khontualeklek

ถ้าชอบก็กด Like ให้กำลังใจ หรือ comment คุยกันได้นะคะ

ตอนที่ 2 ดอกลิลลี่สีขาว

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ดอกลิลลี่สีขาว

คำค้น : ยูริ yuri เลสเบี้ยน นิยายวาย นิยายยูริ Blackpink Snsd

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2562 20:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ดอกลิลลี่สีขาว
แบบอักษร

ตอนที่ 2 ดอกลิลลี่สีขาว 

 

 

 

ฉันทอดสายตามองหนังสือคู่มือที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น ย้ำถามตัวเองอยู่ในใจว่าฉันไม่ได้สติฟั่นเฟือนหรือเกิดภาพหลอนใดๆใช่ไหม หลังจากตั้งสติและยืนยันได้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือเรื่องจริงไม่อิงนิยายก็เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง

 

“ของจริงเหรอเนี่ย”

 

ฉันพลิกหน้าปกขึ้นและอ่านคำนำที่ปรากฏอยู่ในหน้าแรก

 

สวัสดี คุณ ญาณิน 

คุณคือผู้โชคดีที่ได้รับพลังวิเศษจากทางสวรรค์ พลังที่คุณได้เลือกไว้ก็คือการล่องหนได้ ในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายบอกทุกข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้พลังนี้ไว้หมดแล้ว โปรดใช้ความโชคดีนี้ให้เกิดประโยชน์ดีๆด้วยเถิด 

                                                                                    จาก 

                                                                   ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสวรรค์ 

ฉันพลิกหน้าถัดไปด้วยหัวใจที่เต้นระรัว มือของฉันสั่นเทาเล็กน้อยเพราะความตื่นเต้น กวาดสายตาอ่านสารบัญคร่าวๆ แล้วรีบพลิกไปหน้าที่บอกวิธีใช้พลังวิเศษนี้

 

แค่สวมหมวกคุณก็จะล่องหนได้ และแค่ถอดหมวกออกก็จะปรากฏตัวดังเดิม ในวันที่ฝนตกคุณจะไม่สามารถใช้พลังวิเศษล่องหนได้แม้จะสวมใส่หมวกอยู่ก็ตาม และในระหว่างที่คุณล่องหนอยู่เกิดฝนตกลงมา ร่างของคุณก็จะปรากฏตัวทันที พลังวิเศษนี้ก็มีจุดอ่อนเช่นกัน เพราะฉะนั้นในวันที่ฝนตกพลังในตัวคุณจะเสื่อมลงจนใช้การไม่ได้ จงรับรู้จุดอ่อนนี้เอาไว้ด้วย 

“เท่ากับวันไหนที่ฝนตกฉันจะล่องหนไม่ได้งั้นเหรอ?” ฉันเอียงคอด้วยความสงสัย

ด้วยความตื่นเต้นและอยากลองใช้พลังวิเศษเร็วๆ ฉันเลยเปิดอ่านแค่วิธีใช้ แล้วค่อยมาอ่านต่อเรื่องอื่นๆในภายหลัง ฉันวางคู่มือเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือของฉันลงบนโต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ข้างเตียง และเริ่มทำสิ่งที่เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากตื่นนอน ฉันหยิบผ้าห่มออกจากเตียงและใช้เครื่องดูดไรฝุ่น ถูไถไปมาเพื่อดูดฝุ่นบนเตียงนอน จากนั้นก็จัดแจงดึงผ้าปูเตียงที่ยับย่นให้กลับมาตึงเป๊ะเหมือนเดิม ด้วยนิสัยส่วนตัวของฉันเป็นคนรักความสะอาดมากๆและไม่ชอบอะไรที่รกหูรกตาทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยเข้าที่เข้าทาง พอเห็นอะไรสกปรกเลอะเทอะหรือข้าวของวางไม่เป็นที่เป็นทาง จะรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นที่สุด

ฉันจัดวางปลอกหมอนและหมอนข้างตามองศาเดิมที่มันควรจะเป็นก่อนจะหยิบผ้าห่มมาคลุมเตียงในท้ายที่สุด

“สวัสดีตอนเช้านะคะพ่อจ๋า แม่จ๋า” ฉันกล่าวทักทายพ่อกับแม่ที่อยู่ในกรอบรูปด้วยน้ำเสียงชื่นมื่น

อีกสิ่งที่ฉันจะทำทุกครั้งหลังจากตื่นนอนก็คือการทักทายทั้งสองท่านที่คอยส่งยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยนอยู่ข้างเตียง พวกท่านจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อปีที่แล้ว

“วันนี้แตมมีเรื่องจะมาอวดพ่อกับแม่ด้วยแหละ” ฉันหยิบกรอบรูปขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา “อยู่ดีๆแตมก็ได้พลังวิเศษจากสวรรค์ และแตมก็เลือกที่จะล่องหนได้ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับงานนักสืบที่ทำอยู่ เวลาแตมไปสืบงานให้ลูกค้าก็จะอำพรางตัวได้ คงทำงานง่ายกว่าเดิมเยอะเลย พ่อไม่ต้องเป็นห่วงบริษัทนะคะ แตมจะใช้พลังวิเศษนี้หาลูกค้าให้เยอะๆเลย คอยดู”

หลังจากที่พ่อเสียไปและความที่ฉันเป็นลูกคนเดียวก็เลยต้องกลายมาเป็นนักสืบจำเป็นเพื่อสืบทอดบริษัทนักสืบเอกชนเล็กๆของพ่อ และตั้งแต่ที่ฉันเข้ามาดูแลแทน พนักงานที่มีอยู่แค่สี่คนก็ค่อยๆทยอยลาออกทีละคนเพราะไม่มั่นใจว่าฉันจะดูแลบริษัทนี้ได้ จนตอนนี้เหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวที่ทำงานเองทุกอย่าง และฉันก็ไม่คิดจะจ้างพนักงานใหม่เพราะสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางเดือนฉันไม่มีงานจ้างเข้ามาเลยด้วยซ้ำ ฉันก็เลยเลือกที่จะทำคนเดียวและถ้ามีงานที่ต้องให้คนอื่นช่วยก็แค่จ้างวานเป็นจ๊อบๆไป

“วันนี้แตมจะลองใช้มันดูแล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังนะคะ” ฉันเอ่ยกับพ่อแม่ทิ้งท้ายก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปสำนักงาน

ฉันสวมหมวกแก๊ปสีขาวที่ได้มาระหว่างยืนอยู่ในลิฟต์คนเดียว

 

ติ๊ง! 

 

ประตูลิฟต์เปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาข้างใน จากนั้นก็ยื่นนิ้วชี้ไปกดปุ่มชั้นที่จะลงแต่ก็ชะงักไปแล้วเอี้ยวตัวมามองด้านหลัง กวาดสายตามองไปทั่วอย่างไร้จุดหมายด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

ก่อนหน้านี้ฉันกดปุ่มชั้นล่างสุดไป และผู้หญิงคนนั้นก็คงจะลงไปชั้นเดียวกัน การที่เธอหันมามองแล้วทำหน้าตาเลิ่กลั่กแบบนั้นแสดงว่า...

‘เฮ้ย! ตอนนี้ฉันล่องหนได้แล้วจริงๆอ่ะ ’ ฉันคิดในใจแล้วยิ้มอย่างตื่นเต้น และเพื่อให้แน่ใจ ฉันเลยลองชะเง้อหน้าเข้าไปใกล้ๆผู้หญิงคนนั้นเพื่อทดสอบ เธอยังคงก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือ ฉันแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ก็ยังเมินเฉย กระทั่งหางตายังไม่ชำเลืองมองด้วยซ้ำ ราวกับฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้

 “ฮัลโหลๆ เห็นฉันมั้ยคะ?” ฉันส่งเสียงทักแล้วโบกมือไปมา ผู้หญิงคนนั้นหันขวับมา นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “สะ...เสียงใครอ่ะ” เธอพูดตะกุกตะกักพลางกวาดสายตาสอดส่องหาต้นเสียง

‘ได้ยินเสียง แต่มองไม่เห็นงั้นเหรอ’ ฉันพูดกับตัวเองในใจก่อนจะส่งเสียงถามอีกรอบ “เห็นฉันรึเปล่าคะ” ฉันโบกมือไปมาตรงหน้าของเธอ

“เสียงใครวะ ผะ...ผะ...ผีหลอกแต่หัววันเลยเหรอเนี่ย...” คนตรงหน้าเอ่ยเสียงสั่นพลางใช้นิ้วจิ้มที่ปุ่มรัวๆด้วยสีหน้าหวาดกลัว

“ไม่ใช่ผีนะคะ” ฉันทักท้วง

 

กริ๊ดดดดด!! 

ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ผู้หญิงตรงหน้ารีบวิ่งแจ้นออกไปทันทีพร้อมกับกรีดร้องเสียงดังจนคนที่อยู่แถวนั้นต่างหันไปมองด้วยความตกตะลึง

“เย้! ล่องหนได้จริงๆด้วย” ฉันพนมมือเหนือหัวแล้วเงยหน้ามองไปบนฟ้าระหว่างเดินออกมาจากคอนโด “ขอบคุณมากนะคะที่ให้พลังนี้กับหนู หนูสัญญาว่าจะเป็นคนดีของสังคมตอบแทนสวรรค์นะคะ สาธุ”

หลังจากที่พ่อกับแม่เสียฉันก็ย้ายมาอยู่คอนโดใกล้ๆกับสำนักงาน ห้องที่ฉันพึ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นาน เป็นห้องที่พ่อเคยซื้อเก็บไว้พอดี เพื่อที่ว่าวันไหนทำงานดึกดื่นก็พักที่คอนโดไปเลย ใช้เวลาเดินประมาณ10นาทีก็ถึงแล้ว สำนักงานเล็กๆของฉันอยู่บนตึกแถวของป้า เลยไม่ต้องเสียค่าเช่า จะมีก็แต่ค่าเน็ตแล้วก็ค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่าย ฉันเลยพอถูไถอยู่มาได้โดยไม่ทำให้บริษัทของพ่อเจ๊งซะก่อน

ตึกแถวชั้นล่าง ป้าของฉันเปิดเป็นร้านกาแฟ ส่วนสำนักงานของฉันอยู่ชั้นสอง ส่วนชั้นสามก็เป็นที่พักอาศัยของป้า

ตั้งแต่ที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ก็มีป้าอิ่มคนเดียวที่คอยดูแลฉันเป็นอย่างดีราวกับแม่คนที่สอง ด้วยความที่ป้าอิ่มไม่มีครอบครัว ก็เลยรักและดูแลฉันเหมือนกับลูกแท้ๆของแก

ฉันเดินมาถึงร้านกาแฟ ก็เห็นป้าอิ่มกำลังก้มหน้าก้มตากดเครื่องคิดเลขยิกๆอยู่ที่โต๊ะด้านใน พอเดินเข้าไปใกล้ๆก็เห็นป้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจดตัวเลขยุกยิกลงบนสมุดบัญชีพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เฮ้อ...เดือนนี้กำไรหดหายอีกแล้ว มีแต่จะแย่ลงๆ ร้านกาแฟก็มาเปิดใหม่แถวนี้อีกเพียบ จะเปิดอะไรกันหนักหนา อั๊วจะกินกากกาแฟแทนข้าวแล้วเนี่ย” เจ้าของร้านบ่นฉอดๆให้ลูกน้องในร้านฟัง ฉันยืนอยู่ข้างๆโต๊ะและก้มหน้าลงไปมองตัวเลขในสมุดบัญชีที่วางอยู่ และแน่นอนตอนนี้ป้าอิ่มมองไม่เห็นฉัน

“แถมยัยสาก็มายืมเงินไปตั้งหลายหมื่น พอทวงหน่อยก็อ้างนู่นอ้างนี่ว่ายังไม่มีบ้าง เดี๋ยวคืนให้อาทิตย์หน้าบ้าง ชาติหน้าเลยมั้งกว่าอั๊วจะได้คืนเนี่ย” ป้าบ่นอย่างมีน้ำโหพลางเกาหัวแกรกๆด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

ยัยสาที่ป้าพูดถึงคือแม่ค้าที่เปิดร้านขายบะหมี่เกี๊ยวถัดจากร้านของป้าไปสี่ห้องแถว เจ๊คนนี้พอปิดร้านปุ๊บ ก็ชอบมานั่งเม้าท์มอยที่ร้านกาแฟ แล้วก็ตีเนียนขอกินชาเขียวปั่นฟรีอยู่บ่อยๆ ด้วยความที่ป้าของฉันใจดีแถมชอบใจอ่อนอยู่เรื่อย ยัยสาคนนี้ก็มักจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ และไม่มีความเกรงใจป้าอิ่มสักเท่าไหร่

อยู่ๆไอเดียเด็ดๆก็ผุดปิ๊งขึ้นมาในหัว ฉันผุดยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อคิดแผนการบางอย่างออก

‘ป้าอิ่มจ๋า รอแป๊บนึงนะจ๊ะ เดี๋ยวแตมไปทวงเงินให้ป้าเอง’ ฉันคิดในใจแล้วยิ้มกริ่มอย่างนึกสนุกเมื่อคิดถึงสิ่งที่กำลังจะทำ

ไอเรื่องความแสบซนอ่ะขอให้บอก ฉันน่ะ...ยืนหนึ่งในเรื่องนี้อยู่แล้ว

ตอนนี้ฉันยืนอยู่หน้าร้านบะหมี่เกี๊ยวแล้ว เจ๊คนนั้นกำลังใช้มีดบังตอหั่นหมูแดงบนเขียงด้วยความคล่องแคล่ว

‘คนก็แน่นร้าน แล้วยังจะมาบอกว่าไม่มีเงินอีก’ ฉันคิดพลางมองผู้คนที่นั่งโซ้ยบะหมี่กันเต็มทุกโต๊ะ

“ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ เอาจานนี้ไปเสิร์ฟโต๊ะ4ด้วย” ลูกหนี้ของป้าฉันสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงห้วนๆก่อนจะตรงดิ่งไปเข้าห้องน้ำ ฉันเดินตามหลังเจ้าตัวไปติดๆ

“คืนเงินป้าอิ่มเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นข้าจะมาหลอกเจ้า” ฉันส่งเสียงหลอนๆบอกคนที่อยู่ในห้องน้ำ

“ใครแกล้งกูวะ!” คนที่อยู่ด้านในแง้มประตูแล้วชะเง้อหน้าออกมามอง หันไปทางซ้ายที ขวาที สีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างแรง

“เอาเงินไปคืนป้าอิ่มเดี๋ยวนี้!! ไม่งั้นข้าจะมาทวงเจ้าทุกวัน ฮ่าๆๆๆ” ฉันหัวเราะเสียงแหลม

“กริ๊ดดด...ผีหลอกกกก!!!” ป้าสาร้องโวกเวกโวยวายและวิ่งออกจากห้องน้ำด้วยสภาพเปลือยท่อนล่าง เผยให้เห็นแก้มก้นที่ไม่ค่อยน่ามองสักเท่าไหร่เด้งกระเพื่อมดึ๋งๆดั๋งๆ

“ป้า!! ลืมใส่กางเกงรึเปล่าคะ?” ฉันร้องถาม และนั่นทำให้ผู้หญิงคนนั้นกริ๊ดเสียงแหลมกว่าเดิม

“โห...วิ่งป่าราบเลย” ฉันหัวเราะคิกคัก จากนั้นก็เดินออกมาจากร้านอย่างอารมณ์ดี

พอเสร็จสิ้นภารกิจทวงหนี้ ฉันก็ตรงดิ่งกลับร้านกาแฟทันที เพื่อรอดูว่าผู้หญิงคนนั้นจะรีบเอาเงินมาคืนให้ป้าอิ่มเลยหรือไม่ ฉันเดาเอาว่าไม่น่าจะเกินหนึ่งชั่วโมงผู้หญิงคนนั้นจะต้องวิ่งปรี่มาที่ร้านเพื่อคืนเงินแน่นอน

ก่อนจะเดินเข้าร้านฉันก็แอบแวะเข้าไปในซอกตึกแถวๆนั้น แล้วสำรวจมองรอบๆ พอแน่ใจว่าปลอดผู้คนแล้ว ฉันจึงถอดหมวกออกเพื่อปรากฏตัว

“สวัสดีค่ะ ป้าอิ่ม” ฉันเปิดประตูร้านแล้วส่งเสียงร้องทักอย่างอารมณ์ดี ในจังหวะนั้นเองสายตาพลันสะดุดกับหญิงสาวขาวสวยคนหนึ่งที่นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอยู่ตรงเคาน์เตอร์ริมหน้าต่าง

‘สวยมาก’ ฉันคิดและเผลอจ้องผู้หญิงคนนั้นอย่างไม่วางตา แม้จะเห็นแค่เสี้ยวหน้า แต่ออร่าของเธอก็เปล่งประกายวิบวับรอบๆตัว ผิวขาวผ่อง ดวงตาโดดเด่น ผมยาวตรงสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงตัดกับชุดสูทและกางเกงสีขาวเข้ารูปได้อย่างลงตัว จากลุคโดยรวมแล้วดูเป็นสาวมั่นเวิร์กกิ้งวูแมน คงทำงานเป็นสาวออฟฟิศอยู่ที่บริษัทไหนสักแห่งแน่ๆ

ฉันตกอยู่ในห้วงวินาทีต้องมนต์ ภาพตรงหน้าสวยงามเกินกว่าจะละสายตาได้ ความสวยของอีกคนสะกดให้ทุกอย่างรอบตัวหยุดเคลื่อนไหว มีเพียงหัวใจดวงน้อยที่ขยับเต้นแรงอย่างแข็งขัน

 

ตึก ตึก....ตึก ตึก.... 

ฉันยกมือขึ้นมาทาบอกข้างซ้าย เพื่อกลบเสียงหัวใจไม่ให้ดังเล็ดลอดออกมา  หากเปรียบเปรยคนสวยตรงหน้าคือดอกไม้งาม ผู้หญิงในชุดสูทขาวคนนี้ก็คือดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ และดอกลิลลี่อันงดงามนี้ก็ได้ผลิบานในใจของฉันแล้ว

โปรดติดตามตอนต่อไป 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น