ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2562 00:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

เสียงโหวกเหวกโวยวายในชุมชนแออัดเป็นเรื่องปกติของทุกชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ หลายคนอาจเรียกที่แห่งนี้ว่า ‘สลัม’ แต่หากยกระดับขึ้นมาให้ดูดีหน่อยอาจจะเรียกว่าชุมชนแอดอัดขนาดเล็ก คนในชุมชนต่างเติบโตกันมาหลายรูปแบบ แต่น้อยนักที่จะเติบโตมาได้ดิบได้ดีและดีดตัวเองออกจากที่แห่งนี้ ส่วนมากไม่เสพยาเสพติดก็ค้าขายเป็นอาชีพหลัก หาเงินประทังชีวิตไปวันๆ  

เสียงเข้มตะโกนนานหลายนาทีและยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด แม้เสียงดังจะเป็นความคุ้นเคยแต่เมื่อมีคนโวยวายเสียงดังนานเข้าชาวบ้านละแวกใกล้เคียงก็เริ่มออกมามอง บ้างก็ตะโกนด่าเจ้าหนี้นอกระบบที่มายืนเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งอยู่นานหลายสิบนาที เจ้าของบ้านเองก็ไม่มีทีว่าจะออกมา 

“ไอ้เบ้ง มึงจะเคาะหาพระแสงอะไรนักหนาวะ อีขิมมันคงไม่อยู่หรอกถ้าอยู่ป่านนี้มันออกมาเปิดประตูแล้ว” หนึ่งในชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น  

“ป้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า แล้วอีกอย่างนี่ไม่ใช่เรื่องที่ป้าจะเข้ามาสอด ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็เงียบปากจะดีกว่า” ลูกน้องนามว่าเบ้งโต้กลับอย่างไม่ขลาดกลัว รู้ดีว่าคนแถวนี้ต้องก้มหัวในนายตนเพราะไม่มีเงินจะใช้จึงต้องไปกู้ยืมอยู่บ่อยๆ แม้ดอกเบี้ยจะโหดแสนโหดแต่กลับมีคนไปกู้ยืมอยู่ตลอด  

“เออ ข้าไม่ยุ่งก็ได้” จำต้องล่าถอยกลับเข้าตัวบ้านไปเพราะกลัวอีกฝ่ายจะทำร้ายขึ้นมา  

พอได้ยินดังนั้นทุกคนที่ชะโงกหน้าออกมาดูต่างก็พากันหลบเข้าบ้านทันที ไม่กล้าเข้าไปสอดหรือยุ่งเพราะกลัวว่าจะพลอยโดนหางเลขไปด้วย  

“น้องขิมจ๋าพี่รู้นะว่าหนูอยู่ข้างใน เสี่ยบอกว่ากำหนดใช้หนี้คืนอาทิตย์หน้าแล้วนะจ๊ะ ถ้าตอนนี้ยังไม่มีเงินมาจ่ายก็เข้าไปเจรจาก่อนได้ แต่อย่าให้เกินพรุ่งนี้นะจ๊ะ เพราะหลบหน้าแบบนี้ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพี่ไม่เตือนนะ”  

เห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะยืนเคาะเพราะต่อให้เคาะจนประตูพังอีกฝ่ายก็คงไม่ยอมออกมาจึงตัดสินใจล่าถอยไปก่อน การออกมาทวงครั้งนี้ตนและเพื่อนอีกคนหนึ่งได้รับคำสั่งเพียงว่าให้อลิสาเข้าไปพบเจ้านายของตนเพื่อเจรจาเท่านั้น ไม่ได้มาเพื่อบีบบังคับเอาเงินด้วยวิธีเลือดตกยางออกเหมือนก่อน  

“อย่าลืมนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นจะมาว่าพี่ใจร้ายไม่ได้” ปืนตะโกนเข้าไปด้านในผ่านประตูไม้ไปถึงคนที่นั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว  

ร่างบางนั่งกอดเข่าตัวสั่นบนพื้น ริมฝีปากสีสดขบขันกันด้วยความหวาดกลัวเพราะเธอไม่เคยโดนทวงหนี้แบบนี้มาก่อน อลิสาไม่เคยมีความคิดจะกู้ยืมเงินจากเสี่ยอมรินทร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว หากแต่เพราะจำเป็นต้องซ่อมหลังคาบ้านที่จู่ๆวันดีคืนดีพายุก็เข้าพัดเอากิ่งไม้ขนาดใหญ่มาตกใส่หลังคา  

เงินเก็บที่มีไม่ถึงห้าพันบาทไม่เพียงพอสำหรับการซ่อมแซม หากหยิบตรงนั้นไปใช้เธอจะไม่มีเงินซื้อข้าวกินและเดินทางไปทำงาน แต่หากจะเลื่อนการซ่อมบ้านไปก่อนก็เกรงว่าหากฝนกระหน่ำลงมาอีกจะลำบากเอา ประจวบเหมาะกับรุ่นพี่สาวที่เคารพและรู้จักกันมานานแนะนำให้ไปหยิบยืมเสี่ย จึงตัดสินใจไปหยิบยืมโดยตกลงกันว่าจะทยอยคืนเดือนละสองถึงสามพันรวมแล้วราวหนึ่งหมื่นสามพันบาทให้ครบตามจำนวน 

ทยอยใช้ได้เพียงสองเดือนเธอก็ถูกลูกน้องของเสี่ยอมรินทร์ตาม ครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อนสองคนนั้นไปดักรอเจอเธอที่ร้านอาหารหลังเลิกงานโดยข่มขู่จะเอาเงิน ด้วยความกลัวเธอจึงจ่ายไปสองพัน หลายวันผ่านไปก็เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำอีก แต่คราวนี้เธอแย้งกลับว่าจ่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่เธอก็ต้องช็อคเมื่อได้รับคำตอบว่านั่นคือดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ใช่เงินต้นอย่างที่เข้าใจ 

และต้องช็อคอีกครั้งเมื่อหนี้จำนวนหนึ่งหมื่นบาทพุ่งขึ้นเป็นเงินจำนวนสี่หมื่นภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่เพราะไม่มีเงินที่จะจึงปฏิเสธไป สองคนนั้นยอมรามือกลับไปเฉยๆโดยไม่บีบบังคับเธอ นั่นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลย อลิสาลาออกจากงานที่ทำอยู่และหมกตัวอยู่แต่ในบ้านหลายวัน  

จนกระทั่งวันนี้ สองคนนั้นก็มาหาเธอที่บ้านจริงๆ แต่ในครั้งนี้มีประโยคอื่นเพิ่มเติมขึ้นมานอกจากการทวงเงิน  

มือสั่นเทาควานหาโทรศัพท์ตั้งใจโทรหาที่พึ่งสุดท้าย ปลายสายคือรุ่นพี่สาวที่ไว้ใจที่สุดแต่รอสายกระทั่งตัดไปอีกฝ่ายก็ยังไม่รับ เมื่อคนที่หวังพึ่งพาติดต่อไม่ได้เธอก็เคว้งคว้างทันที วูบหนึ่งตัดสินใจจะไปตามที่ลูกน้องของเสี่ยบอก แต่ก็กลัวเกินกว่าจะไปที่นั่นตามลำพังได้  

นั่งคิดไม่ตกอยู่นานแต่ก็หาทางออกไม่ได้ จึงทำได้แค่รอเวลาให้รุ่นพี่สาวโทรกลับมาเท่านั้น   

 

 

บ้านสิงหอินทรกุลต้อนรับการกลับมาของครอบครัวของบุตรชายด้วยการนัดทานรับประทานอาหารมื้อเย็นกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เนื่องด้วยบุตรชายและหลานชายทั้งสามคนกลับมาเมืองไทยพร้อมหน้าพร้อมตากัน คุณหญิงย่าจึงอยากให้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา  

พี่ชายทั้งสองดูไม่ยินดียินร้ายสักเท่าไหร่นักกับการกลับมาประเทศบ้านเกิด อาจเพราะสองคนนั้นมาที่นี่บ่อยกว่าตน คเชษฐ์จำได้ว่าตนนั้นกลับว่าที่นี่เมื่อหลายปีก่อน ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นนักเรียนไฮสคูลและหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย เพราะเขาไม่ชอบที่นี่ เขาไม่ชอบความคิดและทัศนคติอันคร่ำครึของคนที่นี่  

เกินกว่าครึ่งชีวิตของคเชษฐ์ล้วนอยู่แต่ที่อิตาลี ตั้งแต่จำความได้ชายหนุ่มก็อาศัยอยู่ต่างประเทศมาโดยตลอด ช่วงแรกนั้นกลับไทยปีละสามถึงสี่ครั้งซึ่งบ่อยพอสมควร เขาเป็นลูกคนเล็กจำเป็นต้องติดสอยห้อยตามบิดาไปทุกที่เพราะยังดูแลตัวเองไม่ได้ ส่วนคเชนทร์และคชินทร์นั้นโตมากพอจะดูแลตัวเองได้จึงไม่จำเป็นต้องตามติดพ่ออย่างเขา 

แม้จะเติบโตที่ต่างประเทศแต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีเพื่อนอยู่ที่นี่ เขามีเพื่อนชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ที่เมืองไทยหลายคน รวมทั้งคนไทยที่ไปเรียนต่างประเทศด้วยเช่นกัน มันเลยดีตรงที่เขาสามารถออกไปเที่ยวหรือผ่อนคลายกับเพื่อนได้โดยที่ไม่ต้องแกร่วอยู่บ้านลำพัง  

ทุกคนล้วนมีหน้าที่และมีการมีงานทำเว้นแต่คเชษฐ์คนเดียว อาจเพราะเขาเป็นลูกคนเล็กอีกทั้งยังติดเล่นเสียเป็นส่วนใหญ่จึงทำให้ท่านยังไม่ไว้วางใจ และยังมีพี่ชายเขาอีกถึงสองคนที่เก่งด้านบริหาร เรียนจบจากด้านนี้โดยตรง เขาจึงไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก  

“ช่วงนี้แกอยู่บ้านไปก่อน จะออกไปไหนก็บอกฉันก่อนล่ะ” ระหว่างทางกลับบ้าน เสียงทุ้มจากประมุขของบ้านก็ดังขึ้น ใบหน้าที่ยังดูหล่อเหลาเบนมาทางบุตรชายคนเล็ก  

“เกิดเป็นไอ้คีย์นี่ดีจังเว้ย งานการไม่ต้องทำ ถลุงเงินเล่นไปวันๆ” คเชนทร์ไม่วายจิกกัดน้องชาย  

“ฉันจะมีหน้าให้มันไปทำงานอะไรได้ ก่อนกลับแกจำไม่ได้หรือไงว่ามันไปทำอะไรไว้” คุณชายอัฐเดชพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายยามที่นึกถึงวีรกรรมของเจ้าตัว  

ก่อนหน้าที่จะกลับมาเมืองไทยนั้นคุณชายอัฐเดชได้ส่งลูกชายคนเล็กไปทดลองงานในด้านฐานะผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการผลิต เจ้าตัวเองก็จบวิศวกรรมมาตนเลยคิดว่าน่าจะเหมาะกับบุตรชายที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าคนเป็นลูกนั้นไปสร้างปัญหาให้มากกว่าจะช่วยประโยชน์ อีกทั้งยังมีปัญหากับผู้จัดการฝ่ายนั้นจนเกือบจะมีเรื่องชกต่อย โดยต้นเหตุมาจากที่ผู้จัดการนั้นใช้งานเขามากจนเกินไป  

เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกพูดถึงกันในบริษัทปากต่อปาก พนักงานหลายคนไม่พอใจในสิ่งที่คเชษฐ์ทำเพราะมันเกินกว่าเหตุ สุดท้ายเรื่องก็จบลงด้วยการให้เจ้าตัวขอโทษจากใจจริงและจ่ายเงินค่าเสียขวัญให้กับผู้จัดการฝ่าย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คุณชายอัฐเดชพาบุตรชายทั้งสามกลับมาเมืองไทยชั่วคราว  

“พ่อก็ตามใจมันอย่างนี้ไง ถึงได้ทำตัวเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา”  

“ไม่ต้องมาสอนฉันเลย ฉันรู้ตัวเองดีหรอกน่า” ผู้เป็นพ่อบอกปัด ไม่ยอมฟังคำต่อว่าจากบุตรชายคนโตที่นับวันจะเก่งกล้าสามารถจนจะถอนหงอกพ่ออยู่แล้ว “ให้เรื่องมันซาลงก่อนค่อยว่ากันอีกทีว่าจะเอายังไง ช่วงนี้ก็ต้องให้อยู่ที่บ้านไปก่อน ป้องกันการสร้างปัญหา”  

คเชนทร์ถอนหายใจพรืดด้วยความเซ็งแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ รู้ดีว่าต่อให้ยกเอาเรื่องอื่นๆมาพูดพ่อของเขาก็จะสามารถหาคำพูดมาหักล้างกันได้อยู่ดี ส่วนคชินทร์นั้นนิ่งเงียบมาตลอดทางเพราะรู้ตัวเช่นกันว่าหากพูดไปก็จะได้รับคำตอบเช่นเดียวกับพี่ชายจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำแทน  

 

 

ช่วงเที่ยงของวันถัดมาเป็นเวลาที่บุตรชายคนเล็กเพิ่งจะโผล่พ้นจากที่นอน เดินลงมาด้านล่างเพื่อทานอาหารเช้าที่คนอื่นๆรับประทานกันไปเรียบร้อยตั้งแต่ตอนเจ็ดโมงเช้าแล้ว เพราะเขาตื่นสายที่สุดในบ้านและทุกคนต้องรีบออกไปทำงานจึงไม่มีใครนั่งรอทานด้วย แต่ชายหนุ่มหาได้สนใจไม่ 

ร่างสูงในชุดนอนหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้รอให้เด็กรับใช้นำอาหารมาเสิร์ฟ ระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นไปพลาง 

“อาหารเช้าวันนี้มีมะระยัดไส้กับข้าวต้มค่ะ คุณคีย์จะรับอะไรคะ”  

“ข้าวต้มอะไร”  

“ข้าวต้มปลาค่ะ”  

“ไม่มีของที่หนักท้องกว่านี้แล้วเหรอ” เขาเอ่ยถามด้วยความหงุดหงิด ตื่นมาก็หิวมากพอแล้วยังจะมาเจอเมนูที่ไม่ชอบกินอีก “พอดีว่าคุณชายสั่งให้ทำข้าวต้มปลากับกับข้าวแค่อย่างเดียวเลยไม่มีอย่างอื่นเลยค่ะ” 

“งั้นไม่ต้องละ ฉันจะออกไปกินข้างนอกแทน”  

นายน้อยคนเล็กของบ้านลุกขึ้นพรวดด้วยความหงุดหงิดสุดขีด เดินกระทืบส้นเท้าขึ้นไปบนห้องนอนดังเดิม เมื่อเห็นว่าร่างสูงหายลับสายตาไปแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่รายนี้ยังโมโหร้ายเท่าพี่คนกลางที่เวลาไม่ได้ดั่งใจก็จะเหวี่ยงและโมโหรุนแรงจนเด็กรับใช้ลนลานไปหมด  

 

เพราะกับข้าวที่บ้านไม่ถูกปากทำให้เขาต้องถ่อมากินข้าวที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน ประจวบเหมาะกับเพื่อนนัดทานข้าวพอดีจึงได้โอกาสออกมา ร่างสูงโปร่งในชุดลำลอง เสื้อเชิ้ตพับแขนถึงศอกกับกางเกงผ้าสีกรมเดินล้วงกระเป๋าเดินมายังจุดนัดพบที่นัดกับเพื่อนไว้ ดวงตาเรียวคมกวาดสายตามองไปยังที่ๆว่าแต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน  

กำลังจะกดโทรไปด่าแต่อีกฝ่ายนั้นเดินมาทุบที่กลางหลังพอดี  

“เตรียมโทรด่าเลยเชียว” ปณิธานรีบพูดดักคอก่อน  

“เออ ก็บอกอยู่ว่าหิวข้าวแล้วมึงยังจะมาช้าอีก” เขายังไม่วายบ่นต่อ “แล้วมึงจะไปกินร้านไหน”  

“นั่นไงร้านนั้นอะ กูจองโต๊ะไว้แล้วเข้าไปได้เลย” เมื่อเห็นความหงุดหงิดเจือบนใบหน้าหล่อแล้วเจ้าตัวก็รีบพาไปยังร้านอาหารทันที เพราะหากไปช้าอีกนิดอาจจะโดนบ่นอีกยาวกว่าเดิม  

สองหนุ่มเดินเข้าร้านสเต็กโดยพนักงานต้อนรับด้านหน้าร้านนำเข้าไปด้านใน เมื่อมาถึงก็เลือกนั่งกันคนละฝั่งเพื่อที่จะได้คุยกันอย่างสะดวกสบาย โชคดีที่คนในร้านไม่เยอะมากอีกทั้งแต่ละโต๊ะยังนั่งห่างกันค่อนข้างไกล เขาจึงพูดอะไรได้ถนัดขึ้น 

“ไอ้คีย์ หลังกินข้าวเสร็จไปหาไรทำกันต่อปะ”  

“อะไรที่ว่ามันคืออะไร” เงยหน้ามองด้วยความสงสัย จึงพบกับแววตาประกายมีเลศนัยของเพื่อน 

“ก็แบบอาบน้ำไงอะไรแบบนี้” ฝ่ายนั้นพูดอ้อมๆเพราะคิดว่าเพื่อนจะเข้าใจ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนเข้าใจไปในอีกรูปแบบเสร็จ  

“Shit! ถ้ามึงยังเป็นเพื่อนกูมึงเลิกพูดอะไรแบบนี้เลยนะ” เขาทำท่าขยะแขยง ก่อนจะเอาเท้ายันหน้าแข้งอีกฝ่าย  

“กูไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น” เพื่อนรักรีบปฏิเสธทันที “กูหมายถึงไปอาบ อบ นวด โว้ย ไอ้ฟาย”  

“แล้วมึงไม่ได้พูดให้เคลียร์”  

“ใครจะไปรู้ว่ามึงจะโง่”  

“ที่ๆมึงไปมันสะอาดหรือเปล่า ไม่ใช่พากูไปเอาโรคมา”  

“ที่นี่สะอาดจริง กูไปบ่อยรับประกันความเด็ด ไปมาหลายครั้งแล้วก็ยังอยากไปอีก”  

“แล้วมึงนึกไงมาชวนกู”  

“เอ้า ก็มึงนี่ตัวพ่อเรื่องนี้เลยไม่ใช่เหรอ ไอ้โรเจอร์มันบอกกูอยู่ว่ามึงอะตัวพ่อเรื่องนี้เลย ถึงกับมีคู่นอนเป็นตัวเป็นตน”  

“แล้วมึงเชื่อมันเหรอ” เขาถามขำๆ  

“เชื่อดิ ตอนกูเรียนจบมึงก็ดังใช่เล่น”  

ปณิธานเรียนจบก่อนเขาเกือบสองปี ตามด้วยโรเจอร์เพื่อนสนิทที่เป็นลูกครึ่งไทย-อิตาลีที่จบสี่ปีตามกำหนดของมหาวิทยาลัย ส่วนคเชษฐ์นั้นรั้งท้ายเพื่อนเรียนจบห้าปีด้วยเกรดสุดห่วย เรียกได้ว่าเกรดเข้าพอดีกับเกณฑ์ขั้นต่ำที่มหาวิทยาลัยกำหนดพอดีจึงได้รับปริญญาบัตร  

“เออ เอาไว้กินข้าวเสร็จก่อนเดี๋ยวจะให้คำตอบ” เมื่อเห็นว่าพนักงานเดินมาเสิร์ฟอาหารแล้วเขาจึงบอกปัดไปก่อน ยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ เพราะตอนนี้อยากโฟกัสที่อาหารตรงหน้าก่อนเนื่องจากความหิวมันบังตา 

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา.... 

สุดท้ายแล้วสองหนุ่มก็ปิดการพบเจอกันในครั้งนี้ด้วยการมาเที่ยวสถานบริการตามที่คุยกันไว้เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ โดยมีเพื่อนผู้เป็นตัวตั้งตัวตีขับรถนำทางไปยังที่ๆว่านั่น จะว่าไปแล้วตั้งแต่กลับไทยมาได้สองสัปดาห์เขายังไม่ได้ทำเรื่องอย่างว่าเลย อาจเป็นเพราะยังปรับตัวปรับเวลาไม่ได้และยังมีเรื่องหลายอย่างต้องจัดการจึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องนั้น  

มือหนาหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าซอยตามรถเพื่อน ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในอาคารอีกทีหนึ่งซึ่งค่อนข้างมืดพอสมควร ดวงตาเรียวคมหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความแปลกใจปนสงสัย สถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะเป็นอาบ อบ นวด ได้อย่างที่มันว่า  

เมื่อลงจากรถเรียบร้อยร่างสูงก็เดินตามเพื่อนไปเงียบๆโดยคอยสังเกตพฤติกรรมของมันไปด้วย ท่าทีตื่นเต้นลุกลี้ลุกลนแบบนี้ทำให้พอเดาได้ว่ามันคงจะกระหายจริงๆถึงได้ชวนเขามาทั้งที่ปกติไม่เคยรู้มาก่อน  

เข้ามาถึงด้านในก็พบว่ามันคล้ายล็อบบี้ตามโรงแรมทั่วไป อาจจะไม่ได้หรูหราระดับห้าดาวแต่ก็ดูดีกว่าในความคิดของเขามาก โดยที่หน้าล็อบบี้นั้นก็มีแขกผู้ชายนั่งอยู่ประปราย แต่เพื่อนเขามันไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นพาเขาตรงดิ่งเข้าไปด้านในที่เป็นอีกโซนหนึ่ง ซึ่งทำเอาเขาอึ้งไม่น้อย 

ด้านในนั้นเป็นห้องกระจกหรือตู้กระจก มีสาวน้อยสาวใหญ่หน้าตาดีและไม่ดีปะปนกันไป มีเลขติดอยู่ที่ชุดเพื่อสะดวกต่อการเรียกใช้บริการ ยืนอึ้งได้ไม่นานนักก็มีพนักงานเข้ามาสอบถามเพื่อนของตน ฝ่ายนั้นมีคำตอบในใจแล้วจึงเพียงบอกเลขเท่านั้น หล่อนจึงเบนความสนใจมาที่เขาแทน  

“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย ไม่ทราบว่าสนใจน้องคนไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ”  

“เอ่อ...คือ” คเชษฐ์ทำตัวไม่ถูกเพราะเคยมาที่แบบนี้มาก่อน อีกทั้งยังลายตาไปหมดกับหญิงสาวมากมายที่นั่งอยู่  

“มึงชอบคนไหนเลือกเลย” อีกฝ่ายคะยั้นคะยอ  

“สนใจเป็นน้องดาวมั้ยคะ หน้าตาสะสวยแถมบริการดีด้วย ปกติไม่ค่อยว่างแต่เพราะวันนี้ลูกค้ามาช่วงบ่ายแขกเลยน้อยค่ะ” คนเชียร์แขกนามว่าตรีรัตน์พยายามแนะนำเด็กในสังกัดตัวเองให้ พร้อมบอกเบอร์และชี้ไปยังตำแหน่งที่ณชนกนั่งอยู่  

ด้านคนที่นั่งอยู่ในตู้นั้นก็ยิ้มหวานส่งให้กับแขกหนุ่มสุดหล่อนทันที ในใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆด้วยความตื่นเต้น นานๆทีจะมีแจกหนุ่มหล่อหุ่นดีแบบนี้มาใช้บริการ ซึ่งปกติมักจะมีแต่เสี่ยแก่ๆที่ซื้อตัวเธอไปบำเรอกาม แต่กับชายหนุ่มคนนี้ช่างแตกต่างเพียงแค่ดูเค้าโครงหน้าและรูปร่างก็พอรู้แล้วว่าอีกฝ่ายนั้นแซ่บแค่ไหน หากได้มาเป็นลูกค้านั้นโชคดีเสียยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเสียอีก  

“คนนั้นก็น่าจะดีนะเว้ย กูอยากลองยังไม่เคยได้ลองเลย”  

“ใช่ค่ะ ปกติน้องเขาคิวแน่นจริงๆ”  

“ให้กูเอาจริงเหรอวะ” เขาหันไปกระซิบถามเพื่อน ด้วยความที่กลัวและยังไม่ไว้ใจว่าจะสะอาดอย่างที่เพื่อนรับประกัน ถึงเขาจะฟรีเซ็กซ์แต่ผู้หญิงพวกนี้ผ่านผู้ชายมาไม่ซ้ำหน้า  

“เชื่อกู ลองสักครั้งแล้วจะติดใจ”  

“เอาคนนั้นมาก็ได้” สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกเอาคำตัดสินใจล่าสุดในหัวตอบตกลงไป อย่างน้อยถ้ามันไม่ดีก็แค่ครั้งเดียวแหละวะ ถุงยางเองก็น่าจะช่วยป้องกันและรักษาความสะอาดได้ระดับหนึ่ง 

เมื่อทำการตกลงราคาเรียบร้อยแล้วตรีรัตน์จึงใช้สัญลักษณ์มือในการเรียกณชนกให้มาทำงาน เมื่อออกมาด้านนอกหล่อนก็ยกมือไหว้เขาก่อนอย่างสุภาพตามธรรมเนียมของที่นี่ ก่อนที่จะหันไปรับใบเวลาและเบอร์ห้องจากสาวเชียร์แขก ระหว่างทางไปนั้นเขาและปณิธานแยกกันไปคนละห้องซึ่งห้องค่อนข้างไกลจากกัน โดยมีหล่อนเดินนำเข้าไปในลิฟต์ก่อน 

 

 

เอาบทนำพี่คีย์มาฝากก่อนค่าาา ฝากติดตามกันด้วยน้าาา เรื่องนี้อาจจะไม่ได้บริหารตับเพราะมันปวดตับมาก ที่พล็อตไว้คือดราม่ามากๆๆๆ มากกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา เปิดมาพี่แกก็แซ่บเลยนะ แซ่บทุกอย่าง รอติดตามน้าาา รักกกก 

ฆีตา 01/08/2019 

ความคิดเห็น