ณ กลางใจ
email-icon Twitter-icon

คอมเม้นเป็นกำลังใจให้หน่อยนะ อย่างน้อยๆกดสัก1ไลค์ก็ได้ค่ะ

บทที่ 7 ตอน ข้าไม่อยากเป็นพระสนม ข้าจะท่องยุทธภพ

ชื่อตอน : บทที่ 7 ตอน ข้าไม่อยากเป็นพระสนม ข้าจะท่องยุทธภพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2562 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 ตอน ข้าไม่อยากเป็นพระสนม ข้าจะท่องยุทธภพ
แบบอักษร

บทที่ 7 

ตอน ข้าไม่อยากเป็นพระสนม ข้าจะท่องยุทธภพ

 

เหลียงฮวานั่งมองขันทีน้อยจัดของใส่กล่องไม้ที่มีผ้าห่ออีกชั้นอย่างประณีตงดงาม แม้จะมาได้เพียงสามสี่วัน แต่ชื่อของหงเหลียงฮวาโจษจันไปทั่ววังหลวงทั้งได้บรรทมตำหนักของฝ่าบาทบ้างหละ ทั้งยังว่าฝ่าบาทเปลี่ยนตัวหงเหลียงฮวามาแทนพระมเหสี ไม่พอแค่นั้นราษฎรยังคงกล่าวถึง

ผู้ที่มีปานสีชาดผู้นั้น เป็นบุรุษ

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่นี่ไม่ประหลาดใจบ้างเลยว่าฮ่องเต้มีประสงค์ในตัวบุรุษ หรือเพราะนี้ไม่ใช่ในปัจจุบัน แต่เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ บางทีอาจนานกว่านั้น เคยได้ยินมาบ้างว่าแต่ก่อนนับถือเทพเจ้า มีวรยุทธกำลังภายใน เหาะเหินเดินอากาศ มีนักพรต เทพเซียน

จากตอนแรกผมสนใจจะกลับบ้าน แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจ ...ผมอยากรู้ว่าในอดีตเช่นนี้ มีเทพเซียนอย่างที่ว่าหรือไม่

“เจียงหนาน”

“ขอรับ” ขันทีน้อยเงยหน้าขึ้นจากสิ่งของที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า

“ที่นี่มีสิ่งที่เรียกว่าเทพหรือไม่”

“ถามหาเช่นนั้น ไกลตัวมากขอรับ เขาคุณหลุนเดินทางสิบจันทรา เมื่อไปถึงยอดเขา หากอาจารย์ไม่รับศิษย์ ก็ต้องลงจากเขาอีกสิบจันทรา ระหว่างทางมีสัตว์อสูรมากมาย ไม่สามารถรู้ได้ว่าจักรอดหรือไม่”

ผมไม่เชื่อหูตัวเองว่าสิ่งที่เรียกว่าเทพเซียนนั้นมีอยู่จริง แต่จะไม่เชื่อได้อย่างไรก็ผมย้อนอดีตได้ขนาดนี้ คงไม่มีอะไรน่าประหลาดใจมากกว่านี้แล้วหละ

“แล้ว...อืม หากไม่พูดถึงเขาขุนหลุนพอจะมีเซียนที่แบบใกล้ตัวหรือไม่ แบบใช้พลังปราณได้”

“ใกล้ตัวของพระสนมงั้นหรือ”

“ใช่ๆ”

ขันทีน้อยนึกถึงหลายผู้ แต่ถ้าถามถึงผู้ที่ใกล้ตัวพระสนมเห็นจะมีเพียงผู้เดียวที่จักมีสิ่งที่เรียกว่าพลังปราณ

“ฮ่องเต้ขอรับ”

“ฮ่องเต้” ไอ้บ้านั้นเนี่ยนะ

“ขอรับ พระองค์มีโลหิตขันติยะ นับว่าเป็นโอรสแห่งสวรรค์”

“เหอะ” ผมเบื้อนหน้าหนี “เก็บของไป ข้าจักนอนแล้ว”

“พระสนมไม่รอฝ่าบาทก่อนหรือ”

“ทำไมข้าต้องรอ” ผมไม่สนใจเจียงหนานที่ทำหน้าตาอ้อนวอนให้ผมรอพระองค์ ผมทิ้งตัวลงนอนมองเผดานห้องอยู่นานรู้สึกง่วงขึ้นมาก็ปิดเปลือกตาหลับไป

 

“เหลียงฮวา”

“อือ”

องค์ฮ่องเต้โอบกอดร่างระหงนั้นไว้ในอ้อมพระอุระ พระองค์กดพระสุระเสียงกระซิบ

“เหลียงฮวาเจ้าเคยฝันถึงข้าหรือไม่”

เหลียงฮวาลำคาญยิ่งเพราะกำลังอยู่ในห้วงนิทรา พอมีเสียงมารบกวนก็นึกถึงคำถามว่าจริงหรือไม่จริง คิดได้ก็ตอบออกไปแบบไม่ได้ให้ความสำคัญ แค่อยากตัดความรำคาญแล้วนอนต่อ

“อืม เคย”

ไท่เฟิ่งได้ยินเช่นนั้นก็กอดเหลียงฮวาแน่นขึ้นไปอีก พระองค์พรมจูบหน้าผากมนไว้

“ข้าจะไม่ยอมเสียเจ้าไป” พระองค์กระซิบแผ่วเบา โดยไม่รู้ว่าหงเหลียงฮวารู้สึกตัวเพราะถูกโอบกอดแน่นจนอึดอัด พลันตื่นก็คิดตามคำถามของไท่เฟิ่ง

ทำไมถามเรื่องความฝันกันนะ..หรือว่า ข้ากับท่านฝันเรื่องเดียวกัน ฝันร่วมกันทั้งๆที่อยู่กันคนล่ะภพชาติ

 

วันรุ่งขึ้น

ขบวนไปชายแดนช่างยิ่งใหญ่ ทหารราบร้อยนายวิ่งท้ายขบวน ทั้งทหารม้าห้าสิบนายนำขบวน รถม้าขนเสบียงสามคันรถ รถม้าของฮ่องเต้และพระสนมคันขนาดใหญ่ใช้ม้าลากถึงสี่ตัว ขันทีสิบนายขี่ม้าประกบรถม้าคอยรับใช้ระหว่างการเดินทางทาง ทหารองครักษ์ประจำรถม้า แปดทิศ ขันทีน้อยนั่งรถม้าขนเสบียง เพราะขี่ม้าไม่ได้

เดินทางมาหลายชั่วยามก็ไม่มีทีท่าว่าจะถึง

ช้า ช้าที่สุด

“คิดถึงแลมโบลูกพ่อจังเลย” หงเหลียงฮวาบ่นพรึมพรำอยู่ผู้เดียว เขานอนขนตัวในรถม้า พาดยาวอย่างไม่เกรงใจฮ่องเต้ที่นั่งอยู่

“ใช่สิ่งที่มันสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าม้าหรือไม่”

หงเหลียงฮวาตารุกวาว เขาอยากได้ยินเรื่องบ้านเกิดเมืองนอนของตนยิ่ง รีบลุกขึ้นนั่ง ข้างไท่เฟิ่ง

“ท่านรู้”

“คำถามข้อที่หนึ่ง ข้ารู้”

หงเหลียงฮวาขลึงตากัดฟันกรอด

“ไม่นับ ท่านไม่ไม่บอกข้าก่อนถือว่าเป็นโมฆะ”

“ถามได้อีกแค่หนึ่งข้อ”

“ท่านมัน!!”

“ทำไม นั้นคำถามหรืองั้นข้าจะตอบ” หงเหลียงฮวาอยากจะกระชากผมที่รวบตึงของไท่เฟิ่งออกแล้วกระชากๆๆ ตามด้วยชกท้องนั้นให้กระอั่กเลือด

คนอะไรกันกระล่อนปริ้นปร่อนเก่งนัก

“ไม่ใช่” หงเหลียงฮวาจิกเล็บลงกับเบาะรองนั่ง ที่หนาถึงยี่สิบชั้น ทำให้ลดแรงสะเทือนจากรถม้า

หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก อดทนไว้หงเหลียงฮวา อดทนไว้

“เจ้าจะถามอะไรก็ถามมา”

“ท่าน...ฝันถึงข้าหรือ” ไท่เฟิ่งถึงกับหันไปมองหงเหลียงฮวาอย่างไม่เชื่อสายตา ทั้งสองมองหน้ากัน

“ใช่ ข้าฝันถึงเจ้า”

“...” เช่นนั้น หงเหลียงฮวามองไท่เฟิ่ง “ท่าน ท่านบอกข้าในฝันว่าให้ข้าหาถ้วยลายครามสีขาว”

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่เคยรู้เรื่องถ้วยลายครามสีขาว” หงเหลียงฮวาจิตใจห่อเหี่ยวความหวังเดียวสิ้นสลายไปต่อหน้าต่อตาตน

“หากท่านไม่รู้ เช่นนั้นข้าก็ไม่มีความจำเป็นที่จำอยู่กับท่าน”

ไท่เฟิ่งเชิดคางหงเหลียงฮวาให้เงยขึ้น

“เจ้าบอกข้าในฝัน ว่าเจ้าไม่สามารถบอกชื่อได้เพราะเจ้านั้นเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงขจรดังไปทั่วใต้หล้า”

“...”หงเหลียงฮวากลืนน้ำลายลงคอหนึ่งอึก หยาดน้ำตาซึมขึ้นขอบตา เพราะเขาจำคำพูดนี้ได้ ในความฝันนั้นเขาจำได้...จำได้ราวกับว่ามันไม่ใช่ฝัน และความฝันครั้งหนึ่งของหงเหลียงฮวา...

เขาเห็นแคว้นฉงถูกกระแสน้ำจากทะเลตงไห่สาดซัดกลืนกินจนหายสาบสูญ เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งเดียวที่เขาจำได้ก็คือ ไท่เฟิ่งบอกให้เขาหาถ้วยลายครามให้เจอ...

ทำไมกันนะ...ความฝันข้ามันคืออะไร

“เหตุใดถึงหลั่งน้ำตา”ไท่เฟิ่งลดพระหัตถ์ลง เปลี่ยนเป็นซับหยาดน้ำตาให้หงเหลียงฮวา

“ในฝันของข้า” หงเหลียงฮวาไม่รู้ว่าเป็นอะไร หากมันเป็นความจริง มันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตงั้นหรือ... “ข้าเห็น...แคว้นฉงจมลงสู่บาดาล ในคืนต่อมาข้าเห็นท่านบอกให้ข้าหาถ้วยนั้นให้เจอ มันต้องเกี่ยวกับข้า มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับข้า”

“...” แปลก...ในนิมิตครั้งสุดท้ายไท่เฟิ่งมิได้เห็นเช่นนั้น พระองค์เห็นทั่วทุกย่อมหญ้าชโลมไปด้วยโลหิต หงเหลียงฮวาถือดาบเล่มหนึ่งไว้ในมือ ก่อนจักหันมาทั้งน้ำตาบอกให้พระองค์ปกป้องหากพบเจอกันอีกคร่า

นิมิตใดกันแน่ ที่เป็นลางบอกเหตุร้าย

“อย่าร้องไปเลย ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้าน”

หงเหลียงฮวาส่ายหน้า

“กลับมิได้ หากกลับที่นี่จักจมลงใต้บาดาล” หงเหลียงฮวานั้นไม่รู้แผนที่ตอนนี้สิ่งที่รู้มีเพียงแค่ เกรงว่าการย้อนอดีตกลลับมา อาจกลับมาเพื่อแก้ไขเพราะหากแคว้นฉง ก็เท่ากับว่าในอนาคตครั้งหน้าอาจไม่มีประเทศของตน

“นั้นเป็นแค่ฝัน”

“ฝัน แต่ฝันนั้นเป็นของท่านร่วมกับข้า และฝันนั้นยังพาข้ามาที่นี่ หากเป็นเช่นนั้นมันย่อมมีสาเหตุ”

ไท่เฟิ่งไม่โต้ตอบพระองค์ตีพระพักตร์นิ่ง ทอดพระเนตรหงเหลียงฮวาที่กำลังจะรู้ถึงความลับที่พระองค์อยากปกปิด

“ไม่มีสาเหตุอะไรทั้งนั้น”

“บนโลกใบนี้ไม่มีคำว่าไร้เหตุผล ข้าจักเป็นผู้หาเหตุผลนั้น”

“เจ้าจะทำอะไรหงเหลียงฮวา”

ผมเชิดหน้าขึ้น

“ข้าจะท่องยุทธภพ!”

“เจ้ามันไร้สาระ” ไท่เฟิ่งทำเป็นไม่สนใจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหงเหลียงฮวา

อย่างไรพระองค์ก็ไม่ยอมให้หงเหลียฮวาฝังวิญญาณที่ทะเลตงไห่คืนกลับสู่บาดาลแน่แท้

มันต้องมีหนทางแก้ไขสักหนทาง

“ข้าจริงจัง ข้าไม่เอาแล้วตำแหน่งนางสนมอะไรนั้น”

“เช่นนั้นก็ถอดอาภรณ์ออก”

“ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น”

ไท่เฟิ่งทรงโอบเอวหงเหลียงฮวากระชับเข้ามาใกล้

“ก็อาภรณ์ของเจ้าทั้งหมด มันคืออาภรณ์ที่ข้าประทานให้จากความโปรดปราน” หงเหลียงฮวากัดฟัน

“ท่านไม่เชื่อข้าก็ช่าง เช่นนั้นข้าจะตามหาความจริงเอง” หงเหลียงฮวาผลักอกของไท่เฟิ่งออก แต่ไม่เป็นผล องค์ฮ่องเต้ไม่ขยับสักนิด พระองค์ยกพระหัตถ์อีกข้างที่ไม่ได้โอบเอวหงเหลียงฮวา วาดพระหัตถ์ขึ้นเป็นวงกลม ปรากฎเป็นกระบี่ขึ้นมาหนึ่งเล่ม กระบี่นั้นคือกระบี่ที่พระองค์ทรงเห็นในนิมิต

“รับไป”

เอฟเฟคใช่ไหม เมื่อกี้ต้องมีคนตัดต่อแน่ๆ บ้าไปแล้วนี้ผม..ผมเห็นคนเสกสิ่งของตรงหน้าของผมหรอว่ะ!

ผมรับเอากระบี่เล่มนั้นเอาไว้ หวังเงยหน้าขึ้นเพื่อเอ่ยกับถูก อีกฝ่ายกดริมฝีปากจูบอย่างรุนแรง บ้าเอ้ย ปล่อยผมนะปล่อย!!

หงเหลียงฮวาทุบไหล่ของฮ่องเต้ แต่พระองค์ไม่ได้สนใจสักนิด สิ่งที่สนใจมีเพียงริมฝีปากน้อยๆนี้ พระชิวหาเลียลากบนริมฝีปากที่เม้มสนิทไม่ยอมให้รุกล้ำเข้าไปกวาดต้อนหารสหวาน

เมื่อพระองค์ทำไม่สำเร็จจึงได้ยอมหยุด

เพื่อกันไม่ให้หงเหลียงฮวาทราบถึงความจริงที่ต้องสังเวยชีวิตขังวิญญาณที่ทะเลตงไห่ พระองค์ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในนิมิต

หงเหลียงฮวาในนิมิตของพระองค์ถือกระบี่ และแคว้นฉงไม่ได้จมอยู่ใต้บาดาล

หากแต่ว่า พระองค์ไม่ทราบได้ว่าการมอบกระบี่ให้แก่เหลียงฮวา นั้น จะเกิดสิ่งใดขึ้น ...

รู้เพียงแค่ มันน่าจะเปลี่ยนอนาคตของแคว้นฉงได้ หากหงเหลียงฮวาถือกระบี่เล่มนั้น

 

 

........

ปมมาแล้ววว

หลายปมเลย

ตอนนี้มีปมอะไรบ้าง คนอ่านพอจะเดาออกไหม

แต่ที่แน่ๆ นิยายเรื่องนี้ ดราม่าจร้า

ปมหนักๆ เยอะๆจร้า ตามสไตล์ 5555

 

งงไหมคะ ถ้างงก็เก็บความงงเอาไว้ แล้วติดตามเฉลยของความในกันนะคะ ว่าทำไมบสงความฝันถึงตรงกัน แล้วทำไมบางความฝ้นถึงต่างกัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น