Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 WHO IS MR.K?

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.6k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2562 10:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 WHO IS MR.K?
แบบอักษร

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 11 WHO IS MR.K? 

 

      ผมฟังแล้วนิ่งอึ้งอยู่ในอ้อมกอดมิสเตอร์เค เขาพูดว่าอะไรนะ?เปิดไฟงั้นเหรอ?

 

            “คุณพูดว่าอะไรนะครับ” ผมถามเขากลับไป ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามิสเตอร์เคจะตอบว่าอะไร ผมมั่นใจว่าเดานิสัยเขาถูก

 

            “คุณได้ยินแล้วเปล ผมไม่พูดซ้ำ” นั่นไง อย่างที่ผมคิดเอาไว้เป๊ะ มิสเตอร์เคไม่ชอบพูดซ้ำ ๆ  เขายอมเสียเวลาอธิบายถ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจ แต่เขาไม่ชอบเสียเวลาถ้ามันเป็นการพูดซ้ำในสิ่งที่รู้หรือได้ยินอยู่แล้ว

 

            “ครับ”

 

            “เปิดไฟกันนะครับ” เขาขยับตัวทำท่าจะลุกออกไป แต่ผมดึงรั้งเขาไว้ “ครับ?”

 

            “อย่าเปิดเลยครับ”

 

            “ทำไม”

 

            “ผมพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้แล้ว สาเหตุที่คุณปกปิดตัวตนมากขนาดนี้เพราะคุณเป็นนักการเมือง และคุณกลัวว่าจะตกเป็นข่าวใช่ไหมครับ”

 

            ผมรู้สึกมีแรงกดลงมาบนหัวผม ก่อนที่เสียงพูดจากเขาจะดังขึ้นบนหัว “เก่งมากครับเปล คุณพูดได้ถูกต้อง แต่ถ้าพูดให้ถูกอีกนิด คนที่กลัวตกเป็นข่าวไม่ใช่ผมหรอก”

 

            “เพราะอย่างนั้นผมเลยไม่อยากให้คุณเปิดไฟ ไม่อยากให้เราต้องเห็นหน้ากัน ไม่อยากรับรู้ว่าคุณเป็นใคร”

 

            “แต่คุณก็รู้ความจริงแล้วนี่ครับ ถึงแม้มันจะถูกไม่หมดก็ตาม” ผมมุ่นคิ้วเล็กน้อย ตรงไหนกันที่ไม่ถูก ผมเข้าใจถูกทั้งหมดเลยเหอะ

 

            “ผมคิดเอาเองว่าคุณคือคุณกวินทร์ หัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ แต่ตราบใดที่ผมยังไม่เห็นหน้าคุณ ผมก็ยืนยันไม่ได้หรอกครับว่าเป็นคุณจริง ๆ  ดังนั้นทุกอย่างจะยังเป็นความลับ และคุณไม่ต้องกังวลว่าผมจะปูดเรื่องนี้แล้วทำให้ความลับของคุณรั่วไหลออกไปนะครับ”

 

            ผมอธิบายยืดยาวด้วยเสียงแหบ ๆ  ของผมเนี่ยแหละ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเสียงหัวเราะราวกับว่าเขาขบขันคำพูดผมหนักหนา มันใช่เวลาหรือไง ผมชักฉุนแล้วนะ เดี๋ยวก็เปิดไฟจริง ๆ  เสียเลย

 

            “หากไม่ใช่เพราะคุณป่วยอยู่ ผมจะจับคุณตีเดี๋ยวนี้ เด็กอะไรคิดเก่ง คิดไปเองก็เก่ง”

 

            “ห้ามตีผมนะ ผมโตแล้ว” ผมขู่ ทั้งที่รู้ว่าถ้าเขาจะทำขึ้นมา ผมก็คงห้ามไม่ได้

 

            “ถ้าผมอายุหกสิบห้าจริง เมื่อเทียบกันแล้ว คุณยังเด็กมากสำหรับผม”

 

            “คุณพูดแปลก ๆ  คุณอายุหกสิบห้าจริง ๆ  นี่ครับ แล้วผมก็ไม่ได้เด็กขนาดนั้นด้วย อย่างน้อยก็บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่โดนข้อหาพรากผู้เยาว์ก็แล้วกัน” ผมเถียงกลับไปตามความจริงทั้งนั้น

 

            “คุณนี่น้า ผมไม่ได้หมายความถึงแบบนั้นสักหน่อย” ไม่รู้ว่าคำพูดมิสเตอร์เคสื่อความหมายอย่างไร แปลงออกมาในแง่ไหนได้บ้าง จากอาการที่เขาก้มลงมาเม้มปากผมแรง ๆ  ทีหนึ่ง ผมว่าเขาคงไม่ได้พูดในความหมายที่ดีเท่าไหร่หรอก

 

            “อื้อ..เจ็บครับ” ผมโอดโอยก่อนจะพูดต่อ “ห้ามทำอีกนะครับ” คราวนี้ผมไม่ได้ขู่ แต่ผมสั่ง ในเมื่อผมไม่ได้เป็นลูกจ้างเขาแล้ว ผมก็น่าจะบอกเขาได้

 

            “ห้ามมันเขี้ยวหรือห้ามทำเจ็บ?”

 

            “ทั้งสองอย่างเลยครับ ผมกับคุณไม่ได้เป็นอะไรกัน เราทำแบบนี้ไม่ดีหรอกครับ” ผมไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าเขานะ แต่ห้ามปากตัวเองไม่ทัน

 

            “นั่นสิ ขอโทษนะครับ” แล้วผมจะไม่ใจอ่อนได้ยังไง มิสเตอร์เคยังเป็นมิสเตอร์เคที่ผมรู้จัก เขาสุภาพ อ่อนโยนและเขาไม่เคยลังเลที่จะขอโทษเลยแม้ว่าผมจะเด็กกว่ามากก็ตาม

 

            “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด” ผมไม่สบายใจ มิสเตอร์เคทำท่าจะขยับตัวออกจากผม ทั้งที่ผมเป็นคนขอให้เขากอดเองด้วยซ้ำ ผมจึงพลิกตัวเข้าหาแล้วกอดเอวเขาไว้แน่น

 

            “...”

 

            “คือ..เอ่อ..ลูกชายคุณ คุณคีนน่ะครับ” เมื่อเขาเงียบ ผมเลยต้องเริ่มพูดเอง

 

            “คีน? เขาทำไมเหรอ” 

 

            “จำที่ผมเคยเล่าให้ฟังได้ไหมครับว่าผมทำงานร้านพิเศษร้านกาแฟร้านหนึ่ง”

 

            “ครับ”

 

            “ร้านนั้นอยู่แถวนี้ ใกล้ ๆ  คอนโดคุณครับ แล้วลูกชายคุณก็มาที่ร้านค่อนข้างบ่อย”

 

            “ทำไมเหรอครับ เขาไปสร้างความเดือดร้อนหรือสร้างความลำบากใจให้คุณหรือเปล่า”

 

            “เปล่าครับ คุณคีนดีมาก ๆ  ถึงเขาจะฟังภาษาไทยไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร” ผมตอบตามความจริง แม้ว่าคุณคีนจะฟังไม่เก่ง แต่เวลาผมไปเสิร์ฟกาแฟหรืออะไรก็ตามที่เขาสั่ง เขามักจะพยักหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย บางครั้งคุณเคนก็คอยช่วยแปลให้ 

 

            “ไม่มีปัญหาก็ดี แล้วเขามาเกี่ยวอะไรกับการที่คุณไม่อยากให้ผมจูบคุณอีก” แน่ะ คนเจ้าเล่ห์ยอมรับว่าเขาตั้งใจจูบผม

 

            “ผมรู้สึกผิดครับ” ผมสารภาพ

 

            “หืม?”

 

            “คุณเป็นพ่อของเขา ซ้ำผมยังเคยทำงานกับคุณ มันทำให้ผมไม่สบายใจทุกครั้งเวลาที่ผมเห็นคุณคีน ผมอาจจะพูดเกินจริงไปหน่อยแต่ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยผมก็เคยแอบลักลอบเป็นชู้กับคุณครับ”

 

            “เปล..ผมจะทำยังไงกับคุณดี” เขากอดผมด้วยแขนทั้งสองข้างแรงมาก จนผมเกือบจะหายใจไม่ออกจนต้องประท้วงเขาถึงยอมคลายแรงลง

 

            “คุณไม่ต้องทำอะไรครับ ผมแค่คิดบ้าบอไปคนเดียว”

 

            “ใช่ครับ บ้าบอมากจริง ๆ  ผมคงต้องเปิดไฟแล้วล่ะ ไม่งั้นคุณคงไม่หยุดคิดแค่นี้แน่ ๆ” 

 

            แปลว่าอะไร? ทันทีที่มิสเตอร์เคพูดจบ ผมได้ยินเสียงสวิตช์ไฟถูกกดก่อนที่ไฟจะสว่างจ้าไปทั่วห้อง

 

            ผมรีบหลับตาอย่างรวดเร็ว

 

            “เปลครับ ลืมตาก่อน”

 

            “เปิดไฟทำไมครับ แล้วคุณเปิดไฟยังไง จากตรงไหน”

 

            “มีสวิตช์ไฟอยู่ข้างเตียง คุณไม่รู้เหรอ”

 

            “ผมจะไปรู้ได้ไงครับ” ผมโวยวายด้วยเสียงแหบ ๆ  นั่นแหละ

 

            “แล้วทุกทีคุณปิดเปิดไฟที่ไหน”

 

            “ตรงประตูไงครับ คุณปิดไฟเดี๋ยวนี้เลย” ผมร้องบอกเขาทั้งที่ยังหลับตาปี๋ เป็นตายร้ายดียังไงผมก็จะไม่ลืมตา ถ้าเห็นหน้าเขาผมก็จะเห็นความจริงจนหลีกเลี่ยงอะไรไม่ได้อีกเลย

 

            “ผมขอถามคุณอีกครั้ง คุณคิดว่าผมเป็นคุณกวินทร์จริง ๆ  ใช่ไหม”

 

            “ใช่ครับ”

 

            “ตอนนี้ผมอายุหกสิบห้าแล้ว”

 

            “ใช่ครับ คุณถามผมหลายรอบแล้วนะครับ คุณลืมอายุไปแล้วเหรอครับ งั้นผมจะบอกประวัติคุณเพิ่มด้วย คุณมีลูกชายสองคน คนแรกคือคุณคีน ส่วนอีกคนชื่อนคินทร์ และที่สำคัญคุณยังอยู่กับภรรยาที่เป็นคนไทย”

 

            “ถูกต้อง” คำพูดยอมรับของเขาทำให้ผมเจ็บจี๊ดที่หัวใจเบา ๆ

 

            “ปิดไฟเถอะนะครับ คุณไม่ได้อยากให้ผมรู้ความลับคุณหรอกใช่ไหม”

 

            “ผมอยากให้คุณรู้”

 

            “ไม่เอาแบบนี้ได้ไหม ผมเป็นคนปากโป้งมาก ๆ  โกหกก็ไม่เก่ง ถ้าโจ เพื่อนผมถามขึ้นมา ผมต้องบอกมันไปแน่ ๆ  คุณคงไม่อยากให้คนอื่นรู้แน่นอน”

 

            “ไม่เป็นไร ผมไม่มีปัญหา ถ้าคุณจะบอกเพื่อนคุณรู้อีกสักคน”

 

            “โธ่ คุณเค” ผมอ่อนใจ ทำไมเขาถึงพยายามยัดเยียดความจริงนั้นให้ผมรู้ด้วย ก็บอกอยู่ปาว ๆ  ว่าไม่อยากรู้ ไม่อยากรู้ไงครับ

 

            “เงยหน้าขึ้นมาแล้วลืมตาหน่อยครับ”

 

            “ไม่ครับ ปิดไฟเถอะ” ผมยังดื้อดึง

 

            “ลืมตานะครับ แล้วช่วยดูทีว่า ผมอายุหกสิบห้าหรือยัง”

 

            ผมไม่คิดเลยว่ามิสเตอร์เคจะกลายเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง ไม่ยักรู้ว่าเขากลัวความแก่ จนรับอายุตัวเองไม่ได้ขนาดนี้ ผมชักเริ่มหงุดหงิดเลยตัดสินใจลืมตาขึ้นมอง

 

            ในเมื่ออยากให้มองนักก็จะมอง พอใจหรือยัง

 

            วินาทีแรกที่ผมลืมตา สายตาผมยังจับภาพไม่ได้ ภาพราง ๆ  ก่อนจะชัดเจนขึ้น ผมเห็นดวงตาคู่หนึ่ง มีสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาที่ผมเคยเห็นแล้วหลงใหลมัน

 

            “!!!” ตาผมเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะลุกหนีออกจากตัวอีกฝ่าย

 

            “ผมดูเหมือนคนอายุหกสิบห้าไหม”

 

            “เป็นไปไม่ได้” ผมพึมพำพลางส่ายหน้า มันเป็นไปไม่ได้ 

 

            คนตรงหน้าผมไม่ใช่คุณกวินทร์ แต่กลับเป็นลูกชายเขา

 

            เขาคือ คีน คิรินชา 

 

            มิสเตอร์เคคือ คีน คิรินชา 

 

            เป็น ไป ไม่ ได้!!!ร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ

 

            “ว่ายังไงครับ ผมอายุหกสิบห้าหรือยัง แล้วที่สำคัญผมใช่คือคุณกวินทร์หรือเปล่า​​​​​​​” เขาถามผมด้วยใบหน้าที่เจือรอยยิ้มประดับเอาไว้

 

 

            ใจผมอ่อนยวบ ก่อนจะโล่งใจที่เขาไม่ใช่คุณกวินทร์ ผมไม่ต้องรู้สึกผิดว่าเป็นชู้กับสามีชาวบ้านอีก แล้วเมื่อทุกอย่างมันถูกปลดปล่อย น้ำตาผมจึงทะลักไหลลงมาราวกับเขื่อนแตก

 

            “อ้าว...ร้องไห้เลย” คุณคีนดึงผมเข้าไปกอดก่อนจะลูบหัวให้เบาๆ เขากำลังปลอบผม

 

            “คุณ..ฮึก..แกล้งผมทำไม”

 

            “แกล้งอะไรครับ”

 

            “คุณรู้มาตลอดเลย แต่คุณก็แกล้งผม” ผมยังโวยวายต่อไม่หยุด อันที่จริงผมก็รำคาญตัวเองนิดหน่อยที่งอแงไม่หยุด แต่ผมไม่สบายอยู่นะ ผมบอกตัวเองและขอใช้สิทธิ์คนป่วย

 

            “ผมแกล้งคุณตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

            “คุณไม่ใช่คุณกวินทร์แต่คุณหลอกให้ผมพูด ให้ผมหน้าแตก แล้วคุณก็แอบหัวเราะเยาะผมใช่ไหม” ผมต่อว่าเขา

 

            “เปลครับ คุณคิดของคุณอยู่คนเดียว ผมบอกให้คุณเปิดไฟตั้งแต่แรกคุณกลับไม่ยอม ตอนนี้มาโกรธผมได้ยังไงกัน หืม?”

 

            “คุณแกล้งผม ผมโกรธคุณ” ผมยืนยันคำเดิม มันเหมือนคำประกาศิตที่น่าจะช่วยชีวิตผมได้

 

            “ผมสิที่ควรจะฝ่ายโกรธคุณมากกว่า อยู่ดี ๆ  ก็มาเพิ่มอายุให้ แค่นี้ผมก็แก่กว่าคุณมากแล้ว ซ้ำยังใส่ความว่าผมแต่งงานมีลูกมีเมียอีก อ้อ..พ่อผมนอกใจแม่ผมด้วยนะ”

 

            “ผมไม่รู้..ผมขอโทษ” เมื่อผมเถียงเขาไม่ชนะ เมื่อเขาพูดถูกทุกประการ ผมเองที่คิดไปเองและใส่ร้ายเขาต่าง ๆ  นานา จึงรีบขอโทษเพื่อความปลอดภัยของตัวเองทันที

 

            “ไม่ร้องแล้วนะครับ”

 

            “คุณรู้ไหมว่าผมกังวลมาก ผมคิดว่าคุณคือคุณกวินทร์ แล้วผมก็รู้สึกผิดกับคุณคีนมาก ผมไม่สบายใจมาตลอด”

 

            “แล้วตอนนี้?รู้สึกดีขึ้นไหม”

 

            “ผมโล่งใจ โล่งใจมากที่ผมไม่ได้เป็นชู้กับใคร ไม่ได้ไปทำร้ายครอบครัวใคร” ผมพูดจบก็ร้องไห้จ้าอีกรอบ คุณคีนหัวเราะทั้งที่ยังกอดผมอยู่

 

            “เด็กโง่ ผมจะบอกคุณอีกครั้งคราวนี้ห้ามลืมนะครับ ผมไม่มีแฟน ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกและไม่เคยแต่งงาน”

 

 

 

 

 

            หลังจากที่รู้ความจริง ผมร้องไห้จนหมดแรง ผนวกกับอาการป่วยที่ยังไม่ฟื้นตัวดีทำให้ผมเพลียจนหลับไปอีกรอบ กระทั่งผมสะลึมสะลือตื่นมาอีกครั้ง เห็นคุณคีนนั่งหันหลังอยู่บนเตียงให้ เขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่

 

            “ลาป่วยให้เปลหน่อย อืม..ใช่..เพื่อนน่าจะชื่อโจ”

 

            “เขาไม่มีโทรศัพท์ ไม่ได้เอามาด้วยจากห้องไม่ใช่หรือ”

 

            “แล้วให้คนเอาข้าวต้มมาส่งที่คอนโดหน่อย”

 

            “ตัวไม่ร้อนแล้ว ตื่นมารอบนี้น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม”

 

            “ยกเลิกประชุมให้ด้วย ถ้ามีเอกสารเอามาที่คอนโดแล้วกัน”

 

            “ทำตามที่ผมบอกเถอะ ขอบใจมากเคน”

 

 

 

            ทำไมคุณคีนพูดชัดจัง ผมมองแผ่นหลังเขาแล้วก็โกรธขึ้นมาอีกหน่อย ๆ  นี่ผมโดนแกล้งอีกแล้วใช่ไหม

 

            “คนพูดไม่ชัด ฟังภาษาไทยไม่ค่อยได้ไปอยู่ไหนแล้วล่ะครับ” ผมค่อนขอดเขา มันไม่ใช่นิสัยของผมหรอก แต่อดไม่ได้จริง ๆ  เสียงผมกลับมาดีขึ้น ไม่แหบเป็นเป็ดอย่างเมื่อวานแล้ว

 

            “ตื่นแล้วเหรอครับ เป็นไงบ้าง ปวดหัวหรือเปล่า ดีขึ้นบ้างหรือยัง” เขาหันมาหาผมพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ และคำถามรัวเป็นชุด แต่ผมไม่หลงกลท่าทีนั้นหรอก

 

            “ผมดีขึ้นแล้วครับ คุณไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเลย ผมรู้นะครับว่าคุณตั้งใจไม่ตอบคำถามผม ทำไมต้องแกล้งว่าฟังภาษาไทยไม่ค่อยได้ด้วย” 

   ถึงเวลาที่ผมจะคาดคั้นเขาคืนบ้างแล้ว

            

      “ดื่มน้ำหน่อยไหมครับ เดี๋ยวสักพักคนคงเอาข้าวต้มมาให้ กินข้าวแล้วจะได้กินยา”

            

         “อย่าเปลี่ยนเรื่อง แต่ขอน้ำหน่อยก็ดีครับ” ผมพูดเสียงขรึม แต่ข้อเสนอเขาก็น่าสนใจ ผมเลยรับแก้วน้ำมาแล้วบอกขอบคุณเบา ๆ  เสร็จแล้วจึงส่งคืนให้เขาที่กำลังรอรับแก้วเปล่าคืนจากผม

 

        “ถ้าผมพูดไทยชัดเหมือนตอนนี้ คุณจะรู้ไหมว่าผมคือมิสเตอร์เค” 

 

            “ผมไม่แน่ใจ ผมอาจจะลังเลระหว่างคุณกับคุณพ่อของคุณ”

 

            “ผมเหมือนพ่อตรงไหนกัน” เขาหัวเราะในลำคออย่างที่ผมชอบฟังนักหนา

  

          “เสียงครับ เสียงคุณกับเขาเหมือนกันมาก”

 

            “ไม่เหมือนนะ อาจจะเหมือนตรงที่วิธีการพูดของผมกับพ่อคล้ายกัน เพราะผมถูกสอนให้พูดแบบนั้น แต่ผมว่าเสียงผมกับพ่อไม่เหมือนกันอยู่ดี”

 

            “แต่ผมได้ยินเสียงคุณกวินทร์ผ่านทางทีวี ตอนที่ได้ยินก็รู้เลยว่าเป็นเสียงมิสเตอร์เค” ผมบอกเขาด้วยความมั่นใจ

 

            “ฟังเพี้ยนแล้วล่ะเด็กน้อย ไม่เคยมีใครพูดสักคนว่าพ่อกับผมเสียงเหมือนกัน”

 

            “งั้นเหรอครับ” ผมหน้าจ๋อยลง แล้วทำไมผมถึงคิดว่าพวกเขาเสียงเหมือนกันอยู่คนเดียวล่ะ แต่เถียงต่อก็ไมได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาอยู่ดี 

 

            “ไม่เป็นไรนะครับ ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าใครเป็นใคร”

 

            “ผมยังมีคำถามอีกครับ”

 

            “ถามมาสิครับ”

 

            “คุณรู้ที่อยู่ผมได้ยังไง”

 

            “ยังจำได้อีก” คุณเคยิ้มก่อนจะบีบจมูกผมเบา ๆ  “ผมทั้งโทรศัพท์ไปหาและอีเมลไปหาคุณ แต่ติดต่อคุณไม่ได้เลย”

 

            “อ่อ..โทรศัพท์ผมมันเสียน่ะครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรเหมือนกัน อีเมล?” ผมคิดก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผมเห็นมีอีเมลเขาส่งมาคืนวันก่อน “ผมเห็นอีเมลคุณเมื่อวานครับ แต่ผมยังไม่ได้อ่าน คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”

 

            “คุณหายไป” คุณคีนอธิบายสั้น ๆ  มันสั้นไปจนผมงง ๆ  เหมือนกันนะ

 

            “ผมลาพี่ปุยฝ้ายกลับบ้านไปเลือกตั้ง พอกลับมาก็ป่วย ผมเลยลาต่อครับ”

 

            “ผมเป็นห่วง นึกว่าคุณเป็นอะไรเสียอีก เคนถามเรื่องคุณกับคุณปุยฝ้าย เธอบอกว่าคุณไม่สบายแถมยังอยู่คนเดียวอีก ผมเลยไม่สบายใจ”

“แล้วคุณก็เลยถามที่อยู่ผมกับพี่ปุยฝ้ายแล้วไปหาผมที่ห้องเหรอครับ”

“ไม่จำเป็นครับ เคนหาที่อยู่คุณได้ไม่ยากเลย”

“แสดงว่าคนที่มาหาผมที่ห้องคือคุณ?”

 

“ไม่เชิง ผมรออยู่ที่รถ ส่วนเคนเป็นคนขึ้นไปหาคุณ”

 

“ทำไมล่ะครับ อ้อ ผมนึกออกแล้ว มันคือความลับใช่ไหม” ผมเดาว่าเขาน่าจะปิดตัวตน แสดงออกต่อหน้าสาธารณชนมากไม่ได้

“เก่งมากครับ เคนเลยเป็นพาคุณไปหาหมอ” งั้นเสียงที่ผมได้ยินตอนนั้น คงเป็นเสียงคุณเคน เขาเสียงดุเหมือนกันนะ คุณคีนคงดื้อไม่เบาทีเดียว เพราะเวลาคุณเคนคุยกับผม น้ำเสียงเขาเป็นมิตร สดใส ยกเว้นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อผมเพื่อแกล้งผม

     

          ทำไมใคร ๆ  ก็ชอบแกล้งผม!

 

            “ฝากขอบคุณคุณเคนด้วยนะครับ ถ้าไม่ได้เขาพาไปโรง’บาล ผมคงแย่แน่”

 

       “แล้วผมจะบอกเขาให้..” คุณคีนบอกผมเสียงเรียบ หน้านิ่ง ถึงผมจะซื่อแล้วถูกแกล้งอยู่บ่อย ๆ  แต่ก็พอจะจับเค้าลางได้ว่าคนที่นั่งอยู่เนี่ยไม่ค่อยพอใจประโยคก่อนหน้าผมเท่าไหร่

 

            “แล้วผมต้องขอบคุณคุณคีนมากนะครับ ถ้าคุณไม่มาหาผม ผมคงจะต้องอาการหนักกว่านี้แน่ ๆ  ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง ผมรอดมาได้เพราะคุณแท้ ๆ  เลย” ผมยกมือไหว้เขา ไหว้ผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่าผมสองคนรวมกัน

 

            “คุณไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ จริงสิ คุณบอกว่ากลับบ้านใช่ไหม เป็นไงบ้าง ดีไหม” สีหน้าเขาดูดีขึ้นคงพอใจในคำพูดผม แต่คำถามเขากลับทำให้ผมสีหน้าเปลี่ยน

 

            ผมส่ายหน้าด้วยความหดหู่ “ไม่ดีเลยครับ”

 

            “เกิดอะไรขึ้น” คุณคีนถามขึ้นมา เสียงออดในห้องก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน “สงสัยมื้อเช้าคุณจะมาถึงแล้ว” เขาวางมือบนหัวผมก่อนจะลุกไปจากเตียง

 

 

 

 

            ระหว่างที่คุณคีนไม่อยู่ ผมกำลังทบทวนคำพูดต่อจากนี้ว่าผมควรพูดกับเขาอย่างไรดีเรื่องที่แม่ต้องการเงินเพื่อแลกกับน้องชายคนเดียวของผม ปิงไม่เคยรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเขา ภายใต้การดูแลที่ดีจากพ่อและแม่คือการที่ทั้งสองคนโทรศัพท์หาผมเพื่อโอนเงินไปให้ตลอดมา และผมไม่เคยปริปากบอกน้องเรื่องนี้ ปล่อยให้ปิงเข้าใจไปดีกว่าว่าครอบครัวเรารักใคร่ปรองดองกลมเกลียวสามัคคีมีความสุข

 

 

            คุณคีนกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นหอมอาหาร ผมเพิ่งมีโอกาสได้มองเขาเต็มตา เขาไม่ได้สวมสูทเหมือนทุกครั้งที่มาร้านกาแฟ เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงผ้าที่เหมาะจะใส่นอนหรือใส่อยู่บ้าน ชุดง่าย ๆ  แต่น่ามองที่สุดในสายตาผม 

 

            ผมจะไม่มีวันบอกให้เขาลำพองใจหรอกว่าผมดีใจและโล่งใจแค่ไหนว่าคนที่ผมหลงใหลในน้ำเสียงและดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นคือคนเดียวกัน ไม่ใช่พ่อของเขา

 

            “ลุกขึ้นนั่งหน่อย ไหวไหม”

 

            “ครับ” ผมขยับตัวขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียงอันแข็งแรง

 

            “ทานเองได้ไหม”

 

            “ได้ครับ ขอบคุณครับ” ผมรู้สึกขอบคุณที่เขาไม่คิดจะเข้ามาป้อนข้าวต้มให้ผม

 

            “ผมขอตัวไปอาบน้ำแล้วคุยงานสักครู่นะ คุณอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”

 

            “ได้ครับ จริง ๆ  ส่งผมกลับบ้านก็ได้นะครับ ผมดีขึ้นมากแล้ว ผมได้ยินคุณคุยโทรศัพท์ คุณจะได้ไปทำงาน”

 

            “แอบฟังผมคุยโทรศัพท์เหรอ นิสัยไม่ดีนะครับ” คำพูดหวังดีของผมทำให้ผมเป็นคนนิสัยไม่ดีไปแล้วเหรอเนี่ย เขาต่างหากละที่นิสัยไม่ดีและเขาไม่สนใจคำพูดผมอีกแล้ว

 

            “คุณพูดเสียงดังเองต่างหากครับ” ผมโยนความผิดกลับไปให้ทั้งที่คุณคีนพูดเสียงเบา แต่ช่วยไม่ได้ เราอยู่ใกล้กันแค่นี้ ผมต้องได้ยินเป็นธรรมดา

 

            “ทานให้หมดนะ แต่ถ้าอิ่มก็ไม่เป็นไร แล้วยาอยู่ตรงนี้”

 

            “ขอบคุณครับ”

              ผมกินข้าวต้มได้ไม่ถึงสิบคำก็รู้สึกอิ่ม อาการป่วยทำให้ไม่ค่อยอยากอาหาร พยายามฝืนละเลียดต่ออีกสองสามคำก็ไปต่อไม่ไหว ตัดสินใจเลิกกิน ผมขยับตัวแล้วค่อยเอาชามข้าวต้มไปวางที่โต๊ะใกล้ๆ ระวังเป็นอย่างดี กลัวทำหกเลอะพื้นพรมห้องคุณคีน ถ้าเลอะเปรอะไปจริง ๆ     ผมไม่รู้จะทำความสะอาดคืนให้เขายังไง ผมไม่มีความรู้เรื่องทำความสะอาดพรมเลย ใกล้ ๆ     ชามข้าวต้มที่ผมวางไว้ มียาวางอยู่ในชามเล็ก ๆ     และมีน้ำวางอยู่ข้างกัน คุณคีนดูแลดีจนผมเกรงใจ เกิดมาผมยังไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่จากใครมากถึงขนาดนี้เลย  

   แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมชอบเขามากกว่าเดิมได้ยังไง

            

“อิ่มแล้วหรือ” คุณคีนเคาะประตูให้ผมรับรู้ ก่อนจะเปิดเข้ามา ทั้งที่เป็นห้องเขาแท้ ๆ  แต่เขาก็ยังมีมารยาทเสมอ ผมไม่รู้จะพูดยังไงเลย 

“ครับ” เขากลับมาด้วยชุดเดิมเหมือนตอนที่ออกบอกผมว่าขอตัวไปอาบน้ำ “คุณอาบน้ำแล้วเหรอครับ”

คุณคีนหัวเราะเล็กน้อยแล้วก้มดูชุดตัวเอง “อาบแล้ว ไม่เชื่อ?”

“เปล่าครับ ก็เห็นคุณใส่ชุดเดิม”

“ถ้าอย่างนั้นผมคงไม่อาบน้ำทุกวัน คุณกินยาแล้วใช่ไหม”

“ครับ ขอบคุณนะครับ” ผมบอกเขาก่อนจะยกมือไหว้ อยากให้เขารู้ว่าผมรู้สึกขอบคุณเขาจริง ๆ

“ผมเคยสอนวิธีขอโทษไปแล้ว เอาไว้คราวหน้าผมจะสอนวิธีขอบคุณให้นะครับ”

“เอ่อ..ครับ” คุณคีนพูดด้วยใบหน้ายิ้ม แต่ผมหวั่นใจว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่เลย

“อยากเช็ดตัวสักหน่อยไหม”

“ก็ดีครับ” พอเขาพูดขึ้นผมจึงนึกได้ว่าเหนียวตัวเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะนอนในห้องแอร์ แต่มันเหมือนอุปาทานน่ะครับ พูดปุ๊บเป็นปั๊บ ประมาณนี้

“อยากทำเองหรือให้ผมทำให้”

“ผม..ทำเองดีกว่าครับ แค่นี้ก็รบกวนคุณมากแล้ว” ผมรีบปฏิเสธจนลิ้นแทบจะพันกัน ผมรู้ว่าเขาเคยเห็นร่างกายผมแล้ว แต่ทุกครั้งผมไม่มีสตินี่นา แล้วยังมาเจอสถานการณ์เปิดไฟเห็นหน้าค่าตากันชัดขนาดนี้ ผมไม่กล้าหรอก 

“ครึ่งชั่วโมงพอไหม”

“พอครับ” 

“เสร็จแล้วผมจะกลับมาฟังว่าทำไมเด็กดอยกลับบ้านยังไงถึงกลับมาป่วยแบบนี้”

“ครับ” ผมหน้าม่อยลงเมื่อเขาพูดถึงที่บ้าน คุณคีนพยักหน้าแล้วยกถ้วยข้าวต้มออกจากห้องไป เขาคงเห็นว่าแล้วข้าวต้มมันพร่องไปนิดเดียวเท่านั้น แต่เขาก็เลือกไม่พูดอะไรสักคำ ซึ่งทำให้ผมสบายใจ

ผมใช้เวลาจัดการตัวเองไม่นาน ทั้งแปรงฟัน ล้างหน้าและอาบน้ำ ผมไม่ได้เช็ดตัวตามที่คุยกับคุณคีนแต่เลือกอาบน้ำอุ่นอย่างเร็วๆ แทน ผมไม่ค่อยชอบเช็ดตัว รู้สึกไม่สะอาดในความคิดผม ถึงแม้ผมจะอาบน้ำแต่ก็เป็นน้ำอุ่น เขาคงไม่ว่าอะไรหรอก แล้วเขาก็คงไม่รู้ด้วยว่าผมอาบน้ำ อีกอย่างหนึ่งตอนนี้ผมไม่ปวดหัว ตัวก็ไม่ร้อนแล้วด้วย ลงความเห็นว่าผมสบายดีอย่างที่สุด

เห็นไหมครับ ผมบอกแล้วว่าผมป่วยไม่นานก็หาย

ต่อให้ผมอาบน้ำเร็วแค่ไหน ก็ไม่ทันคุณคีนอยู่ดี ผมเห็นเสื้อผ้าชุดหนึ่งวางอยู่บนเตียง เขาคงเอาเข้ามาให้ระหว่างที่ผมอาบน้ำอยู่ ผมคลี่เสื้อผ้าเหล่านั้นออกดู มันคือเสื้อยืดสีขาวและกางเกงผ้าเหมือนกับคุณคีน แต่พอเทียบกับตัวดู ผมจึงรู้ว่ามันคนละขนาดไซซ์กัน เพราะถ้าเป็นเสื้อผ้าของคุณคีน เสื้อคงยาวกว่านี้และขากางเกงคงลากพื้นไปแล้ว

คุณคีนเคาะประตูแล้วกลับเข้ามาอีกครั้งผมก็อยู่ในชุดที่เขาเอามาให้แล้ว พอเจ้าของต้นฉบับตัวจริงเดินเข้ามา จึงรู้ว่าเสื้อยืดกับกางเกงผ้าเนี่ย ไม่ใช่ใส่แล้วจะดูดีน่ามองได้ทุกคน เขาใส่แล้วดูเหมือนคุณชายพักผ่อนสบายๆ อยู่บ้าน เป็นตัวของตัวเอง เขาทำให้เสื้อยืดดูไม่เป็นเสื้อยืดทั่วไป ในขณะที่ผมใส่แล้วทำให้เสื้อยืดที่คาดว่าราคาไม่แพงของเขากลายเป็นเสื้อยืดตลาดตัวไม่ถึงร้อย

“ขอบคุณสำหรับเสื้อผ้านะครับ” ผมบอกเขาพลางชี้มาที่ตัวเอง

“ก่อนออกไปผมพูดถึงเช็ดตัว จำไม่ได้เลยว่าให้อาบน้ำได้”

“ก็ผมเหนียวตัว อีกอย่างผมไม่เป็นไรแล้วครับ แล้วน้ำที่อาบก็เป็นน้ำอุ่นด้วย อ้อ ผมอาบแป๊บเดียวเองครับ วิ่งผ่านน้ำไม่ถึงนาทีเลยครับ” ผมอธิบายและพยายามแถเอาตัวรอด

“เพิ่งฟื้นไข้ ถ้าไข้กลับอีกจะทำยังไง” คุณคีนมองผมเชิงตำหนิ ผมก้มหน้าอัตโนมัติ ตั้งแต่รู้จักเขามา คุณคีนไม่เคยใช้สายตาคู่นั้นมองผมจนรู้สึกผิดแบบนี้เลย

“ไม่หรอกครับ” 

“ทำผิด ไม่ควรเถียงต่อ แต่ควรทำยังไงครับ”

“ขอโทษครับ แต่ผมหายแล้วจริง ๆ  นะครับ” ผมพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ

“เปลครับ คนบ้า มักบอกว่าตัวเองไม่บ้าเสมอ”

“ครับ?” หมายความว่าไง นี่เขาตั้งใจด่าผมหรือเปล่า

“คุณอาจจะคิดว่าคุณหายดีแล้ว แต่คุณไม่ใช่หมอ เช้านี้เรายังไม่ได้วัดไข้กันเลย คุณรู้ได้ยังไงว่าหายแล้วครับ”

“ผม..ผมคิดเอง”

“ใช่ครับ เพราะคุณคิดเอง ถ้าอาการหนักกว่าเดิมจะทำยังไง ผลกระทบอื่น ๆ ก็อาจจะตามมาเช่น เคนต้องกลับมารับคุณไปโรง’บาล รอหมอตรวจ และรอจ่ายเงิน เสียทั้งเวลาและเงินโดยใช่เหตุเลยใช่ไหม” ผมมั่นใจว่าหายดีแล้ว แต่ทำไมเขาต้องพูดให้ผมรู้สึกผิดกว่าเดิม

“ขอโทษครับ ผมไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้” ผมหน้าจ๋อยเลยคราวนี้ คุณคีนดูไม่พอใจเอามาก ๆ

“ทั้งเรื่องเงินหรือเรื่องพาคุณไปโรง’บาล มันไม่ได้สำคัญสำหรับผม คุณคิดว่าผมกับเคนไปหาคุณที่ห้องทำไม ถ้าไม่ได้เป็นห่วงคุณ”

“ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ” ผมพนมมือยกมือไหว้เขาอย่างจริงจัง ผมอาจจะคิดตื้น ๆ เกินไปว่าตัวเองดีขึ้นแล้วจึงไม่ได้นึกผลที่จะตามมาหาเกิดอะไรขึ้น

“อันที่จริง ผมก็ผิดอยู่บ้าง ขอโทษด้วยนะครับ” คุณคีนพูดออกมาสั้น ๆ ทำให้ผมแปลกใจ เขามีอะไรที่ต้องขอโทษผมด้วยอย่างนั้นเหรอ

“ครับ?”

“ผมไม่ได้บอกคุณให้ละเอียด เลยทำให้คุณเข้าใจผิด สาเหตุที่ผมอยากให้คุณเช็ดตัวอย่างเดียวเพราะอีกสักชั่วโมง คุณหมอจะมาที่นี่ และคุณคงไม่สบายใจถ้าคุณหมอมาตรวจทั้งที่คุณยังไม่ได้จัดการตัวเอง”

“เอ่อ..คุณคีนไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ เรื่องแค่นี้เอง ผมต่างหากที่ดื้อ คุณไม่ผิดเลยครับ”

“ถ้าอย่างนั้น คราวหน้าต้องไม่ดื้อกับผมแล้วนะครับ”

“ครับ”

พอผมรับปากไป ทำไมรู้สึกว่าผมกำลังหลงกลเขาเลย

หลังจากนั้นไม่นานคุณหมอมาตรวจที่ห้องเร็วกว่าที่คิด และอาการของผมก็เป็นที่น่าพอใจ ไข้ไม่มีแล้ว เหลือแค่อาการอ่อนเพลียรอการฟื้นตัวเท่านั้น คุณหมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็กลับไปเรียนได้ ทำให้ผมยินดีเป็นอย่างมาก จริง ๆ วันพุธผมไม่มีเรียน แต่มีงานเปิดบ้านที่คณะ ถ้าพลาดงานนี้ไปผมคงเสียใจและเสียดายความทรงจำในช่วงปีสี่ของผมมาก ๆ

คุณคีนออกไปส่งคุณหมอหน้าห้องก่อนจะกลับเข้ามาในห้อง

“ผมอยากรู้เรื่องที่บ้านคุณนะ แต่ผมจะไม่เร่งรัดถ้าคุณอยากนอนพักก่อน” 

“ไม่เป็นไรครับ” จะว่าไปคุณคีนเดินเข้า ๆ  ออก ๆ  ในห้องหลายรอบ เขาคือคนที่ควรพักมากกว่าผมอีกเพราะผมเอาแต่นอนเฉยๆ ถึงเวลาก็มีอาหารมาให้ สบายที่สุดในชีวิตนี้

“ถ้าอย่างนั้นเริ่มกันเลยดีไหม”

“คุณคีนขึ้นมานอนด้วยกันไหมครับ” ผมเอ่ยปากชวน ไม่ได้คิดอะไรเป็นอื่นนอกจาก เขาควรนอนฟังสบาย ๆ  ไม่ควรต้องมานั่งหลังขดหลังแข็ง “คือนั่งนาน ๆ  ผมกลัวคุณเมื่อย”

“ถ้าอย่างนั้นผมไม่ปฏิเสธนะ นั่งนาน ๆ  ก็เริ่มเมื่อยอย่างที่คุณพูด ผมคงแก่แล้วจริง ๆ”

“ไม่เกี่ยวสักหน่อยครับ ผมนั่งนานก็เมื่อยเหมือนกันแหละครับ” ผมหมายความแบบนั้นจริงๆ ไม่เกี่ยวกับอายุหรอก เชื่อผมสิ

คุณคีนไม่ได้ต่อความอื่นใดอีก เขาขยับขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง ผมเองก็เอนตัวลงนอนเช่นกัน นั่งนาน ๆ  ก็ชักเริ่มเพลีย

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

“ผมมีน้องชายหนึ่งคนชื่อปิง ปีนี้เขาอายุสิบเจ็ดแล้ว ผมตั้งใจว่ากลับบ้านไปครั้งนี้จะรับเขามาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ” ผมเกริ่นขึ้นหลังจากเว้นพื้นที่ให้ความเงียบระยะหนึ่ง

“...”

“แต่ผมพาปิงกลับมาไม่ได้”

“ทำไมครับ”

“แม่ต้องการเงินก้อนหนึ่ง แลกกับการที่ไม่ต้องพาน้องไปส่งให้คนในเมือง”

“หืม?แม่คุณจะทำหรือ”

“ผมไม่รู้ว่าแม่จะทำจริงหรือไม่จริงหรอกครับ ทุกครั้งที่แม่พูดเรื่องเงิน ผมจะหาเงินส่งไปให้เขา ครั้งสุดท้ายก็คือหนี้ที่พ่อสร้างไว้ ที่ทำให้ผมต้องมาทำงานกับคุณ”

ผมไม่รู้ว่าคุณคีนทำหน้าแบบไหนอย่างไรเมื่อได้ฟังสิ่งที่ผมเล่า เขาเพียงแค่วางมือแล้วลูบหัวเรื่อย ๆ 

“น้องคือจุดอ่อนในชีวิตคุณสินะ”

“ครับ ผมไม่อยากให้น้องต้องมาเจอเหมือนผม” ผมเงยหน้ามองเขา เห็นคุณคีนขมวดคิ้วราวกับว่าเขากำลังใช้ความคิด

“คุณเคยขายมาก่อนหน้านี้?”

“ผมเคยถูกแม่เอาไปขาย แต่ไม่ถูกขายไปหรอกครับ ผมเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง”

“อย่างนั้นหรือ เก่งมากครับ”

“ผมไม่เก่งเลย สุดท้ายผมก็ต้องเอาตัวเองมาขายให้คุณจนได้”

“อย่ากลับไปคิดอีกเลย มันไม่มีประโยชน์แล้วครับ คุณจะทำยังไงต่อ”

“เมื่อวานผมตั้งใจจะเมลหาคุณ ผมอยากกลับไปทำงานกับคุณอีกได้ไหมครับ” ผมเข้าประเด็น เลิกอ้อมค้อม 

“คิดดีแล้วเหรอ”

“ครับ แล้วถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอเบิกเงินล่วงหน้าด้วยได้ไหม ผมต้องเอาเงินไปให้แม่ก่อนวันอาทิตย์และจะได้รับปิงกลับมาด้วย” ได้คืบก็เอาศอก แต่ผมยังไม่ได้แม้เพียงคืบ ผมก็ขอเพิ่มแล้ว

“ถ้าผมไม่รับคนเข้าทำงานแล้ว คุณจะทำยังไงครับ”

“ผมไม่รู้ว่าวิธีไหนจะหาเงินได้เร็วกว่าวิธีนี้ ถ้าคุณไม่รับพนักงานเพิ่มแล้ว ผมคงต้องหาเจ้านายคนใหม่ ทั้งที่ใจจริงผมไม่อยากทำเลย ผมไม่อยากขายตัวเองไปเรื่อย ๆ  แบบนี้”

“ฉลาดพูด” คุณคีบบีบจมูกผมทีหนึ่ง 

“ผมเปล่า ก็แค่พูดตามความจริง”

“ผมเคยบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือว่าถ้ามีเรื่องอะไรก็ตามให้ติดต่อผมมา”

“ครับ ผมเลยคิดว่าบางทีคุณอาจจะช่วยผมได้ ผมไม่อยากยืมเงินเพื่อนผมอีกแล้ว อีกอย่างเงินที่แม่ผมต้องการก็มีจำนวนสูงกว่าครั้งก่อนมาก”

“อืม ผมช่วยคุณได้ครับ แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง”

“ได้สิครับ จะกี่ข้อก็ได้ ผมสัญญาไม่ว่าเรื่องอะไร ผมก็จะทำให้ได้ครับ”

“จำไว้นะครับ อย่าเพิ่งสัญญาทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร” 

“ผมในเวลานี้มีสิทธิ์ปฏิเสธคุณได้ด้วยเหรอ” ผมพูดตามความจริง ถ้าเขาช่วยผมได้ตามที่พูด ไม่ว่าเขาจะสั่งให้ผมทำอะไร ผมก็จะต้องทำตามให้ได้

“ถึงเราจะไม่มีโอกาสปฏิเสธ แต่ผมอยากให้คุณฟังข้อเสนอของฝั่งตรงข้ามก่อนทุกครั้ง แม้จะคิดไม่มีสิทธิ์แต่ขอให้รับรู้ไว้เถอะครับ สุดท้ายแล้วเรามีสิทธิ์ทั้งนั้น”

“อ่า..ก็ได้ครับ ผมจะจำไว้” ถึงผมจะฟังไม่ค่อยเข้าใจชัดนักแต่ก็รับปากเขา

“ดีมากครับ เอาละ ส่วนเรื่องครอบครัวคุณ ผมขอเข้าไปจัดการเรื่องนี้เองได้หรือเปล่า”

“ครับ?” คุณคีนหมายความว่าไง

“เดดไลน์คือวันอาทิตย์นี้ใช่ไหม ผมรับปากว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”

“คุณจะทำอะไรครับ”

“ผมรับประกันได้ว่าพ่อแม่คุณจะปลอดภัย ไม่ได้รับอันตราย ส่วนน้องชายคุณ อยากให้พาเขากลับมาที่กรุงเทพฯ เลยไหม”

“จริง ๆ  แล้วผมยังไม่อยากพาน้องมาอยู่ด้วยกันก่อนที่มันจะเรียนจบม.หกหรอกครับ แต่ผมไม่อยากถูกแม่รีดไถเงินอีก ผมเลยคิดว่าจะย้ายมันมาด้วย”

“อืม ถ้างั้นถ้าผมรับรองได้ว่าน้องคุณจะปลอดภัย คุณก็ยังอยากให้เขาเรียนให้จบก่อนใช่ไหม” คุณคีนทวนคำพูดผม

“ใช่ครับ”

“โอเคครับเปล”

“แล้วข้อแม้หนึ่งข้อที่คุณต้องการละครับ”

“เอาไว้ให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน แล้วผมจะบอกให้คุณรู้”

“ขอบคุณครับ”

“อ้อ..รวมไปถึงวิธีขอบคุณที่ถูกต้องด้วยครับ”

เอ๊ะ? เอ่อ? คุณคีนต้องให้ผมทำอะไรแปลก ๆ  แน่เลยใช่ไหม

 

 

 

===================== 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น