาผม แปลว่าไม่อยากคุยกับอีกคนใช่ไหม งั้นผมไม่ให้คุยนะ” 

“คุณเคนช่วยหยุดแกล้งผมก่อนได้ไหม” ผมพูดอย่างอ่อนใจ “คือผมมีเรื่องกังวลนิดหน่อยครับ ผมไม่กล้าโทรหาคุณคีน ไม่รู้ว่าเขากำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า ผมเกรงใจ” 

“อืม ก็เลยโทรหาเคนงั้นหรือ” 

เสียงคุณเคนเปลี่ยนไป เอ๊ะ เสียงทุ้มนุ่มชวนฝัน เสียงนี้..

“คุณคีน!” 

“ครับ ผมไม่เห็นจำได้ว่าเคยบอกให้คุณโทรหาเคนก่อนผม” 

“ขอโทษครับ” 

“ผมเคยบอกไว้ว่ายังไง แค่สองวันลืมแล้วหรือครับ” 

“ขอโทษครับ” ผมย้ำคำเดิมอีก คุณคีนจะเหยียบผมจมดินเลยก็ได้นะ “คุณบอกว่าให้โทรหาคุณก่อน ถ้าโทรไม่ติดค่อยโทรหาคุณเคน” 

“ถูกต้องครับ กลับไปถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่ ผมจะทำโทษคุณ” 

“คุณไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ หรือครับ” ผมสะดุดหูประโยคแรก ส่วนประโยคหลังนั้นตัดทิ้งไปเถอะครับ

“ครับ ผมมาทำธุระเรื่องบ้านคุณ ลืมอีกหรือเปล่า” 

“เปล่าครับ ผมไม่คิดว่าคุณจะลืมแต่กลัวคุณจะงานยุ่งจนไม่มีเวลา” ผมบอกเขาเสียงสั่นเล็กน้อย

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น” 

“คุณหายไป คือผมไม่รู้ว่าคุณทำอะไรอยู่ จะโทรหาคุณตรง ๆ ก็กลัวจะรบกวนคุณอีก” 

“ผมบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่างเกรงใจ” 

“ครับ” 

“เอาละ ๆ ตอนนี้ผมอยู่ในงานเลี้ยง มีอะไรหรือครับหรือเกิดเรื่องอะไรกับที่บ้านคุณหรือเปล่า” คุณคีนพูดอย่างกับมานั่งฟังผมคุยโทรศัพท์กับแม่ นี่เขามีญาณทิพย์รู้ปัญหาผมด้วยหรือไง

“คือผมอยากจะถามคุณเรื่องน้องชายผมครับ พอดีแม่โทรหาผมบอกว่าพ่อถูกจับ ตอนนี้ฝากขังอยู่ที่โรงพัก” ผมเล่าให้คุณคีนฟัง ไม่รู้ว่าหูเพี้ยนหรือเปล่า เหมือนผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะอย่างแผ่วเบา แล้วเสียงหัวเราะนั่นก็ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่เขาเคยใช้กับผม

“หรือครับ เขาอยากให้คุณทำอะไร” 

“แม่บอกให้ผมโอนเงินให้เขา แต่ผมโอเคครับ ผมโอนเงินให้แม่ไปแล้ว” 

“แล้วที่คุณโทรหาผมก็คือ?” 

“เรื่องปิงครับ แม่เอาปิงมาขู่ ผมเลยอดเป็นห่วงน้องไม่ได้” 

“ไม่ต้องกังวลเรื่องน้องนะครับ ผมรับปากคุณแล้วว่าจะจัดการให้ ผมก็จะจัดการให้” 

“ขอบคุณครับ ผมขอบคุณจริง ๆ” ผมอยากจะหาคำอื่นมาพูดแทนคำว่าขอบคุณ แต่ไม่รู้จะหาคำพูดไหนที่จะมาแทนได้ดีกว่าคำนี้อีกแล้ว

“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีช่วย” 

“ขอบคุณครับคุณคีน ถ้างั้นผมไม่รบกวนคุณแล้ว ผมวางสายนะ” ผมบอกเขาด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความตื้นตันและโล่งใจ

“เปลครับ อย่าเพิ่งวาง” ผมคงจะกดวางสายไปแล้วถ้าไม่ได้ยินคุณคีนเรียกชื่อผมกลับมาก่อน

“ครับ?” 

“มีเงินใช้หรือเปล่า” 

“ครับ? เอ่อ..เงิน..มีครับ” เขานึกยังไงถึงมาถามผมเรื่องเงิน

“งานก็ไม่ได้ไปทำมาหนึ่งสัปดาห์แล้วไม่ใช่เหรอครับ และเพิ่งโอนเงินให้แม่อีก เงินพอใช้หรือ” 

“ก็..ยังพอมีครับ จะสิ้นเดือนแล้ว เดี๋ยวเงินก็ออกครับ” 

“ไม่ตอบตรง ๆ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมคงต้องไปแล้ว แค่นี้ก่อนนะครับ” 

“ครับ สวัสดีครับ” 

 

ผมวางสายคุณคีนไปอย่างงง ๆ เขาโกรธผมหรือไม่ แต่คิดว่าไม่ได้โกรธหรอกมั้ง ผมคิดวนไปวนมาจนกระทั่งโทรศัพท์สั่นขึ้นมาสองครั้ง บ่งบอกว่ามีข้อความเข้ามา มันเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากธนาคารที่ผมได้เปิดบัญชีไว้ เงินจำนวนหนึ่งถูกโอนเข้ามา ผมขอไม่บอกแล้วกันนะว่าจำนวนเท่าไหร่ ตอนนี้ผมขมวดคิ้ว เงินจากใคร? ใครโอนเงินมาให้ผมผิดหรือเปล่า

 

ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อ โทรศัพท์ผมก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้สั่นเพราะข้อความแต่มันสั่นเพราะมีคนโทรเข้ามา และมันเป็นชื่อของคนที่ผมกดโทรออกไปหาเขาก่อนหน้านี้

 

“สวัสดีครับคุณเคน” 

“ครับน้องเปล พี่เคนเอง” 

“พี่เคน?” ผมแปลกใจเล็กน้อยที่เขาแทนตัวเองว่าพี่

“ครับ พี่เคนเอง หรือว่าคุยกับคนก่อนหน้าจนลืมพี่เคนไปแล้ว” 

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ คุณเคนเรียกตัวเองว่าพี่ ผมแค่ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่” 

“งั้นจากนี้ก็ปรับตัวให้คุ้นนะครับ” 

“ครับ แล้วคุณเคนมีธุระอะไรกับผมเหรอ” 

“น่าน้อยใจเมื่อสักครู่นี้ยังใช้โทรศัพท์พี่เป็นทางผ่านอยู่หยก ๆ” 

“เอ่อ..” พอเขาพูดแบบนี้ผมเริ่มไปต่อไม่ถูก

“โอเค ไม่แกล้งแล้ว เข้าเรื่องดีกว่า ได้รับข้อความแจ้งโอนเงินให้แล้วใช่ไหมครับ” 

“ครับ จากคุณเคนเหรอ” 

“ผมเป็นคนโอนให้น้องเปล แต่ไม่ใช่เงินจากผมหรอกครับ” 

“ยังไงครับ” ผมชักสับสน

“พอดีคนที่น้องเปลคุยด้วยน่ะ เขาไม่ว่างเลยฝากให้พี่โอนเงินแทน” 

“คุณคีนโอนมาเหรอครับ แต่ผมไม่ได้ขอเงินจากเขานะครับ” ผมรีบท้วง ไม่รู้ว่าผม คุณคีน หรือคุณเคนที่กำลังเข้าใจผิด ผมเหลือเงินใช้ไม่มากก็จริง แต่ถ้าประหยัดก็ยังพออยู่ได้ ผมจึงบอกคุณคีนไปแบบนั้นตอนที่เขาถามเรื่องเงิน

“เรื่องนี้น้องเปลคงต้องไปตกลงกับคนนั้นเอาเอง” 

“เขาโอนให้ผมทำไมครับ คุณเคนรู้ไหม” 

“ไม่รู้เหมือนกันครับ” 

“อ้าว เขาบอกคุณเคนว่ายังไงครับ คุณเคนฟังผิดหรือเปล่า” 

“น้องเปลไม่ใส่ร้ายพี่เคนแบบนี้สิครับ พี่เคนคิดว่าฟังไม่ผิดนะเพราะคนนั้นบอกพี่เคนว่า ‘เคน โอนเงินให้น้องหน่อย’ ” 

“น้องที่ไหนครับ อาจไม่ใช่ผมก็ได้” ผมฟังแล้วเจ็บจี๊ดในอก ใจมันปวดเบา ๆ 

“พูดแล้วเหมือนเผาเจ้านาย น้องเปลรู้ใช่ไหมครับว่าคนนั้นมีน้องชายอยู่หนึ่งคน” 

“ครับ” ผมรับคำแล้วสงสัย น้องชายคุณคีนเกี่ยวอะไรกับน้องคนนั้น

“ขนาดน้องชายแท้ ๆ เขายังไม่เคยเรียกน้องชายว่าน้องเลย” 

“คือยังไงครับ” 

“แต่ผมเคยได้ยินเขาเรียกคนหนึ่งว่าน้อง” คุณเคนไม่ตอบผมแต่เลือกพูดตามความต้องการของตัวเองต่อ

“...” ผมจึงเงียบ ไม่ตอบโต้คุณเคน

“ผมเพิ่งได้ยินครั้งแรกตอนที่เขาเรียกใครคนหนึ่งว่าน้องเมื่อสองวันก่อนนี่เอง ตอนนั้นผมนั่งอยู่ในรถตู้ แถวสอง แล้วเขาคนนั้นกำลังคุยกับใครคนหนึ่งที่แถวสาม...” 

“โอเคครับคุณเคน ๆ ผมเข้าใจแล้ว” ผมห้ามไม่ให้คุณเคนพูดต่อ หน้าร้อนไปหมดแล้ว คุณเคนกลับหัวเราะ เขาไม่ได้สนใจความรู้สึกของผมเลย

“น้องเปล พี่จะพูดสั้น ๆ ว่าเขาคนนั้นตั้งใจให้ ใช้ไปเถอะครับ ใช้ให้ดีก็พอ แค่นี้คนให้เขาก็พอใจแล้ว” 

 

 

 

============================================= 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น