Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 เปิดไฟกันดีไหม

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 เปิดไฟกันดีไหม

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.9k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2562 10:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 เปิดไฟกันดีไหม
แบบอักษร

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 10 เปิดไฟกันดีไหม 

 

ผมนอนนิ่งลืมตามองเพดานสีขาวที่มีคราบเหลืองบ้างประปรายตามความเก่าทรุดโทรมของห้อง ปกติผมตื่นแล้วจะลุกออกจากเตียงเลย ไม่นอนเล่นแช่อยู่บนเตียง ไม่ใช่ไม่ชอบแต่ผมมีงานมีเรียนหลายอย่างที่ต้องทำในแต่ละวันจึงนอนอยู่เฉยไม่ได้ ทว่าวันนี้กลับต่างออกไปจากทุกที 

 

ผมกำลังไม่สบาย 

 

ถึงผมจะตัวผอมแต่ก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มคนแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย หากไม่สบายทีหนึ่งก็จะมีแค่ไอ มีไข้หวัดเล็กน้อย กินยา กินข้าว ก็หายเป็นปลิดทิ้ง หากคราวนี้หนักกว่าที่เคย ผมไม่อยากยอมรับกับตัวเองเลยว่าสาเหตุการป่วยครั้งนี้มาจากความเครียดหลังจากกลับไปเลือกตั้งที่บ้านและผมที่เอาแต่ร้องไห้อย่างหนักมาทั้งคืน

 

ผมลางานกับพี่ปุยฝ้ายเพื่อขอกลับไปเลือกตั้งที่ลำปาง พี่ปุยฝ้ายอนุญาตแถมยังเข้าใจเป็นอย่างดี เธอเห็นด้วยและให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง เธอบอกว่าผมทำถูกแล้วที่กลับไปใช้สิทธิ์ของตัวเอง ทั้งนี้เธอยังเป็นเจ้านายที่ใจดี พี่ปุยฝ้ายกังวลว่าผมจะไม่มีเงินกลับบ้าน เธอจึงอนุญาตให้ผมเบิกเงินล่วงหน้า

 

ผมออกเดินทางไปลำปางช่วงเย็นวันศุกร์หลังเลิกงานและกลับมากรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์หลังเลือกตั้ง โดยกลับมาเพียงลำพังคนเดียว

 

ใช่ครับ ผมเอาปิงกลับมากับผมไม่ได้ ผมคิดตื้นเกินไปว่าจะทำทุกอย่างได้ตามที่ใจคิด น้ำตาเอ่อล้นไหลมาตามหางตาอีกแล้ว ผมเช็ดมันออกไปอย่างลวกๆ ไม่สนใจว่าหน้าจะเป็นรอยแดงหรือไม่ ก่อนจะฝืนตัวลุกขึ้นไปอาบน้ำ แต่งตัวไปมหาวิทยาลัย

 

ผมนั่งรอเรียนด้วยร่างกายที่หนาวสั่น กอดตัวเองแน่น ได้ยินสามสาวคุยกันอยู่ข้างหน้า หากผมฟังพวกเธอคุยไม่รู้เรื่องเลย สมองมันตื้อไปหมด ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะเรียน แค่จะเงยหน้ายังยากเย็น ครั้งนี้ผมคงไม่สบายหนักจริงๆ 

“ง่วงเหรอ เมื่อวานกลับมากี่โมง” โจถามพร้อมกับมือที่ชอบวางบนหัวผมเหมือนอย่างเคย คราวนี้ผมไม่ได้สะบัดหนีเพราะไม่มีแรง

“เกือบสองทุ่ม” ผมตอบกลับไปเสียงเบา แค่พูดยังรู้สึกเหนื่อยเลย ดวงตาเริ่มหนักอึ้ง สัญญาณที่บอกว่าร่างกายผมกำลังไม่ไหวแล้วจริงๆ 

“ทำไมเสียงแหบแบบนั้น” โจเลื่อนมือมาจับที่แก้มผมก่อนมันจะอุทานเสียงดังแล้วพูดต่อ “ทำไมตัวร้อนแบบนี้วะ” 

“ไม่สบาย” ผมบอกกลับไปราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ก็มันเป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ การป่วยไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ไม่สบายได้ยังไง ก่อนกลับบ้านยังดีๆ อยู่เลย” 

“ไม่รู้” 

“ไปหาหมอกับกู” 

“ไม่ เรียนก่อน” ผมบอก ไม่อยากให้โจต้องขาดเรียนเพราะผม

“เปล ทำไมมึงดื้อแบบนี้วะ” 

“กูไม่เป็นไรหรอกน่าโจ มึงไม่ต้องเป็นห่วง” โจได้ยินคำตอบผมก็ถอนหายใจ

“งั้นกลับไปพักที่ห้องเถอะ เดี๋ยวกูไปส่ง” 

“ไม่ได้ กูต้องไปทำงานตอนบ่าย” 

“มึงควรลา สภาพนี้มึงทำงานไม่ไหวหรอก” 

“แต่..” ผมอยากจะเถียงแต่ก็รู้สังขาร ผมว่าผมไม่ไหวจริงๆ 

“ทำตามที่บอกเถอะ แทนที่มึงจะได้ทำงานมีหวังไปเพิ่มงานแทนมากกว่า” 

“อือ” โจพูดถูก

“ปะ ลุก กูพาไปส่งที่ห้อง” 

“...” 

“เชื่อกูนะ ไปพักเถอะ ขาดเรียนวันเดียวเองไม่เป็นไรหรอก” โจบอกผมด้วยเสียงอ่อนโยนขึ้น คงหาทางกล่อมผมนั่นแหละ

“ก็ได้” 

“ดีมาก” โจลูบหัวผมสองสามที แล้วเรียกสาวกลุ่มข้างหน้า “เกด” 

“ว่า?” เกดตอบกลับมา

“ถ้าไอ้เอกกับภพมา ฝากบอกพวกมันให้ทีว่าไอ้เปลไม่สบาย กูเลยจะพามันไปส่งที่ห้อง” 

“ได้ มันเป็นไรมากเปล่าวะ พาไปหาหมอไม่ดีกว่าเหรอ” 

“มันดื้อไม่ยอมไป ถ้ามันอาการหนักกว่านี้กูค่อยพาไปหาหมอ” 

“อืมๆ” 

“เปล ลุกไหวไหม” โจเข้ามาประคองผม

“ไหว” ผมพยายามฝืนตัวลุกเดินตามที่มันบอก จนเข้ามาในรถยนต์ของโจ มันโยนเสื้อคลุมมาให้ผม ก่อนจะขับรถออกไปกระทั่งถึงที่พัก

 

โจช่วยพาผมลงจากรถและพาไปส่งที่ห้อง มันบอกว่าเดี๋ยวจะออกไปซื้อยาและอาหารมาให้ ผมเลยเอ่ยปากขอยืมโทรศัพท์มือถือมันเพื่อจะโทรไปลางานกับพี่ปุยฝ้าย โจยื่นโทรศัพท์ให้ พร้อมกับคำบ่นงุ้งงิ้งว่าผมไม่ยอมเอาโทรศัพท์ไปซ่อมหรือซื้อใหม่ ติดต่อใครก็ยากเห็นไหม ผมรับฟังอย่างผ่านๆ ไม่ได้สนใจ ผมรู้ว่าโจไม่ได้หวงโทรศัพท์กับผม แค่บ่นตามประสาของมัน

“สวัสดีครับพี่ปุยฝ้าย” พอโจออกจากห้องไป ผมก็กดเบอร์ไปยังปลายทางทันที รอไม่นานพี่ปุยฝ้ายก็กดรับ

“สวัสดีค่ะ ปุยฝ้ายพูดค่ะ” 

“เปลนะครับ” 

“อ้าว เปลเองเหรอ เอาเบอร์ใครโทรมาเนี่ย แล้วทำไมเสียงแหบเป็นเป็ดแบบนั้น ไม่สบายเหรอ” 

“ครับ โทรศัพท์ผมเสียเลยขอยืมเพื่อนโทรมา ผมไม่ค่อยสบายเลยโทรมาลางานพี่ปุยฝ้าย ขอโทษด้วยนะครับ ลาอีกแล้ว” 

“ไม่เป็นไรๆ เรื่องเจ็บป่วยมันห้ามกันได้ที่ไหนล่ะ แล้วนี่เปลไปหาหมอหรือยัง” 

“ยังครับ แต่เพื่อนไปซื้อข้าวกับยาให้แล้ว” 

“อืม อยู่คนเดียวด้วยไม่มีคนดูแล ถ้าไม่ไหวต้องรีบไปหาหมอนะเปล ปล่อยไว้ไม่ดีหรอก ทรมานตัวเองเปล่าๆ” 

“ครับ ขอบคุณครับ” 

“จ้ะ หายไวๆ นะ อย่างนี้ก็แสดงว่าสัปดาห์นี้พี่คงไม่ได้เจอเปลเลยสินะ คุณเคนคงถามหาเปลอีกแน่ๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่เลือกตั้งมาถึงก็ถามหาเปลก่อนเลย ไปสนิทกันตั้งแต่ตอนไหน ทำไมพี่ไม่เห็นรู้ อิจฉานะเนี่ย” 

“เอ้อ..งั้นเหรอครับ ขอโทษด้วยนะครับ” ผมขอโทษพี่ปุยฝ้ายเพราะปลายสัปดาห์ผมก็ลาพี่ปุยฝ้ายไว้ ที่คณะมีจัดงาน คล้ายกับเปิดบ้านเพื่อให้เด็กม.หก หรือคนที่สนใจเข้ามาดูว่าคณะเรียนของเรามีการเรียนการสอน รวมไปถึงกิจกรรมอะไรบ้าง จบไปแล้วจะทำอาชีพอะไร เพื่อให้น้องๆ ได้ตัดสินใจ เลือกสิ่งที่ชอบก่อนจะเลือกเรียนต่อในชั้นอุดมศึกษา

 

อันที่จริงพี่ปีสี่อย่างผมไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมเหมือนกับปีอื่นๆ แต่ปีสุดท้ายแล้วผมก็อยากซึมซับบรรยากาศโค้งสุดท้ายที่เหลือก่อนจะจบออกไป

 

ส่วนคุณเคนหลังจากที่ผมเจอเขาครั้งแรก เขาก็มาอีกเรื่อยๆ สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง มันก็ผ่านมาร่วมเดือนจึงได้เห็นหน้าค่าตากันบ่อย แต่ทุกครั้งที่เจอผมก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับเขามากมาย เลยไม่รู้ว่าเขาจะถามหาผมทำไม

 

“พี่ไม่ได้ว่าอะไรนะ อย่าเพิ่งคิดไปเอง แล้วพงศ์ต้องเหงาแน่ๆ ไม่มีคนให้แกล้งเนี่ย” พี่ปุยฝ้ายหัวเราะก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงเธอคุยกับพี่พงศ์เรื่องที่ผมโทรมา “พงศ์ฝากบอกมาว่าให้พักผ่อนเยอะๆ หายไวๆ จ้ะ” 

“ครับ ขอบคุณพี่ปุยฝ้ายและพี่พงศ์ด้วยนะครับ” 

 

ผมวางสาย เอนตัวลงนอนอยู่เพียงครู่เดียวไม่นาน โจก็กลับมาพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรังในมือ เขาวางทุกอย่างลงบนโต๊ะญี่ปุ่นข้างเตียง ขยับโน้ตบุ๊กไปไว้ริมๆ โต๊ะ และเปิดเครื่องด้วย เขาหันมายิ้มให้ผมก่อนจะบอกให้ผมคลายความสงสัย

“เปิดคอมฯ ไว้ เผื่อกูโทรหามึง ไม่สิ กูต้องโทรหามึงแน่ๆ” 

“อือ” 

“เจ็บคอไหม ปวดหัวหรือเปล่า” 

“ปวดหัว” ผมตอบตามจริง

“งั้นลุกขึ้นมากินข้าวก่อนจะได้กินยาเสร็จแล้วจะได้เช็ดตัว” โจไปหยิบถ้วยชามมาเทอาหารที่มันเพิ่งซื้อมาพร้อมกับตั้งน้ำดื่มไว้ขวดหนึ่ง

“เดี๋ยวกูจัดการเอง มึงไปเรียนได้แล้ว” ผมไล่มัน ถ้าขืนปล่อยไว้อีกนิด โจมันต้องป้อนข้าวเช็ดตัวให้ผมแน่ๆ 

“อืม” โจวางช้อนลง “ถ้ามึงรู้สึกไม่ดีขึ้น รีบโทรหากูทันที วันนี้กูต้องไปทำธุระกับที่บ้านต่อหลังเลิกเรียน แต่เสร็จแล้วจะรีบมาหา” 

“ไม่เป็นไร มึงไปทำธุระเถอะ งานบ้านมึงใช่ว่าจะปลีกตัวกันง่ายๆ” 

“แต่มึงไม่สบาย ยังไงกูต้องมาดูมึงให้ได้ ทำไมต้องมีงานวันนี้ด้วยวะ” มันบ่นอย่างหัวเสีย

“อย่าโมโหสิ กูไม่เป็นไรหรอก กินยา กินข้าว ได้พักก็หาย กูป่วยยากแต่หายง่ายนะ มึงก็รู้นี่” ผมบอกมันเสียงเรียบไม่อยากให้มันต้องกังวล

“กลับบ้านไปเลือกตั้งแค่เสาร์อาทิตย์ ทำไมถึงป่วยได้วะ พ่อแม่มึงไม่ได้ทำอะไรมึงใช่ไหม” 

“เปล่า” ผมส่ายหน้า แต่สีหน้าผิดไปจากเดิมเมื่อได้ยินมันพูดถึงพ่อแม่ผม

“เขาไม่ได้บังคับให้มึงไปทำเรื่องไม่ดีใช่ไหม” โจหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจ มันปรี่เข้ามาจับแขนผม แต่ไม่ได้รุนแรงนัก มันคงยังจำได้ว่าผมป่วยอยู่

“เปล่า ไว้กูเล่าให้มึงฟังทีหลังนะ ตอนนี้กูปวดหัวอยากนอน” 

“อืมๆ งั้นมึงนอน ตื่นมาแล้วก็กินข้าวกินยาด้วย อย่าลืม กูไปก่อนนะ เลิกเรียนแล้วโทรหา” 

“โอเค” ผมตอบทั้งที่หลับตา หมดแรงจะฝืนลืมตาตอนนี้

“หายไวๆ นะ กูเป็นห่วงมึงมาก” ผมรู้สึกถึงความเย็นที่มาแปะบนหน้าผาก ไม่รู้มันคืออะไร ผมไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้แล้ว ไม่ไหวแล้วจริงๆ 

 

 

ผมหลับไปกระทั่งบ่าย มารู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงเรียกเข้าจากโปรแกรมสีเขียวบนจอโน้ตบุ๊ก เป็นโจที่โทรเข้ามา มันบ่นเล็กน้อยว่าโทรมาสองสามครั้งแล้วแต่ผมไม่รับ คิดว่าผมเป็นอะไรหนักกว่าเดิมจนเกือบจะมาที่ห้องแล้ว ผมรีบบอกมันว่าหลับสนิทไม่รู้เรื่อง โจเลยไม่ได้บ่นผมต่ออีก มันถามอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็บอกไปตามตรง อาการคล้ายๆ เดิม แต่รู้สึกดีขึ้นแล้ว มันไม่รู้หรอกว่าผมเลือกไม่บอกว่าอาการดีขึ้นน่ะ จริงๆ แล้วแทบไม่รู้สึกเลยอาการนั้นมันเป็นยังไง

 

โจคุยกับผมต่ออีกสองสามคำ มันย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าลืมกินข้าวกินยา ผมรับปากก่อนจะวางสาย หันไปเห็นจานข้าวกับน้ำหนึ่งขวดที่วางไว้ จึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินข้าวกินยาตามที่มันบอก เอาละ ไม่รอช้า ผมรีบจัดการอาหารตรงหน้าตบท้ายด้วยยาสองเม็ด โยนยาเม็ดสีขาวเข้าปากแล้วดื่มน้ำจนเกือบหมดขวด ก่อนจะคลานขึ้นเตียงแล้วหลับไปอีกครั้ง

 

ไม่รู้หลับไปนานแค่ไหน แต่ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้าย ผมฝันเห็นตัวเองตอนอายุสิบหก กำลังถูกแม่ถูลู่ถูกังไปตามเส้นทางถนนระหว่างบ้านและสถานที่ที่ผมทำงานซักผ้าให้ที่แห่งนั้น ผมยังจำภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นได้ดี นึกถึงตอนนั้นแล้วร่างกายผมเริ่มหนาวสั่น คู้ตัวกอดตัวเองแน่นในความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมง มีเพียงแสงไฟรางๆ สาดส่องเข้ามาในห้องพอยังให้มองเห็นอยู่บ้าง ผมคว้าผ้าห่มขึ้นมาห่มไว้แต่ยังไม่หายหนาวอยู่ดี 

 

 

 

“แม่ปล่อย” ผมทั้งสะบัด ทั้งกระชากแขนให้หลุดจากแรงแม่ แต่ผมในเวลานั้นสู้แรงแม่ไม่ได้เลย ผมยังถูกลากไปเรื่อยๆ จนถึงปลายทาง

“คืนนี้แกอยู่นี่แหละ” แม่สั่งแต่ผมไม่สนใจ

“ไม่เอา ผมจะกลับบ้าน” 

“ไม่ได้ ฉันรับปากเขาไว้ แล้วเขาก็จ่ายเงินมาแล้วด้วย” แม่ตะคอกใส่ผมเสียงดัง

“ไม่เอา ผมไม่ทำ แม่เอาเงินไปคืนเขาเลย” 

“ไม่ได้ แกอย่าเรื่องมากได้ไหม แกก็เห็นใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น” 

“ผมไม่ทำ” 

“ไม่รู้ละ ยังไงคืนนี้แกก็ต้องอยู่ที่นี่ เขาเตรียมห้องไว้ให้แกแล้ว” 

ผม..ไม่..ทำ” ผมเน้นย้ำทีละคำ ในที่สุดผมก็สะบัดแขนหลุดจากแม่จนได้ ผมรีบวิ่งหนีไปจากตรงนั้น แม้ว่าแม่จะเรียกผมเสียงดังแค่ไหนผมก็ไม่หันกลับไป

อนิจจา ผมในวัยสิบหก ยังไม่กล้าพอจะหนีไปไหนได้ไกล นอกจาก บ้านที่พึ่งพิงแห่งเดียวในเวลานั้น 

ผมกลับไปที่บ้านในคืนเดียวกัน แม่กำไม้เรียวรอผมอยู่ รู้ว่ายังไงผมต้องกลับมาแน่นอน เธอยังโกรธและไม่มีทีท่าว่าจะลืมเรื่องนี้ไปง่ายๆ แม่ดุด่าผมตลอดเวลาระหว่างที่ตีผมจนเนื้อแตก 

“แกมันไม่รักดี เงินง่ายๆ สบายๆ ไม่รู้จักทำ” 

“แกมันอกตัญญู แล้วนี่ฉันต้องเอาเงินไปคืนเขา แล้วจากนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้ พ่อแกก็ต้องใช้เงิน” 

“แกมันดื้อด้าน ไอ้ลูกเวร” 

 

ทุกคำที่แม่ด่าทอ ผมไม่เถียงแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้แม่ตีจนหนำใจ ไม่ร้องขอความเห็นใจ แค่แม่ไม่พาผมไปขายอีกก็พอ ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไปจากที่นี่ให้ได้ ผมรักพ่อ รักแม่ รักน้อง แต่ผมไม่อยากมีชีวิตที่จะถูกแม่เอาไปขายให้ใครอีกก็ไม่รู้ ถ้าผมจะทำมันก็ขอให้มันมาจากตัวผมเอง เหมือนครั้งหนึ่งที่ผมตัดสินใจขายตัวเองให้มิสเตอร์เค และมันอาจจะมีครั้งที่สองตามมา...

 

 

น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ผมไม่ชอบร้องไห้เลย ในความคิดผม น้ำตามันเป็นสัญลักษณ์ความอ่อนแอ ผมโทษว่ามันคงเป็นเพราะพิษไข้ เพราะความเครียด น้ำตาเจ้ากรรมจึงไหลลงมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย ผมกัดปากพยายามกลั้นเสียงสะอื้น ไม่อยากรู้สึกแบบนี้ แต่ผมห้ามไม่ให้ร้องไห้ไม่ได้เลย

 

ความฝันทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่ผมกลับไปลำปางเพื่อเลือกตั้ง ผมตั้งใจจะพาปิงมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ แต่ถูกพ่อแม่คัดค้านอย่างหนัก ผมรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาต้องไม่เห็นด้วยหากไม่คิดว่าพวกเขาจะค้านหัวชนฝาและยื่นข้อเสนอมาโดยที่ผมไม่คาดคิดแบบนี้

 

 

 

“แม่ไม่ยอมให้ไอ้ปิงไปอยู่กับแกที่นู่นหรอก” แม่ตอบทันทีที่ผมบอกอยากพาปิงกลับไปด้วย

“ทำไมล่ะแม่” 

“ถ้ามันไปแล้วใครจะอยู่กับแม่” 

“ก็พ่อไง” 

“พ่อแกก็ทำงาน” 

“ที่ไหน” ผมย้อนถาม เราต่างก็รู้ว่างานที่พ่อทำคืออะไร งานของพ่อคือไม่มีงานและคอยสร้างหนี้ “งานพ่อก็คืออยู่ในบ่อนใช่ไหม” ผมแค่นเสียงถาม 

แต่พอพูดจบใบหน้าผมก็หันไปอีกทางหนึ่ง มันคือแรงจากฝ่ามือของพ่อ พ่อที่คอยสร้างแต่ปัญหาให้

“ไอ้เปล! กูเป็นพ่อแกนะ” 

“ครับ ผมรู้” ผมเงยหน้าจ้องตอบเขาไม่ลดละ แม้ในใจจะเจ็บช้ำ

“กล้าจ้องหน้ากูเหรอ ไปอยู่กรุงเทพฯ มาไม่กี่ปี ปีกกล้าขาแข็งนักใช่ไหม” พ่อทำท่าจะเข้ามาตีผมอีกแต่แม่ห้ามไว้ แม่พูดกับพ่อว่าเดี๋ยวจะคุยกับผมเอง

“เปล” แม่เรียกชื่อผมแล้วถอนหายใจ “อย่าเพิ่งเอาปิงไปอยู่ด้วยเลย ยังไงก็รอให้มันเรียนจบม.หกก่อน” ผมรู้ว่าแม่พยายามใจเย็นพูดกับผม

“ผมไม่ไว้ใจ” 

“ไม่ไว้ใจใคร? ฉันเป็นแม่แกและไอ้ปิงมัน คิดว่าฉันจะทำอะไร” แม่ตวัดสายตา มองผมไม่พอใจ

“ใครที่เคยเอาผมไปขายล่ะ” 

“แกนี่นะ” แม่ชี้หน้าผมแล้วพูดต่อ “ถ้าแกเอาเงินมาให้ ฉันก็จะไม่ทำกับไอ้ปิงเหมือนที่ทำกับแก” 

“ก็ใช่ไงครับ ผมถึงจะเอาปิงไปอยู่ด้วย” 

“ฉันไม่ให้มันไป” 

“ผมจะเอามันไป” 

“ได้ อยากพามันไปนักใช่ไหม” 

“ครับ” ผมบอกแม่ด้วยสายตามุ่งมั่น

“เอาเงินมาสิ แล้วฉันจะให้มันไปกับแก” 

“โถ่ แม่..” ผมอ่อนใจ “ผมจะเอาเงินที่ไหนมาให้ รอบก่อนก็ต้องทยอยใช้หนี้คืนเขา ยังใช้ไม่หมดเลย” 

“อย่ามาโกหก ฉันรู้ว่าแกใช้หนี้พวกมันหมดแล้ว ไม่งั้นมันไม่ยอมให้พ่อแกเข้าไปในบ่อนอีกหรอก” ผมเข่าแทบทรุดพอได้ยินว่าความจริงถูกเปิดเผยแล้ว

“...” 

“หึ ถ้ามีเงินเมื่อไหร่ก็ค่อยมารับปิงไป” 

“แม่! ผมกับปิงเป็นลูกแม่นะ” ผมเสียงดังโวยวายกลับไป ทำไมเขาทำเหมือนผมกับน้องไม่ใช่ลูกที่เกิดจากเขา

“มีเสี่ยจากในเมืองเขาถูกใจไอ้ปิง จะมารับมันวันอาทิตย์หน้า ถ้าแกหาเงินมาไม่ได้...” 

“อย่าทำกับปิงอย่างนั้นนะแม่” 

“เงินทั้งนั้น ใครจะโง่ปล่อยให้หลุดมือ เอ้า..เลือกมาแล้วกัน ฉันจะไม่เร่งรัดแกหรอกนะ ถ้าห่วงน้องก็หาเงินมา” 

 

 

ผมทวนคำพูดแม่ พานให้ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม กอดตัวเองแน่นขึ้นไปอีก ปวดหัวเหลือเกิน ผมคิดไม่ตกว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาให้ คราวนี้มันเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย ถ้าแม่เอาปิงไปขายจริงๆ ค่าตัวคงไม่สูงขนาดนี้แต่แม่บอกผมในตัวเลขที่สูงเพียงเพื่อไม่ให้ผมเอาปิงไป และเมื่อไหร่ก็ตามที่บ้านเรามีหนี้ แม่ก็จะใช้ปิงเป็นตัวประกันให้ผมโอนเงินให้อย่างที่ผ่านมา

 

แล้วถ้าผมไม่โอนล่ะ น่ากลัวว่าแม่จะทำกับปิงจริงๆ เหมือนอย่างที่บอกผมไว้

 

ผมนึกถึงตัวเลขที่แม่ต้องการ มันสูงกว่าปกติ และโจคงไม่สามารถให้ผมยืมได้ แล้วใครกันที่จะช่วยผมได้? 

 

ผมพาตัวเองคลานลงมาจากเตียง กดเข้าอีเมลด้วยมือสั่นเทา ตั้งใจจะเมลไปหาคนที่พยายามตัดใจ ทุกครั้งที่ผมเจอคุณคีนลูกชายมิสเตอร์เค มันทำให้ผมรู้สึกผิด แต่คราวนี้ขอโทษด้วยนะครับ ผมขอเห็นแก่ตัวทำเพื่อตัวเองและน้องผม

 

ขอโทษจริงๆ ครับ

 

 

ผมเห็นอีเมลจากมิสเตอร์เค รู้สึกตกใจว่าเขาอีเมลมาหาผมทำไม ผมกดเข้าไปอ่านแต่อ่านไม่ออก ตามันพร่ามัว หัวก็ปวดมากๆ เหมือนมีคนเอาค้อนมาทุบหัวผม ทรมานไปหมดเลย

 

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมตกใจสะดุ้งจนตัวโยน ใครกันที่มาตอนนี้ แต่มีอยู่คนเดียวคงจะเป็นโจ ผมลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งถึงจะพาตัวเองไปถึงประตู ผมเปิดประตูออกด้วยความเหนื่อยล้า ประตูที่ผมไม่เคยคิดว่าต้องใช้แรงเยอะเพื่อเปิดมันขนาดนี้ และผมคงใช้แรงมากไป ทันทีที่ประตูเปิดออก สติสุดท้ายที่ผมรับรู้คือเสียงร้องด้วยความตกใจของคนหนึ่ง ก่อนที่ผมจะไม่รู้สึกตัวอีกเลย

 

 

 

“ไม่ได้ รออยู่ในรถ” 

“รู้ว่าห่วง แต่ไม่ได้ไง เดี๋ยวมีคนเห็น” 

“ผมพาเขาไปเอง คุณรออยู่ในรถ” 

“ถ้าใครถามผมยังบอกได้ว่าเขาเป็นน้องชาย แล้วคุณล่ะจะบอกคนอื่นว่าไง” 

“ส่งเขามานี่” 

 

 

ผมได้ยินเสียงผู้ชายแว่วเข้ามาในสมอง ไม่รู้เขากำลังคุยอยู่กับใครหรือไม่มีคู่สนทนาเพราะผมได้ยินเสียงเขาคนเดียว สักพักก็ได้ยินเสียงอึกทึก เสียงพยาบาลพูด‘คนไข้คะๆ’ หรือ 'เจ็บหน่อยนะ' มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมกันแน่ ผมฝืนอยากจะลืมตาขึ้นมองแต่มันช่างหนักอึ้งจนไม่สามารถทำได้

 

 

 

ผมลืมตากะพริบตาปริบๆ ในความมืด ถึงจะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องพักของผม ผมลองขยับตัวค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ตอนนี้ไม่ปวดหัวแล้ว ผมเอนตัวลงนอนอีกครั้งเมื่อทดสอบร่างกายเสร็จ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา โจคงเป็นคนพาผมมาที่นี่ น่าจะใช้เพราะความทรงจำสุดท้ายมีคนมาเคาะประตูหน้าห้องผม แต่ไม่รู้ว่าเป็นใครเนื่องจากเป็นลมไปเสียก่อน ถ้าให้เดา ก็คงเดาว่าเป็นโจ นอกจากมันก็ไม่มีใครเคยมาห้องผม

 

ความคิดหยุดชะงัก ผมเกร็งตัวขึ้นเมื่อได้เสียงประตูห้องน้ำถูกเปิดก่อนจะปิดลง เสียงฝีเท้าขยับเข้ามาใกล้ๆ ทางผมเรื่อยๆ ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรสักอย่างถูกวางลงบนโต๊ะ ผมได้ยินเสียงคนกำลังขยำหรือซักผ้า อะไรสักอย่าง ก่อนที่ผ้าผืนนั้นจะถูกบิดแล้วมีเสียงน้ำไหลตกลงมาในอ่าง ผมนอนฟังนิ่ง ไม่ได้รู้สึกตกใจแล้ว

“กี่โมงแล้วอะโจ” ใบหน้าถูกผ้าขนหนูซับที่หน้าเบาๆ 

“ไม่ใช่โจครับ คุณตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มนุ่มชวนฝัน ทำให้ผมเบิกตาโพลงในความมืด เป็นไปไม่ได้ 

“คุณ..คุณเค” ผมตกใจเรียกชื่อเขา คิดว่าตนเองพูดเสียงดัง แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเบาและแหบมาก

“ครับ ผมเอง ดื่มน้ำก่อนไหม” 

“ไม่ครับ ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไง” เมื่อเขาไม่ใช่โจ แสดงว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไม่ปกติเสียแล้ว

“ผมให้คนพาคุณไปหาหมอ เสร็จแล้วจึงพามาที่นี่ มันใกล้กับโรงพยาบาลมากกว่าห้องคุณ” 

“ขอบคุณครับ แต่ผมต้องกลับแล้ว ถ้าเพื่อนผมมาหาที่ห้องไม่เจอ เขาจะเป็นห่วงเอาได้” 

“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ผมบอกป้าที่ดูแลที่พักคุณไว้แล้วว่าถ้าเพื่อนคุณมาให้บอกเขาว่าคุณไปหาหมอ” 

“อะ..เอ่อ..ขอบคุณครับ แต่ยังไงผมก็ควรกลับอยู่ดี” ผมเกรงใจ มิสเตอร์เคไม่ตอบว่าเขาคิดเห็นอย่างไร แต่เขากลับมาสัมผัสที่คอ จนผมสะดุ้งตัวโดยอัตโนมัติ ผมไม่ได้กลัว แค่ตกใจที่จู่ๆ เขายื่นมือมาจับกันแบบนี้

“ขอโทษที่ทำให้คุณตกใจ ผมแค่จะเช็กดูว่าคุณดีขึ้นหรือยัง” 

“ผมดีขึ้นแล้วครับ” 

“อืม ตัวคุณไม่ค่อยร้อนแล้ว” 

“คุณบอกว่าให้คนพาผมไปหาหมอ” 

“ใช่ครับ คุณหมอฉีดยาคุณและให้ยากลับมาด้วย” 

“ขอบคุณครับ ผมเลยเป็นภาระให้คุณเลย ขอโทษนะครับ” 

“ไม่เป็นไร มาครับ ลุกดื่มน้ำก่อนนะครับ” มิสเตอร์เคขยับเข้ามาใกล้ประคองผมให้นั่งพิงกับหัวเตียง แล้วจึงส่งแก้วน้ำพร้อมหลอดมาให้ผมดูดได้สะดวก

ผมคือคนปฏิเสธไม่ดื่มน้ำ แต่สุดท้ายดูดเสียหมดแก้วเลยทีเดียว น่าขายหน้าชะมัด

“คุณไปหาผมที่ห้องเหรอครับ” 

“ก็ไม่เชิง คนที่ขึ้นไปหาคุณไม่ใช่ผม” เขาอธิบายแล้วใช่ไหม ทำไมผมถึงงง เพราะผมป่วยแน่ๆ สมองเลยไม่แล่น

“คุณรู้จักที่อยู่ห้องผมได้ไง” 

“ตอนนี้เสียงคุณแหบมากอย่าเพิ่งพูดเลยดีกว่า ปล่อยตัวเองไม่สบายแบบนี้ได้ยังไงกันครับ” คำพูดอ่อนโยน ถึงแม้ประโยคสุดท้ายจะต่อว่าผมหน่อยๆ แต่มันก็ทำให้ความรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย ได้กลับมาหาผมอีกครั้ง

พอได้รับความอ่อนโยน ผมที่อ่อนแอมากเกินไปจึงร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้จักเวล่ำเวลา

“ผมขอโทษ” ผมไม่รู้จะบอกเขาว่ายังไง เลยเลือกขอโทษเป็นคำพูดที่ดีที่สุด

“เสียงแหบแล้วยังร้องไห้อีก เด็กคนนี้” เขาปัดปอยผมข้างหน้าให้พร้อมกับคำพูดเจือเสียงหัวเราะในคอเบาๆ คือสิ่งที่ผมเฝ้ารอที่จะได้ยินมาโดยตลอด

“ขอโทษครับ” ผมขอโทษอีกครั้งแล้วร้องไห้โฮ สาบานเลยว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะอ้อนเขาหรืออยากทำให้เขาสงสาร แต่มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนได้ผ่อนคลาย ปลดปล่อย กับความเครียดที่เกิดขึ้น

“อ้าว..เลยร้องไห้ไปใหญ่ ผมยังไม่ได้ดุคุณสักคำ ไม่ร้องสิครับ” 

“ผมขอโทษ ผมไม่ตั้งใจจะร้องแต่ผมห้ามไม่ให้ร้องไม่ได้” ผมใช้หลังมือเช็ดน้ำตาออกลวกๆ ผมไม่ได้อยากร้องไห้ต่อหน้าเขา แม้จะในความมืดก็ตาม

“อยู่เฉยๆ ก่อน ผมเช็ดหน้าให้” เขาดึงมือผมออกจากหน้า แล้วใช้ผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ตามที่บอก

“ผมขอโทษ” ผมกลายเป็นเด็กที่พูดเป็นอยู่แค่คำเดียวไปเสียแล้ว

“เวลาไม่สบาย จิตใจมนุษย์เรามักอ่อนไหวง่าย แต่คุณเป็นมากกว่าคนอื่นทั่วไปเพราะคุณปกปิดไม่เก่ง” 

“...” ไม่รู้ว่ามิสเตอร์เคกำลังพูดเรื่องอะไร แต่ผมกลับเงียบ

“มีอะไรไม่สบายใจอยากเล่าให้ผมฟังไหมครับเปล” 

“...” ผมยังเงียบต่อ

“ถ้ายังไม่อยากเล่า...” 

“ผมขอกอดคุณได้ไหมครับ” ผมโพล่งออกไปในจังหวะเดียวกับที่เขากำลังพูด ถึงจะเสียมารยาทแต่ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ 

มิสเตอร์เคเงียบไป ผมเห็นเงาดำจากร่างกายเขาลุกขึ้นยืน เขาคงอยากจะออกจากห้องนี้ไป ผมเป็นใครถึงไปขอร้องเขาแบบนั้น ผมรู้สึกไม่ดีที่ทำให้เขาอึดอัด

“ขอโทษครับ” ผมพูดคำเดิมๆ อีกครั้ง

“ขอโทษทำไมครับ ผมยังไม่ได้ว่าอะไรคุณเลย ป่วยแล้วงอแงเก่งเหมือนกันนะเรา” เสียงของเขาแฝงด้วยความขบขัน มันดังขึ้นจากอีกฝั่ง ก่อนเตียงจะยวบลง เขาดึงผมเข้าไปใกล้เหมือนเมื่อก่อนที่ผมเคยทำงานให้เขา หัวผมเกยอยู่บนหน้าอกเขาได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นเป็นจังหวะ 

“ผมนึกว่าคุณอาจจะไม่พอใจที่ผมขอคุณไปแบบนั้น” 

“คิดมากไปกันใหญ่ สงสัยให้ถามผม อย่าคิดเอง” เขาอธิบายให้ผมฟัง เสียงของเขาดังอยู่บนหัวผมนี่เอง เราใกล้ชิดกันขนาดนี้ จนหวั่นว่าผมจะทำให้เขาติดหวัดไปด้วย

“ขอโทษครับ ผมเพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรขอคุณแบบนี้ คุณอาจจะติดหวัดผม” ผมพูดตามที่ใจคิดและคำขอโทษที่วันนี้ผมใช้มันสิ้นเปลืองเหลือเกิน

“ถ้าผมติดหวัดจากคุณ คุณก็ต้องดูแลผมนะครับ” แรงกอดกระชับจากเขาทำให้ผมอุ่นใจ และคำพูดนั้นยิ่งทำให้ใจผมกระตุกไปอีก

“ผม..ทำไม่ได้หรอกครับ” 

“ทำไมครับ คุณจะไม่รับผิดชอบหรือถ้าผมเกิดไม่สบายขึ้นมาจริงๆ” คำพูดตัดพ้อแต่น้ำเสียงกลับสวนทางไปอย่างสิ้นเชิง

“ผมไม่มีสิทธิ์ดูแลคุณหรอกครับ” 

“หืม?” 

“คุณควรให้คนที่บ้านดูแลคุณ” ผมพูดทั้งที่ในใจรู้สึกเจ็บ ผมกำลังทำผิด ผมดันไปขอให้ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วกอดผม

“ไม่มีหรอกครับ” 

“ไม่จริงครับ คุณอย่าหลอกผมเลย ผมรู้ว่าคุณแต่งงาน มีครอบครัวแล้ว” ผมรู้สึกว่ามือที่จับแขนผมเกร็งขึ้นเล็กน้อย เขาคงตกใจที่ผมล่วงรู้ตัวตนเขา

“แต่งงาน? คุณไปเอามาจากไหนว่าผมแต่งงานแล้ว” 

“ผมรู้ความจริงทั้งหมดแล้วครับคุณกวินทร์” 

“คุณกวินทร์?” เสียงมิสเตอร์เคดูตกอกตกใจที่ผมเรียกชื่อเขาถูกต้อง

“ผมจะไม่บอกใครครับ ผมสัญญา” ผมให้คำมั่นกับเขา

“คุณคิดว่าผมคือคุณกวินทร์?” ร่างที่กอดผมกำลังสั่นเล็กน้อย

“ใช่ครับ คุณไม่โกรธใช่ไหมที่ผมบังเอิญไปรู้จักตัวตนคุณจริงๆ เข้า” 

“ไม่โกรธครับ ถ้าคุณเข้าใจถูก”

“ผมเข้าใจผิดเหรอ” ผมเริ่มลังเล หรือเขากำลังอับจนหนทางเลยหาคำพูดให้ผมไขว้เขว

“คุณคิดว่าผมอายุเท่าไหร่” 

“คุณจำอายุตัวเองไม่ได้เหรอครับ” มิสเตอร์เคถามอะไรผมแปลกๆ 

“เท่าไหร่ครับ” เขาไม่สนใจ ถามย้ำอีกครั้ง

“หกสิบห้า” ผมตอบกลับไปให้สิ้นเรื่องราว

“เปลครับ..” น้ำเสียงมิสเตอร์เคฟังดูอ่อนใจกับคำตอบของผม ทำไมกันล่ะ ผมพูดอะไรผิดตรงไหน

“ครับ?” 

 

 

“เปิดไฟกันดีไหม”  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

===================== 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น