Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 6 : หมู่บ้านนี้มีเรื่องเล่า

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 6 : หมู่บ้านนี้มีเรื่องเล่า

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.8k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2562 15:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 6 : หมู่บ้านนี้มีเรื่องเล่า
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 6 : หมู่บ้านนี้มีเรื่องเล่า 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“เจ้าแห่งท้องทะเลเหรอ?” ผมทวนคำนั้นขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก ก็จริงที่ดายเคยบอกไว้ว่าคนที่นี่นับถือสัตว์ใต้น้ำ แต่การที่บอกว่านับถือพวกเราในฐานะนั้นหมายความว่าไงกัน “นี่เขารู้เหรอว่าพวกคุณเป็นอะไร?”

 

“ก็อาจจะ” ดายสบตา ขยับเข้ามาเกลี่ยเส้นผมที่ลงมาปรกหน้าไปทัดหูให้ “ผมเดาเอาจากที่พวกเขาไม่มีท่าทีระแวงอะไร และที่สำคัญบ้านหลังที่เราอยู่ เขาก็สร้างไว้ให้พ่อผมที่ช่วยดูแลพวกเขาให้พ้นภัย”

 

“พ่อของคุณกลายร่างให้พวกเขาเห็นงั้นเหรอ?”

 

“ตลอดมา” ผมเงียบไปทบทวนคำพูดนั้นแล้วพยายามคิดตาม “อีกอย่างแม่ผมก็เป็นคนที่นี่เหมือนกัน แค่พูดชื่อไปพวกเขาก็น่าจะจำกันได้”

 

“แต่แม่ของคุณตาย...”

 

“ผมรู้” เขาขัดไว้ก่อนที่ผมจะได้พูดจบประโยค “ถึงผมจะไม่เคยเจอเธอจริงๆ สักครั้ง แต่ผมก็ดีใจที่บ้านเรายังอยู่ มันทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่พ่ออยู่กับแม่ พวกท่านคงมีความสุขมากก่อนที่ผมจะเกิดมา”

 

“…”

 

“บางครั้งผมก็แอบคิดนะว่าตัวเองสมควรเกิดมาไหม บางทีถ้าผมไม่เกิดมา แม่อาจจะยังอยู่ที่นี่กับพ่อก็ได้ พวกเขาคงมีความสุขด้วยกันตลอดไป” ผมรับรู้ได้ถึงความเสียใจจากถ้อยคำที่โทษตัวเองสารพัด มันคงเป็นตราบาปที่ฝังลึกอยู่ในใจของดายมาเนินนาน เขาต้องรับกรรมหลังจากที่แม่ตายไป มีปัญหากับแฝดตัวเองจนฆ่าเขาตาย

 

ไหนจะต้องมารับผิดชอบผมอีก ต่อให้มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดราวกับเป็นผลพลอยได้ก็ตาม

 

ถึงอย่างนั้นผมก็ดีใจที่เขาเกิดมานะ ทั้งดายและดีแลน ชีวิตของพวกเขาไม่ได้งดงามเท่าไหร่ ทว่าการที่พวกเขาเติบใหญ่แล้วเราสามคนได้อยู่ด้วยกัน มันวิเศษยิ่งกว่าอะไร

 

“คุณเติบโตขึ้นมาอย่างดีเลยรู้ตัวไหม”

 

“โซล”

 

“คุณเก่งมากแล้วทูนหัว” ผมลูบแก้มเขา ปลอบประโลมให้อีกคนคลายความกลัว “และผมก็คิดว่าแม่คุณเองก็คงดีใจที่คุณเติบใหญ่ได้แบบนี้เช่นกัน”

 

“แม้ว่าเขาจะตายเพราะผมงั้นเหรอ?”

 

“ช่วงเวลานั้นมันไม่มีใครควบคุมอะไรได้หรอกดาย สุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับมัน”

 

“…”

 

“แต่ตอนนี้คุณมีผมจำได้ไหม มีผม มีดีแลนที่เป็นน้องชาย คุณมีครอบครัวนะ” รอยยิ้มหวานๆ ปรากฏบนใบหน้าผม พร้อมกับจุมพิตที่ทาบลงบนแก้มขาว ดายเลื่อนสายตามาสบ ผมเห็นความหวั่นไหวในนัยน์ตาคู่นั้น เวลานี้เขาเหมือนกับเด็กที่ต้องการความรัก

 

การที่เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากใคร นั่นคงเป็นการกระทำที่บอกว่าเขาอยากได้ความรักมากกว่าใครล่ะมั้ง

 

“ผมดีใจที่มีคุณ รู้ตัวไหม?” เขากระซิบ โอบกอดผมไว้แนบชิดอก “ถ้าไม่มีคุณ บางทีผมอาจจะตายไปแล้วก็ได้ ทั้งผม ทั้งดีแลนคงเอาชีวิตไม่รอดถ้าไม่ได้คุณกับครอบครัวช่วยเอาไว้”

 

“เพราะงั้นเราถึงได้รักกันมากไง”

 

“…”

 

“รักผมให้มากๆ นะครับ” ดายยิ้มขำ เขาแนบหน้าผากตัวเองกับหน้าผากผม แลกเปลี่ยนลมหายใจซึ่งกันและกัน “ผมเองก็จะรักพวกคุณให้มากๆ เหมือนกัน”

 

“แค่นี้ผมก็รักคุณจะแย่แล้ว ทูนหัว” เสียงหัวเราะพวกเราดังเคล้าคลอกันไปด้วยกัน ก่อนที่ผมจะผละไปถอดเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำอย่างที่ตั้งใจไว้ คุณชายไม่ลงมาด้วย เขายืนกอดอกเอนตัวพิงต้นไม้ ทว่าแทนที่จะคอยสอดส่องว่ามีคนจะเดินมาทางนี้ไหม เขากลับเอาแต่จ้องผม ขนาดสาดน้ำใส่ยังไม่หยุดมอง

 

หลังๆ ผมขี้เกียจว่าก็ปล่อยให้เขาสวมบทโรคจิตชอบถ้ำมองไป แม้ว่าเขาจะยืนมองตรงๆ เลยก็ตาม สองมือกวักน้ำมาล้างหน้า ผมใช้เวลาไปกับสายน้ำเย็นช่ำค่อนข้างนาน ก็นานๆ ทีจะได้ออกจากบ้าน น้ำทะเลผมก็เล่นบ่อยแล้วจนสนิทกับมัน แต่กับน้ำตกนี่แทบไม่เคยได้สัมผัส

 

มันเย็นซาบซ่านกว่าทะเลเยอะเลย

 

“สบายตัวจัง” ผมว่าอย่างมีความสุขหลังจากขึ้นมาแต่งตัวเรียบร้อย เมื่อคืนจำไม่ได้เลยว่าน้ำตกมันทำให้สบายตัวขนาดนี้ มัวแต่โฟกัสกับสองสามีตัวดีที่กินผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ผมยังปวดตัวอยู่เลยนะ ดีที่น้ำเย็นๆ พวกนั้นช่วยบรรเทาอาการผมได้

 

จริงๆ ต้องบอกว่าเยียวยาจิตใจ ขับไล่ความเหนื่อยล้าออกไปมากกว่า

 

“ดีขึ้นไหม?”

 

“เยอะเลย” ผมตอบกลับ รับผ้าเช็ดผมมาจากคนตัวสูงกว่า “คุณน่าจะชวนดีแลนลงไปแช่น้ำบ้างนะ อยู่แต่กับทะเลทุกวันน่าจะลองเปลี่ยนบรรยากาศ”

 

“ไว้ผมจะเก็บไว้พิจารณา”

 

“นั่นหมายความว่าพวกคุณจะอยู่ในทะเลต่อไป” ผมกลอกตาใส่ ส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับการปฏิเสธแบบอ้อมค้อมของเขา ดายเลยยิ้มขำ ดันตัวผมให้กลับไปที่บ้านเพื่อเอาเสื้อผ้าเก่าไปเก็บ ดีแลนงอแงนิดหน่อยที่พวกเราหายกันไปนาน แต่เขาก็ดูจะสนุกกับการทำสวนระหว่างรอเรากลับบ้าน

 

ผมเห็นต้นไม้สารพัดอย่างเรียงรายอยู่ตามระเบียงบ้าน เด่นสะดุดตาสุดก็คงเป็นดอกไม้สีแดงนั่น

 

“เข้าไปในหมู่บ้านกันเถอะ”

 

“ได้ครับองค์ราชินี” ผมย่นจมูกใส่ดีแลนก่อนจะเปลี่ยนมาขบขันที่เขาผายมือให้เกียรติผมเดินนำไปก่อน เราสามคนเดินคุยอะไรไปเรื่อยเปื่อย มีแวะดูนู้นดูนี่ตามทางบ้าง กระทั่งผมได้ยินเสียงกลองแว่วดังมาก็เลยบอกให้พวกเขาเร่งฝีเท้าหน่อย

 

หมู่บ้านไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านเราเท่าไหร่นัก อาจจะใช้เวลาเดินไปบ้างเนื่องจากลู่ทางก็ไม่ได้ดีเท่าในเมือง ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นประสบการณ์ใหม่ ผมตื่นเต้นมากตอนเห็นทางเข้าหมู่บ้านที่มีซุ้มไม้โค้งประดับไว้ มีดอกไม้หลากสีแต่งแต้มทั่วไป

 

ซึ่งจุดศูนย์กลางก็คือดอกไม้สีแดงที่เขาให้ดายเมื่อวาน

 

“ไงนักท่องเที่ยว ดีใจที่คุณมา” ทันทีที่เราเหยียบเข้ามา หัวหน้าหมู่บ้านคนเก่าก็เข้ามาให้การต้อนรับ เขาส่งยิ้มให้ดูเป็นมิตรชวนให้ยิ้มตอบ ผมโค้งให้เขาเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพ “ยินดีต้อนรับสู่เกราะสวรรค์อย่างเป็นทางการนะพ่อหนุ่ม”

 

“ขอบคุณมากนะครับ ที่นี่เป็นเกาะที่สวยมาก”

 

“ยังมีหลายอย่างที่สวยกว่านั้น พวกเรายินดีพาคุณไป”

 

“พวกคุณใจดีจัง” ชาวบ้านเริ่มเข้ามามุงดูเรา แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ค่อยได้เจอคนนอกเกาะเท่าไหร่ ผมยิ้มให้เขาก่อนที่บรรดาเด็กน้อยจะกรูเข้ามาจับมือผม ลากไปนั่งตรงลานกิจกรรมที่ตอนนี้มีการแสดงอยู่ ปล่อยให้สองสามีมองหน้ากันไปมาเป็นเชิงว่าพวกเขาควรจะทำอะไร เนื่องจากไม่มีที่ว่างข้างๆ ผม

 

เด็กสาวคนนึงมอบดอกไม้ให้ผม มันเป็นดอกสีชมพูที่มีลักษณะคล้ายกับดอกที่เธอให้ดายไปเมื่อวาน

 

“สวยจัง นี่มันคือดอกอะไรเหรอ?”

 

“เราเรียกมันว่าดอกไม้สวรรค์ มันมีสีชมพู สีขาว แล้วก็สีแดง” เจ้าตัวว่าพร้อมกับหยิบดอกสีขาวออกมาจากกระเป๋า มันช้ำนิดหน่อยคงเพราะเธอเก็บมันไว้ในนั้น แต่โดยรวมก็ยังสวยงามน่าจับตามอง “เราเอาไว้ให้คนที่เป็นเจ้าสาว”

 

“เจ้าสาวเหรอ?”

 

“ใช่ เหมือนกับพี่ชายไง”

 

“…”

 

“สีขาวแทนความรักบริสุทธิ์ให้กับคนก่อนแต่ง สีชมพูแทนความรักอ่อนโยนที่ถูกเทิดทูนราวกับเจ้าหญิง” ถ้อยคำนั้นทำให้ผมนึกถึงดีแลน ดอกสีชมพูนี่น่าจะเหมาะกับเขานะผมว่า ถึงจะดื้อไปบ้าง แต่เขาก็เป็นคนเดียวที่แทนผมด้วยคำว่าราชินี มันก็คล้ายๆ กับเจ้าหญิง แค่ศักดิ์อาจจะสูงกว่านิดหน่อย

 

“แล้วสีแดงล่ะหมายความว่าไง?”

 

“หมายความว่าความรักที่ความตายก็พรากไปจากกันไม่ได้”

 

“อะ...”

 

“เป็นเจ้าสาวของความตายค่ะ” หนูน้อยหัวเราะสนุกผิดกับผมที่นิ่งคิดไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่านั่นคือคำหลอกหรือว่าเป็นความหมายของดอกไม้ที่ถูกเรียกว่า ‘ดอกไม้สวรรค์’ จริงๆ ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม ประจวบเหมาะที่การแสดงเริ่มขึ้น เด็กๆ ทุกคนเลยหันไปให้ความสนใจ

 

ส่วนผมก็แค่มองดอกไม้ในมือ สีชมพูของมันมีสีขาวแต่งแต้มอยู่ตรงปลาย เมื่อกี้น้องเขาก็ให้ดอกสีแดงมาอีก ย้ำเตือนให้ผมรู้ว่าผมอยู่ในฐานอะไร

 

ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร

 

เพราะผมก็เป็นเจ้าสาวของความตายจริงๆ  

 

“หนุ่มที่ไหนให้ดอกไม้มาครับ?” ดีแลนถาม ชะโงกหน้ามาดูจากด้านหลัง เนื่องจากด้านข้างของผมมีแต่เด็กๆ หลายล้อมไปหมด บางคนก็ไปนั่งบนตักเขา บางคนก็ไปเกาะแกะดาย ทำเอาคนหน้านิ่งวางตัวไม่ถูก เขาไม่ค่อยชินกับการอยู่กับมนุษย์โดยเฉพาะกับเด็กเล็กแบบนี้

 

ต่างกันเด็กพวกนี้ก็ไม่ได้ชินกับการพบปะนักท่องเที่ยว ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ดูกลัวเลยสักนิด กลับกันพวกเขาดูอยากจะเข้าหา ให้ความสนใจ ผมเดาว่าเราเหมือนกับของเล่นใหม่ ใครเห็นก็อยากจะเข้ามาทำความรู้จัก

 

“สาวน้อยคนเดียวกับเมื่อวานให้มาครับ” ผมตอบกลับ ยู่ปากไปทางเด็กที่นั่งอยู่ข้างๆ เวลานี้เจ้าตัวกำลังสนใจการเต้นระบำของบรรดาหญิงสาวตรงหน้า พวกเธอไม่ได้ใส่ชุดวาบหวิวเหมือนคนในเมืองที่ผมเคยมา ชุดที่สวมก็เป็นชุดกระโปรงยาวหลากสีสัน เต้นวนกันเป็นเรื่องราวที่ผมไม่เข้าใจเท่าไหร่

 

แต่พอพิจารณาดู คล้ายกับว่าพวกเขากำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับท้องทะเลให้ฟัง

 

การแสดงเหล่านั้นยังกับการบูชายัญเจ้าสาวเลย

 

“คุณรู้เรื่องพวกนี้ไหม?” ผมหันไปถามดาย หวังเพียงจะได้รับคำตอบที่ตรงใจ “พวกเขากำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไรกัน”

 

“มันเป็นพิธีบูชายัญเทพเจ้าแห่งท้องทะเล”

 

“หืม?”

 

“คงเป็นเรื่องเมื่อสมัยก่อน ก่อนที่พ่อผมจะเกิด” ดายพูดโดยไม่มองหน้าผม เขาเองก็ให้ความสนใจกับการเต้นระบำตรงหน้าเช่นกัน “พวกเขาจะเลือกหญิงสาวบริสุทธิ์บูชาให้กับสัตว์ในทะเลนั่น เพื่อให้เขาปกปักษ์ไม่ให้อันตรายเข้ามาใกล้”

 

“…”

 

“และเมื่อเทพเจ้าพอใจ ดอกไม้นี้จะเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน”

 

“เพราะงั้นถึงมีความหมายว่าเจ้าสาวของความตายสินะ เขาไว้ใช้บูชายัญผู้หญิงที่ให้แต่งงานกับฉลามนี่เอง” ผมพึมพำพยักหน้าเข้าใจหลังจากฟังเรื่องทั้งหมด พอปะติดปะต่อเรียบร้อย มันก็อาจจะฟังดูเหมือนเรื่องหลอกเด็กสำหรับใครบางคน แต่ถ้ามาเจอกับตัวเองก็อาจจะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างแบบผม

 

เอาเป็นว่ามันก็เป็นเรื่องเล่าขานของหมู่บ้านนั่นแหละ ยังไงทุกที่ก็มีตำนานเป็นของตัวเองอยู่แล้ว

 

“พอแล้วเด็กๆ เราจะทำให้พี่ไม่น่ากลัวแล้วรู้ไหมเนี่ย” เสียงของดีแลนทำให้ผมลากสายตาไปมองเขา ก่อนจะหลุดขำเมื่อเห็นว่าเด็กๆ เอาดอกไม้ไปเหน็บไว้ตามผมเขาจนผมนึกว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเต้น เจ้าตัวขมวดคิ้วใส่ พยายามห้ามไม่ให้เด็กๆ เอาอะไรมาปักบนหัวเขาอีก

 

“ปลูกสวนบนหัวเหรอดีแลน?”

 

“ขำตายแหละพี่” ร่างสูงกลอกตาใส่ตอนโดนดายล้อแบบนั้น “ทำไมเด็กๆ ไม่ไปแกล้งพวกพี่เขาบ้างครับ พี่ชายคนนั้นเขาอยากให้หนูทำผมให้เหมือนกันนะ”

 

“ไม่เอาหรอก พี่เขาอยู่เฉยๆ ก็หล่อจะตายแล้ว”

 

“เล่นกับพี่สนุกกว่า!” เสียงหัวเราะดังสนั่นพร้อมกับการโถมทับสามีผม เจ้าตัวน้อยดูจะชอบดีแลนมาก อาจเพราะเขาเข้ากับคนอื่นได้ง่ายกว่า มีใบหน้าที่เป็นมิตร หนำซ้ำยังยิ้มเก่งอีก ยอมรับเลยว่าการมีดีแลนอยู่ในชีวิตเป็นเรื่องที่ดี บางทีเขาอาจจะงอแงไปบ้าง แต่เขาก็เป็นสีสันในครอบครัวของเขา

 

เป็นรอยยิ้ม เป็นเสียงหัวเราะ บางครั้งก็เป็นเพื่อนที่เราสามารถเล่นอะไรแปลกๆ กับเขาได้

 

ในขณะที่บางอย่างดายก็ทำไม่ได้ เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเราสองคนนัก

 

“ช่วยห้ามหน่อยไหมที่รัก จะเอาแต่นั่งยิ้มไปถึงไหนกัน?”

 

“ก็เห็นคุณแบบนี้แล้ว มันอดเอ็นดูไม่ได้นี่น่า”

 

“…”

 

“ถ้าเป็นพ่อคนได้ คุณคงได้ใจลูกน่าดู” ผมว่าอย่างไม่คิดอะไรจริงจัง ถึงอย่างนั้นก็แอบคิดว่าพวกเขาอยากจะมีครอบครัวปกติบ้างไหม ครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่รอบกาย ส่งเสียงพูดคุยน่าฟังเป็นแรงผลักดันในชีวิต

 

ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่าในอนาคตตัวเองคงจะลงหลักปักฐานกับผู้หญิงที่พ่อแม่เลือกให้ ทว่าพอนานวันไปผมถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วไม่ได้สนใจเธอในแง่นั้น เพื่อนที่เป็นสาวก็ไม่มีเลยสักคน ชีวิตอยู่แต่กับผู้คนในศูนย์วิจัย และฉลามสองตัวที่หนีไปไหนไม่ได้

 

ถ้าตอนนี้พ่อแม่ยังอยู่ ผมคิดภาพไม่ออกเลยว่าเราจะเป็นยังไง

 

พวกเขาจะอยู่รอดปลอดภัย ส่วนผม...

 

จะเป็นยังไงกันนะ 

 

“แต่ผมว่าเราเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วนะ ถ้ามีลูกขึ้นมาผมคงอดอ้อนคุณทั้งวันแน่ๆ” ราวกับล่วงรู้ความคิด ดีแลนรีบขยับเอาคางมาเกยไหล่ผม “ผมน่ะชอบที่พวกเราอยู่ด้วยกันสามคน ดูแลกันและกันโดยไม่มีใครมาขวางกั้น”

 

“ขอบคุณที่ปลอบใจผมแบบนั้น”

 

“ผมพูดความจริงที่รัก” เขาจูบคอผมแสดงความรักที่เขามี “ขอแค่พวกเรารักกัน ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

 

“ตัดซีน”

 

“ขอนิดนึง” เจ้าตัวขยิบตาให้พี่ชายก่อนที่ดายจะลูบหัวผมเป็นการปลอบขวัญ ผมเคยแอบคิดนะว่าพวกเขาอยากจะจับคู่กับคนอื่นบ้างไหม ไปมีลูกด้วยกัน สร้างครอบครัวแตกต่างออกไปแบบที่พ่อแม่ของเราทำ แต่พอคิดแบบนั้นผมกลับร้อนใจ แค่คิดว่าพวกเขาจะไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ผมมันก็ปวดใจขึ้นมา

 

นั่นคงเป็นความรู้สึกของความรักสินะ

 

ผมรักพวกเขามากเกินกว่าที่จะปล่อยพวกเขาไปได้

 

“แต่ถ้าคุณมีลูก ผมก็โอเคที่จะเลี้ยงนะ”

 

“พูดตลกน่าดีแลน ผมเป็นผู้ชาย ผมมีลูกไม่ได้”

 

“แต่ผมอ่านข่าวมา เขาบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่ลูกชายจะมีลูกได้ คุณแค่อาจจะต้องไปถูกทดลองกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง”

 

“งั้นให้เขาผ่าเอาสติคุณออกไปก่อนเลย”

 

“ผมไม่มีอยู่แล้ว คุณก็รู้” เราหลุดขำให้กับคำพูดนั้น ส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความเอ็นดู จากนั้นก็กลับมาสู่การแสดงต่อ ผมถูกเด็กน้อยชวนไปดูนั่นนี่ ขณะที่สองหนุ่มเลือกที่จะไปนั่งดื่มน้ำผลไม้ตรงกระท่อม ผูกมิตรกับผู้คนที่ผมกังวลมาตลอดว่าเขาอาจจะฆ่าใครก็ได้

 

แต่เท่าที่ผมสังเกต พวกเขาดูสนุกแล้วก็วางใจ โดยเฉพาะดายเขาดูผ่อนคลายมากๆ

 

คงดีใจที่ได้กลับมาบ้านตัวเอง

 

“พี่โซลๆ ไปริมทะเลกัน” เด็กคนนึงในกลุ่มที่จับมือผมอยู่พูดขึ้นมา “ตรงนั้นมีของให้เก็บเยอะเลยนะ แล้วก็มีถ้ำใต้น้ำด้วย”

 

“ใช่ๆ ตอนนี้แดดกำลังดี ทะเลจะเป็นสีฟ้า”

 

“ไปกันนะพี่โซล!”

 

“เอ่อ...” ผมอึกอักไม่แน่ใจว่าควรจะไปตามที่พวกเขาบอกไหม ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเที่ยวเล่นหรือไม่สบายใจ แค่คิดว่าควรจะไปบอกดายกับดีแลนก่อนดีกว่า ทว่าเด็กน้อยทั้งห้าก็ไม่ปล่อยให้ผมทำ เอาแต่ดึงแขน ดันหลังให้เดินไปข้างหน้า

 

ผมหันไปมองสองหนุ่มอีกครั้ง เขากำลังสนุกกับเกมส์อะไรสักอย่าง

 

“ไปแปปเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง”

 

“ไปเร็วพี่โซล”

 

“โอเคๆ” ผมยอมเดินตามพวกเขา ผ่านผืนป่าที่ตัวเองไม่คุ้นชินเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นก็พยายามจำทางเผื่อว่าเกิดเรื่องอะไรจะได้วิ่งกลับมาถูกได้ ถึงผมจะมั่นใจว่าเด็กๆ คงไม่พาผมไปในที่อันตรายก็ตาม พวกเขาดึงมือผมมาที่ชายหาด บางคนก็วิ่งลงไปเล่นน้ำ ขณะที่อีกฝ่ายไปเก็บบรรดาเปลือกหอยที่ถูกคลื่นซัด

 

ผมเดินจับมือน้องคนที่ตัวเล็กสุดในกลุ่มไปตามชายหาด แวะพักให้น้องเขาเหยียบย่ำทะเลบ้าง ระหว่างนั้นก็กวาดตามองทะเลสีคราม สะท้อนแสงผิวน้ำวิบวับชวนหลงใหล ต่างจากทะเลบ้านผมลิบลับ ด้วยความที่มันเป็นสถานที่เที่ยวของคนหลายเชื้อชาติ น้ำมันก็อาจจะไม่ได้สดใสสักเท่าไหร่

 

เดี๋ยวนี้ก็ต้องมีมาตรการขั้นหนักไม่ให้ทิ้งขยะลงทะเลไป ถ้าใครฝ่าฝืนก็จะโดนโทษตามกฎหมาย

 

ซึ่งมันก็ช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้างแล้วแต่กรณี

 

“พี่โซลดูกะท่อมนั้นสิ”

 

“หืม?”

 

“มีคนอยู่ในนั้นด้วยแหละ” ผมเอียงคอมองพลันก็ไล่สายตาไปตามนิ้วมือน้องที่ชี้ไปตรงนั้น มันเป็นกะท่อมที่เปิดกว้างคล้ายกับซุ้มไว้ให้ทำกิจกรรมหรือพักผ่อนมากกว่า “ผู้มาเยือนคนล่าสุดอยู่ในนั้น เขาช่วยสร้างบ้านให้เรา”

 

“ผู้มาเยือนเหรอ ใครกัน?”

 

“ผมจำชื่อเขาไม่ได้ครับ แต่เราเรียกเขาว่าคนจากสวรรค์”

 

“ทำไมถึงเรียกแบบนั้นล่ะ?”

 

“เพราะว่าเขาทำได้ทุกอย่าง”

 

“อืม...”

 

“และเขาก็ถูกช่วยไว้โดยเทพเจ้าจากทะเลด้วย”  

 

“ว่าไงนะ” ผมขมวดคิ้วใส่ ที่บอกว่าเทพเจ้าจากทะเลช่วยไว้ที่หมายถึงดายกับดีแลนเหรอ เพราะเท่าที่ผมจำได้ คนที่นี่น่าจะรู้ว่าสองสามีของผมเป็นอะไร ไม่งั้นคงไม่สร้างบ้านให้ และก็ให้ความช่วยเหลือขนาดนี้หรอก อีกส่วนนึงคงมาจากบุญคุณที่พ่อของดายช่วยปกปักษ์รักษาที่นี่ให้

 

ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจ คนจากสวรรค์ที่ว่าเป็นคนที่พ่อของดายช่วยไว้...

 

หรือสามีผมปิดบังอะไรไม่ให้ผมรู้

 

“นานหรือยัง?” ผมถามเด็กน้อย หากรู้ระยะเวลาผมอาจจะปะติดปะต่อข้อมูลได้

 

“เกือบปีแล้วครับ เทพเจ้าพามา”

 

“เทพเจ้าที่ว่าคงไม่ได้หมายถึงพี่ชายสองคนที่มากับพี่หรอกใช่ไหม?”

 

“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ พวกเขานั่นแหละที่พาเขามาในคืนนั้น”

 

“…”

 

“บอกว่าคนคนนี้สำคัญ ขอให้ช่วยดูแลจนกว่าจะหายดี” คำพูดนั้นทำผมงุนงงระคนเต็มไปด้วยความสงสัย นี่มันจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ดีแลนพูดวันนั้นหรือเปล่า ที่บอกว่าเกาะนี่มีคนที่เขารู้จัก แต่ไม่แน่ใจว่าออกจากเกาะไปหรือยัง

 

ซึ่งคำยืนยันของเด็กก็อาจจะช่วยไม่ได้มากนัก ผมจึงตัดสินใจจูงมือเขาเดินไปที่กระท่อมนั้นด้วยกัน

 

“ขออนุญาตนะครับ” ผมส่งเสียงบอกตอนเปิดประตูเข้ามาหา ดวงตาทั้งสองกวาดมองร่องรอยของการอยู่อาศัย มีโต๊ะกินข้าว และข้าวของรุงรังเต็มไปหมด เหมือนที่นี่มีไว้เก็บของอะไรทำนองนี้มากกว่าจะมาพักแรม ทว่าที่ทำให้ผมผิดหวังคือการเข้ามาพบว่าที่นี่ไม่มีใคร

 

ไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรนอกจากนกแก้วตัวนึงอยู่ในกรง

 

“ไม่เห็นมีใครเลย” ผมย่นคิ้วใส่ ก้มไปมองเด็กน้อยที่ผละไปดูนกแบบชิดใกล้ไม่กลัวเกรง “เราจำผิดหรือเปล่า?”

 

“เปล่านะ คีตาไม่เคยจำผิด”

 

“งั้นทำไม...”

 

“สงสัยเขาคงไปหาอะไรกินไม่ก็อาบน้ำ” ผมขานรับสั้นๆ ไม่ได้ต่อความยาว ไม่นานนักเด็กๆ ที่อยู่ข้างนอกก็วิ่งกรูเข้ามาด้านใน เล่นนู้นเล่นนี้ราวกับว่าที่นี่คือที่ที่พวกเขาชอบมาพักผ่อนหย่อนใจ ผมแอบเห็นว่ามีหนังสือนิทานหลายเล่มวางอยู่บนโต๊ะ ความน่าสนใจคือมันถูกเขียนด้วยลายมือแทนการพิมพ์

 

รูปวาดก็เป็นภาพที่วาดขึ้นใหม่ ด้านข้างมีสีที่แห้งไปกับกะลามะพร้าว

 

ภูมิปัญญาชาวบ้านงั้นเหรอ?

 

“แปลกดีจัง” ผมนึกขำถือโอกาสเดินไปรอบๆ เพื่อสำรวจทุกอย่างในกระท่อมไปพลางๆ อะไรที่น่าสนใจก็หยุดดูนานหน่อย อะไรที่น่าสงสัยก็หยิบมาถือไว้

 

อย่างเช่นนาฬิกาข้อมือที่ถูกทิ้งไว้เพราะถ่านหมด ผมก็หยิบมันขึ้นมาดูยี่ห้อที่พาให้ย่นคิ้วใส่

 

“ของดีซะด้วย เศรษฐีจากไหนกัน” ในหัวผมพยายามไล่หาความทรงจำ มีใครบ้างที่ผมรู้จักเช่นเดียวกับสองหนุ่มนั่น แต่ค้นหาเท่าไหร่ผมก็พบว่าทุกคนล้วนตายจาก จะบอกว่าเป็นคนของพวกเขาที่ผมไม่รู้จักก็แทบเป็นไปไม่ได้

 

เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลาและเขาก็ไม่เคยหายไปไหน

 

ทว่าที่น่าติดใจคือระยะเวลาเกือบปีที่คีตาบอกมามากกว่า

 

นั่นน่ะน่าจะเป็นตอนที่ผมยังอยู่ที่ศูนย์วิจัยอยู่เลยนะ มันทำให้ผมแอบคิดว่านอกจากการหนีไปพักเรือส่งสินค้าผิดกฎหมายแล้ว ทั้งคู่ยังแอบไปหายใครอีก

 

ชู้รักบนเกาะสวรรค์เหรอ?  

 

“จบไม่สวยแน่คุณชาย” ผมกัดกรามแน่น จู่ๆ ก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อยากจะเดินไปถามพวกเขาให้รู้เรื่อง ติดแค่ว่าผมอยากจะหาหลักฐานไปมัดตัวให้ได้ก่อน หนึ่งกระทงคือการปิดบัง สองกระทงคือพามาหลบอยู่ที่นี่นานแล้ว

 

และถ้ารู้ว่าเป็นชู้รักแอบนอกใจผมอีกเป็นกระทงที่สาม

 

งานนี้ทะเลร้อนเป็นไฟแน่ไอ้ปลาทูมีเขี้ยว 

 

มือบางไล่เปิดดูตู้นั้นตู้นี้ที่ทำมาจากไม้หลากชนิด เป็นอะไรที่คลาสสิคและคงราคาแพงมากสำหรับคนในเมืองหลวง ส่วนใหญ่แล้วที่นี่ไม่ค่อยมีของเยอะมากนัก เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ที่คนทั่วไปใช้ด้วยกัน ที่น่าสนใจอีกอย่างคือมันมีบาร์อยู่กลางกระท่อม สร้างจากไม้ไผ่แบบที่เคยเห็นในหนัง

 

ผมไล่ดูพวกเครื่องดื่มที่ถูกทิ้งร้างไว้ เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือที่ดูท่าจะใช้การไม่ได้

 

เป็นมือถือยี่ห้อดังเลยแหละ

 

“น่าสงสัยชะมัด” ผมพึมพำหยิบมือถือมาพลิกไปพลิกมาเพื่อหาเบาะแสต่างๆ แต่แล้วหัวใจผมก็เต้นแรงไม่เป็นส่ำเมื่อมีบางอย่างถูกซ่อนไว้ใต้มือถือเครื่องนั้น

 

มันคือไดอารี่ที่คงเขียนบันทึกประจำวัน

 

ซึ่งผมก็ถือวิสาสะหยิบมันขึ้นมาอ่าน

 

ก่อนจะพบว่ามันไม่มีชื่อเจ้าของบอกไว้ มีเพียงแค่ลายลักษณ์อักษรที่จดลงไปในแต่ละวัน ดูจากสนามเนื้อกระดาษมันคงผ่านการใช้งานอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรเขียน มันถึงดำเป็นปื้นจนแทบอ่านไม่ออกบางหน้า ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงพยายามเพ่งเล็งอ่าน

 

12/7/XX 

ไม่อยากเชื่อว่าผมจะยังมีชีวิต ผมสมควรตายไปตั้งแต่วันนั้น

มือถือผมใช้การไม่ได้ มันพังเพราะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน และผมก็ไม่มีที่ชาร์ตด้วยสิ ที่นี่ไม่มีปลั๊กไฟด้วยซ้ำ แต่นั่นไม่แน่เท่ากับที่พวกมันกลายเป็นคนได้ !

 

ผมเปลี่ยนอีกหน้าหลังอ่านบรรทัดนั้น

 

13/7/xx 

ผมยังคงฝันถึงเรื่องนั้น มันเป็นฝันร้ายที่ผมลบไม่ออก

บ้าเอ้ย ใครจะคิดว่าผมจะถูกช่วยไว้ด้วยสองตัวนั่น ผมสมควรเรียกพวกเขาว่าสองตัวหรือเปล่า พวกเขาเป็นมนุษย์ได้ ! ทำไมไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยนะ แล้วเจ้านายผมล่ะ ป่านนี้เขาจะเป็นไงบ้าง ไอ้ฉลามนั่นพาผมมาทิ้งไว้ที่นี่ บอกแค่ว่าถ้าไม่อยากตายก็อย่ากลับไป แต่ผมรู้สึกแย่ที่ทิ้งเขาไว้

 

14/7/xx

ผมคงเครียดถึงฝันถึงเจ้านาย ผมเป็นห่วงเขามาก ไม่มีข่าวคร่าวอะไรให้ผมรู้ด้วยซ้ำ ชาวบ้านที่นี่ก็ดีกับผมนะ แต่ถ้าผมไม่ถูกพวกเขาพามา บางทีเขาอาจจะใจร้ายกับผมก็ได้

 

15/7/XX

อ่า! ผมจะทำไงดี ผมคิดถึงเจ้านายแทบตาย ถ้าเขารู้ว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้ เขาจะต้องเสียใจมากแน่ๆ

 

16/7/XX

หวังว่าคุณจะยังปลอดภัยนะ...โซล 

 

“โซลเหรอ...?”  

 

LOADING 100 PER 

หมู่บ้านนี้มีเรื่องเล่า ตำนานกล่าวขานให้รู้ความ 

คืนนี้ดวงจันทร์สาดแสงมาอาบไล้ให้หัวใจกระชุ่มกระชวยหนัก 

สองรักมอบให้หนึ่งรักที่ใฝ่หา เป็นก้าวเล็กๆ นำทางไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่าเกินจะคาดฝัน 

ความรู้สึกที่มีพันเกี่ยวเข้าด้วยกัน 

เป็นความรักใต้แสงจันทร์ที่ไม่มีวันมอดดับลง :) 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น