ณ กลางใจ
email-icon Twitter-icon

คอมเม้นเป็นกำลังใจให้หน่อยนะ อย่างน้อยๆกดสัก1ไลค์ก็ได้ค่ะ

บทที่ 6 ตอน เสด็จประพาสร่วมพระสนม

ชื่อตอน : บทที่ 6 ตอน เสด็จประพาสร่วมพระสนม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2562 00:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 ตอน เสด็จประพาสร่วมพระสนม
แบบอักษร

บทที่ 6 

ตอน เสด็จประพาสร่วมพระสนม 

 

แสงสีทองฉาบไปทั่ววังหลวง สาดกระทบม่านผืนบางสอดแสงกระทบใบหน้าของหงเหลียงฮวา สายลมเอื่อยโบกพัดม่านขาวให้พลิ้วไหวไปตามแรงลม

ไท่เฟิ่ง...ไม่ยอมคลายอ้อมแขนออกจากหงเหลียงฮวา แม้พระองค์จะรู้สึกว่าแขนที่ถูกทับจะชาจนรู้สึกไม่ได้แล้วตาม พระโอษฐ์อิ่มประทับจูบที่ปานสีชาดนั้น

มันงดงามราวกับถูกวาดอย่างประณีต มองอย่างไรก็ไม่เหมือนว่าจักเป็นปานที่มาแต่กำเนิด

พระองค์กอดหงเหลียงฮวาแน่นขึ้น จูบพรมอย่างรักใคร่ เนื่องจากหลงใหลมาตั้งแต่พบในนิมิต ทุกอย่างคงไม่วุ่นวาย หากพระองค์...กลัวเหลือเกินว่าเหลียงฮวาจะกลับไปยังที่ ที่จากมา ที่ ที่ไกลแสนไกล และนอกจากความลับของนิมิตฮ่องเต้แล้ว..ยังมีอีกอย่างที่เป็นคำลับ

ตำนานทำนายชะตาของแคว้นฉง การสะกดวิญญาณผู้มีปานสีชาด ณ ทะเลตงไห่ เพื่อมอบให้กับเทพสมุทร

ไท่เฟิ่งนั้นตกพระทัย มีเพียงสองอย่าง

หนึ่งคือยอมให้เหลียงฮวากลับไป และหาถ้วยกระเบื้องขาวนั้นให้เจอ

สองคือให้เหลียงฮวาสละชีพเพื่อแคว้นฉงอยู่สืบไป มีเพียงสองอย่างเท่านั้นที่จะแก้ไขได้ เพราะผู้ที่เกิดมามีปานสีชาดนั้นคือผู้ที่สวรรค์ประทานให้แก่เทพสมุทร แต่ต้องชดใช้กรรมบถแดนมนุษย์เสียก่อนถึงจะสามารถกลับคืนสู่บาดาลได้

หากแต่ว่า...ฮ่องเต้ก็ได้หลงใหลในตัวของผู้มีปานสีชาดไปเสียแล้ว เช่นนี้พระองค์จะทำอย่างไร เพื่อแคว้น หรือเพื่อเหลียงฮวา..

“อือ” เสียงครางอื้ออึงดังขึ้น องค์ฮ่องเต้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

“เจ็บหรือไม่” พระองค์กระซิบถาม

หงเหลียงฮวาไม่ได้ลืมเหตุการณ์เมื่อคืน เขาจำได้ทุกอย่างทุกท่วงท่า ลีลาที่ตนใช้ไปกับพระองค์ เพราะหลังจากความเจ็บปวดก็คงเหลือเพียงราคะ

ตอนนี้ยากที่จะปฎิเสธ คนอย่างเหลียงฮวาเสียตัวได้แต่ต้องไม่เสียศักดิ์ศรี ท่านได้สิบ ข้าต้องได้ร้อย เอาสิ ไหนๆก็ได้เสียตัวไปแล้วข้าจะรีดไถ่เงินในกองพระคลังออกมาให้หมด!!

“เพราะสุรานั้น” ผมนึกถึงสุราเพียงหนึ่งจอก แต่มันทำให้ผมร้อนรุ่มประหลาด จนได้เสียตัวอย่างไม่ตั้งใจ

“สุรานั้น...มีกลิ่นสมุนไพรปลุกกำหนัด” ฮ่องเต้ทราบตั้งแต่ได้กลิ่นสุรา พระองค์จึงจงใจให้หงเหลียงฮวาดื่ม เพราะพระองค์คิดว่าหงเหลียงฮวานั้นคงพร้อมที่จะปรนเปรอพระองค์จริงๆ

เมื่อได้ยินคำนั้นหงเหลียงฮวาเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ฮ่องเต้ ดวงตาเบิกกว้าง ขบฟันกรอด ก่อนจะตะโกนชื่อขันทีน้อยดังไปถึงหน้าตำหนักทำเอาขันทีน้อยสะดุ้งตกใจ

“เจียงหนาน!!!”

 

ช่วงสาย

หงเหลียงฮวาสวมอาภรณ์สีชาด ตัดกับผิวสีขาวซีด เพราะอะไรถึงสวมสีสดเช่นนี้งั้นหรือ ก็เพราะว่ามันปักด้วยฝีเข็มที่งดงาม งามมากจริงๆ

เพราะอาภรณ์นั้นคล้ายคลึงกับฮ่องเต้มาก บางคร่าก็ทำให้นางกำนัลลอบคิดขึ้นมาในใจ ว่าหงเหลียงฮวานั้นหล่อเหลา รูปลักษณ์สง่าคล้ายคลึงฝ่าบาท

แต่ตัดภาพมาที่จันทีน้อยที่ต้องนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นหน้าตำหนักของฮ่องเต้แล้วนึกสงสาร หงเหลียงฮวายืนท้าวเอวก้มมองขันทีน้อยมาได้หนึ่งก้านธูปแล้ว

“นั่งไปอีกหนึ่งก้านธูป” หงเหลียงฮวากล่าวเย็นชา เขาอยากเปลี่ยนผู้ติดตามรับใช้ใหม่เสีย คนแบบนี้เลี้ยงไม่ได้ เสียดายที่อุส่าเคยนึกสงสารเอ็นดู

เมื่อขันทีน้อยเห็นหงเหลียงฮวาหันหลังกลับเข้าตำหนัก ขันทีน้อยเจียงหนานก็ยกมือขึ้นร้องไห้ เขาเช็ดน้ำตาไปมา สะอึกสะอื้นรู้สึกผิดต่อคนเป็นนาย เมื่อปิดประตูตำหนัก หงเหลียงฮวาก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กที่อายุแค่สิบขวบ จิตใจผะวง สุดท้ายก็หันกลับออกไป เจียงหนานเห็นผู้เป็นนายออกมาก็รีบฮึบกลั้นร้องไห้

ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากขบเม้มกั้นเสียงสะอื้น

“บอกสาเหตุที่เจ้าทำเช่นนั้นมา”

เจียงหนานเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา

“พ่อแม่ข้าน้อย...แก่ชราไร้คนดูแล ข้าน้อยถูกปลดออกจากวังหลวง กระหม่อมก็มิสามารถไปเป็นทหารได้ สร้างชื่อเสียต่อวงศ์ตระกูลมิได้ สืบสกุลมิได้ นับว่าอกตัญญูข้าน้อยรู้ว่าผิดต่อท่าน ข้าน้อยไม่ดี ข้าน้อยผิดไปแล้วฮรึก”

เจียงหนานยังเด็กแต่รู้จักทดแทนบิดามารดา นี้ผมทำอะไรลงไปกันนะ

“แต่เจ้าทำให้ข้าลำบาก”

“ข้าน้อยหวังให้ท่านเป็นที่โปรดปราณของฝ่าบาท”

ผมโกรธเด็กตรงหน้านี้ไม่ลง มันทำให้ผมนึกถึงครอบครัวของผมที่ทิ้งผมไป ผมอาศัยอยู่กับแม่จนอายุสิบแปด หลังจากนั้นผมก็อยู่คนเดียวมาโดยตลอด ทำหน้าที่แค่โอนเงินให้แม่ใช้ ตอนนี้แม่แต่งงานใหม่ได้ห้าปี มีลูกสาวที่น่ารัก แม่เลิกติดต่อผม นานๆครั้งก็จะมาขอเงิน ผมไม่เคยรอช้าที่จะโอนเงินให้แม่

เพราะมันทำให้ผมรู้ว่าแม่ยังไม่จากไปไหน นั้นเป็นหนทางเดียวของผม

นับว่าชีวิตของเจียงหนานนั้นกตัญญู ผมอดสงสารไม่ได้

“ลุกขึ้นเถอะ” ผมพูดก่อนจะไปนั่งเก้าอี้โต๊ะดื่มน้ำชา เจียงหนานลุกขึ้นยื่น แต่เขาเดินเซเพราะเจ็บเข่า

“ไปเอาบัวหิมะมา”

“นั้นเป็นสมุนไพรหายาก ฮ่องเต้ประทานให้พระสนม” เจียงหนานตอบ ผมไม่สนใจ ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในตำหนัก

เจียงหนานยืนเซไปมาเพราะเจ็บเขาเป็นอย่างมาก เขาเป็นเด็กน้อยที่ถูกส่งมาทำงานในวังหลวงได้เพียงหนึ่งปี เป็นขันทีฝึกหัด แต่ก็พอหาเงินให้ครอบครัวได้บ้าง จึงตั้งใจเล่าเรียนกกในวังหลวง

เจียนหนานฉลาดเกินวัย เรียนจบขั้นต้นของขันทีได้อย่างรวดเร็วทำงานเดินสารไม่นาน ก็ถูกส่งตัวมาดูแลพระสนมที่เป็นบุรุษ เพราะพระสนมที่เป็นบุรุษนั้นดูแลยากยิ่ง หากให้สาวใช้เป็นสตรีก็เสี่ยงต่อเรื่องชู้สาว หากให้ขันทีหนุ่มก็อาจมีการร่วมหลับนอนได้อีก จึงเหมาะสมที่สุดคือส่งเด็กอายุห่างกันครึ่งช่วงชีวิต มาดูแล

หงเหลียงฮวาออกมาอีกครั้งพร้อมตลับสมุนไพรในมือ

“พระสนม ยาที่ฮ่องเต้ประทานให้บรรจุตลับจากไข่มุกพันหมื่นราตรีสีม่วงอำพันมิใช้ของที่จักนำไปมอบให้ผู้ใดใช้ได้ง่ายๆ” ขันทีน้อยรีบคุกเข่าทันที ที่เห็นเหลียงฮวาถือตลับยาชั้นสูง

“เอะ แปลกจริงแปลกจริง สุดท้ายก็ใส่ถุงพลาสติกกินได้ทุกชนชั้น ทำไมในอดีตต้องไปหาไข่มุกบ้าบออะไรนั้นให้ยุ่งยาก” เจียงหนานเงยหน้าขึ้นมองเหลียงฮวาที่พูดแปลกๆ หงเหลียงมองซ้ายทีขวาที ก็เห็นใบไม้ใบใหญ่อยู่ที่สวน มือเรียวไม่รอช้าเด็ดออกจากต้น เอาปาดเอายาบัวหิมะลงบนใบไม้นั้น ก่อนจะพับเป็นก้อนกลมส่งให้เจียงหนาน

“อะไรหรือขอรับ”

“ยาที่ข้าประทานให้เจ้า”

“...”เจียงหนานเงยหน้าขึ้น ก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง มือน้อยๆหยิบใบไม้ก้อนกลมมาถือไว้

“ข้าไม่ชอบเด็กขี้แย”

เจียงหนานได้ยินก็รีบเช็ดน้ำตาตนเองทันใด เหลียงฮวาประคองให้ยืนขึ้น

“วันนี้เจ้าไปพักเสีย แล้วจำไว้ ข้าสั่งอะไรก็ทำตามแค่ข้าสั่ง ข้าไม่ใช่คนใจยักษ์ใจมาร แต่ข้าก็มีเหตุผลของข้าเช่นกันเจียงหนาน...เจ้าเป็นเด็กกตัญญู ข้าภูมิใจในตัวเจ้า ไม่ขอเอาความ ไปพักเถิด”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะพระสนม” เจียงหนานยกมือสผาน ก่อนจะเดินจากไปด้วยสองขาสั้นๆนั้น

เจียงหนานเอ้ยเจียงหนาน เจ้าทำให้ข้าระบมเอว เจ้าปวดเข่าสักหน่อยถือว่าหายกัน

 

สองยามถัดมา

หงเหลียงฮวารู้สึกอยากอัพรูปลงไอจียิ่งนัก

ชุดสวย สวยมาก อยากโพส อยากติดแฮชแท็ค นี้เราทิ้งที่นั้นมากี่วันแล้วนะ ใจจะขาดอยู่รอนๆ หงเหลียงฮวานั่งคล้ำคางทำหน้าเบื่อโลกในสวนหลวง ทันใดนั้นเห็นท่านอ๋องที่เคยปกป้องตนก็ไม่รอช้า วิ่งขึ้นมาตัดหน้าขบวนไว้ ทหารองครักษ์ยกดาบขึ้นขว้าง

ท่านอ๋องยกมือขึ้นเชิงบอกให้ทหารลดกระบี่ลง

“เจ้าสวมอาภรณ์เชียว เป็นที่ดปรดปรานหรือ”

หงเหลียงฮวาเบะปาก

“เป็นที่น่ารำคาญเสียมากกว่า” เมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุย ขบวนของท่านอ๋องก็เริ่มเคลื่อนนอีกครั้งโดนหงเหลียงฮวาเดินขนาบคู่ไปกับท่านอ๋อง

“เจ้าเป็นสนมของท่านพี่ข้าแล้วก็ทำตัวดีๆเข้าไว้”

“ทำไมท่านกล่าวเช่นนั้น”

“...”ท่านอ๋องแย้มยิ้ม ยกพัดขึ้นสะบัด เชิดพระพักตร์มองท้องฟ้า “ท่านพี่ข้าเย็นชาจับจิต รักมาก หลงมาก เบื่อมาก รำคาญมาก ถึงขั้นประทานผ้าขาวสามฉือให้นางสนมนับวันล่ะสิบนาง ทหารต่างพากันเข้าออกเก็บศพนางสนมที่ตำหนักเฉิงหวนไม่เว้นแต่ละวัน”

หงเหลียงฮวากลืนน้ำลายลงคอ

“ขนาดนั้นเลยหรือ”

“ข้าเตือนเจ้า อย่าขัดพี่ข้า เขาโมโหร้าย มิใช่ใครหน้าไหนที่จักสามารถเล่นด้วยได้ อย่างเช่นเจ้าคุยกับข้าอยู่ตอนนี้ แต่ไออาฆาต ส่งมาจากตรงนู้น” ว่าแล้วหงเหลียงฮวาก็มองตามพัดของท่านอ๋องที่ชี้ไปฝั่งตรงข้ามกับสระบัว เห็นเป็นไท่เฟิ่งกำลังมองมา เมื่อนั้นองค์ฮ่องเต้จึงเสด็จมาอย่างองอาจ แววพระเนตรหึงหวงยอดรักจนแผ่ไออาฆาตไปทั่วบริเวณ

มองแล้วทะมึนน่ากลัว เหลียงฮวากลืนน้ำลายหนึ่งอึก

น่ากลัวจริงหรือนี้...

“ถวายบังคมฝ่าบาท” ราวกลับว่าวิ่งมาตามเมีย ไม่ถึงเค่อ จากตรงข้ามสระบัว ฮ่องเต้ก็ทรงเดินมาถึงตัวขบวนท่านอ๋อง

“เหตุใดพวกเจ้าถึงอยู่ด้วยกัน”

คำถามแรกก็ชี้ชัดว่าหึงหวง

หงเหลียงฮวากระตุกยิ้มอยากแกล้งคน

“ฝ่าบาท ท่านทรงงานทั้งวันเช่นนี้ข้าเบื่อยิ่งจึงออกมานั่งดูผีเสื้อ ฟังผีผา เมื่อนั้นท่านอ๋องประพาสผ่านมาจึงได้ร่วมบทสนทนาถามไถ่สารทุกสุกดิบ”

“งั้นหรือ”

“จริงแท้ทุกประการ” ท่านอ๋องตอบ

ไท่เฟิ่งนั้นต้องเสด็จประพาสไปชายแดน ตอนแรกหวังจะให้หงเหลียงฮวาอยู่วังหลวงแล้วพาพระมเหสีไปเป็นคู่บารมี เห็ฯทีพระองค์ต้องสั่งการลงไปใหม่ ให้หงเหลียงฮวาเสด็จร่วมกับพระองค์แทน

ข้าไม่อาจไว้ใจใครได้...

“หงเหลียงฮวา”

“หืม?”

“เจ้าไปเตรียมเก็บของ ข้าจะพาไปยังตอนใต้ของแคว้นฉง”

“นั่งรถม้าใช่หรือไม่” หงเหลียงฮวาเปลี่ยนจากยืนข้างท่านอ๋อง ขึ้นมายืนประชันพระพักตร์ฝ่าบาท

“ใช่ เจ้าอยากขี่ม้าหรือ”

“ตลกสิ้นดี ข้าเจ็บสะโพกไปหมดเช่นนี้จะไปได้อย่างไร!”

ผมเคยนั่งรถม้าตอนถ่ายทำละคร นั้นแค่นั่งไม่กี่ฉากเพราะบางฉากก็ทำเป็นนั่งในสตู แต่แค่ไม่กี่ฉากที่นั่งก็ทำเอาผมเจ็บร้าวไปหมด

“เจ็บมากหรือ”

“ถามแปลก ท่านโหมใส่ไม่หยั่งเช่นนั้นใครมันจะไม่เจ็บ” คำตอบของหงเหลียงฮวาทำเอาสาวใช้หน้าเขินอาย ท่านอ๋ฮงถึงกับสะบัดพัดให้กางออกปิดขึ้นครึ่งหน้าทำเป็นชมนกชมไม้

“เรื่องเช่นนี้ไม่สมควรพูดให้ผู้อื่นได้ยิน”

“เหอะ” หงเหลียงฮวากอดอก “คนทำผิดยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ข้าไม่ไป ข้าเจ็บ” หงเหลียงฮวากอดอกเชิดหน้า

พยศยิ่งนัก

องค์ฮ่องเต้โอบเอวนั้นเข้ามาแนบชิดพระองค์

“อย่างไรก็ต้องไป”

“ไม่ไป” หงเหลียงฮวาผลักอกของพระองค์ออก แต่กลับไม่เป็นผลสักนิด องค์ฮ่องเต้กดเสียงกระซิบ

“เจ้าไม่อยากรู้แล้วหรือว่าทำไมข้ารู้ว่าที่ ที่เจ้าจากมา”

“ท่านมันกระล่อนปลิ้นปล้อน ท่านต้องบอกข้าตั้งนานแล้วไม่ใช่พึ่งมาบอก” เมื่อคืนทำข้าจนรุ่งสาง แต่ไม่พูดอะไรตามสัญญาข้าสักคำสิ่งที่ให้มาก็เป็นมีแต่สมุนไพรกับอาภรณ์สีชาดนี้ คนขี้งก!

“เช่นนั้นข้าจะตอบคำถามเจ้าสองข้อเลยเป็นไง”

“ไม่ ท่านต้องตอบห้าข้อ”

“สามข้อ” ไท่เฟิ่งต่อลอง

“สี่ข้อ” หงเหลียงฮวาไม่ยอม

“สองข้อ”

“สามข้อ”

“ข้าให้หนึ่งข้อเอาไม่ก็ไม่ต้องเอา”

หงเหลียงฮวากัดฟัน

“ก็ได้สองข้อแต่ท่านต้องรับข้าหนึ่งอย่าง”

“ว่ามา”

“ท่านต้องเพิ่มเบาะรองในรถม้า สิบชั้น”

“ได้ข้าเพิ่มให้เจ้ายี่สิบชั้น ถ้าเจ้ายังเจ็บ...” องค์ฮ่องเต้ก้มลงใกล้ใบหูหงเหลียงฮวา “ข้าจะให้เจ้านั่งตัก”

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น