Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 7 งานพิเศษงานใหม่

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 งานพิเศษงานใหม่

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.4k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2562 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 งานพิเศษงานใหม่
แบบอักษร

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 7 งานพิเศษงานใหม่ 

 

สุดสัปดาห์วันศุกร์ ผมมารอเรียนในช่วงเช้าเหมือนอย่างเคย โจบอกผมตั้งแต่วันพุธว่าหลังเลิกเรียนมันจะโอนเงินให้ผมไปใช้หนี้ พอคุยกับโจเสร็จ ผมจึงออกไปสมัครงาน แล้วเริ่มไปทำงานพิเศษตั้งแต่เมื่อวาน โดยเลือกทำงานร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ใกล้กับคอนโดมิสเตอร์เค

 

เอ่อ..ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปทำงานร้านนั้นเพื่อจุดประสงค์อื่น อันที่จริงผมลองสมัครตามร้านกาแฟใกล้ๆ มหาวิทยาลัยแล้ว ปรากฏว่ามันเต็มหมด ผมนึกได้ว่าร้านกาแฟนั้นติดประกาศรับสมัครงานอยู่พอดีตอนที่ผมเดินผ่านร้านไปคอนโด เลยลองไปสมัครดูและเมื่อเจ้าของร้านรู้ว่าผมมีประสบการณ์เคยทำงานร้านกาแฟมาก่อน เขาจึงตกลงจ้างผมทันที

 

สองวันหลังจากยกเลิกสัญญาทำงานกับมิสเตอร์เค ผมนั่งทบทวนคิดว่าระยะเวลาสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมบ้าง ทั้งเรื่องงานที่ผมไม่คิดว่าชีวิตนี้จะกล้าทำ การไปเป็นพนักงานดูแลเตียง คำเรียกสวยหรู ทั้งที่เรารู้กันดีว่ามันคืองานอะไร ทั้งการที่ผมได้คุยกับเขา ได้รับการดูแลอย่างดีในช่วงเวลาทำงาน บอกว่าดีอย่างเดียวคงไม่พอ ผมคงต้องบอกว่าดีมากเลยด้วยซ้ำ 

 

ผมเฝ้าคิดถึงเสียงทุ้มนุ่มชวนฝันของมิสเตอร์เค เสียงเขามันช่วยทำให้ใจผมสงบอย่างแปลกประหลาด ผมรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ยินเขาพูดหรือหัวเราะ

 

หลงใหลในน้ำเสียงเขาทั้งที่ไม่เคยเห็นตัวตนจริง

 

ผมจับๆ วางๆ โทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดวัน ทั้งที่มีโปรเจ็กจบที่ต้องทำ งานเลยไม่ค่อยกระเตื้อง ใจผมมันมัวแต่พะวง คอยเข้าไปเช็กอีเมลอยู่ร่ำไป คาดหวังเผื่อว่าจะมีข้อความใหม่เข้ามา แต่ก็ไม่มี ซึ่งมันถูกต้องแล้ว มิสเตอร์เคจะส่งอีเมลหาผมอีกทำไม ในเมื่อเราไม่ได้ทำงานร่วมกันอีกต่อไป เขาคงจะตอบอีเมลคนที่ผ่านการพิจารณารายอื่น

 

เมื่อนึกถึงตรงนี้แล้วผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ การกระทำต่างๆ คำพูดอ่อนโยนที่เขาเคยปฏิบัติกับผม เขาคงปฏิบัติต่อคนอื่นเช่นกัน

 

“เป็นอะไร นั่งถอนหายใจ” โจมานั่งข้างผมได้สักพักแล้ว ผมไม่ได้เอ่ยทักมันไปนอกจากรอยยิ้มแห้งๆ 

 

“เปล่า” 

 

“โกหก ถ้าปกติดี จะมานั่งทำหน้าตูดแบบนี้เหรอ” 

 

“ช่างกูเถอะน่า” ผมรู้ว่าโกหกไม่ได้ แต่ผมบอกปัดมันได้นะ

 

“กังวลเรื่องเงินหรือ เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วกูโอนให้เลยหรือจะเอาเงินสด” โจพูดจบก็วางมือบนหัวผมเต็มแรง ไม่ได้เบามือเลย 

 

“เจ็บ” ผมสะบัดหัวออกจากมือโจ “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก มึงโอนเงินมาอะดีแล้ว” 

 

“แล้วเป็นอะไร” 

 

“...” 

 

“ไม่พูดอีก งั้นถามเรื่องอื่นก็แล้วกัน คนที่มึงไปทำงานด้วยเขาได้ติดต่อมาหรือเปล่า” โจเปลี่ยนคำถามใหม่เมื่อเห็นผมดื้อด้านไม่ตอบคำถามแรก

 

“...” ผมเลือกส่ายหน้าแทนเป็นคำตอบ

 

“ดีแล้ว ถ้ามันมาวอแวมึงให้รีบบอกกูเลยนะ” 

 

“ถ้าเขาติดต่อมาแล้วมึงจะทำอะไร” ผมถามมันบ้าง

 

“กูมีวิธีของกูน่า แล้วมึงไม่ได้ทำงานกับเขาแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องติดต่อมาอีกแล้วใช่ไหม” 

 

“อืม” 

 

“ตอบสั้นๆ หรือมึงโกหกกู กลัวกูจับโกหกได้ใช่ไหม บอกกูมา เขาติดต่อมาหามึงใช่ไหม” โจมองผมด้วยสีหน้าระแวง ไม่ค่อยเชื่อคำพูดผมเท่าไหร่

 

“เปล่า” ผมยืนยันพูดเสียงหนักแน่น

 

“แน่นะ?” 

 

“เออ กูจะโกหกมึงทำไมกันเล่า มึงพูดถูก เขาจะติดต่อกูอีกทำไม” 

 

“ก็เผื่อว่าเขาจะติดใจมึง” 

 

“กูมีอะไรให้เขามาติดใจ เป็นไปไม่ได้เหอะ อีกอย่างนะ ป่านนี้เขาคงจะจ้างคนใหม่ไปแล้ว” ผมบอกโจให้เข้าใจ พูดเองก็ปวดใจเอง 

 

“มึงพูดเหมือนไม่พอใจ” 

 

“กูมีสิทธิ์อะไรไม่พอใจ” 

 

“นั่นสินะ มึงมีสิทธิ์อะไรล่ะ” โจชักกวนประสาท ผมเลยเลิกคุยกับมัน หันหน้าหนีเลยเห็นว่าสามสาวตรงหน้ามากันครบแล้ว

 

 

ผมไม่รู้ว่าโจรู้อะไรมากน้อยแค่ไหนระหว่างผมกับมิสเตอร์เคเพราะผมก็ไม่ได้เล่าให้มันฟังอย่างละเอียด แต่การที่มันทวนคำพูดผมราวกับว่ามันรู้ความคิดผม ช่างตอกย้ำความเป็นจริงว่าไม่ว่าผมจะคิดอะไรอยู่ ผมก็ไม่มีสิทธิ์คิดอะไรเกี่ยวกับมิสเตอร์เคเลย

 

“พวกมึง ลูกค้าเขาอยากให้กูเป็นเด็กเขาจริงจังว่ะ” คำพูดของสาวเปิ้ลผมแดงทำให้ผมเลิกคิดเรื่องมิสเตอร์เคชั่วคราว แวะไปพักฟังสิ่งที่น่าสนใจก่อน

 

“คนไหนอะ ใช่คนล่าสุดปะ แล้วไม่ดีเหรอ ทำไม? ลำบากใจ?” สาวผมดำตัดสั้นที่ชื่อข้าวชะโงกหน้าผ่านเกดสาวผมดำยาวที่นั่งอยู่ตรงกลางกลุ่มแล้วถามกลับไป

 

ลำดับการนั่งเรียนของพวกเธอยังนั่งเรียงกันเหมือนทุกที ข้าว เกด และเปิ้ล เรียงจากซ้ายไปขวา แต่สำหรับกลุ่มผมไม่ได้ระบุแน่นอนใครมาก่อนก็เลือกเอา เหมือนอย่างวันนี้ที่โจมาเร็วเลยนั่งข้างผมที่นั่งอยู่ทางขวา ถัดจากโจไปจึงเป็นภพและเอกที่อยู่ด้านซ้ายสุดของกลุ่ม

 

“อืม คนล่าสุดนั่นแหละ” เปิ้ลบอกด้วยน้ำเสียงเครียดๆ 

 

“แล้วมึงมีปัญหาอะไรอะ กูงง ปกติมึงก็ทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” ข้าวถามต่อ

 

“ไม่ใช่ กูรับเป็นคนๆ ไป คนก่อนๆ เขาแค่นัดกูเป็นครั้งคราว ไม่ได้เลี้ยงดูกูจริงจัง นี่มึงคิดว่าวันนี้กูนอนกับคนหนึ่ง พรุ่งนี้กับอีกคนหนึ่ง แบบนี้เหรอ นี่มึงเป็นเพื่อนกูจริงปะเนี่ยอีข้าว” เปิ้ลเสียงดังขึ้นเล็กน้อยคงไม่ค่อยพอใจเพื่อน

 

“เอ้า กูจะไปรู้มึงเหรอ” 

 

“อย่าเพิ่งทะเลาะกัน เอาสาระก่อน แล้วมึงติดอะไร ไม่อยากเป็นเด็กเสี่ยเหรอ” เกดแทรกขึ้น เป็นการสงบศึกคนสองคนได้อย่างง่ายดาย

 

“เขายกห้องหนึ่งให้กู มีเงินเดือนให้ใช้ อยากได้อะไรให้บอก เขาพูดกับกูว่าไม่รู้ว่ากูมีแฟนหรือไม่มี ถ้ามีให้ไปเลิกกับแฟนมาก่อนเพราะเขาไม่อยากมีปัญหา และเขาเป็นคนจ่ายเงิน ไม่ชอบนอนกับกูพร้อมกับใคร” 

 

“ไม่บอกก็ไม่รู้แล้วปะ” ข้าวเสนอความเห็น

 

“กูก็คิดงั้น ถ้าไม่บอก ลูกค้าก็ไม่รู้” 

 

“กูไม่เห็นด้วย” เกดค้าน

 

“ทำไม/ทำไม” สองเสียงที่มีแนวคิดเดียวกันประสานขึ้นถามโดยพร้อมเพรียง

 

“มึงไม่แฟร์กับลูกค้า เขาจ่ายเงินให้มึง เปย์มึงเต็มที่ แต่มีเงื่อนไขเดียวที่ขอ มึงก็ยังจะไปหลอกเขาอีก” 

 

“ใครจะไปยอมเลิกกับแฟนจริงๆ วะเกด” ข้าวเป็นคนถาม

 

“แสดงว่ามึงต้องเลือกไง กูไม่ได้ต้องการจะขู่ให้กลัวนะเปิ้ล แต่มึงลองคิดดูถ้ามึงหลอกเขา แล้วเขาจับได้อะ มึงไม่เละเหรอ” 

 

“แล้วทีลูกค้าไม่เห็นต้องเลิกกับเมียเลยอะ” เปิ้ลบ่นกระปอดกระแปดไม่ค่อยเห็นด้วย

 

“ขนาดมึงยังเรียกเขาว่าลูกค้าเลย ลูกค้าคือลูกค้าไงมึง เขาจะมีประวัติส่วนตัวอะไรก็ตาม นั่นเขาเป็นลูกค้า คนจ่ายเงินซื้อของจากมึง ถ้ามึงรับไม่ได้ไม่อยากเลิกกับผัวมึง ก็ไม่ต้องไปรับปากลูกค้า แค่นี้เอง” เกดอธิบายเพิ่มเติม

 

“...” 

 

“ทำไมทำหน้าแบบเดิมอีกละ” ข้าวถามอีกรอบ

 

“กูเสียดายเงินอะ ที่เขาจะจ่ายให้กูเป็นรายเดือน เดือนๆ หนึ่งสูงมากเลยนะเว้ย” เปิ้ลพูดด้วยความอาลัยในพลังตัวเลขเงินตรา

 

“กูไม่พูดแล้วนะ เหนื่อย มึงตัดสินใจยังไงเองก็แล้วกัน กูห้ามมึงไม่ได้อยู่แล้ว อาจารย์มาแล้ว” เกดตัดบทสนทนาทันที ผมจึงไม่มีโอกาสได้ฟังต่ออีก

 

พอเลิกเรียนเสร็จ โจทำตามที่รับปาก มันรีบโอนเงินให้ผมทันที ผมรีบโอนเงินต่อไปให้เจ้าหนี้แล้วโทรศัพท์หาเขาเพื่อการรับรู้ที่ตรงกันว่าผมกับเจ้าหนี้ว่าตอนนี้เราไม่ได้มีหนี้สินติดค้างคงเหลือกันอีกแล้ว ทางนั้นไม่ได้บิดพลิ้วหรือตุกติกเรื่องหนี้กับผมเลย โชคดีจริงๆ ที่อย่างน้อยเจ้าหนี้ก็ไม่กลับคำพูดที่ให้ไว้

 

ผมคุยกับอดีตเจ้าหนี้และขอร้องให้เขาปฏิเสธพ่อผมไม่ให้เข้าไปเล่นการพนันในบ่อนอีก เขาตอบว่าคงห้ามยาก ผมจึงขอร้องเขาใหม่ว่าถ้าหากพ่อหรือแม่ผมมาถามให้บอกว่าผมยังใช้หนี้ไม่หมดได้ไหม ปลายสายบอกว่าเขาทำธุรกิจแบบนี้ การที่บอกปัดลูกค้าเท่ากับเสียรายได้ แต่เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่ความยากลำบากและเคยเห็นผมมาตั้งแต่เด็ก เขาจะคอยกันไม่ให้พ่อผมเข้ามาเล่นก็แล้วกัน แต่ทั้งนี้เขาไม่รับปากนะว่าจะห้ามพ่อผมได้ทุกครั้ง

 

แค่นี้ผมก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว

 

พ่อไม่ได้มีโอกาสสร้างหนี้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ทำให้อุ่นใจพอควร

 

ผมอยู่กินข้าวเที่ยงกับเพื่อนในกลุ่มก่อน เสร็จแล้วจึงนั่งรถเมลไปร้านกาแฟ โจตบบ่าผมสองสามทีแล้วบอกให้ผมเดินทางดีๆ ถ้าเลิกงานแล้วให้บอกจะออกไปรับ แต่ผมปฏิเสธว่าผมกลับเองได้ โจจึงพูดต่อว่าถ้างั้นถึงห้องแล้วให้บอกมันด้วย มันจะได้ไม่เป็นห่วง

 

 

 

 

“สวัสดีครับพี่ปุยฝ้าย” 

 

“มาแล้วเหรอเปล รีบไปเปลี่ยนชุดแล้วออกมาช่วยพี่เร็ว วันนี้ลูกค้าเยอะมากเลย” พี่ปุยฝ้ายเป็นเจ้าของร้านกาแฟร้านนี้ เธอเป็นผู้หญิงที่จัดว่าหน้าตาดีคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่ มีแฟนหรือเปล่า แต่งงานหรือยัง แต่ผมไม่กล้าถาม กลัวโดนไล่ออก

 

“ครับๆ” ผมรับคำแล้วรีบไปสวมผ้ากันเปื้อนหลังร้าน ชุดพนักงานที่นี่เป็นฟอร์มทั่วไปคือเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีดำหรือกางเกงยีนก็ได้ ขอแค่เป็นยีนสุภาพไม่ขาดเข่า ห้ามมีรอยปะหรือลายพร้อย ผมจึงหมดปัญหาเรื่องชุดทำงานเพราะชุดนักศึกษาผมเหมาะสมแล้ว

 

ก่อนจะเดินเข้ามาในร้าน ผมมองเห็นจากข้างนอกว่ามีลูกค้าค่อนข้างเยอะตามที่พี่ปุยฝ้ายพูด โต๊ะที่มีอยู่ในร้านถูกจับจองไว้เกือบทุกโต๊ะ ผมเพิ่งมาทำงานที่นี่ได้วันเดียวเลยไม่รู้ว่าปกติแล้วที่ร้านมีคนแน่นแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า

 

“เสร็จแล้วครับพี่ปุยฝ้าย” 

 

“โอ๊ย เปล..” เธอเรียกผมเสียงหลง “พี่จะเป็นลมอยู่แล้ว ลูกค้ามาตลอดเลย มันก็ดีนะ แต่ไอ้พงศ์ ดันมาลาวันนี้น่ะสิ วันนี้ยังไงเปลอยู่ช่วยพี่จนปิดร้านเลยได้ไหม เดี๋ยวพี่ให้โอที” 

 

“ได้ครับพี่ปุยฝ้าย” พี่ปุยฝ้ายบ่นเสียยืดยาวเพราะจริงๆ หน้าที่บาริสต้าเป็นหน้าที่ของพี่พงศ์ เมื่อคนที่ประจำตำแหน่งไม่มาเธอจึงต้องรับหน้าที่นี้เอง

 

ส่วนผมยังไม่สามารถทำได้ ถึงผมจะเคยทำงานร้านกาแฟมาแล้วก็จริง แต่กาแฟมีหลายแบบ หลายชนิด การชง การบดกาแฟก็จะไม่เหมือนกันทุกร้าน ซึ่งคนที่จะมาสอนผมคือพี่พงศ์ 

 

“เอาครัวซองต์ใส่จานสองชิ้นนะ แก้วนี้อเมริกาโน่ ส่วนแก้วนี้เป็นลาเต้ร้อน เอาไปเสิร์ฟที่โต๊ะหนึ่งจ้ะ โต๊ะในสุดนะ ที่มีผู้ชายหล่อๆ กับผู้หญิงสวยๆ นั่งอยู่สองคน” 

 

“ครับ” ผมคีบครัวซองต์มาใส่จานก่อน แล้ววางลงในถาดเตรียมจะนำไปเสิร์ฟ แต่พี่ฝ้ายก็เรียกผมไว้

 

“เดี๋ยวเปล” 

 

“ครับ?” 

 

“เบาๆ เสียงแล้วก็เสิร์ฟระวังๆ ด้วย เสร็จแล้วก็รีบออกมา อ้อ ครัวซองต์น่ะ ถ้าเขาถามบอกว่าพี่ฝ้ายใจดีให้ชิมฟรีนะ” พี่ปุยฝ้ายกำชับ

 

“ครับ” ผมพยักหน้ารับคำไปพร้อมกัน

 

เมื่อเดินไปใกล้ถึงโต๊ะปลายทางผมจึงเห็นว่า จริงๆ ที่ร้านยังมีโต๊ะว่างนี่นา มีอีกสองสามโต๊ะด้านนอกก่อนจะถึงโต๊ะหนึ่งมีป้ายคำว่าจองตั้งอยู่บนโต๊ะ เหมือนแยกโต๊ะหนึ่งเป็นโต๊ะส่วนตัวเลย โต๊ะที่จองพวกนั้นใครจองกัน แล้วที่นี่มีนโยบายรับจองโต๊ะด้วยเหรอ เดี๋ยวเสิร์ฟเสร็จผมจะลองถามพี่ปุยฝ้ายดู

 

“ขออภัยที่ให้รอนานครับ ลาเต้ร้อน ไม่ทราบว่าของท่านไหนครับ” ผมถามอย่างเป็นอัตโนมัติ ยกลาเต้ขึ้นมาจากถาดอย่างระวัง

 

“ทางนี้ค่ะ” เสียงหญิงสาวที่นั่งอยู่เป็นคนตอบ ผมจึงวางแก้วกาแฟลงตรงหน้าเธอ ก่อนจะหยิบอีกแก้วไปวางตรงหน้าผู้ชายอีกคน

 

“อเมริกาโน่ครับ” ผมเห็นใบหน้าด้านข้างเขาพยักหน้ารับรู้ ตั้งใจอยู่กับแก้วในมือจนไม่ได้สังเกตลูกค้ามากนัก

 

“ส่วนจานนี้เป็นครัวซองต์ครับ” ผมวางจานครัวซองต์แล้วจึงได้มองลูกค้าทั้งสองคนเต็มตาเสียที หญิงสาวที่สั่งลาเต้ร้อนหน้าตาดีอย่างที่พี่ปุยฝ้ายบอกไว้จริงๆ ส่วนอีกคน

 

ในจังหวะที่เขาเงยหน้าขึ้นมามอง คงจะสงสัยว่าไม่ได้สั่งจานนี้ ผมสบตากับเขา คุ้นหน้าเขาเหลือเกิน เหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออก

 

“น้องคะ อันนี้พี่ไม่ได้สั่งนะคะ” 

 

“เอ่อ..ครับ” ผมรีบดึงสติกลับมา “พี่ปุยฝ้ายบอกว่าให้ลองชิมฟรีครับ” 

 

“อ๋อ คุณปุยฝ้ายใจดีตลอดเลย ฝากขอบคุณด้วยนะคะ” เธอยิ้มกว้างตอนที่บอกผม ยิ่งทำให้เธอน่ามองขึ้นไปอีก แต่ผมกลับไม่ได้สนใจเธอมากกว่าที่เป็นเพราะผมสนใจคนนั่งตรงข้ามเธอมากกว่า

 

“แล้วผมจะบอกพี่ปุยฝ้ายให้นะครับ” ผมพูดเสร็จแล้วรีบหันหลังกลับ รู้สึกถึงสายตาที่ยังจับจ้องมองมาที่หลังผมตลอดเวลา

 

“เรียบร้อยแล้วครับ เธอฝากขอบคุณพี่มาด้วย แล้วมีออเดอร์โต๊ะไหนอีกไหมครับ” ผมถามตอนที่วางถาดบนเคาต์เตอร์

 

“จ้ะ...ส่วนออเดอร์ไม่มีแล้วนะ รอแค่ลูกค้าลุกแล้วเก็บโต๊ะ เนี่ย..ลูกค้าเข้าร้านมาเยอะมากจนพี่แยกร่างไปเสิร์ฟไม่ได้เลยอะ ส่วนน้องหนูก็ง่วนเก็บโต๊ะที่ลูกค้าเพิ่งลุก” น้องหนูที่พี่ปุยฝ้ายพูดถึงคือพนักงานเสิร์ฟอีกคนของร้านครับ

 

“ครับ เอ่อ..พี่ปุยฝ้าย” 

 

“หืม” 

 

“ผมเห็นโต๊ะใกล้ๆ โต๊ะหนึ่งมีป้ายว่าจอง ร้านเรามีให้จองโต๊ะด้วยเหรอครับ” 

 

“จริงๆ ไม่มีหรอกจ้ะ แต่วันนี้พิเศษเพราะคนโต๊ะหนึ่ง” 

 

“ครับ?” 

 

“คุ้นหน้าคุ้นตาคนที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นบ้างไหม” 

 

“ผมไม่รู้จักผู้หญิงเลยครับ ส่วนผู้ชาย รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน” 

 

“เปลไปอยู่ที่ไหนมา ใช้ไม่ได้เลย เขาออกจะดัง” พี่ปุยฝ้ายบ่นพลางส่ายหน้า แต่เธอไม่ได้บ่นจริงจังเหมือนแค่แหย่เล่นเฉยๆ 

 

“ขอโทษครับ ผมไม่ค่อยได้ดูทีวี” 

 

“พี่พูดเล่นจ้ะ สาวสวยคนนั้นเป็นบก. นิตยสารแห่งหนึ่ง ส่วนผู้ชายเขาชื่อคุณคีน ลูกชายนักการเมือง วันนี้เขามาขอยืมร้านพี่เป็นสถานที่สัมภาษณ์น่ะ จริงๆ คุณคีนก็มาที่ร้านบ่อยนะ ทุกทีคนไม่เยอะแบบนี้หรอก ไม่รู้ทำไมวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ พี่กลัวจะเสียงดังเกินไปเลยไปตั้งป้ายจองเสียเลย จะได้ไม่มีคนไปวุ่นวาย” 

 

“แบบนี้พี่ปุยฝ้ายไม่เสียรายได้เหรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

 

“พี่ได้เงินแล้วจ้ะ เขาไม่ได้มาใช้สถานที่ฟรีๆ หรอก” 

 

“เหรอครับ” 

 

“อีกสักชั่วโมง เปลเข้าไปถามอีกรอบนะว่าอยากได้อะไรเพิ่มไหม คุณคีนเขาดื่มกาแฟเก่ง ดื่มแทนน้ำเปล่าเลยล่ะจ้ะ” 

 

“ตาค้างนอนไม่หลับแย่เลย” ผมห่อไหล่

 

“ถ้างานมันเหนื่อยและหนักมาก ยิ่งตอนนี้ใกล้เลือกตั้ง ทั้งหาเสียงปราศรัยด้วย กาแฟกี่แก้วก็เอาไม่อยู่หรอกจ้ะ” 

 

“คีน คิรินชา?” ผมเปรยกับตัวเอง ตอนที่พี่ปุยฝ้ายพูดว่าอีกฝ่ายเป็นลูกนักการเมือง ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี พอบอกว่ามีปราศรัย ผมถึงนึกออก

 

“รู้จักแล้วใช่ไหม คนดังก็อย่างนี้ล่ะขนาดเปลไม่ค่อยได้ดูทีวียังรู้จักเลย พี่ล่ะดีใจที่เขามาที่ร้านบ่อยๆ อาหารตาสุดๆ” 

 

“วันก่อนพรรคเขามาใช้สถานที่ที่มหา’ ลัย ผมปราศรัยครับ เพื่อนผมเป็นแฟนคลับเขา ก็เลยได้พอรู้จัก” ผมอธิบายพี่ปุยฝ้ายไปคร่าวๆ 

 

“อ๋อ อย่างนี้เอง” พี่ปุยฝ้ายบอกแล้วขอหลบไปกินข้าวสักครู่ เมื่อเธอกลับออกมาอีกครั้ง คนก็เริ่มบางตาลงแล้ว ผมกำลังเก็บโต๊ะอยู่เมื่อพี่ปุยฝ้ายมาสะกิดไหล่ผมเบาๆ

 

“เปล เข้าไปถามโต๊ะหนึ่งหน่อยนะว่าสั่งอะไรไหม พี่เห็นเขามองมาบ่อยๆ อาจจะอยากได้อะไรเพิ่ม” 

 

“ได้ครับ” ผมไม่ได้ถามกลับไปว่าถ้าอยากสั่งทำไมไม่เรียกพนักงานล่ะ ไม่มีใครมีตาทิพย์หยั่งเห็นได้หรอกนะ

 

ผมเก็บโต๊ะจนเสร็จเรียบร้อย แล้วจึงเดินเข้าไปโต๊ะในสุด

 

“ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะครับ ไม่ทราบว่ารับอะไรเพิ่มอีกไหม” 

 

“มาได้จังหวะกำลังคอแห้งอยู่พอดีเลยพี่ขอน้ำเปล่าเย็นๆ ขวดหนึ่ง น้ำแข็งด้วยนะ” 

 

“ครับ” ผมพิมพ์ออเดอร์ลงแท็ปเล็ตก่อนจะเงยหน้ามองคุณคีน “แล้วคุณผู้ชายท่านนี้ล่ะครับ รับอะไรอีกไหม” 

 

ในช่วงจังหวะหนึ่งผมคิดว่าผมคิดว่าเห็นเขายิ้มนะตอนที่ผมถามแต่ใบหน้าเขาก็กลับมานิ่งดังเดิม เจ้าตัวไม่ตอบนอกจากชี้ไปที่แก้วเปล่าตรงหน้าตัวเอง

 

“อเมริกาโน่เหมือนเดิมนะครับ” 

เขาไม่ตอบ แต่พยักหน้าว่าถูกต้องหนึ่งครั้งถ้วน ผมอยากถามกลับไปเหลือเกินว่าเป็นอะไรถึงพูดไม่ได้ เจ็บคอต้องถนอมเสียงหรือไง

 

ทุกคำอยู่ในใจผมทั้งหมด เขาเป็นลูกค้า ซ้ำยังไม่ใช่ลูกค้าธรรมดาทั่วไปเดาว่าเป็นลูกค้าวีไอพีของร้าน ไม่ใช่สิ ของพี่ปุยฝ้าย เจ้าของร้านเสียด้วย ผมบอกทวนรายการอีกหนึ่งครั้งแล้วกลับออกมา

 

เนื่องจากลูกค้าไม่ค่อยมีแล้ว พี่ปุยฝ้ายจึงอาศัยโอกาสนี้สอนผมชงกาแฟตามสูตรของร้านเสียเลย เธอบอกว่าจริงๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นสูตรประจำของร้านก็ไม่ถูกเพราะกาแฟที่คุณคีนสั่งมันไม่ใช่ตามปกติ อเมริกาโน่ในแบบคุณคีนคือกาแฟสองช็อต ผมแค่ฟังแล้วรู้สึกขมแทน

 

“ปกติคนไทยติดหวาน หลายๆ ร้านจะใส่ไซรัปลงไปตั้งแต่แรก แต่ที่ร้านไม่ใช่ จะเป็นกาแฟกับน้ำร้อน” 

 

“ครับ” เธอสอนผมแล้วก็ให้ผมยกไปที่โต๊ะหนึ่ง 

 

ผมรีบเสิร์ฟและรีบกลับ ไม่กล้าชักช้าหรือโอ้เอ้ ไม่รู้ทำไมรู้สึกแปลกๆ กับสายตาของคุณคีนทุกที

 

ชั่วโมงถัดมา พี่ปุยฝ้ายบอกให้ผมไปพักกินขนมหลังร้าน ผมทำตามโดยไม่อิดออด อยากจะหายใจให้คล่องคอจากสายตาใครบางคน แต่พอกลับออกมาโต๊ะหนึ่งก็ว่างเปล่าเสียแล้ว

 

“โต๊ะหนึ่งไปแล้วหรือครับ” 

 

“จ้ะ สัมภาษณ์เสร็จพอดี ทำเวลากันสุดๆ น่ะ คุณเคนเพิ่งมารับคุณคีนไปเมื่อกี้เอง” พี่ปุยฝ้ายนั่งอยู่หน้าเคาต์เตอร์หันมายิ้มให้ผม

 

“คุณเคน?” 

 

“อ้อ..เปลอยู่หลังร้านไม่ทันเห็นสินะ เสียดาย..เทพบุตรเลยนะคนนั้น ไม่เป็นไร ไว้เดี๋ยวก็มีโอกาสเห็นเองจ้ะ ทั้งคู่มาที่ร้านบ่อย” เธอทำท่าและพูดด้วยน้ำเสียงหลงใหลในตัวเจ้าของชื่อนั้นมากพอควร

 

“อ่าเหรอครับ” 

 

“ทำหน้างงเชียว คืออย่างนี้ คุณเคนเป็นผู้ช่วยคุณคีน ทำงานให้คุณคีนมานานแล้ว นานจนบางทีพี่ก็ลืมว่าทั้งคู่เป็นเจ้านายลูกน้องกัน” พี่ปุยเฝ้าเล่าไปด้วย หัวเราะไปด้วย 

 

“ทำไมครับ” 

 

“คุณเคนพอเข้ามาในร้านได้ก็ล้งเล้งเลยเชียว คุณคีน เธอสายจ้ะ” 

 

“สาย?” 

 

“ใช่ ดูเหมือนจะต้องออกไปจากร้านตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้วแล้วล่ะนะ แต่ยังไม่ออกไป พี่เดาเอาเองนะว่างานคงยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่คุณเคนเธอคงรอไม่ได้แล้วจนต้องเข้ามาลากตัวคุณคีนออกไป โชคดีที่สัมภาษณ์เสร็จทัน แต่จะพูดก็พูดเถอะนะ ลูกน้องที่ไหนจะมายื้อยุดฉุดแขนเจ้านาย ถ้าไม่สนิทกันจริงไหมจ้ะ” 

 

“ไม่รู้สิครับ อาจจะมีงานคงด่วนรออยู่ก็ได้นะครับ” ผมได้แต่หัวเราะแห้งๆ กลับไป เพราะไม่รู้จักพวกเขาสองคนเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาเลย ยิ่งไม่รู้จักเข้าไปใหญ่ 

 

“พี่ก็ไม่รู้ แต่เห็นคุณคีนบอกพี่ว่า ตอนบ่ายๆ ต้องไปต่างจังหวัดต่อ ไปช่วยพ่อเขาหาเสียงน่ะ” 

 

“เขาก็ลงสมัครด้วยเหรอครับ” 

 

“เปล่าจ้ะ ไปช่วยอย่างเดียว ไม่ยอมเล่นการเมือง” 

 

“แต่วันนั้นที่มหา’ ลัย เขาก็นั่งอยู่บนเวทีนะครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

 

“อย่างนั้นแหละจ้ะ หน้าตาของพรรค” พี่ปุยฝ้ายหัวเราะคิกคัก ผมไม่เข้าใจว่าพี่ปุยฝ้ายหัวเราะทำไม

 

ช่วงเย็นคนไม่ค่อยเยอะแล้ว ผมจึงนั่งว่างพอสมควร พอเห็นโต๊ะหนึ่งก็ไพล่นึกไปถึงคนที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นเมื่อช่วงบ่าย

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน พอได้มองชัดๆ ใกล้ๆ แล้วเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์ ชั่วขณะหนึ่งผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่นิสัยแย่จริงๆ เพิ่งจะหลงใหลเสียงมิสเตอร์เคในตอนเช้า พอตกเย็นกลับนึกถึงเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อน

 

ผมหายใจเข้าปอดอย่างแรง สะบัดหัวไล่ความคิดเหล่านี้ออกไป

 

“เป็นอะไรไปน่ะ” พี่ปุยฝ้ายทักพร้อมกับท่าทีขำขันเมื่อเห็นผมสะบัดหัวไปมา

 

“เปล่าครับ พอดีผมคิดอะไรฟุ้งซ่านน่ะครับเลยสะบัดหัวไล่มันออกไป” 

 

“ตลกจังเลยนะเราเนี่ย เอ้า..วันนี้คงไม่มีอะไรแล้ว เปลกลับบ้านเถอะจ้ะ นี่พี่ก็เพิ่งให้น้องหนูกลับไปเดี๋ยวนี้เอง” 

 

“แล้วพี่ล่ะครับ” 

 

“พี่อยู่เคลียร์เงินอีกสักพักก็จะกลับแล้วเหมือนกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องโอทีนะพี่บวกไว้เรียบร้อยแล้วจ้ะ” 

 

“ขอบคุณครับ ถ้างั้นเจอกันพรุ่งนี้นะครับพี่ปุยฝ้าย” 

 

“จ้ะ กลับบ้านดีๆ นะเปล พรุ่งนี้เจอกัน” 

 

ผมเดินไปในห้องหลังร้าน ถอดผ้ากันเปื้อนออก พี่ปุยฝ้ายบอกว่าผ้ากันเปื้อนใช้เสร็จแล้วหย่อนลงในตะกร้า จะมีคนมารับไปซักให้เอง ส่วนผืนใหม่ก็หยิบออกจากลิ้นชักในตู้ได้เลย

 

ออกมาลาพี่ปุยฝ้ายอีกครั้งแล้วก็ไปยืนรอรถเมลกลับห้อง ผมแวะซื้อข้าวมื้อเย็นตรงหน้าปากซอยที่พัก พอถึงห้อง วางข้าว กระเป๋าสะพายเรียบร้อย จึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาตั้งใจจะบอกโจว่าถึงห้องแล้ว ตามคำบัญชาของมัน แต่ผมดันเห็นข้อความหนึ่งเสียก่อน

 

ผมกดเข้าไปดูข้อความ มันเป็นข้อความมาจากธนาคารแจ้งว่ามียอดเงินถูกโอนเข้ามาจำนวนสองหมื่นบาท ผมตกใจเงินจากที่ไหน ไม่ใช่เงินจากโจแน่ๆ เพราะมันให้ผมยืมมาแล้วและผมก็โอนไปให้อดีตเจ้าหนี้แล้วด้วย หรือว่าจะมีคนโอนผิด ผมเตรียมจะโทรไปแจ้งธนาคารว่ามีคนโอนเงินมาผิดบัญชี แต่ก็เห็นข้อความถัดมาเสียก่อน

 

 

 

‘Bonus..Mr.K’  

 

 

 

 

 

===================== 

อย่างที่เคยเกริ่นในตอนแรก เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจวางพล็อต แต่มาจากความอยากเขียนแบบไม่มีพล็อต

หากมีตรงไหนส่วนใดที่ดูแปลกๆ ไม่สมเหตุผลไปบ้าง

เขมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ติดตามพูดคุยกันได้ที่นี่ค่ะ

Facebookและ Twitter 

ความคิดเห็น