แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 46

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 235

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2562 05:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 46
แบบอักษร

กวาน เหล่ฟั้น ลอบมองนายหญิงของตนเพื่อจับพิรุธในสีหน้าท่าทางของหล่อน สาวใช้ไม่เชื่อว่าคนจิตใจคับแคบอย่างคุณนายจะมีกะใจคิดคำนึงถึงความสะดวกสบายของข้าทาสบริวารอยู่ด้วย ที่หล่อนตัดสินใจเช่นนั้นคงเป็นเพราะหล่อนต้องการคนมารองมือรองเท้าเพิ่มอีก หรือหากไม่เป็นเช่นนั้น หล่อนก็คงไม่ได้ต้องการจ้างแม่บ้านเพิ่มจริงดังที่บอกแน่ หากแต่พูดลอยๆออกไปเพื่อแสดงตนเป็นแม่พระต่อหน้าบุตรสุดสวาทเท่านั้น ไม่มีทางหรอกที่คุณนายหยิงโถวจะเห็นอกเห็นใจเธอจริงจัง นิสัยของหล่อนเป็นอย่างไรก็รู้ดีอยู่...เหล่ฟั้นขบคิด 

อย่างไรก็ดี คุณนายพูดย้ำอีกครั้งด้วยสุ้มเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม ข้อสันนิษฐานข้อที่สองของเธอจึงถูกปัดตกไปด้วยประการฉะนี้ 

“พักหลังคนหนีตายจากแผ่นดินใหญ่มาขายแรงงานในฮ่องกงออกแยะไป แต่พวกนี้ชอบรับงานระยะสั้น เงินเราก็มีถมเถ จ้างแม่บ้านรายสัปดาห์บ้าง รายเดือนบ้าง เสียค่าใช้จ่ายไม่มากเท่าไหร่หรอก อาเชิง” มารดาแจงความประสงค์   

“จะดีหรือครับคุณแม่” ไหว่เชิงซักอย่างเป็นกังวลแทนหญิงที่ตนมีใจให้ “ผมห่วงว่าอาฟั้นจะต้องปรับตัวบ่อย ถ้าต้องร่วมงานกับคนหน้าใหม่เป็นประจำ” 

“ดีที่สุดในยุคนี้ก็ต้องจ้างเอาอย่างนี้ล่ะ ซื้อหมุ่ยไจ๋อย่างเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว” คุณนายเผลอขึ้นเสียงด้วยความเคยชิน ก่อนจะลดเสียงลงเมื่อรู้ตัวว่าอยู่ต่อหน้าลูก “...ก็ได้ อาฟั้นว่ายังไง ถ้าฉันจ้างคนใช้มาช่วยแบ่งเบางานของเธอ” หยิงโถวหันรีหันขวางด้วยไม่เคยขอความคิดเห็นจากสาวใช้มาก่อน 

“แล้วแต่คุณนายเถอะเจ้าค่ะ หนูเป็นแค่บ่าวเท่านั้น คงไม่มีสิทธิ์ตกลงใจแทนเจ้าของบ้านได้” เด็กสาวตอบไม่มีน้ำเสียง 

“ดีเลย พรุ่งนี้แม่จะได้รีบฝากคนรู้จักให้เขาช่วยหาแม่บ้านให้” แม่หม้ายหันมาเอ่ยกับบุตรนอกอุทรต่อ เป็นเวลาเดียวกับที่สาวใช้ซึ่งเหลือคนเดียวในบ้านก้มหน้าเดินตุปัดตุป่องจากไปด้วยท่าทางที่ไม่อาจซ่อนเร้นความเย็นชาไว้ 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเครียด...นั่นเป็นครั้งแรกทีเดียวที่เขาเกิดความไม่ไว้วางใจต่อผู้หญิงที่ตนเรียกว่า “คุณแม่” มาตั้งแต่ลืมตาดูโลก 

 

“ซ่องเถื่อนอีกแล้วรึ” ผู้มียศสูงสุดในห้องตบโต๊ะฉาดพร้อมกับยืนขึ้นพรวด 

“ใช่แล้วครับสารวัตร หลังบ่อนมีซ่องโสเภณีอยู่” คนไว้หนวดเคราผงกศีรษะที่โพกผ้าไว้ “เจ้าของให้การสารภาพว่าเปิดธุรกิจมืดสองอย่างนี้ควบคู่กันมาได้สิบกว่าปีแล้ว ลูกค้าที่มาใช้บริการซ่องส่วนมากก็คือลูกค้ากลุ่มที่มาเล่นพนันในบ่อน ไม่ก็เป็นคนละแวกนั้นที่รู้จักกันดี เป็นแหล่งค้ากามที่ขึ้นชื่อเฉพาะกลุ่มเท่านั้นครับ” 

“แล้วยายนักค้ามนุษย์นั่นมาเกี่ยวกับซ่องนี้ยังไง” สารวัตรรัวคำถาม 

“เจ้าของให้การว่ารู้จักและเป็นคู่ค้ากับนางหง ฟกเย้ง มาหลายปีครับ” อีกคนชิงตอบ “โสเภณีในซ่องนั้นส่วนมากเป็นหญิงยากจนในสลัมที่สมัครใจขายบริการก็จริง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกขายเข้ามา ซึ่งนางฟกเย้งเป็นนายหน้าจัดหามาให้” 

“นี่เป็นที่ที่สามแล้วที่เคยค้าขายกับยายคนนี้” ผู้กองซิงห์พูดแซง 

“ที่สี่แล้วครับถ้าหากนับรวมโรงน้ำชาที่เปิดอย่างถูกกฎหมายด้วย...” สายสืบแซ่หม่าเสริมอีก “...ที่แท้ยายแก่นี่ก็เป็นผู้ค้ารายใหญ่เบ้อเร่อเท่อเลย” 

สารวัตรหวู่กราดสายตาไปที่หัวหน้าแผนกสอบสวน พร้อมกับตั้งคำถามอย่างเป็นงานเป็นการว่า “เจ้าของซ่องรู้มั้ยว่านางหงตายแล้ว” 

“ไม่ครับ ผู้ต้องหามีอาการงุนงงทันทีที่ถูกตั้งคำถาม และเขาก็ไม่สามารถระบุหรือคาดเดาตัวฆาตกรได้ ทั้งๆที่ผมเกลี้ยกล่อมว่าจะลดหย่อนโทษให้แล้ว” 

ผู้บังคับบัญชาบีบสันจมูกแรงๆอย่างจะผ่อนคลายความเครียด แกว่งเท้าเดินงุ่นง่านไปรอบห้องทำงานที่บรรดาผู้น้อยมาล้อมวงหารือกันราวกับห้องประชุมเฉพาะกิจก็ไม่ปาน “เป็นไปได้ว่ายังมีกิจการในมุมมืดอีกหลายแห่งที่เรายังหาพวกมันไม่พบ...” เกาเฉ่งเริ่มต้น “...พวกคุณคิดเห็นยังไง หากว่าผมจะเร่งระดมปราบธุรกิจมืดเหล่านี้ให้สิ้นซากไปจากท้องที่ในความรับผิดชอบของโรงพักพวกเรา” 

ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้น “ขออนุญาตคัดค้านครับ” 

“เชิญพูดได้” พันตำรวจตรีตอบรับอย่างนึกไม่ถึงว่าจะมีคนแย้ง 

“ผมไม่เห็นด้วยที่เราจะผลาญทรัพยากรไปกับการปราบธุรกิจมืดอย่างที่สารวัตรว่า” ดาบตำรวจผู้มีเส้นผมสีขาวโพลนทั้งศีรษะเริ่มว่าอย่างเกร็งๆ “กรุณาทบทวนใหม่อีกสักครั้งเถอะครับ สารวัตร” 

“ดาบหมอก ทำไมคุณถึงชอบห้ามไม่ให้ผมลุยพวกใต้ดินนักนะ” เกาเฉ่งหลิ่วตามองอย่างฉุนๆ ทำเอาอีกฝ่ายตัวสั่นด้วยความหวั่นระแวง 

“ผมเพียงแต่หวังดีกับทางตำรวจเราก็เท่านั้นครับ” นายดาบผู้เฒ่าอธิบายเมื่อตั้งตัวติด “โรงพักเราเป็นโรงพักเล็ก กำลังพลก็มีเพียงหยิบมือ ในขณะที่พวกมันมีมากมายก่ายกอง มีสาย มีเครือข่าย มีพรรคพวกที่เชื่อมโยงถึงกันเยอะไปหมด ฝั่งเราไม่รู้ว่าพวกมันซุกซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันบ้าง ส่วนฝั่งพวกมันกลับรู้จักเราดีว่ามีฐานอยู่ที่ไหน มีไพร่พลประมาณเท่าไหร่ เปิดฉากสู้กับพวกนี้เห็นทีเราจะมีแต่เสียกับเสียครับ” 

กล่าวจบ เสียงฮือฮาก็กระหึ่มห้อง หลายๆเสียงค่อนมาทางเห็นด้วย 

“แต่เราเป็นตำรวจ หน้าที่ของเราคือบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม หากปล่อยให้คนชั่วลอยนวลและผู้หญิงอีกจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมาน คุณไม่รู้สึกละอายในอาชีพตัวเองหรือ” คนอ่อนวัยโต้เถียงเสียงดัง 

“สารวัตรเป็นคนเถนตรงเกินไป ชาวบ้านเขาไม่ได้จำแนกดีชั่วเหมือนอย่างตำรวจเรานี่ครับ” ดาบหมอกแบ่งรับแบ่งสู้ “สารวัตรก็เห็นว่าท้องที่ว้านไจ๋ของเราเป็นสลัมเสียส่วนใหญ่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ละแวกนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ต้องตีนถีบปากกัดเพื่ออยู่รอดไปวันๆ ฉะนั้นงานอะไรก็ตามที่สร้างรายได้แก่พวกเขามากพอจะให้ดำรงชีพอยู่ได้ พวกเขาก็ถือว่ามันเป็นงานที่ดีทั้งหมด อย่างในส่วนของโสเภณี อาชีพนี้เป็นอาชีพเก่าแก่ที่อยู่คู่สังคมจีนเรามานับพันปีแล้ว เป็นแต่ทางการอังกฤษตราหน้าว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปที่คุ้นเคยกับอาชีพนี้ก็ไม่ได้คิดเห็นว่ามันเป็นสิ่งผิดแต่อย่างใด...ทุกคนคงจำได้ว่าเวลาตำรวจเราไปจับกุมผู้หญิงหากิน หลายครั้งหลายครากลายเป็นเราเองด้วยซ้ำที่ถูกชาวบ้านเขวี้ยงผักขว้างไข่ใส่ โทษฐานไปรังแกผู้หญิงยากจนที่ยังชีพด้วยการหาเช้ากินค่ำ” 

ตำรวจวัยจวนเกษียณเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความวิงวอน “ขอให้สารวัตรระงับแผนการนี้ไว้ก่อนเถอะครับ งานเรามีล้นมืออยู่แล้ว” 

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอย่างเซ็งแซ่ คนหมู่มากพยักหน้าอย่างเห็นดีเห็นงาม มีเพียงสารวัตรที่รู้สึกว่าเหตุผลของนายดาบฟังไม่ขึ้นแม้แต่น้อย 

“คำพูดของดาบหมอกมีส่วนถูกนะครับ สารวัตร” วีระกระซิบบอกเมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาอารมณ์ไม่ดี “คดีของพวกเราหมักหมมไว้เยอะแล้ว ลำพังคดียายแก่คดีเดียวเราสืบกันมาจะหนึ่งปีอยู่แล้วยังจับมือใครดมไม่ได้ นาทีนี้ไม่น่าจะมีใครอยากเพิ่มภาระให้กับตัวเองอีก ไว้เราคลี่คลายคดีนี้ค่อยทำตามที่สารวัตรบอกก็ได้ครับ” 

“ถ้าทุกคนต้องการอย่างนั้น ผมก็จะไม่ว่าอะไรอีก” เกาเฉ่งตัดบทพลางเขม้นมองนายดาบผู้กลายเป็นที่นิยมของเพื่อนตำรวจภายในชั่วนาที 

 

รอให้ผู้โดยสารเดินไปจนคล้อยหลังเสร็จสรรพ ชายชราคนลากรถจึงถือโอกาสจอดรถสองล้อลากของตนพิงโคนต้นไม้ แล้วตรงรี่ไปริมท่าน้ำที่ซึ่งเรือเล็กจอดต่อเนื่องยาวเป็นพืดจนมองไม่เห็นผิวน้ำ รองเท้าเกี๊ยะของแกย่างเหยาะไปบนพื้นทรายเฉอะแฉะ ตาสอดส่องมองหาคู่ชีวิตไปตลอดทางที่เดียรดาษด้วยกระบุงใส่ผักดอง กุ้งตากแห้ง และถ้วยโถโอชามหลากชนิด ซึ่งล้วนวางขายอย่างระเกะระกะ 

“ยายแก่” ผู้เฒ่าหัวล้านขานเรียก พร้อมทั้งเดินหมับๆเข้าไปหาหญิงชราที่กำลังนั่งร้อยเชือกฟางให้กับบ๊ะจ่างที่ตนเพิ่งห่อใบเสร็จ 

“บ๊ะจ่างร้อนๆจ้า บ๊ะจ่างร้อนๆ”  

“ยายแก่” ลุงตั๊งเรียกซ้ำอีกครั้ง “วันนี้ขายได้บ้างมั้ย” 

“อาตั๊งหรือ...” ป้าเซาหยุดเรียกลูกค้า “...ก็อย่างที่เห็น” 

“แกไม่น่ามาขายที่นี่แต่แรกเลย” ผัวพูดด้วยความสมเพชหากน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความสงสาร เมื่อเห็นว่าสินค้าของเมียมิได้พร่องลงไปจากเมื่อเช้านี้เลย 

“ไม่ขายที่นี่แล้วแกจะให้ฉันไปขายที่ไหนได้อีก เถ้าแก่อ้วนร้านอาหารทะเลแกอุตส่าห์ยกที่แปลงนี้ให้เปล่าๆด้วยความที่คุ้นเคยกันมานานนม” 

“ไม่งั้นก็น่าจะขายอย่างอื่น ร้านบ๊ะจ่างแถวนี้มีออกคลั่กไป ลูกค้าแกโดนแย่งหมดเห็นๆ” ลุงตั๊งมองแม่ลูกอ่อนคู่หนึ่งที่เดินผ่านไปพร้อมกับพวงบ๊ะจ่างที่ซื้อจากเจ้าอื่น “ถ้าแกคิดจะยึดอาชีพนี้ตลอดไป แกต้องมีหัวการค้ามากกว่านี้” 

“ความรู้ที่ฉันพอมีติดตัวอยู่ มีแค่ทำบ๊ะจ่างนี่ล่ะที่พอใช้หาเลี้ยงตัวเองได้” อดีตข้ารับใช้ของสกุลหมั่นหัวเราะเสียงปร่า “ฉันทำงานรับใช้มาตลอดชีวิต จะเอาปัญญาที่ไหนมาขบคิดเรื่องค้าขาย หัวการค้งการค้าของแกน่ะลืมไปได้เลย” 

“แกไปรับจ้างทำงานบ้านให้คนรวยตระกูลอื่นก็ได้นี่หว่า” 

“โอ๊ย ฉันแก่ปูนนี้แล้ว ใครเขาจะรับฉัน” ป้าเซาปฏิเสธ “อีกอย่างฉันไม่อยากมีนายคนอื่นอีก จะเป็นด้วยความผูกพัน ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีหรืออะไรก็แล้วแต่ ตัวฉันก็มอบความรู้สึกนั้นๆให้กับตระกูลหมั่นไปหมดแล้ว” 

ชายแก่ห่อไหล่ด้วยความรันทดใจ สุ้มเสียงเครือสะท้าน  

“เวรกรรมแต่ชาติปางไหนหนอ ทำไมชาตินี้บ่าวที่ดีอย่างแกถึงมาได้คางคกขึ้นวออย่างคุณนายหยิงโถวเป็นนาย” 

 

แม้ว่าคุณนายจะไม่เคยปริปากถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเลือกจ้างคนรับใช้หน้าใหม่เป็นเวลาสั้นๆ แทนที่จะให้อยู่โยงยาวเหมือนเช่นคนรับใช้บ้านตระกูลหมั่นในอดีตตลอดจนบ้านคนมีอันจะกินทั่วไป แต่เด็กสาวก็มั่นใจอย่างครามครันว่าคงเป็นเพราะคุณนายไม่ต้องการมีภาระเลี้ยงดูข้าทาสบริวารระยะยาวอันจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายมหาศาล ตามที่เคยได้ยินหล่อนระบายให้เพื่อนฟังทางโทรศัพท์ว่า “...เลี้ยงไว้คนเดียวยังเปลืองสตุ้งสตางค์ขนาดนี้ ขืนมีเต็มบ้านอย่างหล่อน ฉันมิต้องขายสมบัติหาเลี้ยงเลยหรือยะ” 

คนรับใช้และคนครัวที่คุณนายจัดจ้างมามีทั้งหญิงและชาย อายุอานามก็มีตั้งแต่เด็กกว่าเธอสูงขึ้นไปจนถึงวัยใกล้เคียงกับป้าเซา ทุกคนข้ามฟากมาจากแผ่นดินใหญ่ชนิดเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า “หนีมาตายเอาดาบหน้า” เนื่องด้วยบ้านเกิดของพวกเขาประสบความยากเข็ญนับไม่ถ้วน ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและจากนโยบายการปกครองอันเข้มงวดของระบอบคอมมูนที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนั้น หลายคนมีพื้นเพมาจากมณฑลที่ห่างไกล บ้างพูดกวางตุ้งยังไม่คล่อง บ้างพูดได้น้อยคำเสียจนสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ลำบากเหล่ฟั้นซึ่งพูดภาษากลางได้เพียงงูๆปลาๆ ต้องคอยบุ้ยใบ้ประกอบการแปลคำสั่งของคุณนายให้คนพวกนั้นรับทราบอยู่เรื่อยไป 

“ฮ่องกงเป็นดินแดนแห่งชีวิตใหม่...”  

คำพูดของป้าเซาเมื่อสิบปีที่แล้วเหมือนจะล่องลอยมาจากซอกมุมอันไกลแสนไกล เหล่ฟั้นหวนคะนึงถึงถ้อยคำดังกล่าวด้วยความสะท้อนใจที่สภาพความเป็นอยู่ของทั้งสองดินแดนมิได้เปลี่ยนแปรไปจากเดิมเลยแม้แต่เพียงน้อยนิด 

ครั้นนึกถึงป้าเซา ความรู้สึกบางอย่างก็ประดังเข้ามาบีบคั้นที่หัวใจจนรู้สึกจุกเสียด เด็กสาวแอบถามตัวเองว่าป่านนี้แกจะทำอะไรอยู่ จะมีความสุขกับชีวิตบั้นปลายที่คุณนายยัดเยียดให้บ้างไหม จะพอใจกับสภาพแวดล้อมใหม่หรือจะยังตรอมใจที่ต้องระเหระหนออกจากรวงรังที่ตนพึ่งใบบุญมาชั่วชีวิต เหล่ฟั้นก็ไม่อาจคาดเดาได้ถูก เนื่องจากเธอไม่ได้พบเห็นแกอีกเลยนับแต่วินาทีที่จากลากันวันนั้น 

หมุ่ยไจ๋คนสุดท้ายสูดลมหายใจเข้าลึกๆพลางเพ่งสายตาไปยังเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ที่ต่างคนต่างถูกเจ้านายใช้งานจนไม่ได้หยุดได้พัก ก่อนจะพยายามข่มใจไม่ให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนเหล่านี้คิดถูกแล้วหรือไม่ที่เลือกหนีความทุกข์ยากในบ้านเกิดมาเสี่ยงโชคในต่างแดนด้วยการรับใช้คุณนายจอมหยิ่งยโสเยี่ยงนี้ 

 

หมั่น ไหว่เชิง สอบติดคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง ด้วยคะแนนที่สูงติดสิบอันดับแรกของผู้เข้าสอบทั้งหมด ขณะที่มิตรสหายที่คบหากันมาตั้งแต่มัธยมต้นกระจัดกระจายไปศึกษาต่อตามมหาวิทยาลัยต่างๆทั้งในและต่างประเทศ มีเพียงจอห์น แกรนแธม ที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์เท่านั้นที่ตามมาเรียนในสถาบันเดียวกัน 

น้ำตาแห่งความปีติยินดีซึมออกมาเต็มสองตาในอึดใจที่เห็นชื่อของตนรวมอยู่บนกระดานปิดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์        

“คุณพ่อครับ” เด็กหนุ่มพึมพำขณะเหม่อมองฟ้าไกล "ผมทำสำเร็จแล้วครับ" 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น