Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 4 : จุดหมายที่เฝ้ารอ

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 4 : จุดหมายที่เฝ้ารอ

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.6k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2562 21:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 4 : จุดหมายที่เฝ้ารอ
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 4 : จุดหมายที่เฝ้ารอ 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“ในหัวคุณมีแค่เรื่องนี้หรือไง?”

 

“มีเรื่องกินวาฬกับโลมาด้วยที่รัก” ผมแทบจะผลักเขาลงทะเลไปตอนได้ฟัง เพราะนอกจากจะพูดจากวนประสาท ยังจะมายักคิ้วยียวนใส่ เสียดายที่ทำไม่ได้ ผมเลยเลือกที่จะขึ้นไปนั่งบนเรือดีๆ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวเองจะได้ไม่เป็นปอดบวมตาย

 

และต้องขอบคุณที่ผมบอกให้ดายกับดีแลนพกเสื้อผ้าตัวเองมาเยอะๆ

 

ก็ตอนเขากลายร่าง เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ผมซื้อให้ขาดหมดเลย

 

รวมถึงอันเดอร์แวร์ 

 

ผมคุยกับดีแลนไปเรื่อยๆ ไม่ลืมคอยสังเกตดายเป็นระยะๆ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่า เขาดูมีความสุขมากกับการได้ว่ายน้ำขณะที่ลากเรือของผมไปด้วยกัน มีบางครั้งที่เขาหยุด ว่ายวนซ้ายวนขวาเดาว่าน่าจะไม่มั่นใจในเส้นทาง ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไรเขา

 

อีกส่วนคือดีแลนไม่ให้ทำ เขาขอให้เชื่อใจในตัวดายว่าจะพาเราไปถึงเกาะสวรรค์ก่อนพลบค่ำ

 

ผมก็ภาวนาขอให้เป็นแบบนั้น หรือต่อให้เราไม่ได้ไปเกาะสวรรค์ ผมก็ไม่โทษเขานะ ผมขอแค่ไปที่ไหนก็ได้ที่เราได้อยู่ด้วยกัน ยิ่งเป็นเกาะที่ติดทะเลก็ยิ่งดี

 

ผมอยากให้พวกเขาใกล้ชิดน้ำน่ะ

 

“ดูเหมือนดายจะว่ายช้าลงนะ”

 

“เขาเป็นอะไรหรือเปล่า” ผมถามอย่างหวั่นใจ ชะโงกหน้าลงไปใต้ทะเลเพื่อมองเจ้าของฟันกรามขนาดใหญ่ที่หันมาหา เขาเอาจมูกกระแทกเรือเบาๆ ส่งผลให้มันโคลงไปมา พาให้คิ้วของผมขมวดกันแน่นต่างจากคนน้องที่กะพริบตาปริบๆ ราวกับสื่อสารกับเขาอยู่ “มีอะไรเหรอดีแลน เกิดอะไรขึ้นกับเขา”

 

“ผมคิดว่าเขาน่าจะเจออะไรบางอย่าง”

 

“มีอะไรอยู่ใต้น้ำเหรอ?” ผมเลียปาก ความรู้สึกไม่ดีจู่โจมจนต้องเพ่งเล็งไปใต้น้ำ “ดาย ขึ้นมาก่อนเถอะนะ ผมไม่สบายใจเลย”

 

ปึง !

 

“เฮ้” ผมประท้วงเมื่อเจ้าฉลามยักษ์กระแทกเรือผมเป็นการตอบรับ “เขาทำอะไรของเขา ทำไมไม่คืนร่างมาคุยกันดีๆ”

 

“สงสัยเขาอยากให้คุณเซอร์ไพรส์กับเรื่องดีๆ”

 

“หา?”

 

“มองตรงไปข้างหน้าสิ ผมคิดว่าเรามาถึงแล้วนะ” คิ้วของผมยังไม่หยุดขมวด ทว่าก็ต้องยอมเลื่อนสายตามองตรงไปข้างหน้า เวลานี้ดวงตะวันเคลื่อนตัวลงต่ำ ฉายแสงผ่านภูเขาที่ตั้งเด่นอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ผมขยี้ตานิดหน่อยกลัวว่าตัวเองจะเมาแดดจนเห็นภาพหลอนไป จากนั้นก็ตั้งใจมองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ตาดฝาดไป

 

ห่างจากจุดที่เรือลอยอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก มีเกาะนึงที่ประดับด้วยหาดทรายสีขาวกับทะเลใส ล้อมรอบด้วยแมกไม้หลากสีที่ดึงดูดสายตายิ่งกว่าอะไร หากมองไปทางซ้ายก็จะเจอกับน้ำตกขนาดใหญ่ ผมไม่ได้ยินเสียงน้ำไหล แต่ก็มั่นใจว่ามันคงจะน่าฟังไม่ต่างจากคลื่นลมทะเล

 

“นั่นมัน…”

 

“เกาะสวรรค์”

 

“พระเจ้า”

 

“ผมพาคุณมาถึงแล้วนะทูนหัว” ผมหลุบตามองดายที่คืนร่างกลับมาตอบ เขาลอยตัวอยู่ในน้ำ ยกยิ้มที่ชวนให้จับตามองให้ “คุณไม่เสียใจที่เชื่อใจผมใช่ไหม?”

 

“ตอนแรกผมก็แอบตงิดใจ”

 

“…”

 

“แต่ตอนนี้ผมดีใจที่เชื่อใจคุณ” ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่หวานไม่แพ้กัน ดายเลยว่ายย้อนมาด้านหลัง ไม่ลืมเก็บเชือกขึ้นมาบนเรือแล้วส่งให้ดีแลนจัดการต่อ ส่วนเขาผมก็รีบหยิบผ้าไปพันตัวให้ กลัวใจว่าปลาแถวนี้จะหัวใจวายเมื่อเจออะไรที่ใหญ่กว่า

 

ต่างจากเจ้าตัวที่ไม่หยี่หระ เขาดูจะอยากขับเรือเข้าไปหาฝั่งเร็วๆ ซึ่งผมก็จัดให้

 

“แต่งตัวซะ เดี๋ยวทีเหลือผมจัดการให้”

 

“เดี๋ยวผมขับให้ก็ได้”

 

“ดีแลน”

 

“คุณเช็ดตัวให้ดายไปเถอะ” ร่างสูงหอมหัวผม ดันหลังให้เข้าไปช่วยดายใส่เสื้อผ้า ส่วนตัวเองก็รีบไปทำหน้าที่คนขับ พาเรามุ่งตรงไปยังเกาะที่ผมยังไม่เห็นคนอยู่อาศัยเท่าไหร่นัก อาจจะเพราะเราอยู่ไกลเกินไปเลยมองเห็นแค่สภาพแวดล้อมรอบนอก พอเข้าไปใกล้หน่อยก็จะเจอกับหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่

 

เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ต้องเดินจากหาดขึ้นไป

 

ผมว่ามันก็ไม่ได้ดูกันดานอย่างที่คิดไว้ กลับกันมันก็ไม่ต่างจากเกาะทั่วไปที่เราเคยไปเที่ยวกันมา

 

เผลอๆ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากที่นี่ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยเท่าที่ผมกวาดตา มีเรือเราแค่ลำเดียวที่จอดอยู่ตรงท่า ดีแลนไปผูกเรือไว้กับเสา ทำให้แน่ใจว่าพายุจะไม่มาหอบมันไปไหน ผมจัดเสื้อผ้าให้ดายรวมถึงเช็คความเรียบร้อยจนพอใจ

 

พลันก็ต้องชะงักเมื่อดายก้าวลงไปเหยียบพื้นทราย

 

“อุ่นจัง” เขาพูดเสียงแผ่ว นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมองจากแผ่นหลังเขาแล้วสัมผัสได้ถึงความสุข ดีแลนอุ้มผมลงมาจากเรือ พาผมมายืนข้างกายคนเป็นพี่ที่ไล่สายตามองไปทั่ว คาดว่าน่าจะกำลังเปรียบเทียบความเป็นจริงกับความทรงจำในอดีตอยู่

 

ผมเองก็ทำแบบนั้น ยอมถอดรองเท้าเพื่อสัมผัสทรายอุ่นๆ มันระยิบระยับยามตะวันทอแสง หยาดใสในทะเลก็เช่นกัน พวกมันส่งเสียงน่าฟังยามลมพัดผ่าน สีของมันก็ใสกว่าแถวบ้านเรามาก จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าที่นี่ไม่เคยมีเรือเข้ามาทำการค้าด้วยหรือไง

 

มากกว่านั้นคือได้ยินเสียงโลมามาแต่ไกล พอหันหลังไปดูก็พบว่ามีโลมาฝูงใหญ่กำลังว่ายระคนกระโดดมาทักทาย เสียงแหลมสูงนั้นทำให้ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะคว้าแขนดีแลนไว้

 

“นั่นไม่ใช่มื้อเย็นของคุณ”

 

“ตัวเดียวก็ไม่ได้เหรอ คุณก็ได้ยินมันส่งเสียงเรียกผม”

 

“มันก็แค่ทักทายผู้คน มันไม่เรียกฉลามไปกินมันหรอก” ผมกดเสียงดุ ทำใจแข็งใส่คนที่แทบจะคุกเข่าอ้อนวอนผม เพิ่งจะคุยกันไปหยกๆ ว่าในหัวเขาไม่มีเรื่องอื่นบ้างหรือไง นี่ถ้าเขากลายร่างว่ายไปกินพวกมันนะ ฮันนีมูนคงกลายเป็นแดนสังหาร

 

แย่กว่าคืออาจจะมีคนในหมู่บ้านเห็นเขาเข้าแล้วขับไล่เรา

 

ผมไม่อยากเห็นสามีตัวเองถูกเอาไปทำซูชิย่างหรอกนะ จะบอกให้

 

“แล้วคุณคิดว่าไง” ผมหันไปถามดาย ยังไม่ปล่อยแขนออกจากคนน้อง “มันเหมือนกับที่จินตนาการไว้ไหม”

 

“มันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่”

 

“นั่นแปลว่าดีไหม?”

 

“ดีสิ มันดีมาก”

 

“…”

 

“เพราะคุณจะได้รู้จักผมตอนอยู่ที่นี่มากขึ้นไง”

 

“พี่ตัดซีนผมรอบที่สองแล้ว” ดีแลนดักคอ ยู่ปากเล็กน้อยเพราะตัวเองไม่มีอะไรให้อวด ผมจึงลูบหลังเขาน้อยๆ ปลอบประโลมที่เราไม่ได้เลือกบ้านเกิดของเขา ถ้ามีโอกาสผมก็อยากไปเหมือนกัน แต่ตอนนี้ขอชื่นชมบรรยากาศที่นี่ก่อน “แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ จะนอนอยู่บนเรือรอใครสักคนมาเจอหรือว่าจะไปหาใครสักคนมาช่วยนำทางให้?”

 

“ผมว่าไปบ้านของดายก่อนดีไหม แล้วถ้ามีปัญหายังไง ก็ค่อยไปที่หมู่บ้าน”

 

“หวังว่าที่นี่คงไม่ใช่หมู่บ้านกินคนเหมือนในหนังนะ”

 

“คงไม่ร้ายเท่าคุณกินพวกเขาหรอกจริงไหม?”

 

“พูดอย่างนี้ทำผมอยากจะอุ้มคุณไปน้ำตาซะตอนนี้เลยให้ตาย”

 

“เราจะไม่ทำอะไรกันจนกว่าจะขนของเรียบร้อยครับ คุณดีแลน”

 

“พี่รีบพาเราไปเลย” ดายส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม ดูเอ็นดูขณะเดียวกันก็เหนื่อยหน่ายกับน้องชายเจ้าปัญหา มือหนาเอื้อมมาจับมือผมไว้ ซึ่งผมก็จับมือดีแลนไว้อีกข้าง ดายพาเราเดินไปตามเส้นทางที่มีคนปูทางเอาไว้ หนำซ้ำยังมีไฟประดับ ถ้ามาดูตอนกลางคืนอาจจะสวยมากก็ได้

 

ผมอยากเห็นแล้วว่าเกาะนี้จะเป็นยังไง สงสัยจะต้องหาโอกาสมาเดินรอบเกาะ

 

เราสามคนเดินกันมาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดพัก มีแวะดูนั่นดูนี่บ้างตามประสา จริงๆ มันก็เป็นเกาะที่ใหญ่อยู่นะ เดินวันเดียวคงไม่ไหว ดายนำทางเรามาตรงน้ำตก เสียงของมันน่าฟังอย่างที่ผมคาดไว้ ถัดมาหน่อยก็เป็นสถานที่ที่ทำให้ดายหยุดฝีเท้าที่จะก้าวเดินต่อไป

 

พอไล่สายตาดูก็พบว่ามันเป็นบ้านที่ไม่ได้รับการดูแลเท่าไหร่

 

หากแต่กลับเรียกรอยยิ้มของดายออกมา

 

“ถึงแล้ว บ้านของพวกเรา”  

 

“นี่คือบ้านเก่าคุณเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถาม กะพริบตาปริบๆ มองสภาพบ้านที่ดูแล้วคงจะต้องได้รับการทำความสะอาดอย่างหนัก ดายบอกว่าอยู่ที่นี่ไม่นานแล้วก็ย้ายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเจอกับแม่ของดีแลน บ้านหลังนี้ถึงไม่ได้รับการดูแลจากใคร

 

ซึ่งพอถามไป เขาก็ทำเพียงแค่พยักหน้า จากนั้นก็ตรงเข้าไปดึงพวกเถาวัลย์ที่พันตามระเบียงบ้านเขาออกไป แน่นอนผมกับดีแลนก็เข้าไปช่วย ปล่อยให้ดายเขาหาทางเปิดประตูเข้าไปด้านใน และด้วยความที่ไม่ได้อยู่ที่นี่นาน กลอนประตูมันก็ขึ้นสนิมจนกุญแจชนิดไหนก็ใช้ไม่ได้

 

เขาเลยใช้วิธีการกระแทกตัวเองเข้าไป

 

ผัวะ !

 

ประตูไม้แทบหักครึ่งเลย บ้าจริง!

 

“คุณเป็นไรไหม?”

 

“ไม่ ผมสบายดี” ดายว่าอย่างไม่หยี่หระขณะเดินเข้าไปในบ้าน นาทีนั้นผมได้แต่ร้องว้าว ภายนอกมันอาจจะดูไม่น่าจดจำเท่าไหร่ หากแต่ภายในกลับแตกต่าง ข้าวของทุกอย่างยังอยู่ครบ มีเตียงนอนสีขาวที่เปื้อนฝุ่นผงนิดหน่อยคล้ายกับว่ามีคนคอยดูแลข้างในให้ มีห้องน้ำที่ต้องเข้าไปเช็คว่าใช้ได้ไหม ที่แน่ๆ มีครัวติดแค่ว่าต้องหาไฟมาใช้

 

ดายเดินลูบโต๊ะที่ตั้งไว้กลางบ้าน น่าจะเป็นโต๊ะกินข้าวตอนเขาอยู่ที่นี่

 

“พวกอุปกรณ์ไฟฟ้าน่าจะใช้ไม่ได้แล้ว” ดีแลนพูดเนื่องจากลองกดสวิทช์แล้วพบว่าไฟไม่ติด แน่ล่ะ เขาหายตัวไปเป็นสิบๆ ปี ของพวกนี้จะใช้ต่อได้ยังไงกัน “บางทีเราอาจจะต้องไปยืมไฟฟ้าจากคนในหมู่บ้านมาใช้”

 

“ไม่ก็จุดไฟเอา มีตะเกียงอยู่ตรงนั้นและผมก็พกไฟแช็กมา”

 

“ไหนคุณบอกว่าเลิกสูบบุหรี่แล้วไง?”

 

“พกไฟแช็กไม่ได้แปลว่าสูบบุหรี่ครับ” ผมสวนกลับกลอกตาเล็กน้อยใส่ข้อหากล่าวหา จากนั้นก็หยิบไฟแช็กที่พกไว้ออกมาแล้วยื่นให้เขารับช่วงต่อ ดีแลนหรี่ตาลงมองเป็นการจับผิดผม เขาไม่ไหวใจกลัวว่าผมจะหลอกอะไรอีก

 

ทีไอ้เรื่องที่พูดจริงล่ะไม่ค่อยเชื่อกัน ไอ้เรื่องที่พูดขำๆ ล่ะเชื่อกันจังเลย

 

“แล้วเราจะเอาไงต่อ คุณจะเดินสำรวจบ้านหรือว่าเราจะเริ่มทำความสะอาดกัน?” ผมถามดายหลังจากเห็นว่าเขาเดินเข้าออกห้องนั้นห้องนี้ไม่ยอมหยุด ผมรู้นะว่าเขาคิดถึง อยากจะตรวจสอบทุกที่ที่ไปได้ แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้ขนของกันมาไง อีกไม่นานก็จะมืดแล้วด้วย ถ้าให้ขนของตอนกลางคืนคงลำบาก

 

ยิ่งไปกว่านั้นเราก็ต้องทำความสะอาด บางทีเราคงต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้านเอา

 

“ไปขนของก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาทำความสะอาด”

 

“งั้นพวกคุณไปขนของมานะ ผมจะไปยืมอุปกรณ์จากคนในหมู่บ้าน” ว่าพร้อมเตรียมเดินออกจากบ้านไป ทว่าดีแลนกลับรั้งแขนผมไว้ซะก่อน

 

“รอเดี๋ยวราชินีของผม นี่คุณจะไปคนเดียวโดยไม่รอพวกเรา?”

 

“เราแบ่งหน้าที่กันแล้ว และถ้าเรามัวแต่รอกัน วันนี้ก็คงไม่ได้นอนในบ้าน”

 

“แต่ผมไม่โอเคที่คุณจะไปหมู่บ้านนั้นคนเดียว เราไม่รู้ว่าไว้ใจใครได้บ้าง”

 

“ดีแลนพูดถูกนะ ถึงในความทรงจำผม พวกเขาจะใจดีมาก แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น”

 

“ตกลงคือผมต้องรอพวกคุณขนของก่อนใช่ไหมแล้วเราค่อยไปด้วยกัน?” ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน พาให้ผมถอนหายใจออกมา “เสียเวลามากกว่าเดิม”

 

“ไม่เสียเท่าไหร่หรอก” ดีแลนหอมแก้มผมก่อนจะเดินออกจากบ้านไปกับดาย “คุณรออยู่ที่นี่ก็ได้ เก็บของที่มันใช้ไม่ได้ทิ้งไปก่อน ส่วนผมกับดายก็จะรีบขนของแล้วรีบกลับมาหา”

 

“ให้ตายสิ”

 

“อดทนรอหน่อยนะทูนหัว” ไม่รู้ว่าตัวเองกลอกตาเป็นรอบที่เท่าไหร่ แต่เจอคำพูดนั้นของดายไปผมก็ได้แค่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ดีแลนคืนไฟแช็กให้ผม ไม่รู้ว่าอยากให้ผมจุดตะเกียงหรือเผาบ้านเล่นรอพวกเขากลับมา ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำอะไรบ้าๆ หรอก แค่เริ่มทำความสะอาดปล่อยให้พวกเขาไปขนของกันมาเท่านั้น

 

บอกตามตรงว่ามันค่อนข้างหนัก ผมต้องดึงบรรดาพฤกษาที่เลื้อยมาพันระเบียง หน้าต่าง และทุกๆ ที่ออก ปัดกวาดเช็ดถูในบ้าน ดีที่อยู่ใกล้น้ำตกและมีถัง ผมเลยเดินไปตักน้ำมาเช็ดพื้น เช็ดกระจกได้ ส่วนประตูนี่ไม่รู้จะทำยังไง มันมีไว้แค่กันยุงเข้าเองเท่าที่ผมตรวจสภาพ

 

ที่สำคัญคือหลังคา ผมพยายามเพ่งมองว่ามีตรงไหนรั่วซึมบ้าง คือถ้าฝนไม่ตก เราก็พออยู่กันได้ แต่ลองคิดว่าฝนตกแล้วหลังคารั่วดูสิ

 

เราจะเห็นเมกาโลดอนสองตัวกับมนุษย์โง่ๆ ลอยน้ำลงทะเลไป

 

“โซล ดูสิพวกเราเจออะไร”

 

“หืม?”

 

“มีคนให้สีทาบ้านพวกเรามาล่ะ” ผมหันขวับตอนได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง ดีแลนชูถังสีขาวกับอีกสีให้ผมดูเพื่อบอกให้รู้ว่าเขาได้อะไรมาหลังจากขนกระเป๋าเสร็จ “เราแวะเข้าไปในหมู่บ้านตอนย้อนกลับไปเช็คว่าลืมอะไรไว้ที่เรือไหม แล้วก็บอกเขาว่าเราอาจจะต้องตกแต่งบ้านใหม่ เขาเลยให้สีมา”

 

“พวกเขาใจดีจัง”

 

“เดี๋ยวพวกเขาจะมาดูเรื่องไฟฟ้าให้ด้วย คืนนี้เราจะได้มีไฟใช้” ดายว่าพร้อมวางกระเป๋าใบสุดท้ายลงในบ้าน เข้ามาช่วยผมเอาผ้าปูที่นอนไปสะบัด “วันนี้เราอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยนะ ถ้าคุณไม่ไหวก็ไปพักก่อนได้ เดี๋ยวผมจัดการเอง”

 

“ได้ไงกัน มาถึงขนาดนี้ก็ต้องช่วยกันให้เสร็จสิ”

 

“…”

 

“ผมไม่ทิ้งให้พวกคุณทำกันอยู่สองคนหรอก” รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา ตามมาด้วยจุมพิตที่แนบสลิบบนหน้าผากผมแทนคำขอบคุณที่ช่วยเหลือกัน ผมส่ายหน้าคล้ายเอ็นดูเขา ก่อนจะไล่ให้ไปช่วยกันทำความสะอาดต่อ ไม่นานนักก็มีคนจากหมู่บ้านมาช่วยเหลือเรา ทั้งตกแต่ง ทั้งทำความสะอาด ไหนจะติดตั้งเครื่องปั่นไฟให้

 

เรียกได้ว่าผ่านในเวลาไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็เนรมิตบ้านหลังนี้ให้เหมือนใหม่

 

ทำเอาผมไม่รู้จะตอบแทนพวกเขายังไง นอกจากขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“ขอบคุณนะครับที่มาช่วยพวกเรา ถ้าไม่ได้พวกคุณ คืนนี้เราคงได้นอนนอกบ้าน”

 

“ไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่ม อยู่ที่นี่เราก็ต้องช่วยเหลือกัน” ตัวแทนของทุกคนในหมู่บ้านพูดด้วยความอบอุ่น ผมสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนจากน้ำเสียงของเขา “ถ้ามีอะไรที่อยากให้เราช่วยเหลือก็ไปที่หมู่บ้านได้นะ พวกเรายินดีทำให้ทุกอย่าง”

 

“แค่มาช่วยซ่อมแซมบ้าน ก็เป็นพระคุณมากแล้วครับ”

 

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” ดายตอบกลับเป็นการเสริมทัพผม พลันก็ชะงักเมื่อเด็กสาวตัวเล็กยื่นดอกไม้สีแดงที่ผมไม่แน่ใจนักว่ามันคือดอกอะไรให้ มันดูเหมือนกล้วยไม้ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ “ให้เหรอ?”

 

“ใช่ค่ะ เป็นของขวัญที่พวกพี่แต่งงานกัน”

 

“อะ...”

 

“ที่นี่เราให้ดอกไม้นี้เป็นสัญลักษณ์ของคู่ชีวิตน่ะ” ชาวบ้านคนเดิมตอบแทนลูกสาว เล่นเอาทั้งผม ทั้งดายหันมามองหน้ากันอย่างสงสัยว่าเขารู้ได้ไงว่าเราแต่งงานกัน จะว่าดูจากแหวนก็ไม่น่าจะเดาได้ขนาดนั้น อีกอย่างก็ไม่มีผู้หญิงมากับเรา เขาไม่น่าจะพูดเรื่องพวกนี้ได้

 

กระทั่งดีแลนหัวเราะใส่

 

“ผมบอกพวกเขาน่ะว่าเรามาฮันนีมูน”

 

เจอตัวการแล้ว

 

ผมพ่นลมหายใจทิ้งก่อนจะใช้แขนสะกิดให้ดายรับดอกไม้จากเด็กสาวคนนั้นไว้ เจ้าตัวก็นิ่งชะงักดูจะไม่ชินกับการที่มีคนมอบของให้ ถึงอย่างนั้นก็ยอมย่อตัวคุกเข่าลงเพื่อรับดอกไม้ไว้ หนำซ้ำยังมอบรอยยิ้มให้ สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมจากคนที่ให้ของ

 

“ขอบคุณนะ”

 

“ยินดีค่ะ” เธอตอบก่อนที่บรรดาคนในหมู่บ้านจะขอตัวลากลับ เนื่องจากตอนนี้ก็เริ่มจะค่ำแล้ว มันคงไม่ดีถ้าพวกเขาจะกลับดึกกัน เราสามคนเลยยืนรอจนพวกเขาหายลับ เพิ่งสังเกตว่าพวกเขาเอาคบเพลิงไม้ไผ่มาตั้งเรียงไว้ตามทางเดินของบ้านเรา คงคิดเผื่อว่าถ้ามีปัญหาพวกเราจะได้วิ่งเข้าหมู่บ้านได้ถูกทาง

 

“พวกเขาใจดีจังคุณว่าไหม?” ผมหันไปถามสองหนุ่ม นานแล้วที่ในชีวิตผมไม่เจอคนดีๆ แบบนี้เข้ามาบ้าง “นี่ถ้าไม่ได้พวกเขาเราคงต้องนอนในเรือกัน”

 

“ต้องขอบคุณผมที่บอกเขาว่าเรามาฮันนีมูนกัน”

 

“นายตัดซีนฉัน”

 

“พี่ตัดซีนผมมาสองรอบแล้ว” ข่มกันไปมาให้ผมส่ายหัวอย่างระอา แต่ก็เป็นอะไรที่น่ารักไปอีกแบบ “แต่พอบ้านเสร็จ มันก็สวยอย่างที่พี่ว่า คืนนี้พวกเราก็คงหลับสบายกัน”

 

“ก่อนจะหลับ ผมว่าคุณควรไปอาบน้ำก่อนนะดีแลน เหงื่อออกขนาดนั้น ผมไม่ให้คุณขึ้นไปนอนบนเตียงหรอกนะ”

 

“จริงสิ ผมลืมไปเลยว่าพวกเรายังไม่ได้อาบน้ำกัน” ดีแลนเบิกตากว้าง ทำเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญได้ “งั้นพวกเราไปอาบกันเลยดีไหม เดี๋ยวดึกแล้วยุงจะกัด”

 

“เอาสิ ผมก็อยากอาบน้ำเหมือนกะ...”

 

“จากนั้นพวกเราค่อยมีอะไรกัน”

 

“!!!!”

 

“แต่จะทำกันที่น้ำตกเลยก็ได้นะ ดาวเต็มฟ้า มีคบเพลิงตั้ง บรรยากาศชวนให้ทำชะมัดเลย”  

 

“มีแค่คุณต่างหากที่คิดแบบนั้น ผมไม่คิดเลยสักนิด”

 

“ไม่ใช่แค่ผมหรอก ดายเองก็คิด”

 

“หา?”

 

“ใช่ไหมพี่ พี่ก็เห็นด้วยกับผมใช่ไหม?” ดีแลนหันไปขอความคิดเห็นจากพี่ชายที่เดินเอาดอกไม้ไปวางไว้ตรงระเบียง รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง พลันก็เลื่อนสายตากลับมาตอนน้องชายขอการเสริมทัพ ไม่มีอะไรหลุดออกมาจากปากของเขา มีเพียงแค่การเดินมายืนซ้อนทัพอยู่ด้านหลังผม

 

“คุณยังมีแรงเหลือไหมทูนหัว”

 

“ถามทำไม?” ผมหรี่ตาใส่ จับผิดเขาแบบเห็นได้ชัด “คุณจะเข้าข้างดีแลนงั้นเหรอ?”

 

“เปล่า ผมก็แค่ถามดู”

 

“...”

 

“แต่อุ้มคุณไปเลยน่าจะง่ายกว่า”

 

“เดี๋ยว...!” ไม่รอให้ผมห้ามปรามคนใจร้ายก็ช้อนร่างผมเข้าไปในอ้อมกอด พาตรงไปยังน้ำตกที่ส่งเสียงเรียกร้องให้เราทั้งสามไปที่นั่น ดีแลนยิ้มร่า เขารีบเดินตามหลังมาด้วยความเร็วแสง ผมไม่คิดเลยว่าดายจะเห็นด้วยกับน้องชายเขา นึกว่าเขาเหนื่อยจนอยากจะพักซะอีก

 

หรือมีแค่ผมคนเดียวที่คิดแบบนั้น ส่วนพวกเขาก็จ้องจะหาโอกาสกินผมอย่างเดียว?

 

และผมก็ได้รับคำตอบตอนที่ดายโยนผมลงในบ่อ

 

ตู้ม !

 

หยาดใสกระจายตัวแต่เพราะนี่มืดแล้วเลยไม่เห็นว่ามันกระจายไปถึงตรงไหน รู้แค่ว่าความหนาวเย็นโอบกอดผมไว้ ตามมาด้วยละอองใสจากน้ำตกที่มาจากเขาด้านหลัง ผมถีบตัวขึ้นมาหายใจ ว่ายห่างออกมาหน่อยจะได้ไม่โดนแรงจากน้ำที่ตกลงมากดทับ

 

ต่างจากดายและดีแลน พวกเขาถอดเสื้อออกก่อนจะโดดลงมาหาผม

 

“ได้ตัวแล้ว” คนน้องหัวเราะเมื่อว่ายมากอดผมไว้จากด้านหน้า รั้งผมให้เขาไปหาใช้แขนเป็นตัวรองรับสะโพกเพื่อยกตัวผมให้สูงขึ้นกว่าเขานิดหน่อย ขณะที่ดายขอว่ายไปรอบๆ ก่อน ดูเขาจะอยากสัมผัสน้ำเย็นๆ หลังจากทนตากแดดมาทั้งวัน เห็นแบบนั้นดีแลนเลยขยับตัวให้ผมขี่หลัง แล้วพาผมว่ายตามดายที่ยกยิ้มออกมา “จะหนีไปไหนคุณพี่ชาย ผมพาคุณภรรยามาหาแล้ว”

 

“โว้ว พวกคุณจะว่ายกันเร็วไปแล้ว”

 

“ก็พวกเราเป็นฉลาม” ผมส่ายหน้าเอ็นดูกับคำตอบนั้น ผมเคยอยากขี่หลังพวกเขาตอนเป็นฉลามเหมือนกัน แต่สัญชาตญาณของพวกเขาเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และพวกเราก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนั้น

 

ก็ทันทีที่เขากลางร่างแม้จะอยู่ในบริเวณบ้านของเราก็กลายเป็นอะไรที่ดึงดูดสายตาของคนนับร้อยนับพัน ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเราจะไม่ถูกถ่ายรูปส่งไปให้ศูนย์วิจัยในที่ต่างๆ

 

หากพ่อผมรักในการวิจัยเรื่องสัตว์น้ำ โดยเฉพาะเมกาโลดอนแล้ว ย่อมมีคนที่อยากจะสานต่อเรื่องราวนี้จนจบ ซึ่งแบบนั้นพวกเราก็คงไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันสามคน

 

เราอาจจะเสียคนใดคนนึงไปแบบที่ไม่มีวันหวนคืน

 

เพราะงั้นการได้ขี่หลังเขาในร่างที่เป็นมนุษย์เป็นอะไรที่เซฟสุด จะว่าไปแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้ขี่หลังเขาในตอนที่กำลังว่ายน้ำ ดีแลนมีร่างกายที่แข็งแรงมาก ไหล่เขากว้าง เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ผมเคยทำได้แค่จิกข่วนเวลาเรามีอะไรกัน

 

ดายเองก็เหมือนกัน ร่างกายของพวกเขามันคือที่สุดของความเพอร์เฟค

 

“น้ำที่นี่เย็นดีจัง” ผมพูดแอบสาดน้ำใส่ดายที่ว่ายมาหา “ดีกว่าทะเลที่คุณว่ายเมื่อเช้าไหม?”

 

“ดีกว่าเยอะเลย” เขาตอบ ผมรับรู้ได้ถึงความผ่อนคลายจากพวกเขาทั้งสอง การได้ผ่อนคลาย ลองเปลี่ยนสถานที่ว่ายน้ำใหม่ๆ มันคงดีสำหรับคนที่ว่ายอยู่ในทะเลมาตลอดชีวิตอย่างพวกเขา ติดเพียงแค่ว่าในร่างมนุษย์ เขาจะว่ายที่ไหนก็ได้ตามใจเขา

 

แต่เมื่อเป็นฉลาม สุดท้ายแล้วทะเลก็เป็นแค่ที่เดียวที่เขาอาศัยอยู่ได้

 

“เราควรดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่นี่”

 

“ผมก็ดีใจนะที่พวกคุณกระตือรือร้นอยากกอดผมขนาดนี้ แต่วันนี้น่ะเราเหนื่อยกันมามาก แล้วผมก็อยากนอนพักเป็นบ้า”

 

“แต่ผมคิดว่ารอบเดียวก็ไม่เสียหาย”

 

“ดาย”

 

“ถือว่ามัดจำไว้ก่อนไงโซล” ผมกลอกตาใส่คำพูดนั้น ดูยังไงก็เอาเปรียบผมไปหมด ผมเข้าใจนะเรื่องที่อยากกินผม พวกเขาเข้าฤดูผสมพันธุ์แล้วก็ไม่แปลกที่จะอยากมีอะไรกับคนรัก แต่ช่วยคิดบ้างได้ไหมว่าวันนี้พวกเราเหนื่อยกันมามากขนาดไหน ถ้าผมโดนพวกเขากอด มั่นใจเต็มร้อยว่าพรุ่งนี้ผมคงขยับตัวไปไหนไม่ได้

 

และไอ้ที่บอกว่ารอบเดียวน่ะ คิดจะโกหกผมหรือไง

 

รอบเดียวของพวกเขา มันไม่เคยมีอยู่จริง 

 

“ผมเห็นด้วยกับพี่นะ ถ้าเราทำกันทีเดียวเลยเดี๋ยวคุณจะแย่เอา”

 

“นี่คือการหลอกล่อผมสินะ คิดว่าผมรู้ไม่ทันหรือไง”

 

“เปล่าที่รัก ผมก็แค่คิดว่าเราน่าจะแบ่งๆ กันทำได้”

 

“พวกคุณพูดได้หนิพวกคุณเป็นคนใส่ และดาย หยุดเอาไอ้นั่นของคุณมาถูก้นผมเลย!”  

 

ตอนหน้าเจอกันใต้น้ำตก พกกล้องมาด้วยนะคะ อิอิ 

LOADING 100 PER 

จุดหมายที่เฝ้ารอ ถึงเวลาโอบกอดความรัก 

บ้านเก่าแสนวิเศษจะพาความสุขสันต์มาเยือนชีวิต 

รอยยิ้มในอดีตกำลังจะผุดขึ้นมาในปัจจุบัน 

หมดเวลารอคอยการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ 

ถึงเวลากินผึ้งทั้งรังแล้ว :) 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น