สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 268

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2562 22:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26
แบบอักษร

หอไข่มุกสัญลักษณ์ประจำเมืองเซี่ยงไฮ้มีลักษณะเป็นแท่งสูงขึ้นไป โดยมีจุดชมวิวสองแห่ง เป็นทรงกลมคล้ายลูกบอลอยู่ค่อนจากจุดกึ่งกลางขึ้นไปเล็กน้อย และตรงเกือบปลายสุดซึ่งแลคล้ายยอดไข่มุก  

สินซื้อตั๋วพาลูกทัวร์ขึ้นสู่จุดชมวิวชั้นสูงสุดเพื่อชมทัศนียภาพของเซี่ยงไฮ้ยามค่ำคืน แสงไฟจากตึกระฟ้าทำให้ชาวคณะตื่นตระการตากับความงดงามตรงหน้า แม่น้ำที่กั้นเขตเมืองเก่าและเมืองใหม่แสดงให้เห็นถึงความงามและแตกต่างระหว่างสองฟากฝั่งได้อย่างน่าอัศจรรย์  

รินรดาไม่แน่ใจนักว่าเธอผ่านช่วงเวลาโหดร้ายเหล่านั้นมาได้อย่างไร ความรู้สึกเลือนรางบอกให้รู้เพียงว่ารอบกายเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กตลอดเวลา ปรานีและฉวีวรรณพยายามชวนเธอคุยบ้าง ดึงเธอไปกอดบ้าง และดูแลเธอตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังเลยแม้แต่วินาทีเดียว  

หญิงสาวรื้อหน้ากากของความเข้มแข็งร่าเริงอันเก่ากลับมาใช้อีกครั้ง เธอกลายเป็นคนเส้นตื้นอย่างไม่มีเหตุผล แค่ใครพูดอะไรนิดหน่อยเป็นต้องหัวเราะร่วน ทำท่าทางราวกับมีความสุขเหลือเกิน 

ขณะที่ชนวีร์กลับแสดงท่าทีฉุนเฉียวโดยไม่รู้สาเหตุ ชายหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับความจริงว่าเขาหงุดหงิดที่เธอไม่แสดงอาการเสียใจให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะของเธอยิ่งคล้ายลิ่มที่คอยตอกแทงลงในหัวใจทีละนิด 

แต่ละวินาทีที่เข็มนาฬิกาเดินผ่านไป ความทรมานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้กลับพุ่งเข้าจู่โจมเขาผู้ไม่เคยรู้จักความรู้สึกเช่นนี้ หัวใจเขาเจ็บแปลบ ทั้งรวดร้าวราวกับมีใครค่อย ๆ บดขยี้มันให้แหลกราญไปอย่างเชื่องช้า 

คนเคยสุขุมเพิ่งรู้ว่าตัวเองทนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ชายหนุ่มผลุนผลันไปแจ้งกับไกด์ชาวจีนเพื่อขอแยกเข้าที่พักก่อน แล้วลงลิฟต์หาทางกลับโรงแรมด้วยตนเอง เขาเดินทอดน่องช้า ๆ ไปตามทางเท้าเพื่อออกสู่ถนนใหญ่ นักดนตรีข้างทางเป่าแซกโซโฟนเป็นเพลงจีนที่ชนวีร์ฟังแล้วเจ็บแปลบขึ้นมาทันที เพราะนั่นเป็นเพลงที่เหม่ยฟ่ง อดีตคู่ควงชาวจีนเคยร้องตัดพ้อเขาในวันวาน 

 

♪ ปู่ จือ เต้า เวย เลอ เสิน เมอ ♫ - ความกลัดกลุ้มรุมล้อมรอบกาย 

♪ โย่ว โชว ทา เว่ย โร่ว เจ๋อ หว่อ ♫ - ฉันได้แต่ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ว่าทำไม! 

♪ หว่อ เหม่ย เทียน โตว จ้าย ชี่ ต้าว ♫ - ทุกค่ำเช้าฉันเฝ้าสวดภาวนา 

♪ ไขว่ กัน เจ้อ อ้าย ตี จี๋ โม่ ♫ - ขอให้ความเงียบเหงาถูกขับไล่ออกจากใจฉันที 

♪ หนา เทียน ชี่ หนี่ ตุ้ย หว่อ ซัว ♫ - วันนั้น...ที่เธอเคยบอกกัน 

♪ หยง หย่วน ตี อ้าย เจอ หว่อ ♫ - ว่าจะรักฉันจนวันสุดท้าย 

♪ เฉียน เหยวียน เหอ ว่าน หยวี่ ♫  - แสนหมื่นคำรัก ร้อยพันภาษาใจ 

♪ ซุ่ย เฟิง ยุน หลิว กั๊ว[1] ♫ - แต่เพียงแค่พริบตาเดียว เธอก็กลับลืมมันไปหมดแล้ว 

 

ชนวีร์อยากรู้ วันที่เหม่ยฟ่งร้องเพลงนี้ เธอเจ็บเหมือนที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้หรือเปล่า เขาแตะมือที่หน้าอกเบื้องซ้าย หากอาการแปลบปลาบกลับไม่จางเจือไปสักนิด แสงจันทร์นวลตาทอประกายอ่อนโยนลงมาเบื้องล่าง ชายหนุ่มมองจันทร์ใกล้เดือนเพ็ญที่ลอยอยู่เบื้องหน้า คำที่สินเคยพูดตอนล่องเรือในทะเลสาบซีหูยังแจ่มชัด 

‘พวกเราชาวจีนเชื่อกันว่า ในหัวใจเราของทุกคนจะมีแสงสว่างของพระจันทร์ส่องนำทางให้เสมอ’ 

ทั้งที่ดวงจันทร์เบื้องบนก็ยังทอแสงนวลตา แต่ชนวีร์กลับรู้สึกว่าหัวใจตนเองช่างมืดมนนัก ความรู้สึกพวกนี้มาจากไหนกันนะ เขาควรดีใจไม่ใช่หรือที่ยังรู้ตัวล่วงหน้า จะได้ไม่ตัดสินใจผิดเลือกผู้หญิงผิดคน ! 

ทั้งที่เฝ้าพร่ำบอกตัวเองเช่นนั้นเพื่อให้รู้สึกดี แต่ทำไมลึก ๆ แล้ว เขาถึงยังหดหู่อย่างนี้ 

คงจะเป็นอย่างที่สุภาษิตว่า ‘ผงเข้าตาตัวเองเขี่ยไม่ออก’ เพราะยามนี้ชนวีร์ลืมแม้กระทั่งถ้อยคำที่เคยบอกหญิงสาวไว้  

การตัดสินใจบางอย่าง อาจจะ ‘ถูกต้อง’ แต่ไม่ ’ถูกใจ’ ! 

 

ตั้งแต่รู้ว่าพี่ชายขอแยกตัวกลับโรงแรมไปก่อน ภูมิก็พยายามโทรศัพท์ติดต่อไป แต่ชนวีร์ปิดเครื่อง เขากับแพรพลอยนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่วัดพระหยกขาวกันแน่ หน้าตาของรินรดาตอนนั้นบอกให้รู้ว่าเธอผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก หากให้เดาต้นเหตุก็น่าจะเป็นชนวีร์ไม่ใช่หรือ แต่ทำไมหลังเหตุการณ์ดังกล่าว หญิงสาวกลับสนุกสนานร่าเริงอยู่กับกลุ่มผู้อาวุโสราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่พี่ชายเขาเสียอีกที่ทำท่าเหมือนเป็นคนโดนหักอกเสียเอง 

เมื่อรถโค้ชพาลูกทัวร์กลับเข้าโรงแรมที่พัก สิ่งแรกที่สองสามีภรรยามองหาก็คือชนวีร์ แพรพลอยตาไวรีบชี้ให้ภูมิดูที่มุมหนึ่งของล๊อบบี้ซึ่งจัดเป็นมุมหย่อนใจขนาดเล็ก มีนักดนตรีเล่นเปียโนอยู่บนเวทียกพื้นเตี้ย ๆ พี่ชายของเขานั่งหน้าเครียดอยู่ตามลำพังตรงโซฟาด้านในสุด โดยมีขวดเหล้าและแก้ววางอยู่บนโต๊ะ 

“คุณภูมิไปดูพี่วีร์ก่อนเถอะค่ะ ตรงนี้เดี๋ยวพลอยจัดการเอง” เธอพยักพเยิดไปยังมัคคุเทศก์ชาวจีนที่นำกุญแจห้องมาแจกให้ลูกทัวร์และนัดหมายเวลาของพรุ่งนี้ 

ภูมิถอนหายใจ บีบมือภรรยาเบา ๆ ขอกำลังใจก่อนไปเผชิญหน้ากับพี่ชาย ทั้งที่ยังไม่แน่ใจนักว่าวาทศิลป์ทางการทูตที่ร่ำเรียนมา จะโน้มน้าวให้ชนวีร์ยอมเปิดปากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ 

 

รินรดาถูกผู้อาวุโสลากไปที่ห้องพักของปรานีด้วยกัน ปรานีต้องคอยส่งสายตาปรามเพื่อนที่เข้าไปรุมล้อมเด็กสาวคราวลูก และพากันซักไซ้หาคำตอบที่ต้องการ 

“หลิว...คนจีนเชื่อกันว่าที่เราได้มาเที่ยวด้วยกันอย่างนี้ ก็เพราะมีวาสนาต่อกันนะลูก พวกอี๊น่ะมีลูกสาวกันทุกคน เห็นหลิวก็รักเอ็นดูเหมือนเป็นลูกหลาน วันนี้เจ้าตี๋นั่นทำให้หลิวร้องไห้ พวกอี๊เป็นห่วง มันทะเลาะอะไรกันนักหนา จนอภัยให้กันไม่ได้เชียวหรือ” พรประภาพูดแทนใจเพื่อน  

รินรดากุมขมับ เธอไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ เท่ากับที่ไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่เข้าใจผิดเช่นกัน ถ้อยคำของชนวีร์บาดเศษใจเธอจนเป็นริ้ว ขนาดเธอไม่อยากนึกถึงมัน แต่ทุกประโยคล้วนแจ่มชัดราวกับจารไว้ในสมองทีละคำ 

“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะอี๊ หลิวไม่ได้ทะเลาะกับเขาหรอก เราแค่รู้ตัวว่าไม่ได้ชอบกันเท่านั้นเอง” 

รินรดาวางท่าเข้มแข็ง “หลิวมันคนอาภัพคู่ค่ะอี๊ แล้วผู้ชายดี ๆ สมัยนี้ก็หายากจัง ถ้าหาแบบดี ๆ ไม่ได้ หลิวไม่แต่งงานดีกว่า” 

ฉวีวรรณตีเผียะที่มือหญิงสาวทันที “ห้ามพูดอย่างนี้อีกนะหลิว คนจีนถือ” 

คนอายุน้อยที่สุดในห้องเบะปาก คำ ‘คนจีนถือ’ นี่ช่างเป็นคำศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ! 

“เทวดาประจำตัวเรา ท่านฟังอยู่นะหลิว” ปรานีอธิบายด้วยท่าทางใจดีเช่นเคย “เวลาพูดถึงตัวเองไม่ดี ท่านฟังแล้วก็จะพลอยเศร้าหดหู่ไปด้วย ยิ่งหลิวย้ำว่าคนไม่ดีหลิวไม่เอา เวลาที่ท่านเจอใครที่อยากชักพามาให้รู้จัก ท่านจะหยุดคิด แล้วก็กังวลว่าคนนี้อาจดีไม่พอสำหรับลูกสาวท่าน จนดลใจให้แคล้วคลาดกันไป แทนที่เราจะได้พิจารณาใครสักคนด้วยตัวเอง กลับกลายเป็นว่าเราไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้รู้จักเขาด้วยซ้ำ”  

รินรดายิ้มให้ผู้อาวุโส โอนอ่อนตามไปแต่โดยดี  

“โอเคค่ะ จากนี้หลิวจะพูดดี ๆ พูดเพราะ ๆ เทวดาประจำตัวหลิวจะได้มีความสุขสบายใจ แล้วก็ไม่ต้องกังวลกับหลิวด้วย”  

ศิริจิตต์กับพรประภาช่วยกันโน้มน้าวให้รินรดายอมรับนัดหนุ่ม ๆ ลูกหลานที่ทั้งคู่รู้จักเพื่อจะได้ลืมเรื่องแย่ให้เร็วขึ้น แต่หญิงสาวก็ปฏิเสธแข็งขัน ครั้นเห็นปรานีลอบหาวเป็นหนที่สาม รินรดาก็รีบฉวยโอกาสขอตัวลาไปนอนทันที 

หญิงสาวไขกุญแจห้องพัก อดไม่ได้ที่จะมองไปยังประตูห้องข้าง ๆ เสียงเงียบกริบทำให้เดาได้ว่าเขาคงหลับไปแล้ว หรือไม่ก็อาจไปเคาต์ดาวน์กับมินตราก็เป็นได้ 

เมื่อประตูห้องพักปิดลง รินรดาก็ทรุดตัวลงกองบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เอนหลังพิงประตู ราวกับว่าเธอได้ใช้ความพยายามและความอดทนหมดทั้งเนื้อตัวเพื่อประคองตนให้เข้มแข็งต่อหน้าสายตาทุกคู่ และในตอนนี้พลังงานทุกหยาดหยดก็ถูกเค้นออกมาจนหมดสิ้นแล้ว ! 

หญิงสาวชันเข่าและซบหน้าลงบนนั้น ปล่อยให้น้ำตาพรั่งพรูออกมาเงียบ ๆ โดยไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้น ! 

 

ชนวีร์ ณัฐภัทร ที่นั่งจมอยู่ในโซฟาสีเข้มตรงหน้า ไม่มีอะไรคล้ายพี่ชายเพลย์บอยที่ภูมิคุ้นตาสักนิด สีหน้าเขาอมทุกข์เศร้าหดหู่ ขณะที่ไหล่ห่อลู่ จนไม่เหลือลักษณะของผู้บริหารหนุ่มที่เคร่งขรึมเฉียบขาดคนนั้นเลย 

“เป็นอะไรน่ะพี่วีร์ ทำไมมานั่งกินเหล้าคนเดียวอย่างนี้ พี่ดูแปลก ๆ ตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว ทะเลาะกับคุณหลิวเหรอ” ภูมิแตะไหล่พี่ชาย แล้วทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ 

นักธุรกิจหนุ่มส่ายหน้าและพยายามฝืนยิ้ม ภูมิไม่เคยเห็นพี่ชายดูเศร้าอาวรณ์ขนาดนี้มาก่อน...นอกจากเหตุการณ์ในวันนั้น ! 

ครั้งเดียวที่พี่ชายเขามีสีหน้าทุกข์โทมนัสเพียงนี้ คือวันที่แม่นั่งร้องไห้อยู่บนโซฟาในห้องทำงาน ออกปากขอร้องชนวีร์ 

‘ชีวิตแม่ก็เหลือแค่วีร์กับน้อง ถ้าวีร์ไม่รับช่วงธุรกิจ เห็นว่าความฝันสำคัญกว่าแม่กว่าน้อง แม่ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว’ 

ภูมิจำวันนั้นได้เจนใจ อายุเขาไม่ได้น้อยหรอก ชนวีร์ย่างสิบหกส่วนเขาน่ะสิบสี่เต็มแล้ว ความทรงจำในครั้งนั้นยังแจ่มชัด เขานั่งอยู่ข้างมารดาพร้อมกับบีบมือเธอไว้ ทั้งปลอบทั้งปรามให้ใจเย็น  

สีหน้าเจ็บปวดของพี่ชาย...ผู้ชายเพียงคนเดียวในชีวิตที่ภูมิยึดเป็นต้นแบบ ยังตราตรึงอยู่ไม่รู้เลือน ร่างสูงผอมของหนุ่มน้อยชนวีร์ยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางห้อง นัยน์ตาที่เคยร่าเริงเป็นนิจมีหยดน้ำขังเอ่อ ดวงหน้าเปียกเปื้อนรอยน้ำตา ไหล่บางราวสตรีหอบสะท้านขณะพยายามกลั้นสะอื้นลงในอกด้วยความยากลำบาก 

หลังจากปล่อยให้บรรยากาศจมอยู่ในความเงียบสงัดเนิ่นนาน ในที่สุดพี่ชายของเขาก็หยุดสะอื้น วิธีการพูดอาจไม่ฉาดฉานสง่างามเหมือนมาดของชนวีร์ในปัจจุบัน หากกิริยาสูดลมหายใจลึกราวผู้ใหญ่กลับบอกให้รู้ชัด พี่ชายของเขาตัดสินใจ ‘เลือก’ ตามที่แม่ขอร้อง 

‘ตกลงฮะแม่ ผมจะเรียนบริหารธุรกิจตามที่แม่ต้องการ’ 

สีหน้าเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีมีท่าทางเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เขายกมือปาดเช็ดน้ำตา ก่อนเดินออกจากห้องเงียบ ๆ 

นั่น...เป็นครั้งเดียวที่เขาเห็นชนวีร์กับดวงหน้าทุกข์ทนแบบนั้น 

นั่น...เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขามุ่งมั่นตั้งใจก้าวเดินไปบนเส้นทางของนักการทูต เพราะมันคือความฝันอันสูงสุดของพี่ชาย ! 

วันนี้สีหน้าของชนวีร์แทบไม่แผกไปจากเหตุการณ์ในวันนั้นเลยสักนิด ภูมิตบบ่าพี่ชายเบา ๆ 

“ถ้าไม่ได้ทะเลาะกัน แล้วมันเรื่องอะไรล่ะฮะ ผมเห็นพี่กับเธอไม่คุยกันเลย” 

ชนวีร์ไม่ตอบ แต่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มแทน  

ภูมิไม่ยอมแพ้ “คุณหลิวเธอสำคัญสำหรับพี่วีร์มาก...ใช่ไหมฮะ”  

แพรพลอยเข้ามาสมทบ โดยนั่งลงข้างสามี ภูมิรับกุญแจห้องจากภรรยา แล้วจับมือเธอไว้ 

ชนวีร์นิ่งงัน ทอดสายตาดูน้องชายกับภรรยา ทั้งคู่มีสีหน้าห่วงใยเขาอย่างชัดเจน ชายหนุ่มไล่สายตามองความสมบูรณ์แบบในชีวิตของน้องชาย ความเหงาเสียดลึกทิ่มแทงจนเขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ท่วมท้นออกมาตามรอยแผลนั้น 

ทำไมรินรดาถึงไม่ใช่ผู้หญิงในฝันของเขา 

ทั้งที่เขาชอบเธอขนาดนั้น ชอบมากกว่าผู้หญิงคนไหนที่เคยรู้จักด้วยซ้ำ ! 

“เรารู้แล้วว่าคนที่เราฝันถึงตั้งแต่เด็ก ๆ คือมินต์” ชนวีร์โพล่งลอย ๆ ไม่อยากให้น้องชายคาดเดาเรื่อยเปื่อย เพราะทุกคำถามนั้นรังแต่จะบาดหัวใจเขาให้ขาดวิ่นมากขึ้น ! 

ภูมิชะงัก...คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินเรื่องนี้...อีกครั้ง เขาเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง  

“แต่ความฝันพวกนั้นมันหายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ผมคิดว่าพี่เลิกฝันและลืมเรื่องนั้นไปแล้วซะอีก แล้วอยู่ดี ๆ ทำไม...” 

“มันไม่เคยไปไหนเลยต่างหากล่ะภูมิ แต่ที่เราไม่ได้พูดถึงมันอีก เพราะเราไม่อยากให้แม่กับนายเป็นห่วง เราเคยพยายามลืมมันแล้วนะ บางช่วงที่เครียด ๆ วุ่น ๆ มันก็ห่างหายไปบ้าง แต่แล้วมันก็กลับมาอีก ความฝันพวกนี้เหมือนคอยตอกย้ำให้เราจำไว้เสมอว่าเราต้องรอคอยใครคนหนึ่ง” 

ภูมิกุมขมับ “แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน ในเมื่อพี่ก็เจอแล้วว่าคนที่พี่ฝันถึงเป็นใคร” 

ผู้เป็นพี่ยกแก้วเหล้าเทลงคอรวดเดียว แล้วขยับจะรินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่ม แต่ภูมิก็ดึงขวดเหล้าฝรั่งชั้นดีนั้นออกจากมือเขาก่อน  

“คุยกันตอนมีสติดีกว่าพี่วีร์ ความเมาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรอกนะ” 

ชนวีร์เหลือบมองน้องชาย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาจริง จึงยอมผลักแก้วไปห่างตัวแต่โดยดี แล้วนั่งจมลงในโซฟาดังเดิม 

“ปัญหามันอยู่ตรงนั้นแหละ ผู้หญิงอีกคนที่เราฝันถึงคือหลิว” 

“พี่หมายความว่ายังไง ที่บอกว่าผู้หญิงอีกคนคือคุณหลิว ผมไม่เข้าใจ” 

ชนวีร์นิ่ง เรียบเรียงเรื่องราวอยู่ชั่วครู่ ก่อนเล่าเหตุการณ์และภาพฝันที่เขาประสบให้ภูมิและแพรพลอยฟังอย่างละเอียด เขาลงท้ายด้วยการบอกว่า... 

“เราอาจชอบหลิวก็ได้มั้ง พอเธอมีอะไรคล้ายกับที่เราเคยฝัน เราก็เลยสรุปเอาเองว่าเธอคงเป็นเด็กคนนั้น แต่จริง ๆ แล้วมีแค่ครั้งเดียวที่เราเห็นเธอเหมือนในฝันเป๊ะ ๆ ก็คือตอนอยู่ที่ทะเลสาบซีหู นอกนั้นมันแค่คลับคล้ายคลับคลา แล้วเราก็สรุปเข้าข้างตัวเองไปเองทั้งนั้น 

“แต่ที่เรามั่นใจว่าเป็นมินต์น่ะ ก็เพราะในฝันที่เราจำได้ คู่หมั้นของเราขับรถสีเหลืองเหมือนที่มินต์มี แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อคืนเราฝันว่าเราหมั้นกับมินต์ ภูมิ...เราเป็นคนสวมแหวนหมั้นให้มินตราด้วยมือเราเองเลย มันจะผิดไปจากนี้ได้ยังไง”  

ภูมิขมวดคิ้ว พี่ชายเขาหมกมุ่นกับเรื่องงานที่เกี่ยวเนื่องกับครอบครัวมินตราตลอดเย็นวาน ไม่แปลกหรอกถ้าจะฝันถึงสตรีผู้เป็นตัวต้นเหตุคนนั้น 

“แล้วพี่วีร์แน่ใจได้ยังไง ว่าไอ้ที่พี่ฝันเมื่อคืนนี้น่ะมันเป็นฝันบอกเหตุ พี่อาจฝันอย่างนั้นเพราะความกังวลก็ได้ หลวงปู่เรียกว่าอะไรนะ จิตนิวรณ์ใช่ไหม” 

ทว่าชนวีร์กลับโคลงศีรษะ แบบที่คนมองไม่อาจเดาความหมายว่าควรแปลว่าอะไรกันแน่ ระหว่าง ‘ไม่แน่ใจเหมือนกัน’ หรือ ‘ไม่ผิดอย่างแน่นอน’ 

นักการทูตหนุ่มรีบแย้งขึ้น “มันจะเป็นไปได้ยังไง ที่พี่ฝันถึงผู้หญิงตั้งสองคนน่ะ ผมจำได้ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว พี่วีร์บอกเองว่าฝันถึงคนคนเดียวกันมาตลอด มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอน” 

นักธุรกิจหนุ่มถอนหายใจ “ไม่มีประโยชน์ที่จะหาเหตุผลหรอกภูมิ ยังไงเสียมันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่ามินต์เป็นคนที่เราฝันถึงตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วไม่ได้”  

ภูมิมองพี่ชายด้วยความแปลกใจ ในเมื่อชนวีร์เฝ้าตามหาผู้หญิงในฝันคนนั้นมาโดยตลอด และตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าสตรีผู้นั้นคือมินตรา แต่แทนที่จะดีใจ เหตุใดพี่ชายเขากลับทำท่าหมดอาลัยตายอยากอย่างนี้ 

หรือว่า...เขาผิดหวังที่ผู้หญิงในฝันคนนั้นไม่ใช่รินรดา  

เพียงเสี้ยววินาทีที่ความคิดนั้นแวบเข้ามา ภูมิก็มั่นใจว่าตนเองคาดไม่ผิดอย่างแน่นอน  

พี่ชายเขาไม่ได้ชอบผู้หญิงในฝัน แต่ชอบรินรดา ! 

ชนวีร์ยิ้มเศร้าให้ตัวเองยามนึกถึงสีหน้าเรียบเฉย และน้ำเสียงเย้ยหยันของสตรีผอมบางผู้นั้น 

“ทั้งที่ควรโล่งใจ ที่ตัดสินใจให้เด็ดขาดไปเลย แต่ทำไมเรากลับรู้สึกเหมือนข้างในมันว่างเปล่าอย่างนี้ก็ไม่รู้” นักธุรกิจหนุ่มเอ่ยคล้ายรำพึงกับตัวเอง 

ภูมิถอนใจ คิดไม่ถึงว่าคนทำงานเก่ง ปราบนักธุรกิจเขี้ยว ๆ มาแล้วเป็นสิบเป็นร้อย วันดีคืนดีดันตกม้าตาย ไม่รู้จักว่าอาการที่เป็นอยู่น่ะ วัยรุ่นเขาเรียกว่าอกหัก ! 

“ถามจริง ๆ ทำไมความฝันพวกนี้ถึงสำคัญกับพี่วีร์นัก” นักการทูตหนุ่มเริ่มต้นปฏิบัติการเค้นความจริง 

ชนวีร์หลับตาลง เพียงนึกถึงมือนุ่มนวลที่ประคองดวงหน้าเขาไว้พร้อมกับคำเรียกขาน ‘คุณสามีที่รัก’ เขาก็รู้สึกถึงความสดชื่นที่กำซาบซ่านอยู่ในเนื้อหัวใจที่แห้งผากแล้ว  

เมื่อลืมตาขึ้นหน่วยตาของชายหนุ่มก็คลอคลองด้วยหยาดน้ำใสวาว 

“เพราะในฝันนั้น...เรามีความสุข” เขาละเหตุผลแท้จริงไว้กับตัวเอง นั่นเป็นเพราะเขาได้รัก และถูกรักในเวลาเดียวกันต่างหาก เขารู้สึกได้ถึงความรักที่รายล้อมอยู่รอบกาย เขาจำจังหวะหัวใจเต้นที่เริงแรงยามถูกสวมกอด เขาชอบหยดละอองเย็นฉ่ำที่ไหลรินอยู่ในเนื้อตัวและหัวใจ ชนวีร์อยากซึมซับ ดื่มด่ำกับอารมณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงผ่านทางความฝันเช่นที่เคยเป็นมา 

“แล้วตอนที่อยู่กับคุณหลิว พี่ไม่มีความสุขหรือ” ภูมิถาม 

คำถามง่าย ๆ เช่นนั้นกลับทำให้ชนวีร์ชะงักงัน ทำไมเขาไม่เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองสักครั้งเลยนะ 

เวลาอยู่กับรินรดา เขามีความสุขหรือเปล่า 

ชนวีร์เท้าข้อศอกลงที่หัวเข่าทั้งสองข้าง ก้มศีรษะลงแล้วกดปลายนิ้วลงที่หัวคิ้ว นึกย้อนไปยังเรื่องราวทั้งหมดนับตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอผู้หญิงคนนั้น และถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ 

คำถามของเธอดังสะท้อนไปมา 

’ถ้าไม่ใช่เพราะความฝันพวกนั้น ผู้หญิงอย่างฉันคงไม่มีวันเข้าไปอยู่ในสายตาของคุณใช่ไหม’ 

เธอเข้าใจผิด ! ต่อให้ไม่ต้องมีความฝันพวกนั้น เขาก็คงจะ ‘มองเห็น’ ผู้หญิงอย่างเธออยู่ดี ชายหนุ่มยังจำได้ดีว่าเธอคือความท้าทายที่เขาอยากเอาชนะแค่ไหน ถ้อยคำที่เธอปรามาสว่าเขาจีบผู้หญิงไม่เป็นนั้นแจ่มชัดราวกับเธอเพิ่งพูดไว้เมื่อวานนี้ ! 

แต่ยิ่งได้รู้จักกันมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกพวกนั้นกลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป เขาชอบเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว เขาชอบหน้าตาหงุดหงิดอารมณ์เสีย ชอบเวลาได้เกี้ยวพาหยอกเย้าให้เธอเขินอาย ชอบยามเธออาละวาดอย่างหมดท่า เขาชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอ ! 

แต่ก็เพียงแค่ชอบ...ยังไม่ใช่รัก !  

แล้วความรักของเขาคืออะไรกันแน่...ชนวีร์ถามตัวเอง  

ถ้อยคำที่เคยจดจำได้ขึ้นใจจากในความฝันก้องสะท้อนหัวใจ.. 

‘นับจากวันที่เราเจอกันจนถึงวันนี้ ไม่เคยมีวันไหนที่ผมไม่มีความสุข คุณเป็นรอยยิ้มเป็นเสียงหัวเราะของผมเสมอ ผมรักทุกอย่างที่เป็นคุณ รักตั้งแต่วันที่คุณส่งเสียงปรี๊ด ๆ ใส่ผมจนถึงวันที่คุณอ่อนหวานที่สุดอย่างนี้’ 

แล้วสตรีที่เขาบอกรักผู้นั้น ต่างจากรินรดาตรงไหน 

แต่ละภาพที่ค่อย ๆ ไหลเลื่อนเข้ามาในความทรงจำ ทำให้ชายหนุ่มมองเห็นตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น 

เขามีความสุขตลอดเวลาที่ได้อยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี้ เขารู้ว่าตัวเองสำคัญสำหรับเธออย่างยิ่ง เนื้อตัวสั่นเทาของรินรดายามที่เขาเกือบถูกรถชนสอนให้เข้าใจถึงคำว่าห่วงใยได้เป็นอย่างดี 

เขาจำได้ว่าตัวเองสุขใจแค่ได้แหย่ให้เธอโมโหหรือยามที่เห็นเธอเขินจนแก้มแดงก่ำ ชายหนุ่มรู้สึกถึงหัวใจพองโตและโลกก็พลันสดใส เพียงแค่ได้ยินได้เห็นกิริยาเอื้ออาทรเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเธอ 

ยังมีอะไรที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำให้เขาได้มากกว่านี้อีก 

ถึงรินรดาจะไม่ใช่คนในความฝัน แต่เธอก็ทำให้เขารู้จักความหมายของ ‘ความสุข’ มิใช่หรือ 

ราวกับมีใครเปิดหน้าต่างบานใหญ่ให้เขาได้รู้จักกับโลกอีกใบหนึ่ง ชนวีร์เพิ่งกระจ่างแจ้งแก่ใจ เขามัวแต่ยึดมั่นอยู่กับความเชื่อเดิม ๆ จนลืมคิดไปว่าเขาไม่ได้ต้องการ ‘ผู้หญิงในฝัน’ คนนั้นเลย 

แท้จริงแล้วเขาต้องการ ‘ความสุข’ อย่างในภาพนิมิต ซึ่งสตรีผู้นั้นจะเป็นผู้พัดพาเข้ามาในชีวิตของเขาต่างหาก 

และวันนี้...เขาได้พบเธอคนนั้นแล้ว เธอผู้นำความรู้สึกอิ่มเอมเข้ามาเติมเต็มให้ชีวิตเขา ! 

“ขอบใจมากภูมิ เราเข้าใจที่นายพูดแล้ว” ชนวีร์ตอบด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด 

นักการทูตหนุ่มยิ้มอย่างพึงใจ คนเก่งบางทีก็น่ากลุ้ม เพราะคิดทุกอย่างซับซ้อนเกินไป จนลืมไปว่าชีวิตนั้นง่ายและงามกว่าที่คิดมากนัก 

แพรพลอยปะติดปะต่อเรื่องราวจากบทสนทนาของสองพี่น้องด้วยความแปลกใจ ฟังดูราวกับเรื่องเหลือเชื่อ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ มิน่าตอนอยู่ที่วัด คุณหลิวถึงได้ดูเสียใจขนาดนั้น อย่าบอกนะว่า... 

“พี่วีร์คงไม่ได้บอกคุณหลิวไปตรง ๆ เรื่องที่เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่พี่ฝันถึงใช่ไหมคะ” เธอถามด้วยความระมัดระวัง  

ชนวีร์หลบตาน้องสะใภ้ และกิริยานั้นก็ตอบคำถามได้ชัดเจนกว่าการพูดออกมาเสียอีก         

ภูมิและแพรพลอยมีสีหน้าหนักใจ เพิ่งเข้าใจเหตุผลแท้จริงว่าทำไมรินรดาจึงไม่ปรายตามองพี่ชายเขาอีกเลยตลอดทั้งวัน จนเป็นเหตุให้ชนวีร์ถึงกับสติแตกหนีกลับมานั่งดื่มเหล้าคนเดียวอย่างนี้ 

ชนวีร์ทิ้งตัวพิงโซฟาและพาดศีรษะที่พนักอย่างสิ้นเรี่ยวแรง ดวงตาที่วาววามขึ้นเพียงชั่วครู่ กลับฉายแววโศกระทมอย่างแจ่มชัด เขาทอดสายตาเหม่อคว้างไปยังโคมระย้าเบื้องบน แสงไฟพริบพรายทอประกายสวยงามชวนหลงใหล แต่กลับอยู่สูงเกินเอื้อมคว้า ไม่ต่างอะไรกับสตรีผู้นั้น! 

‘ผมขอโทษที่คุณไม่ใช่คนที่ผมฝันถึง ! ’  

ชายหนุ่มได้ยินคำพูดของตัวเองก้องสะท้อนไปมาในมโนนึก ดูท่าหน้าตาเขาคงเหมือนลาโง่เข้าไปทุกที ! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาทำอะไรลงไป 

“เธอคงไม่มีวันให้อภัยเราอีกแล้ว” ชายหนุ่มพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง  

“ไม่มีอะไรที่ร้ายแรงเกินกว่าจะให้อภัยกันไม่ได้นะพี่วีร์” ภูมิพยายามให้กำลังใจ 

“นายไม่ต้องปลอบเราหรอก” เขายกศีรษะขึ้นมองน้องชายน้องสะใภ้นิดหนึ่ง “อย่าว่าแต่หลิวเลย ขนาดเราก็ยังไม่อยากยกโทษให้ตัวเองด้วยซ้ำ ! ” 

ชนวีร์ทอดสายตาเหม่อไปบนเพดานอีกครั้ง ตกใจเมื่อรู้สึกว่ามีน้ำร้อน ๆ หยาดลงจากหางตา 

สองสามีภรรยาสบตากันด้วยความหนักใจ 

เสียงจากบนเวทีบอกว่าผู้คนที่คลาคล่ำอยู่ในบริเวณนั้นกำลังจะนับถอยหลังเพื่อเข้าสู่ศักราชใหม่ เสียงเฮฮาดังกลบทุกสรรพสิ่ง นักร้องนักดนตรีบนเวทีร่วมนับถอยหลังกับแขกในโรงแรม และทันทีที่สิ้นเสียงนับหนึ่ง ทุกคนก็ตะโกนสวัสดีปีใหม่เป็นภาษาของตัวเองปนกันขรมไปหมด 

ชนวีร์สูดหายใจลึก ไล่รอยโศกตรมจากใจ แล้วลุกขึ้นยืนราวกับหุ่นยนต์ที่แบตเตอรี่อ่อนเต็มที ดวงหน้าเศร้าระทมฝืนยิ้มสุดความสามารถ  

“เป็นความทรงจำที่ดีนะ อย่างน้อยเราก็ได้รู้สักที ว่าเวลารักใครสักคน ความรู้สึกมันเป็นอย่างนี้เอง ขอบใจนะ ที่มาอยู่เป็นเพื่อนกันในวันสิ้นปี” ดวงตาเศร้าสร้อยของเขาทำให้ผู้พบเห็นนึกสงสารสุดหัวใจ 

“สวัสดีปีใหม่ ขอให้นายสองคนมีความสุขมาก ๆ ส่วนเรา...คงต้องรอต่อไป ! ” ชนวีร์พูดจบก็ก้มหน้าเดินจากไป 

ปีนี้คงจะเป็นปีที่เยี่ยมสุด ๆ ของเขาอย่างแน่นอน ได้ทำร้ายจิตใจผู้หญิงดี ๆ คนหนึ่งส่งท้ายปีเก่า  

แถมยังได้...ทิ้งความสุขทั้งชีวิตของตัวเองในวันปีใหม่อีกด้วย ! 

ภูมิมองตามพี่ชายที่เดินไหล่ตกไปช้า ๆ เขาดึงมือแพรพลอยวิ่งตามไปสมทบกับพี่ชายที่ยืนคอยลิฟต์อยู่ 

“พี่วีร์ ผมรู้ว่าพี่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปแล้ว แต่บางเรื่องถ้าพี่กล้าไม่ทำมัน วันหน้าพี่เองอาจจะต้องเสียใจมากกว่านี้ก็ได้นะ”  

แล้วน้ำเสียงหวานใสของแพรพลอยก็เอ่ยประโยคถัดมาช้า ๆ “ทีเรื่องแย่ ๆ ทำร้ายจิตใจ คุณหลิวก็ฟังมาหมดแล้ว พลอยว่าเธอสมควรจะได้ฟังความรู้สึกดี ๆ ที่พี่วีร์มีให้เธอเหมือนกันนะคะ ถ้าพลอยเป็นพี่วีร์พลอยจะไปหาคุณหลิว เล่าทุกอย่างให้เธอฟัง แล้วก็ให้เธอเลือกด้วยตัวเองว่ายังคงต้องการปฏิเสธพี่อยู่หรือเปล่า อย่าตัดสินใจแทนเธอเลยค่ะ ยังไงเสียมันก็เป็นทางเลือกและเป็นชีวิตของเธอด้วยเหมือนกัน”  

ภูมิตบไหล่พี่ชายเบา ๆ พยักหน้าให้กำลังใจ เป็นกิริยาที่ผู้ชายเข้าใจกันเองโดยไม่ต้องอาศัยคำพูด  

เมื่อลิฟต์ถึงชั้นที่พักของตัวเอง ชนวีร์ก้าวออกไปแล้วหันกลับมาพยักหน้าให้น้องชายและน้องสะใภ้ 

“ขอบใจทั้งสองคนมาก ยังไงก็ช่วยเราสวดมนต์ด้วยนะเว้ย” ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ บอกกับตัวเอง 

เอาวะ ลองดูอีกสักที ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไง อย่างน้อยก็พูดได้ว่าเขาได้พยายามที่สุดแล้ว 

ชนวีร์มาหยุดที่หน้าประตูห้องพักของหญิงสาว เสียงฮีตเตอร์ดังลอดออกมาเบา ๆ บอกให้รู้ว่าเธออยู่ในห้อง เขาตั้งท่าจะเคาะประตู หากสมองกลับว่างเปล่า 

เขาควรเริ่มต้นยังไง ให้เธอยอมฟัง 

ชายหนุ่มแตะหน้าผากพิงศีรษะกับประตู คล้ายพยายามดูดซับไออุ่นจากคนที่อยู่ในห้อง  

ท้ายที่สุดเขากลับทำได้เพียงหันหลังยืนแนบแผ่นไม้หนาหนักเย็นเฉียบ ก่อนทรุดกายลงบนพื้นช้า ๆ และนิ่งอยู่ในอิริยาบถนั้น...ทั้งคืน ! 

 

[1] บทเพลง เฉียน เหยวียน ว่าน หยวี่ โดยเติ้งลี่จวิน (Teresa Teng)

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

เอาไงดีคะกองเชียร์ 

นางเอกจะยกโทษให้ดีม้ายยยยยย

อยากรู้ไวๆ จัดอีบุ๊กกันโลดเลยค่า

 

ใครซื้ออีบุ๊กแล้ว

ส่งหลักฐานมาให้สิริณด้วยนะคะ

จะส่งของที่ระลึกไปให้ ^^

 

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

 

 

 

 

 

 

 

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น