ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [6]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.6k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ส.ค. 2562 12:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [6]
แบบอักษร

-6- 

 

เมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาไว้ในมือ มิคาเอลก็ไม่เสียเวลาอยู่ในสถานที่ที่ไม่อยากอยู่อีกต่อไป แม้รัสเซียจะไม่ใช่ที่ที่น่าชิงชังน้อยกว่ากันเท่าไหร่ ทว่าอย่างน้อยในประเทศนั้นก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง 

เรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา...ก็คือการได้พบเจอกับไค 

“ถ้าว่างตอนไหน เรากลับไปย้อนอดีตตรงที่ที่ได้เจอกันครั้งแรกดีไหม”  

มิคาเอลพูดกับคนที่ถูกบังคับ...หมายถึงถูกจับให้เอนหัวพิงไหล่เขาไว้พร้อมรอยยิ้ม เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงขยับของใบหน้าก็ตัดสินใจไปเองว่ามันคือการพยักหน้า ไม่ใช่ส่ายหน้า เพราะถึงอย่างไรไคก็ไม่เคยปฏิเสธเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะพูดตอบหรือไม่ก็ตาม 

พวกเขาเดินทางมาถึงรัสเซียในเวลาเที่ยงคืนกว่า เมื่อผนวกรวมกับระยะเวลานั่งรถจากสนามบินไปที่บ้านใหญ่ของชาลอฟอีกก็กินเวลาไปมากพอดู แต่แม้จะเป็นเวลาตีสามแล้ว ที่หน้าคฤหาสน์ที่ไม่ได้ใหญ่โตน้อยไปกว่าแองเจโลเลยสักนิดก็ยังมีคนยืนรอต้อนรับการมาถึงของทายาทที่แท้จริงแห่งชาลอฟอยู่ดี  

มิคาเอลก้าวเท้าลงจากรถพร้อมกวาดตามองท้องฟ้าและบรรยากาศอันแสนคุ้นเคยอย่างเงียบสงบ สีหน้าราบเรียบไม่มีเปลี่ยน ทว่ากลับมองเห็นประกายแสงดุดันที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาคู่นั้นได้อย่างชัดเจน  

คฤหาสน์ใหญ่ของชาลอฟมีขนาดกว้างขวางเช่นเดียวกันกับแองเจโล จะต่างก็เพียงแค่รูปลักษณ์ของตัวสถาปัตยกรรมเท่านั้น และที่แห่งนี้ก็คือสถานที่ที่ผู้นำชาลอฟอาศัยอยู่ ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นเขตปลอดสงครามภายใน เมื่อไหร่ก็ตามที่มิคาเอลขึ้นรับตำแหน่ง เขาจะได้มาอยู่ที่นี่ในฐานะผู้นำที่ไม่มีใครต่อกรได้อีก ทว่าในระหว่างที่ยังเป็นเพียง ‘ว่าที่’ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ให้ถึงวันเข้ารับตำแหน่งเสียก่อน 

และกำหนดการณ์ที่ผู้นำคนเก่าระบุเอาไว้ก็คือสามเดือน 

ในคราแรกเมื่อได้ยินเรื่องนี้มิคาเอลถึงขั้นหัวเราะเหยียดหยัน ไม่ได้รู้สึกผิดคาดเลยสักนิดที่ตาแก่นั่นเลือกทิ้งช่วงยาวแบบนั้นทั้งที่รู้ว่ามันเป็นอันตรายต่อตัวผู้สืบทอดและต่อชาลอฟ  

คงคิดจะกดดันให้เขาเข้าร่วมสงครามภายในก่อน พอต่อกรจนไม่มีใครเหลือแล้ว เมื่อเข้ารับตำแหน่งก็ไม่อาจสละบัลลังก์ทิ้งให้ใครได้อีก เพราะไม่มีสายเลือดเดียวกันเหลืออยู่แล้ว 

สกปรกไม่เคยเปลี่ยน... 

“เหม็นกลิ่นโสโครกจริงๆ” ว่าที่ผู้นำชาลอฟพึมพำกับตัวเองเสียงค่อย ก่อนมองบรรดาคนที่ออกมาต้อนรับอย่างไร้อารมณ์  

“คุณมิคาเอล”  

แล้วก็เป็นโรมันที่เดินเข้ามาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างดีใจ มิคาเอลกวาดตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า เมินสายตาที่ลอบมองไปยังคนสนิทของตนคล้ายไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น จากนั้นจึงเอ่ยถ้อยคำเหยียดหยามด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง 

“นอกจากลงทุนเสี่ยงอันตรายไปหาฉันวันนั้น นี่ก็คงขลุกอยู่แต่ที่นี่เลยสินะ” 

“ครับ” โรมันละสายตาออกจากคนข้างกายของมิคาเอลอย่างรวดเร็ว ไม่มีทีท่าโกรธเกรี้ยวใดๆ ปรากฏให้เห็น เขาเพียงยิ้มน้อยๆ ตอบตามความจริง เนื่องจากรู้ดีว่าคนตรงหน้าก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว “โชคดีที่คนทางนั้นยังรักษากฎ ผมสู้อะไรใครไม่ไหว คงได้แต่หลบอยู่ที่นี่อย่างเดียว” 

“ช่างเป็นอภิสิทธิ์ที่น่าอิจฉาจริงนะ” ผู้พูดพูดอย่างไม่จริงจังนัก เรียกได้ว่าแทบไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ แต่โรมันที่ได้ฟังกลับหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ด้วยเข้าใจดีว่าสิ่งที่มิคาเอลเอ่ยนั้นเป็นเรื่องจริงที่น่าอับอายเพียงใด 

คฤหาสน์ใหญ่เป็นสถานที่สำหรับผู้นำตระกูลเท่านั้น ผู้ที่มีสิทธิ์อนุญาตให้ใครอยู่หรือไม่มีเพียงผู้นำ และแม้คนผู้นั้นจะตายไปแล้ว คำสั่งก็ยังเป็นผลอยู่จนกว่าจะมีผู้นำคนต่อไป ซึ่งในเวลานี้คนที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเขตปลอดภัยซึ่งไม่อนุญาตให้คนในทำสงครามมีเพียงแค่พวกคนรับใช้ การ์ด แล้วก็โรมันกับมารดา 

ส่วนเรื่องที่ชายหนุ่มอับอาย... นั่นเป็นเพราะมารดาของเขาอาศัยช่วงเวลาที่ท่านผู้นำป่วยและกำลังจะจากไปร้องขอให้ท่านอนุญาตให้เขากับตัวเองอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดแห่งนี้ได้ ใช้เวลาร้องห่มร้องไห้กว่าสามวัน สุดท้ายเมื่อโรมันตรงเข้าไปหาในช่วงวินาทีสุดท้าย ท่านจึงมอบคำอนุญาตให้แล้วจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ 

“อันที่จริงผมคิดว่าคุณมิคาเอลก็น่าจะ...” 

“อย่าโง่ไปหน่อยเลย” มิคาเอลตัดบทอย่างไร้ซึ่งความสนใจ “ฉันเคยอยู่ที่นี่ก็จริง แต่สิทธิ์ในการอยู่ที่นี่มันจบลงตั้งนานแล้ว อีกอย่าง...ฉันไม่มีทางยอมอยู่ในที่ที่สกปรกแบบนี้เด็ดขาด” 

“…เข้าใจแล้วครับ” 

“ที่ฉันมาที่นี่...ก็แค่มารอเจอคนเท่านั้น” 

มิคาเอลหันกลับไปทางรถ พยักหน้าน้อยๆ ให้คนที่นั่งรออยู่ด้านในก้าวลงมาหา จากนั้นจึงจูงมือไค พาเดินเข้าไปด้านในโดยไม่คิดขออนุญาตใครทั้งสิ้น 

ผู้ที่กำลังจะกลายเป็นเจ้าของคฤหาสน์ในอนาคตไม่ได้เดินไปยุ่มย่ามกับส่วนอื่นใด เข้ามาถึงเขาก็พาไคไปนั่งลงบนโซฟารับแขกอย่างคุ้นชิน เนื่องจากเคย ‘ตกนรก’ อยู่ที่นี่เป็นเวลานาน 

“ทนหน่อยนะ” มิคาเอลยกมือลูบแก้มไคเบาๆ เพราะรู้ดีว่าอีกคนน่าจะง่วงมากแล้ว “อีกไม่เกินสิบนาที ฉันจะพาไคกลับบ้าน ถ้าทนไม่ไหวนอนตักฉันแล้วหลับตาก่อนก็ได้” 

ไคกะพริบตาปรือปรอยอย่างเชื่องช้า แต่ก็ยอมเอนตัวนอนตักมิคาเอลแล้วหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง ท่าทางน่ารักน่าชังจนคนมองอยากจะจับฟัดสักที หากก็ทำได้เพียงอดใจไว้ และใช้มือลูบเส้นผมนุ่มลื่นเป็นการกล่อมอย่างอ่อนโยน โดยไม่ลืมเอาผ้านุ่มนิ่มที่ลูก้าส่งให้มาคลุมหน้ากับตัวของไคเอาไว้เพื่อป้องกันสายตาคนอื่น 

เวลาดูจะเดินไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของคนขี้รำคาญที่อยากพาคนสำคัญกลับไปพักเต็มทน แต่เพราะต้องการอยู่เจอ ‘เจ้านั่น’ ต้องการรู้จุดยืนว่ามันเป็นแบบโรมันว่าทุกประการเลยหรือไม่ มิคาเอลจึงยังยอมนั่งรอ ถ้าถามว่าคนอย่างเขาอดทนได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ หากเป็นเมื่อก่อนน่าจะเชือดทิ้งให้หมดโดยไม่สนใจอะไรไม่ใช่หรือไง มิคาเอลคงตอบได้อย่างง่ายดายว่าเป็นเพราะไค... เพราะเขาอยากให้ไคปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าจะอะไรเมื่อเลี่ยงได้ก็พร้อมจะเลี่ยง 

แต่แน่นอนว่าความอดทนของเขามีจำกัด... 

ท้ายที่สุดถ้ามันไม่ยอมรับข้อเสนอ หรือมิคาเอลไม่คิดอดทนอีกต่อไป เขาก็ยังเชื่อว่าจะปกป้องไคได้อยู่ดี 

“ท่านครับ”  

และแล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อลูก้าส่งเสียงเตือนเจ้านายคล้ายอยากบอกให้เตรียมตัว ทว่านอกจากพยักหน้าแล้วมิคาเอลก็ไม่ได้เปลี่ยนท่าทางหรือสีหน้าแต่อย่างใด มือลูบหัวไคอยู่อย่างไรก็ยังทำอยู่อย่างนั้น แม้แต่ตอนที่ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขายังไม่คิดลุกขึ้นยืนต้อนรับ ทำราวกับไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา 

“กลับบ้านจนได้นะ” เสียงเหยียดหยันน้อยๆ ดังขึ้นพร้อมกันกับที่ผู้มาใหม่นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามมิคาเอล ลักษณะภูมิฐานของอีกฝ่ายทำให้ใครต่อใครเดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นผู้มีอิทธิพลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทว่าเมื่อเอาบรรยากาศรอบด้านของคนทั้งคู่มาเทียบกัน...คงต้องใช้คำว่าทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นเป็นตัวอธิบาย  

และเรื่องนั้นอังเดรย์ ชาลอฟก็รู้ตัวดี เขาถึงได้จงเกลียดจงชังคนตรงหน้าเป็นอย่างมาก 

“ที่นี่ไม่ใช่บ้านฉัน” มิคาเอลเบี่ยงสายตาไปมองคนตรงหน้า ส่งสัญญาณบอกผ่านแววตาอย่างเงียบงันให้เลิกจ้้องมองคนของเขา “ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนโง่พยายามทำอะไรโง่ๆ ก็คงไม่กลับมา” 

“ปากดีจริงๆ พ่อแกเลี้ยงมาดีเหลือเกินนะ”  

“ถ้าพ่อที่ว่าหมายถึงพี่ชายของนาย ใช้คำว่าเลี้ยงมาดียังน้อยเกินไป”  

อังเดรย์กัดฟันกรอดในใจ ทว่าภายนอกยังคงสุขุมเยือกเย็นเหมือนเคย ปกติเขาเป็นคนใจเย็นและรอบคอบ ทำอะไรก็ไม่เคยพลาด แปลกเหมือนกันที่เวลาอยู่ต่อหน้าไอ้เด็กเวรนี่ เขามักจะกลายเป็นคนใจร้อนดูไร้หัวคิดแทบทุกที 

“พูดดีไปเถอะ” เมื่อคิดได้ว่าไม่ควรแสดงท่าทีใดๆ ให้มิคาเอลเห็น ชายวัยกลางคนจึงสูดลมหายใจเข้าอย่างควบคุมอารมณ์ สีหน้าและแววตานิ่งสนิท ไม่เผยจุดอ่อนให้เห็นอีกต่อไป “คนบนตักนั่น...สำคัญน่าดูเลยนะ” 

“…” มิคาเอลหยุดชะงักมือที่กำลังลูบหัวไคเล็กน้อย ดวงตาทอประกายวาววาบดุดันโดยไม่คิดปิดบัง  

“ทั้งที่สำคัญขนาดนั้นยังอุตส่าห์ดึงลงมาในสนามรบ ปล่อยไว้แต่แรกฉันอาจจะไม่รู้แท้ๆ”  

“อย่าพูดเหมือนตัวเองโง่แบบนั้นสิ” คนฟังยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ตากวาดมองร่างของผู้มีศักดิ์เป็นอาอย่างเหยียดหยาม “ปากบอกว่าอยากเป็นผู้นำชาลอฟนักหนา ถ้าเรื่องแค่นี้ยังสืบไม่ได้ ให้เป็นเด็กรับใช้ยังดูดีเกินไปด้วยซ้ำ” 

“แก…” อังเดรย์กัดฟันกรอด  

“ฉันรู้ว่านายสืบเรื่องของฉันตอนอยู่ที่ไทยมาหมดแล้ว ยังไงก็รู้ว่าไคคือใคร แต่รู้แล้วยังไงเหรอ... คิดว่ามีปัญญาทำอะไรคนของฉันได้หรือไง” ริมฝีปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกดต่ำลงจนกลายเป็นสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม “อย่าโง่ไปหน่อยเลยอังเดรย์ รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางชนะแล้วจะดันทุรังไปเพื่ออะไร” 

รอบกายของมิคาเอลแผ่บรรยากาศไม่น่าเข้าใกล้ออกมาเหมือนเช่นผู้เป็นบิดาซึ่งจากไปแล้ว ทั้งยังมีท่าทีว่าในอนาคตอาจจะอันตรายกว่าหลายเท่า ในวงการของพวกเขา สิ่งเหล่านี้เรียกว่าออร่าผู้นำ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีเหมือนกันหมด มันคือพรสวรรค์...แล้วก็เป็นพรสวรรค์ที่ทำให้อังเดรย์เกลียดชังและอิจฉามาโดยตลอด 

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะปล่อยให้มันขึ้นเป็นผู้นำไม่ได้เด็ดขาด 

“เลิกพูดเรื่องไร้สาระกันเสียที” อังเดรย์เก็บอารมณ์ไม่เข้าที่ทั้งหมดเอาไว้ในใจ ตาจ้องมองนาฬิกาข้อมือที่ดำเนินมาเพียงไม่กี่นาทีแต่กลับรู้สึกเหมือนยาวนานนับชั่วโมงนิ่งๆ แล้วจึงหันไปมองมิคาเอลอีกครั้ง “ทิ้งทุกอย่างแล้วจากไปซะ ฉันสาบานว่าจะไม่ยุ่งกับคนของแก” 

“ทิ้งทุกอย่างที่ว่าหมายถึงชีวิตสินะ”  

“…ใช่” 

“เสียดายเวลาจริงๆ” 

“อะไรนะ” 

“อุตส่าห์คิดว่าถ้าข้อเสนอคือการบอกให้ฉันออกจากชาลอฟ หายหน้าไปไม่กลับมายุ่งเกี่ยวอีกก็จะยอมง่ายๆ ไม่ต้องบาดหมางกันแล้วแท้ๆ” ผู้พูดโคลงศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจ น้ำเสียงดูเหนื่อยหน่าย ทว่าสีหน้ากลับยังเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง “คิดว่าจะยกโทษให้เรื่องที่เคยมาตามสืบข้อมูล ทั้งที่ฉันก็ประกาศชัดเจนว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีก แต่กลายเป็นเสียเปล่าจริงๆ” 

“แกไม่มีทางทิ้งชาลอฟไปได้จริงๆ หรอก” 

“ได้ไม่ได้ฉันก็ทิ้งมันมาสามปีแล้ว” น้ำเสียงของมิคาเอลดูดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดมาถึงตรงนี้ “ฉันอยู่ของฉันดีๆ กลับถูกไอ้แก่กับไอ้โง่ดึงกลับเข้ามาในวังวนสกปรกโสโครกที่ไม่เห็นจะมีอะไรดีอีกรอบ” 

“…” 

“อย่าทำเหมือนไม่รู้เรื่องพวกกระจอกที่ถูกส่งมาตามเก็บฉันเลยน่าอังเดรย์... คิดว่าระยะเวลาสามปีจะทำให้ฉันโง่เหมือนนายหรือไง” 

“มิคาเอล!” 

“ทำไมฉันจะต้องทิ้งชีวิตตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าไอ้กระจอกอย่างนายก็มีดีแค่เห่าไปเรื่อย สุดท้ายก็ต้องตายและแพ้แบบหมดสภาพอยู่ดี” 

ไม่ใช่เพียงคำพูดที่เหยียดหยามอังเดรย์ราวกับเป็นขยะ ทว่าแม้แต่ดวงตาคู่คมก็ยังดูถูกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัด กับชาลอฟที่ยังยึดถือยศถาบรรดาศักดิ์และสายเลือดบริสุทธิ์ มิคาเอลก็ไม่ต่างอะไรไปกับเพชรที่จมอยู่ในแอ่งเลือด เป็นอัลฟ่าบริสุทธิ์ที่มีพ่อเป็นผู้นำชาลอฟ ส่วนแม่เป็นลูกสาวผู้นำคนก่อนและน้องสาวผู้นำคนปัจจุบันของแองเจโจ เทียบกับอังเดรย์ซึ่งเป็นเพียงอัลฟ่าธรรมดา เกิดจากแม่คนละคนกับผู้นำคนเก่าทั้งยังเป็นสาวใช้เบต้า มันจะไปต่างอะไรกับการเอาหินไร้ราคามาเทียบเคียงกับอัญมณีที่มีมูลค่ามากที่สุด 

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะมิคาเอล” อังเดรย์กัดฟันพูดเสียงดุดัน ในดวงตาวาววาบด้วยไฟแค้นจนแทบหลอมละลายมาดภูมิฐานที่เคยมีไปจนหมดสิ้น “เดี๋ยวก็รู้ว่าในสนามรบนี่ ฉันหรือแกกันแน่ที่จะตายก่อน” 

มิคาเอลเหลือบตามองอังเดรย์ด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะก้มลงมองคนบนตักเมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายขยับกายเล็กน้อยและค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งตาปรือด้วยตัวเอง พอเห็นสีหน้าง่วงนอนของไคที่จ้องกลับมาคล้ายจะบอกว่ากลับบ้านกันเถอะนะ ใบหน้าที่ถูกแช่แข็งก็อ่อนลงอย่างรวดเร็ว 

ไม่ต้องรอให้ไคลุกก่อน มิคาเอลก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นแล้วดึงมือคนข้างกายให้ลุกตาม ถ้อยคำสุดท้ายที่มีให้แก่ผู้ที่กำลังจะกลายเป็นศัตรูเต็มตัว คือถ้อยคำที่ดูธรรมดา...ทว่าความหมายกลับไม่ธรรมดาเลยสักนิด 

“เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า... สนามรบที่นายว่า สำหรับฉันมันแค่เกมโง่ๆ ที่มีจุดจบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” 

อังเดรย์ทำได้เพียงมองตามหลังคนทั้งคู่ไปจนสุดสายตา ความชิงชังทำให้อารมณ์ชั่ววูบบังเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน รู้ตัวอีกที...เขาก็ออกคำสั่งที่ไม่อาจถอนคืนกับปลายสายที่ติดต่อไปหาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ไปแล้ว 

“ส่งคำเตือนให้มัน” 

[ครับท่าน] 

หากรู้สักนิดว่าคำสั่งนั่นจะส่งผลเลวร้ายมากขนาดไหน... อังเดรย์จะไม่มีวันปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบมาควบคุมจิตใจโดยเด็ดขาด 

 

 

บนรถยนต์คันหรูที่ถูกรถหลายคันประกบหน้าหลังอย่างรัดกุม มิคาเอลเป็นฝ่ายเอนกายพิงไคไว้อย่างออดอ้อน แม้จะได้นอนน้อยกว่าเพราะตอนอยู่บนเครื่องเอาแต่มองหน้าคนหลับอย่างหลงใหลก็ไม่มีท่าทีง่วงงุนแสดงออกมาให้เห็น ราวกับตัวเขาคุ้นชินกับการใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่แล้ว ที่กอดแขนไคแน่นแล้วถูหน้าไปมาก็แค่ต้องการออเซาะเท่านั้น 

“จากที่นี่ไปบ้านฉันใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมง ถ้าไคง่วงจะนอนต่อก็ได้นะ เพราะไปถึงเมื่อไหร่ ไคต้องตกใจกับสิ่งที่ฉันอยากอวดจนตาสว่างแน่” 

“…อะไร” 

“อยากรู้จนยอมถามเลยเหรอ” คนอารมณ์ดีหัวเราะออกมาเบาๆ “ยังบอกไม่ได้ ฉันอยากให้ไคไปเห็นกับตามากกว่า” 

 เมื่อรู้ว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบ คนพูดน้อยก็เงียบเหมือนเดิมไม่ยอมพูดอะไรอีก ส่วนมิคาเอลที่ได้กอดไคจนหายรำคาญใจเรื่องอังเดรย์ไปนานแล้วนั้นอารมณ์ดีจนถึงขั้นหัวเราะออกมาแบบไร้เหตุผล ฟังดูน่าสยดสยองและน่าขนลุกในสายตาของลูก้าและคนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้าเป็นที่สุด 

บรรยากาศบนรถเป็นไปอย่างเงียบสงบทว่าไม่น่าอึดอัดใจเท่าใดนักเมื่อผู้เป็นใหญ่อารมณ์ดีเอามากๆ ไม่ได้แผ่รังสีกดดันชาวบ้านออกมาตามธรรมชาติแบบที่ควร ซึ่งลูก้าสรุปได้เรียบร้อยแล้วว่ารังสีที่ว่าจะจางหายไปเมื่อเจ้านายได้อยู่ข้างกายคนสำคัญ เชื่อว่าถ้าหงุดหงิดอยู่แล้วผลักคนคนนั้นเข้าไปหา อีกฝ่ายก็คงอ้าแขนรับและอารมณ์ดีจนลืมเรื่องน่ารำคาญไปได้อย่างรวดเร็ว 

ต้องหลงขนาดไหนกันนะ... 

ครืน 

“ฝนตก…” มิคาเอลพึมพำแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยยามมองออกไปนอกหน้าต่าง ในใจบังเกิดความรู้สึกอึมครึมอันยากจะอธิบาย และมันก็ทวีความหงุดหงิดมากขึ้นเมื่อมีสายเรียกเข้าส่งตรงถึงลูก้า เขายังคงใช้มือลูบแขนไคอยู่เช่นเคย แต่สายตามองลูกน้องคนสนิทนิ่งงันเพื่อรอฟังข้อมูลที่เจ้าตัวเพิ่งได้รับ...ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่ข่าวดีเท่าไหร่ 

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ 

“ท่านครับ” 

“อืม” 

“บ้านหลักของท่าน...” ลูก้านิ่งไปเล็กน้อยเมื่อหันไปเห็นมิคาเอลจ้องมองมาอยู่ก่อนแล้วด้วยดวงตาดุดัน แต่เขาก็ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องรีบรายงานให้เจ้านายรับทราบ “ถูกลอบวางเพลิงครับ” 

“…” 

“ท่านครับ จะให้ผมหาโรงแรม...” 

“หนักใช่ไหม”  

ลูก้าลอบถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่อยู่ ด้วยรู้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่แฝงมาในประโยคคำถามของมิคาเอลคืออะไร  

“ขออภัยที่ต้องตอบว่าใช่ครับ... พวกมันลอบวางเพลิงหลายจุด ถึงเราจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่พื้นที่ชั้นบนสุดก็ถูกทำลายไปมากแล้ว” 

บ้านพักส่วนตัวของมิคาเอลหลังนี้คือบ้านหลักของเขาที่ไม่ได้มีคนเฝ้าดูเยอะอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีแค่ทีมลูก้าก็เพียงพอ เนื่องจากที่นั่นเป็นความลับมาอย่างยาวนาน แทบจะไม่มีคนรู้จัก ปกติหากไม่ใช่พวกผู้ดูแลกับบรรดาสาวใช้ที่มีไม่มาก คนที่คอยเฝ้าระวังก็ถือว่าน้อยหากเทียบกับฐานะของเขาอยู่แล้ว แต่นี่เจ้านายยังบินไปไทยแบบไม่มีกำหนดกลับ พวกที่เหลือก็มีแต่พวกที่จงรักภักดีจริงๆ  

นอกจากทีมลูก้าที่แวะเวียนมาดูแลก็เหลือแค่คนรับใช้ไม่กี่คน พอทีมการ์ดที่เก่งที่สุดพุ่งตรงไปหาเจ้านายเพื่อรับตัวกลับมา ที่นั่นจึงเหมือนปราการที่อ่อนแอซึ่งหากใครอยากทำลายก็คงทำได้ง่ายๆ 

แต่คำถามคือ...  

“พวกมันรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันอยู่ที่ไหน” 

สถานที่ที่แม้แต่อดีตผู้นำยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จู่ๆ ถูกล่วงรู้และลอบวางเพลิงได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องคาดเดาให้มากมายลูก้าก็ได้คำตอบอย่างรวดเร็ว 

“มีหนอนอยู่ที่นั่น” 

“หึ” มิคาเอลแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สีหน้ายังคงดูเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับคุกรุ่นน่าหวาดกลัวตั้งแต่ได้ยินคำว่าพื้นที่ชั้นบนถูกทำลายแล้ว “กลับไปที่บ้านก่อน ฉันจะไปดูด้วยตัวเอง” 

“ครับท่าน” 

ไคซึ่งนั่งเงียบมาโดยตลอดเบนหน้าไปมองคนที่ยกศีรษะออกจากไหล่เขาแล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่างนิ่งๆ เพียงแค่เห็นจากใบหน้าด้านข้างและการกระทำที่ผิดแปลกไปก็บอกได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคงจะอารมณ์ไม่ดีเข้าแล้ว บรรยากาศบนรถที่เคยสงบเงียบแต่ไม่ได้น่าอึดอัดจึงดูกดดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  

จากที่ระยะทางเหลือเกินกว่าครึ่ง ผนวกกับที่มีฝนเทกระหน่ำลงมาหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รถเคลื่อนที่ได้อย่างเชื่องช้า คงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะไปถึงจุดหมาย แต่แล้วพอรู้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นและเจ้านายแสดงออกชัดเจนว่าต้องการไปถึงให้เร็วที่สุด ขบวนรถที่วิ่งติดกันอยู่หลายคันจึงเพิ่มความเร็วอย่างเห็นได้ชัด 

หลังจากใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางไปถึงจุดหมาย... รั้วบ้านหลังใหญ่เปิดออกแทบจะทันทีเมื่อรู้ว่าใครกำลังมา ฝนที่ตกตั้งแต่เมื่อชั่วโมงก่อนลบล้างคราบเขม่าและควันที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ไม่ประสงค์ดีจนแทบมองไม่เห็นเค้ารางของความเสียหาย ทว่ายิ่งขับรถเข้าไปใกล้... ภาพสิ่งปลูกสร้างซึ่งถูกทำลายจนมองไม่เห็นเค้าโครงเดิมยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายตา 

มิคาเอลจ้องมองเพียงพื้นที่ชั้นบนสุดซึ่งเป็นส่วนห้องนอนของเขาและมีพื้นที่เชื่อมต่อพิเศษที่เก็บรวบรวมของสำคัญทั้งหมดเอาไว้ ใช้เวลานานนับนาทีดวงตาก็ยังจ้องมองเพียงจุดนั้น ราวกับต้องการมองทะลุไปให้ถึงความเสียหายทั้งหมด แม้จะคาดเดาได้อยู่แล้วว่ามันคงไม่เหลืออะไรอยู่เลยก็ตาม 

“ไค” สุดท้ายเขาก็หันไปหาคนข้างกายแล้วเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รออยู่บนนี้ก่อนนะ ฉันจะลงไปข้างล่างสักหน่อย” 

ครั้งนี้มิคาเอลรีบร้อนเกินกว่าจะรอคอยคำตอบ พอเห็นคนสำคัญกะพริบตามองนิ่งๆ เขาจึงลูบแก้มซีดเซียวเบาๆ แล้วผละออกไปจากรถอย่างเร่งรีบ เสื้อโค้ทสีดำสนิทถูกหยิบมาสวมเพื่อกันลมหนาวในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีหลังจากลูก้ายื่นมาให้ พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ชายหนุ่มก็ก้าวไปตามทางเดินอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว มีเพียงลูก้ากับการ์ดที่คอยถือร่มให้เท่านั้นซึ่งเดินตามติดไปอย่างใกล้ชิด 

บ้านหลังใหญ่ซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่มิคาเอลให้ความสำคัญในยามนี้ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จนเละเทะ พื้นที่ด้านล่างไม่อาจเดินผ่านเข้าไปได้เมื่อมีเศษปูนเศษอิฐตกลงมาขวางทาง เพียงมองด้วยตาเปล่าก็รับรู้ได้ในทันทีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่อาจใช้การได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งยังน่าจะไม่อาจเข้าไปสำรวจภายในได้ด้วย 

มิคาเอลจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเย็นชา ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปด้านหลัง จ้องมองคนของเขาที่คุกเข่าอยู่กับพื้น สาวใช้บางคนสะอึกสะอื้น การ์ดบางคนยังพยายามฝืนกายนั่งตัวตรงทั้งที่มีร่องรอยบาดแผลเต็มร่างกาย ดูคล้ายยังไม่มีใครยอมเรียกรถพยาบาลเลยสักคน 

“ท่านครับ” พ่อบ้านสูงอายุที่ดูแลบ้านแทนมิคาเอลมานานและคุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุดเอ่ยเรียกเจ้านายด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความสั่นเทา แม้จะมีบาดแผลไฟไหม้น่ากลัวบริเวณหัวไหล่ซีกซ้ายก็ยังคงยืนยันจะยื่นส่งสิ่งหนึ่งมาให้เขา “นี่คือของสำคัญของท่านที่ผมคว้ามาได้ ส่วนภาพอื่นๆ ถูกเผาทำลายไปหมดแล้ว... ขออภัยด้วยครับที่ผมดูแลบ้านไม่ดี” 

มิคาเอลจ้องมองภาพวาดสีน้ำแผ่นใหญ่ในถุงพลาสติกด้วยแววตาเฉยชา ก่อนดวงตาจะค่อยๆ กวาดไปยังร่างลูกน้องของเขาทุกคนอีกครั้ง ไล่เรียงไปทีละคนๆ จนครบทั้งหมด เมื่อเห็นแล้วว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่สุดคือหัวหน้าพ่อบ้าน ดวงตาคู่คมก็เบนกลับมา พร้อมส่งสัญญาณให้ลูก้าตรงเข้าไปรับภาพวาดที่เหลือเพียงภาพเดียวไปถือไว้ เพียงเท่านั้นร่างของชายสูงวัยก็เอนไปมา ทำท่าเหมือนพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ  

แต่แล้ว... 

ความหนาวเย็นจากที่ถูกหยาดฝนโหมใส่ร่างมาเนิ่นนานจางหายไปเมื่อเจ้านายผู้เป็นใหญ่คว้าร่มจากมือการ์ดด้านข้างแล้วยื่นออกไปกันฝนให้พ่อบ้านของตน เบต้าสูงวัยเงยหน้าเบิกตามองเจ้านายที่รับฝนแทนด้วยสีหน้าตกตะลึง เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ ทุกคนที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด 

“…ท่านครับ” 

“รีบไปรักษาตัวให้หายแล้วกลับมาทำงานต่อ”  

“…” 

“ส่วนเรื่องในวันนี้...” ดวงตาคู่คมเปล่งประกายเย็นเยียบเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งกับคนของเขาและกับของของเขาที่ถูกทำลายไปทั้งหมด “ฉันต้องเอาคืนอย่างสาสมแน่” 

การ์ดที่ถือร่มให้มิคาเอลในตอนแรกเดินเข้าไปรับช่วงต่อกางร่มให้พ่อบ้านสูงอายุอย่างรู้งาน ส่วนผู้เป็นนายที่ตอนนี้ตัวเปียกโชกไปหมดนั้นหันกลับไปมองศพที่ถูกผ้าปิดคลุมกายไว้ทั้งสองศพด้วยสีหน้าเฉยชา ทว่าดวงตาเป็นประกายคุกรุ่นจนแทบควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ 

“ไม่ต้องตามมา”  

ลูก้าผงกศีรษะเล็กน้อยรับคำ ขณะมองตามแผ่นหลังของเจ้านายที่เดินอ้อมไปทางด้านหลังบ้านเพียงลำพังนิ่งๆ กระทั่งมองไม่เห็นเงาร่างนั้นอีกต่อไปแล้ว เขาจึงหันกลับมาจัดการเรื่องผู้บาดเจ็บทั้งหมดตามหน้าที่ โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนเปิดประตูลงมาจากรถแล้วเดินตากฝนตามหลังมิคาเอลไปด้วย 

พื้นที่บริเวณด้านหลังบ้านซึ่งถูกจัดเป็นสวนงดงามไม่ได้ได้รับผลกระทบมากนัก ที่ลูก้าบอกว่าควบคุมเพลิงได้ไวคงต้องบอกว่าใช่ เพราะหากช้ากว่านี้ไฟคงลามเข้าป่าที่อยู่ติดเขตตัวบ้านกับสวนดอกไม้ไปจนหมดแล้ว 

มิคาเอลยืนอยู่บริเวณสวนดอกไม้ หันหน้ามองบ้านหลังใหญ่ของตนด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ เส้นผมสีขาวเงินโดนหยาดฝนตกใส่จนลู่ลงละใบหน้าคมคาย เช่นเดียวกันกับชุดที่เปียกโชกจนแนบเนื้อไปหมด หากมองจากด้านหน้าเขาคงเหมือนกับเทวทูตผู้งดงามและเย็นชาเหมือนเคย  

ทว่าเมื่อมองจากด้านหลัง...แผ่นหลังกว้างกลับดูโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อยจนเหมือนเป็นคนละคนกับมิคาเอลในยามปกติ และคนที่ได้เห็นเขาในยามนี้ก็มีเพียงคนเดียวเหมือนเคย 

สองแขนแข็งแรงรวบกอดเอวของคนที่ยืนหันหลังให้เข้ามาแนบกาย ก่อนจะวางคางลงบนบ่าที่ดูลู่ลงกว่าทุกครั้ง ปล่อยให้สายฝนตกลงมาเปียกพวกเขาทั้งคู่ไปด้วยกัน ไคหลับตาลงไม่ได้มองตามสายตาของคนด้านหน้า แต่ก็รับรู้ได้ว่าปลายทางที่ถูกจ้องมองมาโดยตลอดคือที่ไหน 

“บนนั้นมีภาพวาดมากมายที่ฉันซื้อเก็บเอาไว้ตั้งแต่ได้เจอไค...” มิคาเอลเอนกายพิงแผงอกแกร่งทางด้านหลังอย่างหมดแรง หากก็ไม่ลืมยกมือขึ้นลูบแขนที่กอดเอวตัวเองเอาไว้อย่างอ่อนโยน “ทุกภาพเป็นงานฝีมือของไคที่ฉันซื้อและประมูลมาโดยไม่ออกนามเพื่อสะสม คิดว่าวันหนึ่งถ้ามันมีมากพอก็จะพาไคมาดู”  

“…” 

“ฉันอยากให้ไครู้ว่าฉันหลงใหลไคมากมายขนาดไหน”  

“…อืม” คนฟังรับคำในลำคอ ก่อนจะขยับองศาใบหน้าเล็กน้อยจนปลายจมูกโด่งแตะลงบนซอกคอเย็นชืด คำปลอบประโลมที่ส่งผ่านการกระทำทำให้มิคาเอลรู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจ สายตาค่อยๆ เบนออกจากสถานที่ที่เก็บความทรงจำเอาไว้มากมายช้าๆ แล้วก็จบลงที่การหลับตาเหมือนเช่นที่ไคกำลังทำ 

“ครั้งหนึ่งเราก็เคยกอดกันแบบนี้... ต่างแค่ตอนนั้นฉันคือคนปลอบไค จำได้หรือเปล่า” 

“ได้” 

“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าการกลับมาที่นี่ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเองเจ็บปวด แต่มันยังทำให้ไคเจ็บปวดด้วย” 

“…” 

“เป็นเพราะเราต่างผ่านความเจ็บปวดมาพอๆ กันหรือเปล่านะ เราถึงได้เข้าใจกันมากกว่าคนอื่น” 

“…คงอย่างนั้น” 

มิคาเอลคลี่ยิ้มเมืื่อได้ยินคำตอบที่ยาวกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำลายบรรยากาศเงียบสงบที่ทำให้อุ่นใจแม้จะอยู่ท่ามกลางสายฝนเย็นเยียบ กระทั่งผ่านไปพักหนึ่งแล้วเขาจึงลืมตาขึ้น แกะแขนไคออกแล้วหมุนกายกลับไปหา  

“ความเจ็บปวดพวกนั้นเป็นเพียงอดีต...” ดวงตาทั้งสองคู่สบกันอย่างเงียบงัน “ต่อจากนี้ไป ฉันจะไม่ยอมให้ไคต้องเจ็บปวดอีก” 

ไคกะพริบตาอย่างเชื่องช้า ตามองสบดวงตาสีเขียวงดงามที่ตรึงเขาให้อยู่กับที่โดยไม่หันหนีไปไหน แม้ยามที่มือขาวเลื่อนมาแตะใบหน้า หรือยามที่ใครอีกคนเคลื่อนกายเข้ามาแนบชิด กดจูบลงบนริมฝีปากอย่างนุ่มนวล เขาก็ทำเพียงแค่จ้องมองดวงตาคู่นั้น แล้วประคองเอวอีกคนเอาไว้โดยไม่ได้พูดอะไร 

เจ็บปวดเหรอ... 

ความรู้สึกที่ว่านั่น เขาลืมมันไปนานมากแล้ว 

คนที่ควรถูกปกป้องไม่ให้เจ็บปวด...ต้องเป็นมิคาเอลต่างหาก 

 

 

----------------------- 

 

 

TALK: ขออภัยที่ลงช้าไปหนึ่งวันนะคะ เจอกันเสาร์หน้าค่า

ความคิดเห็น