ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๒ :: ตงมู่จิงหลิง

ชื่อตอน : บทที่ ๒ :: ตงมู่จิงหลิง

คำค้น : นิยายจีน นิยายจีนโบราณ จีนโบราณ เทพเซียน เทพ เซียน สวรรค์ ปีศาจ จอมมาร

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2562 14:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๒ :: ตงมู่จิงหลิง
แบบอักษร

 

ซิ่นหนี่ว์เสกเรียกกระบี่ประจำกายนามเหอเสียงออกมาจากฝ่ามือ อันกระบี่เหอเสียงเล่มนี้เป็นอาวุธวิเศษสูงค่าที่ผู้เป็นบิดาดำรงเกียรติยศมหาเทวะสงครามเป็นผู้สร้างขึ้นและมอบให้นาง 

“หนี่ว์เอ๋อร์ ระวังตัวด้วย” เสียงกระซิบเตือนดังมาจากเบื้องหลังด้วยความห่วงใยเต็มเปี่ยม ทำให้นางพยักหน้ารับน้อยๆ กุมกระบี่ในมือมั่นก่อนจะค่อยๆ ใช้ปลายเท้าก้าวย่างแผ่วเบาราวเหาะเหินเข้าไปในโพรงถ้ำ อสุนีเทพรีบสาวเท้าตามเข้ามาทันที ไม่กล้าทิ้งระยะห่างจากนางมากนัก 

สายตากลมโตดำขลับดุจท้องนภากาลราตรีจ้องมองไปยังใจกลางโพรงถ้ำ พลันสายตาของนางก็เปล่งประกายทันที เมื่อมองเห็นดวงแก้วตงมู่จิงหลิงสองดวงถูกฝังอยู่ในศิลาผลึกแก้วใสสูงตระหง่าน ทำให้เห็นดวงแก้วสองดวงกำลังทอประกายสีแดงแวววาวดุจหยาดโลหิต ทอประกายล้อสายตาของนางอยู่ โดยรอบแผ่ไอปราณแข็งแกร่งแห่งบรรพกาลออกมา เรียวปากสีชาดยกยิ้มน้อยๆ ด้วยความพึงใจ 

ทั้งสองค่อยสาวเท้าขยับเข้าไปใกล้ ซิ่นหนี่ว์เหลือบมองสัตว์อสูรฉางฉีที่นอนหลับอยู่มุมหนึ่งของโพรงถ้ำ เมื่อเห็นว่ามันยังคงสงบนิ่งดุจเดิม จึงเป่าปากผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกออกมาได้ พลางนึกในใจว่าสัตว์อสูรร้ายในตำนานจะมีฤทธิ์เดชเพียงเท่านี้เองหรือ นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่ากี่หลายแสนปีที่ผ่านมา จะไม่มีผู้ใดบุกรุกเข้ามายังถ้ำแห่งนี้ได้ 

ในเสี้ยวพริบตาเดียว อยู่ๆ ฉางฉีก็ลืมนัยน์ตาดุดันสีเหลืองทองอำพันขึ้นมองอย่างฉับพลัน จ้องมองศัตรูผู้บุกรุกด้วยความเกรี้ยวโกรธเต็มกำลัง ไอสังหารพุ่งกระแทกเข้ามาใส่ร่างซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพรุนแรง ตามมาด้วยเสียงคำรามก้องจนโถงถ้ำสั่นสะเทือน 

“โคร่งงงง!” 

ฉางฉีกระโจนพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วรุนแรง พละกำลังของสี่เท้าพยัคฆ์กระโจนเพียงคราวเดียวก็ถึงตัวผู้บุกรุก เมื่อเข้ามาใกล้ฉางฉีแยกเขี้ยวขู่คำรามอีกครั้ง ครั้งนี้อยู่ใกล้มากทำให้ซิ่นหนี่ว์เห็นว่าคมเขี้ยวแหลมคมยาวโง้งอาบไปด้วยพิษ ยามที่มันแยกเขี้ยวจะเห็นพิษร้ายสีน้ำตาลเข้มเหล่านั้นไหลเยิ้มออกมา เมื่อไหลหยดลงสู่พื้น หยาดพิษร้ายนั้นประหนึ่งลาวาเหลวใต้พสุธาร้อนระอุทำให้พื้นนั้นละลายมอดไหม้ ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยไอควันพิษลอยกรุ่น จนนางและอสุนีเทพต้องรีบยกมือขึ้นปิดจมูกกลั้นหายใจ 

ฉางฉีเคลื่นไหวด้วยความรวดเร็วขัดแย้งกับขนาดร่างอันมหึมา มันกระโจนเข้าตะปบแล้วถอยกลับ แล้วกระโจนพุ่งกลับเข้ามาแยกเขี้ยวหมายขย้ำ แต่ทั้งสองการต่อสู้ปัดป้องได้ทุกการโจมตี แต่กระนั้นฉางฉีก็ยิ่งโจมตีหนักหน่วงถี่รัวยิ่งขึ้น ด้วยความรวดเร็วรุนแรงจากทุกทิศทุกทาง ซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพที่คิดว่าตนตั้งรับอย่างดี กลับพลาดท่าเซถลาถอยหลังกลับไปเสียหลายกระบวน 

ทุกฝีเท้าก้าวย่างกระโจนเข้าหาผู้บุกรุก ฉางฉีกางกรงเล็บแหลมคมใหญ่โตประดุจศาสตราวุธทรงมหิทธา เข้าฟาดฟันตะปบใส่ไม่ยั้งพละกำลัง แต่มิเสียแรงที่ทั้งสองผู้บบุกรุกเป็นถึงเทพเซียนที่อิทธิฤทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนน้อยหน้าผู้ใด จึงสามารถหลบหลีกการเข้าโจมตีของฉางฉีได้ทุกกระบวน 

ซิ่นหนี่ว์อาศัยความว่องไวเหาะทะยานพุ่งตรงขึ้นไปยังผนึกศิลาแก้วใสที่ด้านในบรรจุดวงแก้วแห่งความเป็นอมตะตงมู่จิงหลิงสองดวงทอประกาย โดยเลือกที่พยายามหลบเลี่ยงการเข้าปะทะกับฉางฉีให้มากที่สุด นางแค่ปรารถนาตงมู่จิงหลิง หาได้ปรารถนาจะประหัตประหารผู้ใด แล้วที่สำคัญซิ่นหนี่ว์ไม่อยากให้เรื่องราวนี้เลื่องลือไปถึงสวรรค์สามสิบหกชั้นฟ้า มิเช่นนั้นอาจเป็นเรื่องราวใหญ่โตทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของนางผู้เป็นทวยเทพแห่งพิภพสวรรค์พากันกลัดกลุ้มใจได้ 

แต่แม้นซิ่นหนี่ว์จะว่องไวสักปานใดก็ดูเหมือนว่าจะรวดเร็วจะไม่ทิ้งห่างจากฉางฉีมากนัก ซึ่งร่างมหึมาของมันหาได้เป็นอุปสรรคในการต่อสู้แม้แต่น้อย  

ฉางฉีเห็นเซียนสตรีผู้บุกรุกเหาะเหินทะยานจนเกือบราวอีกหนึ่งช่วงแขนจะเอื้อมสัมผัสกับผลึกศิลาใสได้แล้ว ฉางฉีสยายปีกวิหคเพลิงรีบพุ่งตัวเข้าหมายจะเอาลำตัวแข็งแกร่งเข้ากระแทกและตะปบกรงเล็บทำร้าย แต่ทว่ามันอยู่ไกลจากเหยื่อจนเกินไป ฉางฉีจึงทำการพ่นเพลิงพิษออกจากปากมังกรโหมเข้าใส่ จนซิ่นหนี่ว์ต้องรีบถอยร่นหนีโดยที่อีกเพียงปลายเล็บสัมผัสจะได้แตะเข้ากับผลึกแก้วศิลาใสได้แล้ว พลาดไปอย่างเฉียดฉิว น่าเสียดายอย่างยิ่ง 

ซิ่นหนี่ว์เหาะหลบเพลิงพิษของฉางฉีมาได้แต่ก็กระเด็นตกไปกลิ้งอยู่ที่พื้น เจ็บจนแทบกระอักแต่ร่างบอบบางก็รีบฝืนลุกขึ้นยืนโดยไว บัดนี้อารมณ์โมโหเดือดดาลถูกจุดชนวนขึ้นมาเสียแล้ว 

คราแรกนางตั้งใจว่าจะมาแค่ช่วงชิงตงมู่จิงหลิงเพียงเท่านั้น พยายามไม่ทำร้ายสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ ทว่าของวิเศษยุคบรรพกาลที่ฝังรากมาเนิ่นนานหลายแสนปีกลับไม่มีผู้ใดครอบครองได้ ตอนนี้ซิ่นหนี่ว์เริ่มรับรู้แล้วว่าการช่วงชิงนี้หาได้ง่ายดายสักนิด เห็นทีคงต้องประมือกับฉางฉีสักสองสามกระบวนท่าแล้ว 

เมื่อวิเคราะห์สภาวการณ์เบื้องหน้าเสร็จ ซิ่นหนี่ว์ร่ายเวทคืนสู่ร่างปฐมวิญญาณจิ้งจอก ทุกเส้นอาบด้วยเปลวอัคคีสีเงินประกายครามดุจเดียวกับสีเรือนผมพร่างพราวโชติช่วง จิ้งจอกสาวกระโจนเข้าไปประจันหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง แม้ฉางฉีจะมีขนาดใหญ่โตกว่าตนเองถึงสามเท่าตัวก็ตาม แม้ตัวจะเล็กกว่าแต่จิ้งจอกสีเงินอาศัยความปราดเปรียวว่องไวเข้ากระโจนขย้ำฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน แต่ก็เข้าทำร้ายถึงตัวฉางฉีได้ยากยิ่ง ด้วยมันพ่นเพลิงพิษออกมาตลอดเวลา ทำให้จิ้งจอกสาวไม่สามารถใช้เปลวอัคคีสีเงินที่อาบร่างอยู่นั้นแผดเผาอีกฝ่ายได้  

เมื่อเห็นว่าอยู่ในร่างจิ้งเงินสีเงินแล้วตกเป็นรองให้แก่อสูรร้ายในตำนาน ซิ่นหนี่ว์รีบกลับคืนสู่ร่างเซียนสตรีงามสะคราญดังเดิม 

นางกุมกระบี่เหอเสียงไว้ในมือพลางท่องคาถา เรียวมือกรีดไล่จากด้ามขึ้นสู่ปลายยอดกระบี่ พลันปรากฏให้เห็นอักษรคัมภีร์เต๋าขึ้นตลอดด้ามกระบี่สีทองขึ้นเรืองรอง โดยมีเปลวอัคคีสีเงินครามดุจเดียวกับสีเรือนผมของนาง โหมกระหน่ำโชติช่วงขึ้นล้อมรอบด้ามกระบี่ ไม่นานก็ปรากฏลุกพรึ่บล้อมร่างอรชร ดวงตากลมโตงดงามคาดประเมินความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตาไม่กะพริบ  

อสุนีเทพเยี่ยหลางเห็นดังนั้นจึงเสกเรียกค้อนอสนีบาตประจำกายออกมาถือไว้ในมือมั่นเช่นกัน เยี่ยหลางเป็นถึงเทพบันดาลสายฟ้า มิได้ปรารถนาดวงแก้วตงมู่จิงหลิง และมิต้องการให้เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โต เขาเพียงแค่ตามมาปกป้องคุ้มครองซิ่นหนี่ว์ไม่ให้ได้รับอันตรายเท่านั้น  

ฉางฉีไม่ปล่อยให้ผู้บุกรุกได้มีโอกาสเหิมเกริมอีก มันเร่งร้อนพ่นเปลวเพลิงพิษที่เปี่ยมด้วยไอสังหารสีดำทะมึนน่ากลัวไปโดยรอบโพรงถ้ำ ทำให้เทพเซียนทั้งสองต้องรีบเหาะหลบเปลวเพลิงพิษนั้นด้วยความรวดเร็ว 

ฉางฉีกระพือปีกวิหคเพลิงบินพุ่งหมายมุ่งตรงเข้ามาทางซิ่นหนี่ว์กับเยี่ยหลางด้วยความเร็วจนสายตาแทบจับจ้องมิทัน สี่เท้าพยัคฆ์ของมันทรงพละกำลังมหาศาล ก้าวกระโจนเพียงครั้งแทบจะสูงถึงยอดโพรงถ้ำ ซ้ำยังส่งให้ความเร็วในการเหาะเหินทะยานรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ส่วนหัวมังกรก็ทำหน้าที่พ่นเปลวเพลิงพิษยาวนานมิลดละ แต่ซิ่นหนี่ว์และเยี่ยหลางที่มีความว่องไวเหนือชั้นหลบหลีกได้ทันการณ์ สมแล้วที่ฉางฉีเป็นสัตว์อสูรแห่งองค์ยูไล  

เยี่ยหลางเห็นว่าหากหลบลี้ต่อไปเช่นนี้เขาและซิ่นหนี่ว์อาจถึงคราต้องเพรี่ยงพร้ำ เทพหนุ่มจึงเงื้อมือขึ้นสูงสะบัดค้อนอสนีบาต พลันเกิดสายฟ้าฟาดผ่าเปรี้ยงลงกลางโพรงถ้ำกึกก้องรุนแรง ส่งผลให้ฉางฉีชะงักงันเซถลาร่วงลงพื้น โลหิตอสูรสีดำไหลกลบปากมังกร แต่ก็เป็นการบาดเจ็บในระยะเวลาอันสั้น ฉางฉีพลิกกระโดดกลับมายืนทรงตัวได้อย่างเหนือความคาดหมาย สี่เท้าพยัคฆ์วิ่งกระโจนพุ่งเข้าใส่สองผู้บุกรุกอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เร็วแรงยิ่งกว่าเดิม ดูแล้วสายฟ้าแห่งอสุนีเทพทำได้แค่เพียงให้สัตว์อสูรบรรพกาลระคายเคืองผิวกายภายนอกเท่านั้น 

ฉางฉีบินกระโจนขึ้นมาพ่นเปลวเพลิงพิษอีกครั้ง คราวนี้มันใช้กรงเล็บพยัคฆ์เข้าตะปบฟาดลั่นเข้าหาร่างของทั้งคู่หมายให้ดับดิ้นอย่างรวดเร็ว ยากต่อการปะทะ มันคงสำเหนียกได้แล้วว่าผู้บุกรุกทั้งสองนี้เอาชนะไม่ง่ายเหมือนผู้บุกรุกอื่นที่ผ่านมา  

ครานี้ซิ่นหนี่ว์ไม่อาจพุ่งเข้าไปใช้กระบี่จ้วงแทงเข้าใส่ฉางฉีได้ เนื่องจากรัศมีเพลิงพิษของมันกว้างไกล ไม่สามารถเข้าถึงตัวมันได้โดยง่าย นางจึงสะบัดกระบี่เหอเสียงในมือเข้าฟาดไปในอากาศโรมรันเร็วรัว หมายให้เปลวอัคคีสีเงินครามจากกระบี่วิเศษที่บิดามหาเทวะเป็นผู้ประทานให้แก่นางนั้น เข้าต่อต้านกับเพลิงพิษของฉางฉี  

เรียวปากอิ่มงดงามยกยิ้มออกมาได้ เมื่อนางเห็นว่าเปลวอัคคีสีเงินครามของนางนั้นเข้าต้านเพลิงพิษไอสังหารสีดำของฉางฉีได้ดียิ่ง เนื่องด้วยเปลวอัคคีสีเงินครามเป็นอิทธิฤทธิ์สูงสุดประจำเผ่าเทพจิ้งจอกบรรพกาล เป็นขั้นสุดของมวลสีเพลิง ร้อนแรงมหาศาลสามารถแผดเผาได้แม้กระทั่งจิตวิญญาณ ฉางฉีหาใช่สัตว์อสูรที่ไร้สามารถและสติปัญญา มันเฉลียวฉลาดล้ำอย่างยิ่ง เมื่อวิเคราะห์สภาวการณ์ตรงหน้า เห็นเพลิงพิษของตนมิอาจสู้กับเปลวอัคคีสีเงินของเซียนสตรีผู้บุกรุกได้ ฉางฉีจึงเปลี่ยนมากระโจนทะยานเข้าต่อสู้ทั้งสองด้วยกรงเล็บและคมเขี้ยวอาบพิษแทน 

แม้เยี่ยหลางจะรู้ว่าอสนีบาตของตนจะทำได้แค่เพียงให้ฉางฉีระคายผิวหนังเท่านั้น แต่เขาก็ยังเรียกค้อนสายฟ้าให้ลั่นอสนีบาตฟาดฟันใส่อีกฝ่ายไม่ยั้ง ปากพลางตะโกนบอก 

“หนี่ว์เอ๋อร์! เจ้ารีบไปช่วงชิงตงมู่จิงหลิงเถิด ข้าจะคอยคุ้มกับถ่วงเวลาฉางฉีอยู่ตรงนี้เอง” ซิ่นหนี่ว์ได้ยินดังนั้นจึงรีบพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้งยิ่ง ก่อนจะรีบละจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรตรงหน้า แล้วเหาะทะยานไปยังผลึกศิลาแก้วใสที่อยู่อีกฟากด้วยความรวดเร็ว  

ถึงแม้ว่าอสุนีเทพจะลั่นอสนีบาตเข้าขัดขวางและซิ่นหนี่ว์เองก็ยังวาดกระบี่ให้เปลวอัคคีสีเงินครามเข้าต่อต้าน แต่ฉางฉีก็หาได้ล่าถอยไม่ มันยังคงกระโจนตามซิ่นหนี่ว์ไปไม่ลดละ หมายเข้าขัดขวางสุดชีวิตไม่ให้นางมีโอกาสได้เอื้อมคว้าดวงแก้วตงมู่จิงหลิงสองดวงไปได้อย่างเด็ดขาด 

ฉางฉีพุ่งทะยานด้วยความเร็วเงื้อกรงเล็บอาบพิษขึ้นสูงเข้าตะปบลงยังกลางแผ่นหลังเซียนสตรีผู้บุกรุกเต็มพละกำลัง จนซิ่นหนี่ว์ถึงกับกระอักโลหิตคำโตออกมา เจ็บร้าวไปทั้งแผ่นหลัง แต่มิอาจปล่อยให้ความเจ็บปวดเป็นอุปสรรคในการเข้าช่วงชิงดวงแก้วแห่งความอมตะได้ 

ซิ่นหนี่ว์กัดฟันกำชับกระบี่เหอเสียงในมือแน่น ทั้งร่างอรชรพลันเปล่งรัศมีสีเงินครามเป็นประกายแรงกล้ายิ่งกว่าเดิม รีบหมุนกายหันหลังกลับไปตวัดประเข้าใส่ศีรษะมังกรของฉางฉีเต็มพละกำลังเช่นกัน 

คมกระบี่เหอเสียงเข้าเชือดเฉือนเนื้อหนังสัตว์อสูรเป็นรอยยาวลึกสยดสยอง ทำให้โลหิตสีดำไหลทะลักออกมาราวนทีหลาก อีกทั้งเปลวอัคคีสีเงินครามลุกลามแผดเผาเส้นขนอสูร ไม่นานร่างทั้งร่างของฉางฉีก็ลุกท่วมด้วยเปลวอัคคีสีเงินโหมกระหน่ำ ฉางฉีเจ็บปวดร้าวกับตกนรกโลกันตร์  

“โคร่งงงง!” 

ฉางฉีร้องคำรามลั่น เสียงของมันก้องกัมปนาทจนโพรงถ้ำสั่นไหวรุนแรงน่าหวั่นกลัว  

ซิ่นหนี่ว์ไม่มีเวลาคิดใคร่ครวญถึงสิ่งใดมากนัก นางรีบหันกลับไปใช้ปลายนิ้วเรียวเอื้อมแตะผนึกศิลาแก้วใส จากนั้นจึงรวบรวมปราณเซียนชั้นสูงเข้าไว้กลางฝ่ามือ ก่อนจะปล่อยปราณมหาศาลเข้ากระแทกกับผนึกศิลาใสพอให้เป็นรอยแตกร้าว เพราะกลัวว่าจะทำให้ดวงแก้วด้านในเสียหายได้ แล้วจึงรีบแทรกมือเข้าไปเอื้อมคว้าดวงแก้วตงมู่จิงหลิงดวงหนึ่งออกมาป้อนเข้าปากกลืนกินลงสู่อุทรทันที 

ความร้อนจากดวงแก้วตงมู่จิงหลิงสีแดงเพลิงแวววาวส่งผลให้ร่างทั้งร่างของซิ่นหนี่ว์ร้อนระอุไปทุกสรรพอณู ตั้งแต่ปลายเส้นผมจรดปลายนิ้วเท้า นางรู้สึกได้ทันทีว่าปฐมวิญญาณของนางบัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ยังไม่มีเวลาให้ลองทดสอบพละกำลังใดๆ ซิ่นหนี่ว์พยายามเอื้อมคว้าดวงแก้วตงมู่จิงหลิงอีกหนึ่งดวงที่อยู่ด้านในออกมา ทว่าเสียงตะโกนร้องเรียกของอสุนีเทพที่ต่อสู้คุ้มกันอยู่เบื้องล่างดังอย่างเร่งร้อนใจยิ่ง จึงส่งผลให้เรียวมือชะงักลงพลัน 

“หนี่ว์เอ๋อร์! ถ้ำมรณะใกล้ถล่มแล้ว พวกเรารีบหนีออกไปจากที่นี่เร็วเถิด!”  

ซิ่นหนี่ว์เหลียวชำเลืองหันมองรอบกาย จึงได้เห็นว่าเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดจากพลังอันมหาศาลของฉางฉี ทำเอาถ้ำขนาดมหึมาแห่งนี้สั่นสะเทือนจนเศษดินเศษหินสั่นไหวปริแตกร่วงกราวลงมาจากบนโถงถ้ำอย่างน่ากลัว อีกทั้งตอนนี้ฉางฉีบาดเจ็บเจียนดับดิ้น ถูกฟาดฟันเข้าที่กลางใบหน้าตรงช่วงศีรษะของมัน และโดนเปลวอัคคีสีเงินครามแผดเผาอย่างน่าสยดสยองจนมิอาจลืมตาขึ้นมองสิ่งใดได้ หากแต่ปากก็ร้องคำรามสลับกับพ่นเพลิงพิษออกมาไม่หยุด เพลิงพิษถูกสาดพ่นรุนแรงทุกทิศทุกทางราวแมลงวันไร้หัว จนเพลิงพิษเผาไหม้หลอมละลายผนังถ้ำรอบด้าน เป็นผลให้โถงถ้ำใกล้ถล่มลงมาเต็มที 

“ไม่! ข้ายังไม่ไป ต่อสู้มาถึงเพียงนี้แล้ว ดวงแก้วอมตะอยู่ใกล้ดังเอื้อมคว้าจะให้ข้าละทิ้งไปได้อย่างไร!” 

“แต่เราเวลาอีกแล้วหนี่ว์เอ๋อร์!” 

“ท่านไม่อยากได้ตงมู่จิงหลิงอีกดวงหรือ?” ซิ่นหนี่ว์ตะโกนถามอย่างเสียดายแทน 

“ขอเพียงเจ้าปลอดภัยและสมปรารถนา ตงมู่จิงหลิงอีกดวงก็ไม่สำคัญแล้ว” 

“แต่ข้าเสียดายนี่ หากท่านไม่ปรารถนา เช่นนั้นก็นำไปให้ต้าเกอของข้าก็ยังดี”  

ซิ่นหนี่ว์ลังเลใจ พยายามจะหันหลังกลับไปเอื้อมคว้าไปคราสุดท้ายด้วยแสนเสียดาย แต่ทว่าถ้ำแห่งนี้กำลังจะถล่มเต็มทีแล้ว ตัวนางนั้นกลืนกินดวงแก้วตงมู่จิงหลิงเข้าไปแล้ว คงไม่สิ้นสังขารเพราะถูกถ้ำถล่มใส่อย่างแน่นอน แต่อสุนีเทพจะมาสิ้นสังขารอยู่ที่นี่เพราะนางไม่ได้เด็ดขาด  

นางปรายตาเหลียวมองดวงแก้วตงมู่จิงหลิงในผลึกศิลาแก้วใสที่ถูกเศษดินเศษหินจากเพดานถ้ำร่วงมากระแทกเข้าใส่ด้วยความเสียดายจับใจ แต่ที่สุดแล้วก็ยอมกัดฟันตัดใจรีบเหาะตามหลังอสุนีเทพ เผ่นออกมาจากถ้ำด้วยความรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนบีบหัวใจของสัตว์อสูรฉางฉี 

เมื่อปลายเท้าสุดท้ายของทั้งสองพ้นเขตปากถ้ำออกมาได้เพียงไม่นาน ถ้ำมรณะก็ทรุดตัวถล่มพังลงมาท่ามกลางความตื่นตกใจของทั้งสอง 

 

เมื่อออกมาจากปากถ้ำได้ อสุนีเทพเร่งเร้าอีกครา 

“หนี่ว์เอ๋อร์รีบข้ามทะเลเหลืองเร็วเข้าเถิด ไม่แน่ว่าเกาะหวงโจวอาจจมลงสู่ก้นทะเลก็เป็นได้ รีบไปเถิด เร็วเข้า!”  

แล้วอสุนีเทพก็คืนสู่ร่างมังกรขาวอันเป็นร่างปฐมวิญญาณเดิม ก่อนจะรีบม้วนตัวโอบอุ้มประคองซิ่นหนี่ว์ไว้ยังกลางลำตัว พุ่งกระโจนลงสู่กลางทะเลเหลืองด้วยความรวดเร็ว น้ำในทะเลเหลืองขุ่นข้นและมืดมัวจนมองสิ่งใดรอบกายไม่เห็น ซิ่นหนี่ว์ไม่เห็นแม้กระทั่งร่างมังกรของอสุนีเทพเสียด้วยซ้ำ แต่สัมผัสได้ถึงร่างมังกรอันแข็งแกร่งของเขาที่คอยโอบอุ้มนางอยู่ นางมั่นใจอย่างยิ่งว่าทั้งนางและเขาจะต้องปลอดภัย เหมือนดังคราแรกตอนที่เขาพานางข้ามน้ำทะเลมา 

น้ำในทะเลเหลืองมีแรงดึงดูดหมุนวนมหาศาล นอกจากอสุนีเทพจะกลายร่างเป็นมังกรคุ้มครองนางแล้ว เขายังกางกั้นปราการเทพของเขาห้อมล้อมเอาไว้ หาไม่แล้วเขาและนางอาจถูกมวลน้ำมหาศาลดูดกลืนจมลงสู่ก้นทะเลก็เป็นได้ 

ผ่านสภาวะแรงกดดันเสียดทานที่แทบจะกรีดลึกเฉือนเข้าจิตวิญญาณไปได้ ไม่นานร่างของทั้งสองก็ทะลึ่งพรวดขึ้นสู่ริมขอบแผ่นดินอีกฝั่งของทะเลเหลือง แม้ทั้งคู่จะซวนเซไม่น้อยก็ตาม แต่ก็ทำให้ซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกออกมาได้ เขาทั้งสองปลอดภัยแล้ว เนื่องจากบริเวณนี้อยู่นอกอาณาเขตอาคมพิศวงของเกาะหวงโจว 

“หนี่เอ๋อร์! แผลจากกรงเล็บฉางฉีที่หลังเจ้าฉกรรจ์ไม่น้อย เจ้าเจ็บมากหรือไม่! ให้ข้าดูแผลเจ้าหน่อยเถิด” อสุนีเทพเยี่ยหลางถามด้วยความห่วงกังวล 

“ข้ายังทนไหวอสุนีเทพ พวกเราทั้งสองรีบกลับตำหนักสวรรค์กันเถิด ข้าทำเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ ปานนี้ร่ำลือไปทั่วพิภพสวรรค์แล้วอย่างแน่นอน ท่านพ่อ ท่านแม่ เสด็จอา เสด็จอาหญิง คงร้อนใจแย่แล้ว”  

ซิ่นหนี่ว์กล่าวจบแล้วจึงรีบเสกกระบี่เหอเสียงเก็บเข้าไปในฝ่ามือ ก่อนจะสายตากลมโตจะเหลือบไปมองด้านบนแล้วเห็นปราณเซียนสีขาวสองสาย เหาะพุ่งลงมาจากพิภพสวรรค์ปรากฏเป็นทหารสวรรค์สองนาย 

“ท่านแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์ ท่านอสุนีเทพ องค์ประมุขสวรรค์มีพระบัญชาให้ข้าน้อยมาเชิญท่านทั้งสองกลับไปตำหนักสวรรค์ขอรับ”  

ทหารสวรรค์ทำความเคารพเสร็จจึงรีบเอ่ยบอกเพียงสั้นๆ แต่ทำให้ซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพรู้ได้ทันทีว่าวีรกรรมนี้คงล่วงรู้กันไปโดยถ้วนทั่วอย่างรวดเร็วยิ่งนัก  

แล้วซิ่นหนี่ว์ก็ขี่เมฆาเหาะกลับสวรรค์ไปอย่างรวดเร็ว โดยมีอสุนีเทพขี่เมฆาเหาะตามหลังไปไม่ห่าง ส่วนทหารสองสวรรค์สองนายเหาะตามหลังรั้งท้ายขบวน... 

ความคิดเห็น