khontualeklek

ถ้าชอบก็กด Like ให้กำลังใจ หรือ comment คุยกันได้นะคะ

ตอนที่ 3 โอ้ว มาย ก๊อด

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 โอ้ว มาย ก๊อด

คำค้น : นิยายยูริ เลสเบี้ยน ยูริ yuri Blackpink snsd

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 88

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2562 12:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 โอ้ว มาย ก๊อด
แบบอักษร

ตอนที่  3    โอ้ว มาย ก๊อด 

 

 

ฉันเผลอใช้สายตาชื่นชมดอกลิลลี่อันงดงามตรงหน้าอย่างลืมตัวอยู่ครู่หนึ่ง จนเจ้าตัวคงรู้สึกว่ามีบางสายตากำลังจับจ้องอยู่ จึงเอี้ยวหน้ามามอง ฉันรีบผินหน้าหนีแล้วเดินปรี่ไปหาป้าอิ่มทันที

“ป้าจ๋า แตมขอเหมือนเดิมนะจ๊ะ” ฉันสั่งอเมริกาโน่เย็นแล้วนั่งลงที่โต๊ะตัวเดิมที่นั่งเป็นประจำทุกวัน

“กินข้าวรึยังลูก” ป้าถามพลางตักน้ำแข็งใส่แก้ว

“ยังเลยค่ะ พอดีมีธุระที่ต้องจัดการนิดหน่อย เลยยังไม่ได้กินข้าวเลย” ฉันเหล่มองคนหน้าหวานที่กำลังหยิบนามบัตรขึ้นมาอ่านจากกล่องพลาสติกสีขาวใสที่วางอยู่บนโต๊ะ

 

นามบัตรที่คนสวยหยิบขึ้นมาคือนามบัตรบริษัท สืบสวน จนเจอ จำกัด ซึ่งก็คือบริษัทนักสืบของฉันเอง ฉันเอากล่องใส่นามบัตรมาวางไว้ทุกโต๊ะ เผื่อว่าลูกค้าที่มานั่งกินกาแฟอาจจะกลายมาเป็นลูกค้าของฉันด้วย และฉันก็เคยได้ลูกค้าจากร้านกาแฟนี้อยู่หลายรายเหมือนกัน

“กาแฟได้แล้วค่ะ” เจินเจินเอ่ยเสียงเนือยๆพลางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ หญิงสาวที่เคยร่างท้วม แต่บัดนี้กลับมีหุ่นที่เพรียวบาง เพราะทำงานหนักจนซูบผอม เจินเจินเป็นทุกอย่างให้ป้าอิ่มแล้ว ทั้งบาริสต้า สาวเสิร์ฟ พนักงานคิดเงิน พนักงานทำความสะอาด และอื่นๆอีกมายแล้วแต่ป้าแกจะใช้ให้ทำ เงินเดือนหมื่นสองแต่ใช้งานเยี่ยงแสนห้า

“ขอบใจจ้า เจินเจิน” ระหว่างที่ฉันกล่าวขอบใจ เสียงดังกรุ๊งกริ๊งจากกระดิ่งหน้าประตูก็ส่งเสียงเรียกร้องให้ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว

ลูกหนี้ของป้าอิ่มเดินเข้ามาด้วยอาการหอบเหนื่อยอาจเป็นเพราะรีบวิ่งมา ใบหน้าซีดเซียวเผ้าผมกระเซอะกระเซิง เม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ฉันเหลือบมองซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเท่าเอสี่ที่ถืออยู่ในมือ แล้วยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

“กะ...กะ...แกเลี้ยงกุ...กุ...มารไว้เหรอ แล้วใช้มาทะ...ทะ...ทวงหนี้ฉันใช่มั้ย” ยัยสาพูดตะกุกตะกักน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“อิหยัง...กุมาร ทวงหนี้ อะไรของเอ็งวะ?” ป้าเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “เอ็งดูหน้าตาซีดเซียวนะโดนผีหลอกมาเหรอไงยะ”

พอป้าของฉันพูดคำว่าผีหลอก เจ๊สาก็สะดุ้งโหยง นัยน์ตาเบิกกว้างสายตาลอกแลกไปมา

“อั๊วเอาเงินที่ยืมไปทั้งหมดมาคืนให้แล้วนะ” ลูกหนี้ของป้าเอ่ยขึ้นมาเสียงดังแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆร้านกาแฟอย่างหวาดระแวง จากนั้นก็ยื่นซองสีน้ำตาลที่ถือมาให้ป้าอิ่ม

“อุ๊ย ตายแล้ววว!” ป้าร้องเสียงสูงหลังจากเปิดซองดูเงินสดที่อยู่ด้านใน “ถูกหวยมาเหรอไงยะ ถึงเอาเงินมาคืนได้เนี่ย ทวงแทบตาย บทจะคืนก็คืนง่ายเหลือเกิ๊น”

“ถูกหวยบ้าบออะไร ถูกผีหลอกนะสิ!” ยัยสาพนมมือเหนือหัวพลางบ่นพึมพำ “คืนเงินแล้วนะเจ้าคะ อย่ามาหลอกอั๊วอีกเลยนะ สาธุ” จากนั้นเจ๊แกก็รีบจ้ำอ้าวออกจากร้านทันที ฉันกลั้วขำอยู่ในลำคอก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองเพื่อกลบเสียงหัวเราะไม่ให้ดังลอดออกมา

 

“ขอโทษนะคะ ดีเทคทีฟ เอเจนซี่นี่อยู่ชั้นสองใช่ไหมคะ?” แม่ดอกลิลลี่สีขาวที่ฉันแอบมองชูนามบัตรขึ้นมาเหนือหัวแล้วร้องถามป้าอิ่มด้วยน้ำเสียงฉะฉาน สำเนียงอเมริกันแบบเป๊ะเวอร์ที่เอื้อนเอ่ยคำว่าดีเทคทีฟ เอเจนซี่ ช่างมีเสน่ห์เฉพาะตัวเหลือเกิน

“เอ่อ...อะไรถีบๆนะป้าฟังไม่รู้เรื่อง” ป้าอิ่มหันมาถามฉันด้วยสีหน้างงงวย “แตมแปลหน่อยสิลูก คนสวยพูดอะไรถีบๆอ่ะจ๊ะ”

“ใช่ค่ะ อยู่ชั้นสองนี่เอง” ฉันตอบคนสวยแทน พลันสงสัยอยู่ในใจว่าเธอคนนี้อยากจะให้สืบอะไร

คนสวยเหลือบมองนามบัตรแว๊บหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามอีกครั้ง “คุณญาณินอยู่ข้างบนแล้วใช่ไหมคะ”

“นั่งอยู่นี่ไงจ๊ะ” ป้าชี้นิ้วมาที่ฉัน คนหน้าหวานเบนสายตามามอง ตอนนี้เราสองคนกำลังสบตากัน

“สวัสดีค่ะ ญาณินเอง” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามคนสวย “คุณชื่อ...”

“เหมือนฝันค่ะ” คนตรงหน้าส่งเสียงทุ้มหวานแนะนำตัวเองก่อนจะยกมือซ้ายขึ้นมาจับผมที่ปกอยู่ข้างแก้มทัดหู

 

ฉันสังเกตเห็นแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย เลยพอเดาได้ว่าจะให้สืบเรื่องชู้สาวแน่นอน ในใจก็แอบแป้วรู้สึกแห้วนิดๆ ดอกลิลลี่ที่กำลังผลิบานอยู่ในใจกลับห่อเหี่ยวลงในทันทีทันควัน

“ขึ้นไปคุยกันบนสำนักงานไหมคะ” ฉันเอ่ยชวน

อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ “โอเคค่ะ”

เราสองคนลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ฉันเดินนำหน้าไปเปิดประตูให้ คุณเหมือนฝันเดินก้าวเท้าตามมา ฉันเหลือบมองรองเท้าส้นสูงสีแดงสะดุดตาของเธอ

“ตอนเดินขึ้นบันไดระวังด้วยนะคะ พอดีบันไดที่ตึกนี้ค่อนข้างชัน แล้วคุณเหมือนฝันก็ใส่ส้นสูงมาด้วย” ฉันเอ่ยเตือนเธอในระหว่างเดินเข้ามาในตึก

“โห...ชันจริงด้วย” อีกฝ่ายมองขั้นบันไดที่ไม่มีราวจับ

“ระหว่างเดินขึ้นไปจับแขนแตมไว้ก็ได้นะคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเดินขึ้นไปเองได้ ขอบคุณนะคะ” คนสวยฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี

 

รอยยิ้มสดใสที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของอีกคน ทำให้ใจเต้นแรงอีกครั้ง ฉันมั่นใจว่ารอยยิ้มนั้นคงทำให้ใครต่อใครหลงรักมานักต่อนักแล้ว

ฉันเดินนำหน้าขึ้นไปข้างบนก่อน จากนั้นก็ยืนรอพลางมองอีกฝ่ายที่ก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดทีละก้าวด้วยความทุลักทุเลเพราะส้นสูง

“เฮ้อ...ถึงสักที” คนสวยถอนหายใจแล้วหัวเราะเล็กน้อย ตาหวานคู่นั้นยิ้มเป็นสระอิ

“เชิญนั่งก่อนค่ะ” ฉันผายมือไปที่โซฟารับแขก แล้วเดินไปหยิบรีโมทกดปุ่มเปิดแอร์

คนที่นั่งอยู่กวาดสายตามองไปทั่วสำนักงาน “ออฟฟิศสะอาดเรียบร้อยจังเลยนะคะ ของทุกอย่างวางเป็นระเบียบไปหมดเลย ถ้าคุณมาเห็นโต๊ะทำงานหรือห้องของฉันคงต้องส่ายหัวแน่ๆ”

ฉันนั่งลงฝั่งตรงข้ามคนหน้าหวาน “ทำไมเหรอคะ รกมากเลยเหรอ”

“ขอไม่ตอบดีกว่าค่ะ เพราะมันจะเป็นการระเบิดตัวเอง” คนพูดหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี

“หืม อะไรนะคะ ระเบิดตัวเอง?” ฉันงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย

“ฉันพูดอะไรผิดไปรึเปล่าคะ ฉันหมายถึง เม้าท์เรื่องไม่ดีของตัวเองน่ะค่ะ”

“อ๋ออ...” ฉันหัวเราะร่วนก่อนจะแก้คำที่ถูกต้องบอกอีกฝ่ายไป “เผาตัวเอง ต่างหากค่ะ”

คนสวยหัวเราะเสียงหวาน “โอ้ เหรอคะ ฉันอาจจะใช้ภาษาไทยงงๆหน่อยนะคะ”

 

ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงดูอารมณ์ดีเหลือเกิน พูดไปหัวเราะไปอย่างกับไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจใดๆทั้งสิ้น ในเมื่อจะมาจ้างให้ฉันสืบเรื่องสามีที่นอกใจ แต่กลับไม่มีท่าทีกังวลใจหรือแสดงอาการเครียดใดๆให้เห็นเลย

“คุณอยู่เมืองนอกมานานเหรอคะ ตอนที่คุณพูดคำว่าดีเทคทิฟ เอเจนซี่สำเนียงอเมริกันเป๊ะมาก”

“ใช่ค่ะ เรียนอยู่ที่อเมริกาเกือบๆสิบปี นี่ก็พึ่งกลับมาอยู่ไทยได้ไม่นาน”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ฉันพยักหน้า

 “โอเค เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ คุณรับจ้างสืบเรื่องชู้สาวด้วยใช่มั้ยคะ”

 “ค่ะ หลักๆบริษัทเราเน้นสืบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เก้าสิบเปอร์เซนต์ของลูกค้าที่มาใช้บริการเพราะต้องการให้สืบเรื่องชู้ เรื่องกิ๊กกันทั้งนั้น”

“กิ๊ก หมายถึงอะไรเหรอคะ?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

นอกจากเป็นนักสืบแล้ว ฉันยังต้องเป็นครูสอนภาษาไทยด้วย

“ความหมายก็ใกล้เคียงกับคำว่าชู้นั่นแหละค่ะ”

 คนหน้าหวานพยักหน้าหงึกๆ “งั้นที่ฉันสงสัยว่าสามีกำลังมีผู้หญิงอื่นอยู่ ผู้หญิงคนนั้นคือกิ๊กใช่มั้ยคะ”

“ก็ทำนองนั้นค่ะ ถ้ามีการล่วงเกินกันหรือมีความสัมพันธ์ทางกายกันลึกซึ้งก็คงเป็นชู้รัก ว่าแต่คุณกำลังสงสัยว่าสามีคุณนอกใจอยู่ใช่รึเปล่าคะ”

 

ผู้หญิงอารมณ์ดีตรงหน้าเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังมากขึ้น

“จะใช้คำว่านอกใจก็คงไม่ได้ เพราะเราไม่ได้รักกันด้วยซ้ำ” คนสวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แล้วตวัดขาซ้ายขึ้นมาไขว้ขาขวา “ฉันสงสัยว่าเขากำลังมีคนอื่น เพราะสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาขอกลับดึกทุกวันพุธแล้วบอกว่ามีนัดเตะบอลกับเพื่อนๆสมัยเรียนในวันนั้น ฉันไม่รู้จักเพื่อนของเขาหรอกค่ะ เลยไม่มีเบอร์โทรเช็ค อีกอย่างฉันไม่ได้โฟกัสว่าเขาโกหกรึเปล่า แต่ที่ฉันโฟกัสคือ เขามีผู้หญิงอื่นรึเปล่า และฉันอยากให้เขามี”

“อะไรนะคะ คุณอยากให้สามีตัวเองมีชู้งั้นเหรอ” ฉันงุนงงเล็กน้อย พยายามคิดทบทวนคำบอกเล่าที่เจ้าตัวเอ่ยให้ฟัง ถ้าให้เดาเหมือนว่าผู้หญิงอารมณ์ดีคนนี้จะถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายคนนั้น และกำลังหาหลักฐานเพื่อที่จะฟ้องหย่า

“แล้วคุณสงสัยใครเป็นพิเศษรึเปล่าคะ” ฉันถาม

“ฉันสงสัยพนักงานคนนึงในบริษัทของฉันเองค่ะ ผู้หญิงคนนี้สวยมาก พึ่งเข้ามาทำงานในตำแหน่งมาร์เก็ตติ้งได้เดือนกว่าๆ หลังจากนั้นไม่นานสามีของฉันก็มาขอกลับดึกทุกวันพุธอย่างที่เล่าไปนั่นแหละค่ะ ช่วงเวลามันพอเหมาะกันจนน่าสงสัย แล้วถ้าสองคนนั้นมีซัมติงกันแล้วนัดเจอเพื่อเมคเลิฟกันทุกวันพุธ ฉันก็อยากให้คุณตามสืบและถ่ายภาพสองคนนั้นให้ที”

“สามีคุณทำงานที่เดียวกับคุณใช่มั้ยคะ”

“ใช่ค่ะ เขาเป็นหุ้นส่วนบริษัท”

ที่เดาไว้ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศที่แท้เป็นเจ้าของบริษัทเลยเหรอ ทั้งสวย รวย แถมจบนอกอีกต่างหาก โปรไฟล์ดีขนาดนี้ ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงยังไปมีชู้อีกนะ

“เท่ากับว่าทำงานที่เดียวกัน แล้วคุณเคยเห็นสองคนนั้นทำตัวสนิทเกินเลยกันในที่ทำงานรึเปล่าคะ”

“ถ้าเขาเป็นชู้กันจริง ใครจะทำตัวให้ผิดสังเกตล่ะคะ คุณนักสืบ ลองคิดดูดีๆสิ” คนสวยยักไหล่แล้วใช้นิ้วชี้จิ้มที่ขมับตัวเองราวกับกำลังบอกฉันเป็นนัยว่าให้ใช้สมองคิดดู

ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกับโดนด่าว่าโง่ยังไงไม่รู้

“ก็แค่ถามดู เผื่อจะมีเบาะแสน่ะค่ะ...อ่ะแฮ่ม” ฉันทำเสียงกระแอมไอไล่อาการเก้อเขินของตัวเอง

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวคุณส่งรูปสามีคุณมาให้ทางไลน์ฉันด้วยนะคะ แอดไอดีที่อยู่ในนามบัตรมาได้เลย”

“อีกสองวันข้างหน้าก็วันพุธพอดี คุณนักสืบสามารถเริ่มงานได้เลยใช่ไหมคะ?”

ฉันพยักหน้า “ได้ค่ะ จะให้เริ่มงานเลยก็ได้ เพราะตอนนี้ก็ไม่ได้ติดงานอะไร”

“งั้น...” คนตรงหน้าล้วงหาอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกงก่อนจะชักมือกลับออกมา “อยู่ไหนน้า” เจ้าตัวพึมพำแล้วก็ล้วงมือเข้าไปด้านในเสื้อสูทสีขาวและหยิบบางอย่างจากกระเป๋าเล็กๆที่อยู่ข้างในเสื้อออกมา

“เจอแล้ว! นี่ค่ะนามบัตรของฉัน” ผู้หญิงอารมณ์ดียื่นนามบัตรมาให้ฉันพร้อมกับส่งยิ้มร่าเริงเป็นของแถมให้อีก “ในนามบัตรมีทั้งเบอร์ส่วนตัวของฉันแล้วก็ที่อยู่ออฟฟิศ ที่ทำงานจะเลิกงานตอนหกโมง ฉันสังเกตว่าวันพุธพอถึงเวลาเลิกงานปุ๊บ เขาก็จะมาบอกลาแล้วออกจากออฟฟิศทันที แต่ฉันไม่ได้สังเกตว่าผู้หญิงคนนั้นออกไปพร้อมกันรึเปล่า เพราะตอนนั้นฉันงานยุ่งอยู่ ยังไงคุณนักสืบก็ช่วยถ่ายรูปเด็ดๆ ขอภาพที่สองคนนั้นกอดจูบกันยิ่งดี”

อีกฝ่ายตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนแต่ก็อุทานขึ้นมาเสียงดัง “โอ้! I totally forgot ฉันลืมไปสนิทเลย คิดค่าจ้างเท่าไหร่คะ”

ฉันยิ้มก่อนตอบ “ค่าใช้จ่ายสืบชู้สาวหกหมื่นบาทค่ะ ระยะเวลาดำเนินการสืบ 14-30 วัน จ่ายเงินมัดจำงวดแรก35% ที่เหลือค่อยจ่ายให้ตอนจบงานค่ะ”

“ต้องเป็นเงินสดรึเปล่าคะ โอนให้ได้ไหม”

“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”

“งั้นคุณก็ส่งเลขที่บัญชีมาให้ฉันทางไลน์แล้วกันนะคะ แล้วเดี๋ยวฉันจะส่งรูปเขาให้คุณด้วย”

“ค่ะ เดี๋ยวรบกวนคุณช่วยเซ็นสัญญาจ้างงานด้วยนะคะ” ฉันลุกไปหยิบใบสัญญาจ้างงานที่โต๊ะทำงานก่อนจะยื่นมันให้อีกฝ่ายเซ็น

 

คุณเหมือนฝันทำหน้านิ่วคิ้วขมวดขณะที่อ่านรายละเอียดในสัญญาจ้าง “คำนี้แปลว่าอะไรอ่ะคะ ก่อนหน้าที่จะไปเรียนอเมริกา ฉันก็เรียนที่โรงเรียนอินเตอร์มาตลอด เลยไม่ค่อยได้ใช้ภาษาไทย คุณช่วยแปลไทยเป็นไทยให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหมคะ เพราะบางคำฉันก็ไม่รู้ความหมาย แต่ถ้าคุณพูดฉันถึงเข้าใจ”

“ได้ค่ะ” ฉันใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งเพื่อจะแปลความหมายคำศัพท์บางคำให้อีกฝ่ายฟัง คุณเหมือนฝันพยักหน้าหงึกหงักในระหว่างที่ฉันอธิบาย จากนั้นก็ตวัดปากกาเซ็นชื่อและรายละเอียดต่างๆลงบนใบสัญญา

ฉันยื่นต้นฉบับสัญญาให้อีกฝ่ายเก็บไว้ ส่วนตัวเองก็เก็บคู่ฉบับ

“โอเค เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ” คนสวยลุกขึ้นยืน “งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ไว้ติดต่อกันอีกที”

ฉันลุกเดินตามอีกฝ่ายไปที่ตอนนี้กำลังเดินนำหน้าไปทางประตู

“ขอบคุณมากค่ะ ตอนลงบันไดเดินระวังด้วยนะคะคุณเหมือนฝัน”

ฉันเตือนคนที่ใส่ส้นสูงสีแดงที่กำลังจะก้าวเท้าลงจากบันไดก่อนจะเดินลงบันไดนำหน้าไปก่อน และยืนรออยู่ตรงข้างล่าง คนหน้าหวานค่อยๆก้าวเท้าลงทีละขั้นอย่างระมัดระวัง แต่พอก้าวได้เพียงไม่กี่ขึ้น เจ้าตัวก็เกิดก้าวพลาดแล้วเสียการทรงตัว

“ระวังตกบันไดค่ะ!” ฉันร้องบอกเสียงดังพลางยื่นแขนทั้งสองข้างไปด้านหน้าเพื่อจะคว้าตัวอีกฝ่ายเอาไว้

“อ๊ายยย!!” คนสวยอุทานเสียงสูง ร่างเพรียวบางเอนล้มลงมาทับตัวฉันจนนอนหงายเก๋ง หัวของฉันกระแทกพื้นอย่างจัง

“โอ๊ยย!!” ฉันร้องโอดครวญเสียงดังพลางหลับตาปี๋เพราะความเจ็บ

“โอ้ว มาย ก๊อดด!!” อยู่ดีๆอเมริกันเกิร์ลก็อุทานภาษาอังกฤษสำเนียงสุดเป๊ะด้วยน้ำเสียงตกใจ

ฉันลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าสวยหวานที่กำลังตกตะลึงอยู่ตรงหน้า พอเคลื่อนสายตาไปมองที่มือทั้งสองข้างของตัวเองก็ต้องตกใจสุดๆ เพราะสองมือของฉันดันไปจับหน้าอกของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

“ขอโทษค่ะ! ไม่ได้ตั้งใจจับนมคุณนะคะ” ฉันรีบชักมือออกอย่างรวดเร็ว จนคนที่อยู่ด้านบนล้มตัวลงมาทับร่างของฉัน ใบหน้าคนสวยที่โน้มลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้ริมฝีปากของเราสองคนชนกันเต็มๆ

 

ตึก ตึก ตึก ตึก 

 

สัมผัสนั้นทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงระรัว ราวกับมันจะกระเด็นกระดอนออกมา

‘โอ้ว มาย ก๊อด...’ ฉันร้องอุทานอยู่ในใจ

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ยังไม่ทันไรก็ได้จุ๊บกันแล้ว คริ คริ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ไรท์อยากอ่าน ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ

       

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น