เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 88 ยันต์อาคมผนึกอสูร

ชื่อตอน : บทที่ 88 ยันต์อาคมผนึกอสูร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 246

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2562 14:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 88 ยันต์อาคมผนึกอสูร
แบบอักษร

โลกใต้สมุทรนั้นช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก ถังเฟยหู่โผทะยานขึ้นจากใต้เหวลึกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหมึกปีศาจวังวนมาร เขาหยุดอยู่บนบนพื้นที่แห่งหนึ่งใกล้ขอบเหว เขากวาดสายตาออกไปมองก็พบเห็นโลกอันแปลกประหลาดปรากฏอยู่ตรงหน้า ดินแดนอันกว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำสมุทร 

           “ที่ประหลาดแห่งนี้มิใช่แม่น้ำหมินเจียงหรือว่าเมืองฝูโจวเป็นแน่ เจ้าหมึกปีศาจนั้นนำพาข้ามาที่ใดกัน….แล้วข้าจะกลับไปได้อย่างไร?” นี่เป็นปัญหาอย่างแรกที่ถังเฟยหู่ได้พบ สิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์คือความไม่รู้ ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เขาจำเป็นต้องหาข้อมูลให้มากกว่านี้ 

           “ที่ทำได้ตอนนี้คือควรจะออกสำรวจรวมถึงหาหนทางกลับไปยังสำนักด้วย…ถ้าหากข้ายังสามารถกลับไปได้นะ…” ถังเฟยหู่หัวเราะแห้งๆกับตัวเองพร้อมกับออกเดินไป เขาค้นพบสิ่งต่างๆมากมายทั้งพื้นและสัตว์อสูรที่แปลกตา 

           เขาได้ค้นพบสัตว์อสูรจำพวกปลาทะเลหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังพบพืชพันธุ์แปลกตาจำนวนมาก ซึ่งมีหลายประเภทที่เขาเคยอ่านพบเจอแต่ในตำราของท่านตาไม่ว่าจะเป็นหญ้าคลื่นสมุทร ดอกบัวเหมันต์ หรือแม้แต่ไข่มุกสงบจิต ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างนั้นถังเฟยหู่ได้เก็บรวมรวมพวกมันมาด้วยเช่นกัน 

           แม้จะมีไม่มากนักแต่สรรพคุณของมันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนวิชาในศาสตร์วารีเหมันต์อยู่ดี ถังเฟยหู่ถอดเสื้อตัวนอกของตนออกแล้วใช้มันแทนถุงผ้าในการกอบโกยทรัพยากรเหล่านั้นไปด้วยกับตนเอง เขาได้ออกเดินไปกว่าสามวันแล้วหลังจากขึ้นมาจากเหวลึกนั้น หนทางตรงหน้าของเขาช่างยาวไกล แต่เขายังไม่พบเห็นหนทางที่จะกลับไปยังที่จากมาเลยแม้แต่น้อย 

           รวมถึงเขายังไม่ทราบถึงข้อมูลอะไรเลยในที่แห่งนี้แม้แต่น้อย เขายังไม่อาจตรวจสอบพบว่าที่เขาอยู่ในตอนนี้คือที่ใด เขาแม้กระทั่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ด้านบน ว่ายน้ำขึ้นสู่ด้านบนไปเรื่อยๆเพื่อหวังว่าจะสามารถขึ้นไปเหนือผิวน้ำได้ แต่ไม่ว่าจะว่ายขึ้นไปอย่างไรเขาก็ไม่สามารถมองเห็นผิวน้ำได้เลยแม้แต่น้อย 

           เขาว่ายตรงขึ้นไปหลายชั่วยามก่อนที่จะยอมแพ้ เขาได้ทิ้งตัวลงไปเรื่อยๆเพื่อกลับไปยังพื้นผิวด้านล่างอีกครั้ง ในระหว่างที่ร่อนกายลงมาเขาก็ได้โคจรวิชาสายเลือดดวงตาออกมาด้วย ดวงตาของเขากวาดผ่านไปรอบด้านเพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้มากขึ้น 

           “นั่นมัน….” ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้พบเห็นบางอย่างเข้า ที่สุดขอบสายตาของเขาได้ปรากฎเส้นขีดตั้งตรงราวกับไม้บรรทัดจรดอยู่บนเส้นขอบฟ้า เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งนั้นคือสิ่งใดเพราะมันอยู่ไกลเกินกว่าความสามารถของวิชาตาเหยี่ยวพันลี้ แต่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขาพบเห็นเป้าหมายบางอย่างขึ้นมา 

           “ไม่แน่ว่าไปยังที่ตรงนั้นอาจจะสามารถบอกได้ว่าที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่…และบางทีอาจจะมีเบาะแสในการกลับไป…ข้าคงไม่มีทางเลือกนอกจากลองไปเยือนดูสักครั้ง” ถังเฟยหู่ทิ้งร่างกายของตนลงมาหยุดยืนอยู่บนพื้น เขาได้หบหิ้วถุงผ้าบนหลังของตนเองและออกเดินอีกครั้งไปในทิศทางไปเส้นตรงบนขอบฟ้านั้น 

           เขาออกไปเดินตรงไปอีกกว่าหนึ่งสัปดาห์พร้อมกับเก็บทรัพยากรต่างๆไปด้วยในระหว่างทาง ในระหว่างนั้นเขามักจะพักไปด้วยพร้อมกับนำทรัพยากรที่เก็บมาได้ในการฝึกฝนไปด้วย ซึ่งทรัพยากรทั้งหมดเหล่านั้นเป็นทรัพยากรในศาสตร์วารีเหมันต์แทบจะทั้งหมด จึงทำให้การฝึกปราณเก้าเยือกแข็งพัฒนาไปอย่างมาก 

           ในตอนนี้ปราณเก้าเยือกแข็งของเขานับว่าใกล้จะทะลวงขั้นที่หกอยู่เต็มทีแล้ว ซึ่งนั่นทำให้ถังเฟยหู่พึงพอใจเป็นอย่างมาก แต่ที่ทำให้ถังเฟยหู่เป็นกังวลกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือถึงเขาจะเดินทางมากกว่าหลายวันแต่ระยะทางที่จะไปยังจุดหมายนั้นแทบจะไม่หดสั้นลงเลยแม้แต่น้อย และถึงแม้จะเรียกทาสอสูรเฮยกุ่ยออกมาขี่ก็ไม่ได้ทำให้ระยะทางตรงหน้าหดสั้นลงเลยเสียด้วยซ้ำไป หากเป็นเช่นนี้ไม่ทราบว่ากี่ปีเขาถึงจะสามารถไปถึงปลายทางตรงหน้าได้ 

           “ข้อเสียเปรียบในการเดินทางใต้น้ำ…เฮยกุ่ยเป็นสัตว์อสูรที่อาศัยบนบก ถึงแม้จะสามารถหายใจใต้น้ำได้เพราะความพิเศษของที่นี่แต่ร่างกายของมันก็ไม่เหมาะสมกับสภาวะเช่นนี้ มันไม่คุ้นชินกับแรงต้านของน้ำทำให้ความเร็วลดลงอย่างมาก…ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมเองก็เป็นวิชาตัวเบาในศาสตร์วายุ ประโยชน์ที่จะใช้กับสภาวะที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณธาตุวารีก็น้อยลงไปด้วย…กายหยาบมารของปลาปีศาจก็อาจทำให้ข้าสามารถเดินทางได้เร็วขึ้นแต่ก็เสียเวลาในการฟื้นฟูพลังปราณมรณะมากจนเกินไปอยู่ดีซึ่งนั้นยิ่งทำให้การเดินทางอาจช้าลง” ถังเฟยหู่ขบคิดปัญหาเหล่านั้นภายในใจ 

           แต่ในตอนนั้นเองที่ระหว่างที่เขาคิดก็ได้มีสัตว์อสูรปลาตัวน้อยตัวหนึ่งว่ายผ่านหน้าของเขาไปพอดี นั่นจึงทำให้เขามีความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมา “แล้วถ้าหากข้าจับสัตว์อสูรทะเลในดินแดนแห่งนี้ไปเป็นพาหนะละ? พวกมันเกิดในทะเลแห่งนี้ย่อมมีความคุ้นชินกับสภาวะแบบนี้และสามารถใช้ความสามารถของมันได้อย่างเต็มที่” 

           ถังเฟยหู่นึกถึงสัตว์อสูรหลายตัวที่เขาได้พบเจอระหว่างทางในช่วงหลายวันมานี้แต่ก็ยังไม่พบเห็นตัวตนที่เข้าตาแม้แต่น้อย ความเร็วของพวกมันนั้นยังไม่มากเสียเท่าไหร หากใช้พวกมันเป็นพาหนะก็คงไม่ค่อยเกิดประโยชน์มากเสียเท่าไหร 

           “เฮ่อ…” เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ช่างเถอะ ลองออกเดินทางเองอีกสักหลายวัน ถ้าหากพบเห็นสัตว์อสูรที่เข้าตาก็ควรสยบมันไว้เพื่อใช้งานแต่หากไม่มีก็ได้แต่จำใจใช้พวกมันเพื่อทุ่นแรงระหว่างพักฟื้นปราณมรณะหลังจากใช้งานกายหยาบมารเพื่อเดินทาง…ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเร็วกว่าการขี่เฮยกุ่ยนัก” 

           เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเขาจึงได้เดินทางต่อไป ปราณมรณะปะทุขึ้นมาอีกคำรบหนึ่งก่อนที่รอยสักมารรูปเกล็ดปลาจะปรากฎขึ้นมา ภายใต้กายของปลาปีศาจทำให้เขาสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วขึ้นและเมื่อผสานเข้ากับท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมจึงทำให้การเคลื่อนไหวของเขาไหลลื่นราวกับปลาปีศาจก็ไม่ปาน 

           เขาพุ่งต่อไปทิศทางตรงหน้าอย่างต่อเนื่องพร้อมกับกวาดตามองหาสัตว์อสูรที่เหมาะสมไปด้วยระหว่างทาง ทุกๆหลายชั่วยามเขาจะหยุดพักเพื่อพักฟื้นพลังและเพื่อเผาผลาญทรัพยากรที่เก็บมาได้ในการฝึกตนไปด้วย ตั้งแต่ที่เขาได้มาอยู่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้ก็ได้ทำให้พลังฝีมือโดยรวมของเขาพัฒนาอย่างไม่หยุด 

           หลายวันต่อมาในที่สุดถังเฟยหู่ก็สามารถฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งจนสามารถทะลวงขั้นเข้าสู่ขั้นที่หกได้สำเร็จ โดยถังเฟยหู่ได้อาศัยถ้ำแห่งหนึ่งเพื่อหยุดพักเป็นการชั่วคราว เขาได้ใช้เวลานี้ในการปรับสมดุลและสร้างความมั่นคงให้แก่ปราณเก้าเยือกแข็ง 

           พลังวิญญาณวารีธาตุหนุนเสริมให้กระบวนการนี้ของเขาเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ชั่วยามพลังปราณของเขาก็เกิดความมั่นคงอย่างมาก ในตอนนั้นเองที่ระหว่างเขากำลังปรับพื้นฐานให้มั่นคง ประสาทรับเสียงของเขาได้ยินเสียงบางอย่าง เป็นเสียงเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตบางสิ่ง 

           “นี่มันเสียงอะไรกัน….” ถังเฟยหู่กล่าวออกมาด้วยความสงสัย เขาได้ออกจากการปิดด่านฝึกตนของตนเองและก้าวเดินออกไปจากถ้ำใต้ทะเลแห่งนั้น เขาได้กวาดสายตาออกไปเพื่อหาต้นตอของเสียงนั้น เขาได้ว่ายขึ้นไปและหยุดยืนอยู่เหนือถ้ำใต้ทะเลแห่งนั้น ในตอนนั้นเองที่เขาได้พบเห็นบางสิ่ง 

           มันเป็นการต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรและมนุษย์…ถูกต้องมนุษย์! ถังเฟยหู่มองภาพตรงหน้านั้นด้วยความรู้สึกโล่งใจบางอย่างขึ้นมา ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่มนุษย์ผู้เดียวที่อยู่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้ แต่เขาก็ยังไม่วางใจขนาดเผยโฉมโดยง่าย นั่นเพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือศัตรูหรือมิตร และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนพวกนี้คือคนจากต้าหลิงเหมือนเขาหรือไม่…หรือว่าคนพวกนี้จะเป็นคนของดินแดนประหลาดกันแน่ 

           ถังเฟยหู่กระตุ้นญาณโลหิตภายในห้วงวิญญาณของตนออกมาและรวบรวมพลังสายเลือดเข้าสู่ดวงตาเพื่อใช้วิชาสายเลือดดวงตาเหยี่ยวพันลี้ออกมา ภาพอันห่างไกลตรงหน้านั้นราวกับถูกขยายขึ้นและสามารถมองเห็นการต่อสู้นั้นได้อย่างชัดเจน 

           สัตว์อสูรตัวนั้นมีรูปร่างเรียวยาวและมีเกล็ดสีฟ้าเรียงตัวกันอย่างสวยงาม มันคืออสรพิษตนหนึ่งที่มีเหงือกและดวงตาสีฟ้าเยือกเย็น หางของมันเป็นคลีบที่มีรูปร่างราวกับพัดอันหนึ่งที่ดูบางเบาและสวยสดงดงาม หางของมันกวาดผ่านห้วงทะเลและสร้างคลื่นน้ำม้วนตัวออกไปและเข้าทำร้ายกลุ่มคนประมาณห้าคนที่ล้อมรอบร่างกายมันอยู่ ผู้คนเหล่านั้นต่างก็กระจายตัวกันออกไปเพื่อหลบหนีการโจมตีนั้น ในตอนนั้นเองที่หนึ่งในคนทั้งห้าได้เรียกจิตวิญญาณของตนออกมา 

           จิตวิญญาณของชายคนนั้นคือหมีขนเหล็กระดับสอง ทันใดนั้นเองที่ชายคนนั้นโบกมือออกและเปลี่ยนจิตวิญญาณของตนเองให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณตาข่ายเหล็กซึ่งมีไว้สำหรับพันธนาการศัตรู อีกสี่คนที่เหลือเองต่างก็เรียกจิตวิญญาณของตนเองให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณตาข่ายเหล็กเช่นกัน 

           “ศิษย์พี่! เร็วเข้ารีบจับมันเร็ว” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับเหวี่ยงตาข่ายเหล็กออกไปแต่อสรพิษวารีตนนั้นกลับม้วนตัวหนีไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับตาข่ายอีกสองอันพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของอสรพิษวารี แต่มันก็ใช้การเคลื่อนที่อันร้ายกาจของมันในการหลบรอดอีกทั้งยังหอบการโจมตีด้วยพลังวารีเข้ากระแทกยังร่างกายของคนผู้หนึ่งในกลุ่มนั้นอีกด้วย 

           “แย่แล้ว! มันจะหนีไปแล้ว!!” คนที่พึ่งถูกคลื่นน้ำกระแทกได้ตะโกนออกมาเมื่อเห็นเงาสีฟ้าพุ่งผ่านร่างของเขาไป คนที่เหลือที่ยังพอเคลื่อนไหวได้เร่งรีบติดตามไปในทันที พวกเขาเรียกอาวุธจิตวิญญาณของตนกลับมาและเปลี่ยนเป็นเกราะแขนที่ห่อหุ้มตั้งแต่ฝ่ามือจนถึงข้อศอกเอาไว้ 

           ฝ่ามือสุริยันผลาญดารา เพลิงผลาญธุวดารา! 

             ในตอนนั้นเองที่คนอายุน้อยที่สุดในกลุ่มได้ฟาดฝ่ามือออกไป ลำแสงปราณสีแดงจากฝ่ามือพุ่งออกไปเข้ากระแทกยังร่างกายของอสรพิษวารีได้อย่างถนัดถนี่ แต่ฝ่ามือนั้นกลับแทบไร้ความหมายเมื่อกระทบร่างอสรพิษยักษ์ตัวนั้น มันแทบจะไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้มันเสียด้วยซ้ำไป ลำแสงปราณที่พุ่งไปนั้นอ่อนแอเป็นอย่างมาก 

           “เจ้าโง่! ที่นี่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณธาตุวารี มันต่อต้านวิชาฝ่ามือในศาสตร์เพลิง สิ้นเปลืองพลังโดยเปล่าประโยชน์! ใช้ฝ่ามือธุลีจันทราเสีย!” ศิษย์พี่อาวุโสที่สุดในกลุ่มตะโกนด่าผู้เยาว์คนที่พึ่งฟาดฝ่ามือออกไปก่อนที่จะเร่งความเร็วพุ่งร่างตามอสรพิษวารีตนนั้นไปอย่างรวดเร็ว 

           ภาพเหล่านั้นอยู่ในการลอบสังเกตการณ์ของถังเฟยหู่โดยตลอด เขาย่อมสามารถจดจำฝ่ามือเมื่อครู่ได้อย่างแน่นอน “นั่นเป็นวิชาของสำนักแปดดารา ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ใช่ผู้เดียวที่หลงเข้ามาในดินแดนประหลาดแห่งนี้…พวกนั้นอย่างน้อยย่อมสมควรรู้ข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนประหลาดแห่งนี้….อีกทั้งยังมีสัตว์อสูรตนนั้นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ความคล่องตัวและความเร็วของมันถูกใจยิ่งนัก” 

           ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่เรียกจิตวิญญาณอสูรทมิฬและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณหน้ากากปีศาจครึ่งซีกที่เคยใช้ เขาได้สวมมันปิดบังใบหน้าของตนเองไว้และเร่งรีบพุ่งตัวติดตามผู้คนเหล่านั้นไปในทันที 

           กายหยาบมาร เคล็ดกายาปลาปีศาจ 

           ปราณมรณะถูกกระตุ้นขึ้นมาและถูกร่างกายของเขาดูดกลืนไปอย่างรวดเร็ว รอยสักมารรูปเกล็ดปลาปรากฏขึ้นรอบกายของเขา การพุ่งตัวของเขารวดเร็วยิ่งนัก ไม่นานนักก็สามารถติดตามกลุ่มคนเหล่านั้นและอสรพิษวารีได้ทันแล้ว 

           เขาได้ทิ้งช่วงไว้จากคนกลุ่มนั้นให้ห่างไปร้อยก้าวเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ อีกทั้งยังได้ใช้วิชาสายเลือดดวงตาในการสอดส่องคนพวกนั้นไปด้วย คนจากสำนักแปดดาราทั้งห้าพยายามที่จะจับอสรพิษวารีให้ได้แต่มันก็สามารถหลบรอดไปได้ทุกครั้ง หลายชั่วยามผ่านไปคนเหล่านั้นก็ยังไม่ละความพยายามของตน 

           ฝ่ามือธุลีจันทรา เหมันต์เยือกธุวดารา!! 

             ลำแสงปราณเยือกแข็งถูกส่งออกไปเป็นเส้นตรงเข้าปะทะกับร่างกายของอสรพิษวารี แม้การโจมตีจะไม่รุนแรงแต่ลำแสงปราณนั้นได้สร้างชั้นน้ำแข็งขึ้นบนผิวกายของอสรพิษวารีและสร้างสภาวะที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้ช้าลง คนทั้งห้าต่างใช้ฝ่ามือธุลีจันทราออกมาเพื่อหวังลดความคล่องตัวของอสรพิษวารีเสีย 

           อสรพิษวารีจำต้องหมุนตัวอย่างรวดเร็วอยู่หลายครั้งเพื่อสลัดชั้นน้ำแข็งที่เกาะกุมร่างกายของมัน ถังเฟยหู่ที่สังเกตการณ์อยู่นั้นมองภาพการโจมตีนั้นด้วยความสนใจ ฝ่ามือธุลีจันทรานั้นเหมือนกับเป็นเคล็ดวิชาขั้วตรงข้ามของฝ่ามือสุริยันผลาญดารา แม้จะเป็นศาสตร์วิชาที่ต่างกันแต่แก่นแท้ของวิชานับว่าคล้ายกัน 

           ชุดวิชาฝ่ามือธุลีจันทรานี้ทำให้ถังเฟยหู่สนใจเป็นอย่างมาก นั่นเพราะชุดวิชานี้นับว่าสามารถเข้าคู่กันได้เป็นอย่างดีกับปราณเก้าเยือกแข็ง หากเขาได้รับวิชานี้มาครอบครองอาจทำให้พลังต่อสู้โดยรวมของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นั่นเพราะดินแดนประหลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังวิญญาณธาตุน้ำที่แกร่งกล้า 

           ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้เริ่มเคลื่อนไหว เขาค่อยๆลอบเข้าใกล้กลุ่มคนและสัตว์อสูรตรงหน้าไปเรื่อยๆและลดระยะห่างเข้าไปเรื่อยๆเช่นกัน คนกลุ่มนั้นต่างจดจ่อกับการต่อสู้ตรงหน้าจนไม่สามารถสังเกตเห็นถังเฟยหู่ที่กำลังคลืบคลานเข้ามาได้เลย 

           “ศิษย์น้อง! พยายามโจมตีมันต่อไป ข้าจะใช้โอกาสนี้ในการเตรียมอาคมสำหรับจับทาสอสูร” ศิษย์สำนักแปดดาราที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของตนและหยิบซองหนังทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมา เขาได้ทำการเอื้อมมือไปเปิดซองหนังด้านหนึ่งออกและเผยให้เห็นแผ่นยันต์อาคมด้านใน 

           แผ่นยันต์สีเหลืองจำนวนมากถูกเก็บไว้ในซองหนังอันนั้น พวกมันทั้งหมดล้วนแต่เป็นยันต์อาคมสำหรับจับสัตว์อสูร เป้าหมายคนผู้นี้ย่อมคือการจับอสรพิษวารีไปเป็นทาสอสูร เขาได้หยิบแผ่นยันต์หนึ่งออกมาถือไว้ในมือและเก็บที่เหลือไป 

           โดยทั่วไปแล้วการจับสัตว์อสูรมีมากมายหลากหลายวิธี ซึ่งโดยทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลายก็คือการใช้ยันต์อาคมในการบังคับจับสัตว์อสูรให้กลายเป็นทาสอสูรซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและแพร่หลายมากที่สุดอีกด้วย แต่นั่นก็ยังมีอีกหลากหลายหนทางในการจับสัตว์อสูรเช่นกัน 

           ยกตัวอย่างเช่นสัตว์อสูรยินยอมติดตามมนุษย์ด้วยตัวของมันเองเหมือนกับที่ถังเฟยหู่เคยพบเจอมา หรือไม่ก็เป็นการต่อสู้กับสัตว์อสูรตนนั้นๆเพื่อสยบมันให้ยินยอมทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นการสร้างความหวาดกลัวให้แก่สัตว์อสูรและยอมติดตามผู้ฝึกตนด้วยความหวาดกลัว 

           ฝ่ามือธุลีจันทรา พิรุณเยือกดารา!! 

           ในตอนนั้นเองที่ฝ่ามือจำนวนมากเข้าสู่โจมไปยังร่างกายของอสรพิษวารี ชั้นน้ำแข็งและอาการบาดเจ็บเริ่มปรากฎมากขึ้นเรื่อยๆบนผิวของอสรพิษวารี โดยปกติแล้วมันเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสองเท่านั้น แต่เพราะความรวดเร็วของมันจึงทำให้มันอยู่รอดได้ถึงตอนนี้ ผนวกกับการโจมตีของมนุษย์เหล่านี้ส่วนมากเป็นศาสตร์เหมันต์ซึ่งร่างกายของมันสามารถต้านทานได้หลายส่วนอยู่ นี่จึงทำให้เหล่าศิษย์สำนักแปดดาราต้องลงทุนลงแรงกันมากกว่าเดิมในการตามจับอสรพิษตนนี้ 

           “ฮ่าๆๆ เจ้าเดรัจฉานที่จับยากเย็น เจ้าหนีไม่รอดหรอก! ตอนนี้แหละศิษย์พี่ซ่งเจียง จัดการมันเลย!” ศิษย์น้องคนหนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับวาดฝ่ามือธุลีจันทราออกไปด้วยกระบวนท่าเหมันต์เยือกธุวดารา ลำแสงปราณพุ่งจู่โจมออกไปยังผิวกายของอสรพิษวารี ปราณเหมันต์จับตัวอยู่ตรงนั้นและก่อเกิดชั้นน้ำแข็งขึ้น 

           เวลาเดียวกันนั้นเองที่ศิษย์น้องคนอื่นในกลุ่มได้เปลี่ยนอาวุธจิตวิญญาณเป็นรูปแบบตาข่ายเหล็กและเหวี่ยงออกไป แต่ในครั้งนี้อสรพิษวารีเหนื่อยล้าและอ่อนแรงเกินกว่าที่จะสามารถหลบรอดไปได้ เมื่อรู้ตัวอีกทีตาข่ายเหล็กได้พุ่งมาจากสามทิศทางและเข้าพัวพันกับร่างของมันในทันที 

           ศิษย์สำนักแปดดาราเหล่านั้นที่โยนตาข่ายเหล็กไปได้ส่งพลังปราณเข้าไปกระตุ้นอาคมภายในอาวุธจิตวิญญาณ ทันใดนั้นเองที่ตาข่ายเหล็กเหล่านั้นส่งกระแสไฟฟ้าออกมาเพื่อทำให้อสรพิษวารีรู้สึกชาไปแทบทั้งตัว ธาตุน้ำหนุนเสริมสายฟ้า พลังอัสนีในตาข่ายเหล็กแม้ไม่มากแต่เมื่ออยู่ในทะเลเช่นนี้ก็นับว่าทำให้เพิ่มอานุภาพขึ้นกว่าหลายส่วนไม่น้อยเลย 

           อสรพิษวารีน้องออกมาอย่างเจ็บปวด มันดิ้นรนไปมาแต่ก็ไม่สามารถหลุดรอดออกไปจากตาข่ายเหล็กเหล่านั้นได้เลย ศิษย์พี่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มซ่งเจียงได้เผยรอยยิ้มของตนออกมาอย่างพึงพอใจ เดิมทีเขาเป็นเพียงชนชั้นปลายแถวในสำนักที่ไม่นับเป็นอันใดได้เลย แต่เมื่อครั้งได้เข้ามาในแดนลับทะเลปีศาจเมื่อราวสองเดือนก่อน ทุกคนที่เข้ามากลับปรากฎขึ้นคนละที่แบบสุ่ม 

           เขาใช้เวลาร่วมเดือนในการเดินตามหาศิษย์สำนักเดียวกัน เขานั้นมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาในนี้ แดนลับทะเลปีศาจมีทรัพยากรสำหรับฝึกตนจำนวนมาก เขาได้ใช้วิธีการที่ไม่เหมือนกับถังเฟยหู่ในการฝึกฝน 

           เขานั้นไม่ได้เน้นคุณภาพของลมปราณแต่กลับเร่งเร้าเพิ่มการฝึกตนให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ในตอนนี้เขาได้มีขอบเขตการฝึกตนอยู่ทีปราณขั้นเจ็ดระดับสุดยอด อีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ปราณขั้นแปดซึ่งเป็นระดับต้นของขอบเขตต่อไปได้แล้ว เขานั้นไม่ค่อยสนใจคุณภาพเสียเท่าไหร สิ่งที่เขาต้องการจริงๆก็คืออำนาจในการต่อรองที่มาพร้อมกับระดับที่มากขึ้น 

           หากเขากลับไปยังสำนักเมื่อไหร ด้วยขอบเขตที่อยู่สูงจะทำให้เขาสามารถได้รับทรัพยากรมากขึ้นอีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลประโยชน์มากขึ้นอีกด้วย เขาได้เร่งเร้าการฝึกตนก็เพื่อที่จะสร้างโอกาสในการไขว่คว้าสิ่งต่างๆในอนาคต เขาได้บีบคั้นตัวเองก็เพื่อผลประโยชน์ในอนาคตเหล่านั้นนั่นเอง 

           และเมื่อได้อสรพิษวารีมาเป็นทาสอสูร ความสามารถในการเดินทางอีกทั้งเก็บเกี่ยวทรัพยากรในแดนลับทะเลปีศาจต้องมากขึ้นอย่างแน่นอน อีกทั้งสัตว์อสูรประเภทสัตว์ทะเลที่สวยงามเช่นนี้ยังหายากและมีราคาแพงเป็นอย่างมากอีกด้วย ในสายตาของเขาอสรพิษวารีตรงหน้าก็คือเงินเหมื่นตำลึงทองที่เดินได้นั่นเอง…ไม่สิว่ายน้ำได้ต่างหาก 

            “เหอะ! ให้พวกข้าเหนื่อยเสียตั้งนาน ยอมมาเป็นทาสอสูรของข้าเสียเถอะ!” ซ่งเจียงตะโกนออกมาพร้อมกับเหวี่ยงแขนออกไปพยายามจะขว้างซัดแผ่นยันต์ผนึกอสูรชิ้นนั้นใส่อสรพิษวารี แต่ก่อนที่จะเป็นอย่างนั้นอยู่ๆแขนของซ่งเจียงก็หยุดค้างกลางอากาศเสียอย่างนั้น 

           ในตอนนั้นเองที่คนที่เหลือที่กำลังตรึงกำลังพันธนาการร่างของอสรพิษวารีอยู่นั้นกลับทำสีหน้างุนงงอย่างมาก พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมศิษย์พี่ซ่งเจียงถึงยังไม่ลงมือเสียที แต่เมื่อพวกเขาหันกลับไปก็พบเห็นซ่งเจียงทำสีหน้าซีดขาวไร้สีเลือด แขนข้างที่ถือยันต์ผนึกอยู่แข็งค้างกลางอากาศไม่อาจเคลื่อนไหว 

           แต่เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่ามีแท่งสีดำบางอย่างแทงลงไปยังจุดชีพจรบนแขนข้างนั้นของซ่งเจียงเพื่อสกัดจุดให้ไม่เคลื่อนไหว จากนั้นไม่นานนักแท่งสีดำนั้นค่อยอ่อนตัวลง มันกลับกลายเป็นเส้นผมเส้นหนึ่งที่ถูกขว้างซัดมาจนกลายเป็นเข็มเล่มหนึ่ง 

            “ศิษย์พี่!” ศิษย์สำนักแปดดาราทั้งสามกล่าวออกมาพร้อมกับ ในตอนนั้นเองที่มีเงาหนึ่งพุ่งทะยานมาจากด้านหลัง เงานั้นเป็นชายคนหนึ่งที่สวมหน้ากากสีดำครึ่งซีกล่างของใบหน้าที่เป็นรูปของปีศาจ ดวงตาสีดำและเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณแห่งความตายสีแดงดำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสะอิดสะเอียน 

            “แกเป็นใครกัน!” ศิษย์สำนักแปดดาราที่ตรึงร่างของอสรพิษวารีได้กล่าวออกมา แต่ในตอนนั้นเองที่เงาร่างนั้นพุ่งเข้าใส่ร่างของศิษย์พี่ซ่งเจียง ฝ่ามือข้างหนึ่งของผู้มาใหม่นั้นยื่นออกมา บนฝ่ามือข้างนั้นเต็มไปด้วยรอยสักรูปเกล็ดปลาที่ดูสมจริงเป็นอย่างมาก ปราณมรณะสีแดงดำเต็มเปี่ยมบนฝ่ามือนั้น 

           ตู้มมมมม!! 

           ฝ่ามือข้างนั้นกระแทกเข้ากลางหลังของซ่งเจียงอย่างถนัดถนี่ ศิษย์สามคนจากสำนักแปดดาราตกใจเป็นอย่างมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไปจริงๆ แต่ยังไม่ทันที่คนทั้งสามจะได้ตอบโต้อันใด รอยสักบนแขนของชายหน้ากากก็กลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง รอยสักรูปเกล็ดปลาเคลื่อนไหวอย่างพิกลก่อนที่จะกลับกลายเป็นรอยสักรูปวงวนที่เหมือนคลื่นทะเลบนแขนข้างนั้น 

           ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ที่กำลังสวมใส่หน้ากากอยู่นั้นได้ยกมือข้างนั้นขึ้นกลางอากาศและฟาดมือลงมาใส่พื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็วและรุนแรง พลังกายอันมหาศาลได้กระแทกเข้ากับพื้นหินจนแตกแขนงและสร้างแรงกระแทกคนทั้งห้าจากสำนักแปดดารา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ร่างของซ่งเจียงถูกส่งกระแทกออกไป 

           แรงกระแทกตามหลังได้กวาดเข้าใส่ร่างของซ่งเจียงจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นจนมีสภาพดูแทบจะไม่ได้เลยแม้แต่น้อย นี่คือพลังของกายหยาบมารที่เขาได้รับมาใหม่ ในหลายวันมานี้ถังเฟยหู่ได้ค้นพบว่าพลังที่ได้รับจากการกลืนกินหมึกปีศาจวังวนมารก็คือพลังกายที่สามารถปะทุขึ้นได้ถึงแปดเท่า 

           แต่พลังนั้นไม่สามารถใช้ได้อย่างพล่ำเพลื่อมากนัก นั่นเพราะยิ่งเขามีพลังกายมากเท่าไหรก็จำต้องใช้ปราณมรณะมากขึ้นเท่านั้นการกระตุ้นพลังนี้ขึ้นมา ในตอนนี้เขาสามารถใช้กายหยาบมารของหมึกปีศาจได้เพียงแค่หนึ่งครั้งก็สูบกลืนปราณมรณะของเขาไปแทบจะหมดสิ้นแล้ว 

           แต่นั่นก็คุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมองไปยังศัตรูของเขาทั้งห้าคนตรงหน้าก็กลับถูกพลังที่ตามหลังมานั้นกระแทกจนบาดเจ็บกันไปตามๆกัน ในตอนนั้นเองที่เขาได้เก็บงำเคล็ดกายหยาบมารและเหลือเพียงปราณมรณะบางเบา 

           ดวงตาสีดำสนิทที่เกิดขึ้นเพราะการโคจรลมปราณมารได้จ้องมองพวกเขา คนทั้งห้าต่างก็บาดเจ็บจนไม่สามารถทำอะไรได้เลย นั่นเพราะการลงมือที่เฉียบคมและรวดเร็วจนเกินไปของถังเฟยหู่ พวกเขาไม่อาจต่อต้านได้เลย ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้เดินเข้าไปหาร่างของซ่งเจียงและก้มลงหยิบของบางอย่างในอกเสื้อออกมา 

           ในมือของถังเฟยหู่ปรากฏซองหนังที่เก็บรักษายันต์อาคมผนึกอสูรไว้ นี่คือสิ่งที่ซ่งเจียงใช้แต้มคุณูปการของสำนักแลกมาอย่างยากเย็นแต่กลับถูกถังเฟยหู่ฉกชิงไปอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้ 

           ซ่งเจียงนับว่าบาดเจ็บมากที่สุดจึงทำให้เขาหมดสติไปตั้งนานแล้ว แต่ศิษย์คนอื่นอีกสี่คนเริ่มฟื้นคืนสติกันมาบ้างแล้ว พวกเขามองไปยังถังเฟยหู่อย่างงุนงงและกำลังจะลุกขึ้นมาเพื่อจัดการคนตรงหน้า แต่ถังเฟยหู่กลับรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว เขาวาดมือออกไปและปลดปล่อยปราณสีเขียวเข้มในรูปแบบหมอกควัน 

           โดยไม่ทันตั้งตัวคนเหล่านั้นกลับสูดดมควันพิษเข้าไปในทันที พวกเขาต่างร้องกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ในตอนนั้นเองที่ภายในร่างกายของพวกเขาเกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและเริ่มไอออกมาเป็นเลือด 

           ศิษย์สำนักแปดดาราคนหนึ่งชี้ไปยังถังเฟยหู่ “กะ..แก! ไอ้คนชั่วช้า! กลับกล้าใช้พิษเล่นงานพวกเรา แน่จริงก็สู้กันซึ่งหน้าสิ!” เมื่อได้ยินดังนั้นถังเฟยหู่กลับเผยรอยยิ้มออกมาภายใต้หน้ากากเหล็กสีดำ 

           ถังเฟยหู่หันกลับไปจ้างหน้าคนผู้นั้นอย่างจริงจังก่อนจะกล่าวออกมา “บนสนามรบจริงไม่มีคำว่าชั่วช้า การใช้พิษก็เป็นเพียงแค่กลยุทธ์อย่างหนึ่งเท่านั้น ที่นี่มิใช่สนามประลองยุทธ์ที่จำต้องใช้กติการ…” 

           ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากเมื่อกล่าวเสร็จก็ได้หันกลับไปอีกทางเพื่อสำรวจเจ้าอสรพิษวารี ดูเหมือนว่ามันยังติดอยู่ในตาข่ายเหล็ก แม้มันจะโดนแรงกระแทกเช่นเดียวกับศิษย์สำนักแปดดาราแต่เหมือนว่ามันจะมีสภาพที่ดูดีกว่าเล็กน้อย เขาได้เดินไปหามันพร้อมกับหยิบยันต์อาคมออกมาจากซองหนัง 

            “เจ้างูน้อย…จงสยบต่อข้า!” ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู้ได้ขว้างซัดยันต์อาคมแผ่นนั้นออกไปใส่เจ้าสัตว์อสูรตรงหน้าในทันที!! 

ความคิดเห็น