สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 25

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 222

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 22:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25
แบบอักษร

เมื่อสินพาลูกทัวร์ออกจากสวนอวี้หยวนในเวลาสิบนาฬิกา รินรดาก็รี่เข้าไปหาชาวคณะพร้อมกับชวน  

“พี่เจี๊ยบขา... ทางโน้นมีผ้าพันคอสวย ๆ เยอะแยะเลย อยากไปดูไหมคะ” หญิงสาวส่งถุงช็อปปิ้งให้พจนา ซึ่งรับไปดูและส่งต่อให้กลุ่มสาว ๆ ฮือฮากันเป็นการใหญ่  

นักโฆษณาสาวใช้เวลาชั่วครู่ก็พาพจนาและแพรพลอยกลับไปร้านผ้าพันคอดังกล่าว หลังจากต่อรองราคาเสร็จ เธอเปิดโอกาสให้สองสาวเลือกลวดลายตามใจชอบ ส่วนตัวเองและชนวีร์กลับออกมายืนคอยที่หน้าร้าน 

“เป็นอะไรคะ ท่าทางเหมือนคุณไม่ค่อยสนุกเลย ไม่สบายหรือเปล่า” เธอมองดวงหน้าที่เริ่มระเรื่อของเขาด้วยความเป็นห่วง 

“อืม...มึน ๆ นิดหน่อยน่ะ” ชนวีร์รีบรับสมอ้างไปก่อน ด้วยยังนึกไม่ออกว่าควรทำยังไงต่อ  

“สงสัยคุณจะเป็นไข้ละสิ เมื่อกี้ฉันน่าจะให้คุณไปพักกับคุณภูมินะ” หญิงสาวโทษตัวเอง 

“ผมไม่เป็นอะไรหรอก” ชนวีร์ปฏิเสธทันที หากน้ำเสียงกลับฟังดูระโหยอย่างเห็นได้ชัด 

ท่าทางเซื่องซึม และสีหน้าซีดเผือดของชนวีร์ทำให้หญิงสาวร้อนใจ ยิ่งเห็นว่าภายใต้เสื้อกันหนาว เขาสวมเพียงเสื้อยืดแขนยาวคอวีทับเสื้อเชิ้ตเท่านั้น เธอจึงตัดสินใจสละผ้าพันคอของตัวเองให้ชายหนุ่ม 

“คุณใส่เสื้อน้อยเกินไปน่ะสิ ก็เลยไม่อุ่น เอานี่พันเพิ่มไว้หน่อยละกันนะคะ” มือขาวบางตวัดผ้าพันคอสีน้ำตาลเข้มเหลือบทองพันรอบคอชนวีร์ไว้ 

ชายหนุ่มยืนนิ่ง ปล่อยเธอแต่งตัวให้เขา ส่วนตัวเองเหม่อมองไปยังสองข้างทาง มองภาพชุมชนโบราณที่ยังคงความงดงามไว้ ส่วนหัวใจอันแห้งผากโรยแรงนั้นกลับสะท้อนคำถามเดิมดังก้องอยู่ในหัว... 

เขาจะเริ่มต้นพูดเรื่องนี้ยังไงดี... 

 

ชนวีร์เงียบขรึมเปลี่ยนเป็นคนละคนกับที่รินรดารู้จักตลอดหกวันที่ผ่านมา เขานั่งหลับตาเงียบ ๆ ไปตลอดทาง กระทั่งยามที่รถโค้ชจอดให้ทุกคนลงไปชมวัดพระหยกขาว เขาก็ลงจากรถด้วยท่าทีคล้ายไม่เต็มใจ 

“เมื่อกี้คุณกินยาลดไข้หลังอาหารกลางวันไปแล้วนี่คะ ยังไม่รู้สึกดีขึ้นบ้างเหรอ” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย 

“ดีขึ้นแล้วครับ ขอบคุณ” 

พยาบาลจำเป็นบอกสายพิณที่ยืนรีรออยู่ท้ายขบวน “คุณจ๋าเข้าไปเลยก็ได้ค่ะ คุณวีร์ไม่ค่อยสบาย เราสองคนขอคอยตรงนี้ดีกว่า” เธอรอจนคณะทัวร์คล้อยหลังแล้ว จึงย้อนกลับไปยังเรื่องที่คุยค้างเอาไว้ 

“งั้นก็แปลว่าที่คุณทำท่าพิลึก ๆ อย่างนี้ ไม่ได้เป็นเพราะป่วย” รินรดาดักคอ 

“ผมไม่ได้ทำท่าอะไรสักหน่อย” 

รินรดามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชนวีร์ด้วยความน้อยใจ “บางครั้งฉันก็คิดว่ารู้จักคุณดี แต่บางทีคุณกลับทำให้ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันไม่รู้จักคุณเลย” หญิงสาวพ้อ 

“เราเพิ่งเจอกันแค่ไม่กี่วันเอง ไม่แปลกอะไรนี่ ถ้าจะมีบางเวลาที่คุณคิดว่าผมเป็นคนแปลกหน้า”  

รินรดาอึ้ง เนื้อตัวเย็นเฉียบเหมือนมีใครโยนเธอลงไปในทะเลน้ำแข็ง เพราะร่างกายชืดชาไปหมดจนเหมือนขยับกายไม่ได้ เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคำ ‘คนแปลกหน้า’ จะฟังไร้ค่า และห่างเหินได้มากเท่านี้ ! 

คนแปลกหน้า ! นี่มันอะไรกัน แล้วทั้งหมดที่เขาทำมันหมายความว่าอะไร  

หรือใกล้จะจบทริปแล้ว หมดเวลาสนุกของเขาแล้วเช่นกัน 

หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะคุณมินตราคนนั้น  

หญิงสาวสลัดคำถามฟุ้งซ่านทิ้งไป เธอเชื่อความรู้สึกตัวเอง เชื่อ...ว่าเขาจริงใจ  

รินรดาจำหัวใจที่หายวับของตัวเองตอนเห็นรถพุ่งตรงไปที่ชนวีร์ได้ หญิงสาวบอกตัวเองว่าเธอจะไม่ยอมสูญเสียเขาไปเด็ดขาด  

“คุณพูดแบบนี้ เพราะไม่ต้องการบอกฉันว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ใช่ไหมคะ” 

ชนวีร์เสเมินไปทางอื่น แล้วกดนิ้วลงที่หว่างคิ้ว “ผมไม่...”  

รินรดาไม่รอให้เขาแก้ตัว เธอส่ายหน้าพร้อมกับขัดขึ้น  

“อย่าปฏิเสธเลยค่ะ ก็คุณทำท่าอย่างนี้” เธอเลียนแบบกิริยาของชายหนุ่มให้เขาดู “ยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอีกหรือคะ คุณชอบทำแบบนี้เวลามีเรื่องต้องคิด” 

ชนวีร์ขมวดคิ้ว เขาทำอย่างนั้นจริง แต่...ไม่เคยรู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้จะสังเกตเห็น 

ชายหนุ่มแปลกใจที่รู้ว่าตัวเองกำลังยิ้ม แต่เขาก็ห้ามตัวเองไม่ทัน ! ถ้าถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ชนวีร์ต้องยอมรับว่าแค่ไม่กี่วันที่ได้ใกล้ชิดผู้หญิงคนนี้ เขาไม่ต้องหยุดคิดเลยแม้แต่วินาที ที่จะบอกว่าเขาชอบเธอ เขาชอบความสดใส ชอบที่ได้แหย่เย้า ขันเวลาได้ยินเธอส่งเสียงแว้ด ๆ ชอบนิสัยขี้วีนเล็ก ๆ เวลาถูกขัดใจ และเหนืออื่นใดทั้งหมด เขาชอบน้ำเสียง ชอบสีหน้าของเธอยามเป็นห่วงเป็นใยเขา 

แค่นี้ก็ควรเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ที่จะรักใครสักคน ขอแค่ใครสักคนที่ทำให้เขาหัวเราะได้เต็มเสียง ใครคนหนึ่งที่พร้อมรับฟัง คนที่เขากล้าเปิดใจด้วยอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ผู้หญิงที่ทำให้เขาห่วงหาและกังวลกับทุกความรู้สึกของเธอได้มากอย่างนั้น 

มันควรจะพอแล้ว...สำหรับคนอื่น  

ทว่าสำหรับชนวีร์ ณัฐภัทร แค่นี้ยังไม่พอ... 

เขาต้องการมากกว่านี้ เขาอยากให้เธอเป็นผู้หญิงในฝันคนนั้นด้วย ! 

นักธุรกิจหนุ่มถอนหายใจ สิ่งที่เขาทำตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทำร้ายเธอมากเกินไปแล้ว และเขาต้องการแก้ตัวสำหรับความผิดพลาดเหล่านั้น ชายหนุ่มตัดสินใจ 

“ผมขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ผมคิดว่ามีความจริงบางอย่างที่คุณมีสิทธิ์จะรับรู้”  

“ค่ะ คุณเล่ามาสิคะ” หญิงสาวโล่งอก มองตาเขาอย่างให้กำลังใจ เข้าใจว่าชายหนุ่มคงมีเรื่องจะสารภาพผิดแหง ๆ  

ชนวีร์หายใจเข้าลึก เรียกความเข้มแข็งให้ตัวเองก่อนจะเริ่มต้นพูดช้า ๆ  

“ผมฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่งมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็ก ผมรู้จักกับเธอผ่านความฝัน มันเหมือนว่าเราเติบโตมาพร้อม ๆ กันตลอดเวลา น่าแปลกที่ผมฝันถึงเธอ แต่กลับไม่เคยจำหน้าเธอได้เลยสักครั้ง มีเรื่องราวเชื่อมโยงระหว่างผมกับผู้หญิงคนนี้มากมาย ผมรู้ว่าเธอรอผมอยู่ที่ไหนสักแห่ง และกำลังรอให้ผมตามหาเธอจนพบ” 

รินรดาขนลุกซู่ เป็นไปได้ยังไง เขาเคยฝันถึงใครคนหนึ่ง แบบเดียวกับที่เธอเคยฝันถึงเขา ! 

“ค่ะ แล้วยังไงต่อคะ” หญิงสาวยิ้มบาง ๆ เดี๋ยวพอเขาเล่าเรื่องของตัวเองจบ เธอก็มีบางอย่างที่ต้องบอกเขาเหมือนกัน ! 

ชนวีร์กอดอก ไม่กล้าสบตาหญิงสาว “วันแรกที่ทะเลสาบซีหู ผมเห็นคุณซ้อนทับกับภาพในความฝันของผม ผมเอะใจตั้งแต่ตอนนั้น ยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นตอนที่คุณบอกว่าคุณเห็นเหตุการณ์ก่อนที่ผมจะล้ม ผมเข้าใจว่าเราคงมีสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกัน ผ่านความฝันพวกนั้น” 

“อย่างกับเรื่องเหลือเชื่อเลยนะคะ แล้วยังไงต่อคะ คุณเล่าสิ” หญิงสาวพึมพำดุจละเมอ สีหน้าเคลิ้มฝันราวกับล่องลอยอยู่ในทะเลความสุข ! 

ทว่าสีหน้ากระตือรือร้นของเธอกลับทำให้ชนวีร์ยิ่งเจ็บปวด ชักไม่แน่ใจว่าเขาจะรวบรวมกำลังใจให้พูดต่อจนจบได้หรือเปล่า... 

“ทีแรกผมคิดว่าเจอผู้หญิงในฝันคนนั้นแล้ว” 

เมื่อเห็นสีหน้าสุขใจของหญิงสาว ชนวีร์ต้องรวบรวมความกล้ามากที่สุดในชีวิตเพื่อเอ่ยประโยคถัดไป 

“แต่สุดท้ายผมกลับพบว่ามันไม่ใช่... คุณไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น ! ” 

รินรดาตะลึงลาน รู้สึกเหมือนถูกผลักตกลงมาจากตึกสูง หัวใจสะดุดละม้ายจะหยุดเต้น ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยอาการช็อก 

“คุณ...คุณว่ายังไงนะคะ” น้ำเสียงตะกุกตะกักคล้ายไม่แน่ใจว่าได้ยินผิดพลาดหรือเปล่า 

“ผมขอโทษ” ชนวีร์หลบตาหญิงสาว 

“ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้นคะ หรือว่า...” ความเข้าใจราง ๆ เริ่มผุดขึ้นทีละนิด เมื่อระลึกได้ว่าเขาปักใจกับรถของเธอมากผิดปกติ  

“ผู้หญิงในความฝันของคุณ ใช้รถมินิสีเหลืองเหรอคะ” ความคิดที่จะบอกเล่าเรื่องของเธอให้เขาฟังปลาสนาการไปจากใจจนหมดสิ้น 

จะเล่าทำไม ในเมื่อเธอไม่ใช่คนที่เขาต้องการ ! 

ชายหนุ่มพยักหน้า ละรายละเอียดเรื่องสัมผัสว่างเปล่า และพิธีหมั้นหมายในความฝันไว้ เพราะพูดไปก็มีแต่จะทำให้เธอยิ่งเจ็บช้ำ สีหน้าเขาบอกชัดถึงความรู้สึกผิด  

“ผมขอโทษที่คุณไม่ใช่ผู้หญิงที่ผมฝันถึง” 

รินรดาหายใจเข้าช้า ๆ รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้มั่น 

“แสดงว่าทั้งหมดที่คุณทำลงไป ก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงในความฝันของคุณงั้นสิ” หญิงสาวไม่แปลกใจเลยที่น้ำเสียงของเธอจะเคว้งคว้างว่างเปล่าจนน่าใจหายอย่างนี้ 

“ผมขอโทษ” ชนวีร์ย้ำคำเดิม 

“ถ้าไม่ใช่เพราะความฝันพวกนั้น ผู้หญิงอย่างฉันจะไม่มีวันได้เข้าไปอยู่ในสายตาของคุณเลย ฉันเข้าใจถูกไหมคะ” รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าบาง ๆ 

ทว่าชนวีร์กลับไม่สบายใจกับท่าทางนั้น มันคล้าย... 

ใช่...มันคล้ายกับว่าเธอกำลัง... 

“หลิว คุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ชนวีร์อยากเขกหัวตัวเองนัก ! 

ทำไมเขาถึงไม่คิดให้รอบคอบกว่านี้ ผู้หญิงคนนี้มีบาดแผลลึกจากอดีตคู่หมั้น ทำให้หญิงสาวเฝ้าตอกย้ำตัวเองอยู่เสมอว่าเธอดีไม่พอ รอยคำหยาบหยามของสองแม่ลูกยังเป็นแผลเล็ก ๆ อยู่ในใจเธอไม่จาง และนี่...เขาเพิ่งเปิดปากแผลนั้น ลงมีดซ้ำไปที่เดิม...อีกครั้ง ! 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจดี” เธอสบสายตาเขา แต้มยิ้มที่ทำให้คนมองใจหายวาบ เพราะมันเต็มไปด้วยแววเยาะหยันชัดแจ้ง ทั้งที่ดวงตาเธอนิ่งงันราวกับไร้ความรู้สึก 

“หลิว...ผมขอโทษ”  

“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ เพราะฉันไม่ได้เสียใจ ไม่ต้องสงสารฉันด้วย คุณต่างหากที่ต้องการมันมากกว่าฉัน”  

รินรดาขยับเข้าไปปลดผ้าพันคอของเธอคืน...ผ้าพันคอผืนที่เธอพันให้เขาด้วยความห่วงใย ! 

“ผู้ชายอย่างคุณ ไม่มีค่าพอให้ฉันเสียใจหรือเสียดายที่ต้องสูญเสียไปหรอก แล้วก็อย่าคิดด้วยว่าคุณจะทำให้ฉันเจ็บอย่างที่กานนเคยทำ เพราะมันไม่ใกล้เคียงเลย อย่างน้อยนนเขาก็ทำทุกอย่างเพราะความรัก เขากล้าเชื่อฟังหัวใจ เขาทิ้งฉันเพราะความที่รักแม่มากกว่าฉัน” เธอสบตาเขาท้าทาย  

“แต่คุณ...คุณใช้ชีวิตอยู่แต่กับเหตุผล เฝ้าตามหาคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนหรือเปล่า คุณพร้อมจะรับใครเข้ามาในชีวิตก็ได้ ขอเพียงแค่ให้คน ๆ นั้นเป็นคนที่คุณฝันถึง น่าเศร้านะคะคนที่เก่งขนาดคุณกลับไม่เข้าใจความหมายของการเดินทางเลยสักนิด คุณเลือกที่จะให้ความสำคัญกับปลายทาง จนลืมไปว่าความรื่นรมย์ที่แท้จริง มันอยู่ที่ความสุขระหว่างเส้นทางของการตามหานั้นต่างหาก”  

เธอยกมุมปากนิด ๆ แทนการยิ้มเยาะ ซึ่งนั่นกลับเชือดเฉือนความรู้สึกเขายิ่งขึ้น  

“ฉันขอให้คุณโชคดี เจอคนที่ตามหาสมดังความตั้งใจนะคะ” หญิงสาวหมุนกายเข้าไปในวัดตามทางที่เห็นชาวคณะลับหายไปทันที 

ชนวีร์เผลอเอื้อมมือไปเพื่อรั้งเธอไว้ หากสติก็เตือนเขาให้ปล่อยเธอไป ชายหนุ่มมองมือตนเองที่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า แล้วทิ้งแขนลงข้างกายราวกับหมดเรี่ยวแรง 

ความเศร้าเร้นลับค่อย ๆ หลั่งล้นเข้ามาในใจ เขารู้สึกราวกับบางสิ่งที่ผูกพันแนบชิดหัวใจถูกกระชากปลิดปลิวไปพร้อมกับผู้หญิงคนนั้น...ผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในความฝันของเขา ! 

ชนวีร์เก็บถ้อยคำของเธอเข้ามาในใจโดยไม่รู้ตัว ขณะที่คำถามยังกึกก้องอยู่ในหัวเป็นประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ถ้าเขาทำสิ่งที่ ถูกต้อง’ แล้ว ทำไมหัวใจถึงได้เจ็บแปลบอย่างนี้... 

รินรดาบังคับตัวเองให้เดินห่างออกมา หญิงสาวสูดหายใจแรง กลืนน้ำตาให้ไหลย้อนกลับลงไปภายใน และกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไห้ มือกำแน่นจนเล็บจิกลงในเนื้ออย่างแรง 

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในอาราม พ้นจากสายตาของชายหนุ่ม รินรดาก็เอนพิงผนังใกล้ตัว ก่อนจะทรุดกายลงช้า ๆ อย่างหมดเรี่ยวแรง เธอกดมือลงที่หน้าอกเบื้องซ้ายราวกับว่าจะหยุดอาการเจ็บแปลบไม่ให้แผ่ขยายไปมากกว่านี้ หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ไหลซึมอยู่ในปาก เธอหายใจขัด สะอื้นแรงจนไหล่ไหว สะท้าน ทว่าไม่มีน้ำตาสักหยด !  

เสียงแหบแห้งพึมพำย้ำกับตัวเองซ้ำ ๆ 

“ไม่มีอะไรควรเสียใจสักนิด ไม่มีเลย ! ” 

หญิงสาวโผเผไปคุกเข่าลงกราบนมัสการพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกสีขาว ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเซี่ยงไฮ้ และค้างอยู่ในอิริยาบถนั้นเนิ่นนาน เธอสวดมนต์ด้วยบทสวดสั้น ๆ เท่าที่พอนึกได้เพื่อสงบสติ ไม่รู้ตัวเลยว่าหยาดน้ำตาไหลรินออกมาตั้งแต่ตอนไหน !  

น้ำเสียงของเขาก้องกังวานซ้ำไปมา      

‘คุณไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น ! ’ 

หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาไหลจนกระบอกตาแห้งผาก แล้วจึงขยับขึ้นนั่งพนมมือ แหงนหน้ามองพระพุทธรูปสลัก พยายามดูดซับความเข้มแข็งจากดวงเนตรฉายแววเมตตานั้น มือขาวยกขึ้นกรีดเช็ดน้ำตา ก่อนเชิดหน้าย้ำกับตัวเอง 

ผู้ชายในฝันของเธอ ไม่มีวันพูดจาทิ่มแทง ทำร้ายใจผู้หญิงที่เขารักอย่างนี้หรอก ! 

ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจเลย กะอีแค่เธอไม่ใช่ผู้หญิงของเขาเท่านั้นเอง ! 

เป็นนานกว่ารินรดาจะรวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นยืนไหว เมื่อหญิงสาวออกจากอารามพระหยกขาว ลูกทัวร์ที่เข้าไปด้านในเพื่อชมรอบวัดก็ย้อนกลับมาเจอกันพอดี  

ปรานีเป็นคนแรกที่เห็นรินรดาตาแดงช้ำ จึงรีบปราดเข้าไปลูบหน้าลูบหลังถามไถ่ด้วยความตกใจ  

“หนูหลิว เป็นอะไรไปลูก” ทว่าหญิงสาวเพียงส่ายศีรษะ แทบไม่เหลือกำลังใจตอบอะไร ฉวีวรรณขยับเข้าไปยืนประกบอีกด้าน บีบมือเด็กสาวคราวลูกไว้ 

แม้จะรู้สึกได้ถึงความห่วงใยเช่นที่เธอเคยโหยหามาตลอดชีวิต แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดในใจบรรเทาลงไปได้ หญิงสาวเม้มปากแน่น รู้สึกถึงรอยแผลเจ็บแปลบด้านใน เธอฝืนยิ้มแก้ตัวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า 

“หลิวแสบตาเพราะว่าควันธูปในอารามน่ะค่ะ น้ำตาก็เลยไหล”  

ผู้อาวุโสเหลียวมองรอบกาย หา ‘เงา’ ที่เคยตามติดหญิงสาวอยู่ไม่ห่าง ถ้าเขายังยืนอยู่ตรงนี้ ใคร ๆ ก็คงยอมเชื่อรินรดาแต่โดยดี แต่ทุกคนก็เห็นเหมือนกัน ว่าตอนลงจากรถสองหนุ่มสาวหลบไปยืนคุยกันตามลำพัง และปฏิเสธร่วมคณะเข้าชมวัดพระหยกขาว หญิงผู้สูงวัยกว่าจึงค่อนข้างมั่นใจว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ 

ปรานีโอบหญิงสาวเข้าใกล้ มือเหี่ยวย่นแตะริมฝีปากรินรดาที่มีรอยแตก เห็นคราบเลือดบาง ๆ ยังซึมอยู่ จึงพึมพำด้วยน้ำเสียงเวทนา  

“เด็กโง่เอ๊ย ทำไมถึงทำอย่างนี้กับตัวเองล่ะลูก”  

ทั้งน้ำเสียงและท่าทีห่วงใยของปรานีเป็นคล้ายน้ำหยดสุดท้ายที่ทำให้ทำนบน้ำตาของรินรดาภินท์พัง หญิงสาวผวาเข้าไปกอดผู้อาวุโสแน่น ร้องไห้ออกมาเต็มที่ ไหล่บอบบางไหวโยนด้วยแรงสะอื้น 

สมาชิกรอบด้านแตกตื่น ถอยฮือล้อมสองสาวสองวัยอยู่ห่าง ๆ 

ปรานีลูบหลังปลอบโยนคนในอ้อมกอด พลางหันไปหาเพื่อน ๆ ให้ช่วยกันปลอบประโลมเด็กสาวคราวลูก 

พรประภาในฐานะพี่ใหญ่ประจำกลุ่มดูจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าใคร เธอจึงเจ้ากี้เจ้าการออกคำสั่งแจ้ว ๆ คลี่คลายสถานการณ์ 

“เอ้า! สินเอ๊ย...ทำอะไรอยู่ชักช้าจริง รถไปทางไหน นำไปเสียทีสิ ไป! พวกเราหน้าเดินจ้า มีอะไรไปคุยกันต่อที่รถละกัน หลิวจ๋า...มะรืนนี้ก็จะกลับบ้านแล้ว เดี๋ยวไปนั่งกับพวกอี๊บ้างนะ จะได้คุยกัน”  

หญิงสาวพยักหน้ารับคำทันที 

บรรยากาศอึมครึมรอบกายบรรเทาลงเล็กน้อย สินรีบแซวพรประภากลับเพื่อกลบเกลื่อนและนำชาวคณะกลับไปที่รถ ภูมิและแพรพลอยซึ่งสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ได้แต่หันมาสบตากันด้วยสีหน้าไม่สู้ดี 

รินรดาถดกายจากอ้อมกอดของปรานี แล้วเลื่อนไปโอบเอวผู้สูงวัยไว้แทน คล้ายยึดเป็นหลักพักพิง ก่อนปล่อยให้สตรีอาวุโสจับจูงกลับไปที่รถอย่างเลื่อนลอย 

ชนวีร์ซึ่งนั่งคอยอยู่ไม่ไกลจากลานจอดรถเห็นภาพนั้นเต็มตา ผู้หญิงร่างบางสูงเพรียวอยู่ท่ามกลางหมู่ผู้อาวุโส ดวงหน้าที่เคยสดใสร่าเริง กลับชอกช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ท่าทีที่ต้องคว้าเอวของปรานีไว้ บอกชัดว่าเธอแทบไม่มีแรงเดินอยู่แล้ว ! 

เขานึกอยากเข้าไปคว้าเธอมากอดแนบอก อยากให้เธอมาร้องไห้อยู่กับบ่ากว้างนี้แทน มือของเขาจะลูบศีรษะเธอเบา ๆ และกระซิบคำปลอบโยนที่ข้างหู  

ผมขอโทษ เรามาเริ่มกันใหม่เถอะ ช่างหัวความฝันนั่น ! 

หากอีกใจย้ำว่าไม่มีประโยชน์ เพราะเธอไม่ใช่คนที่เขาตามหา ! 

รินรดาไม่ได้ปรายตามาทางเขาแม้แต่น้อย สายตาที่แลเลยผ่านไป ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกคล้ายมีใครถ่วงหินผาลงในใจ ทั้งหนักหน่วง และชืดชาจนน่าอึดอัด ทว่าชนวีร์ก็หลอกตัวเองว่าเขาแค่เจ็บใจที่ถูกเมินเท่านั้น 

ภูมิและแพรพลอยเป็นสมาชิกเพียงสองคนจากในคณะที่เข้าไปสมทบกับชายหนุ่ม น้องชายตำหนิเขาด้วยสายตาชัดเจน ขณะที่น้องสะใภ้เพียงส่ายหน้า ไม่พูดอะไรสักคำ 

นักธุรกิจหนุ่มผ่อนลมหายใจออกเนิ่นช้า รู้สึกแย่กับการกระทำของตัวเองไม่น้อยไปกว่ากันสักนิด ! 

 

แม้รถโค้ชจะใช้เวลาเดินทางไปยังภัตตาคารเพื่อรับประทานอาหารเย็นเพียงครู่สั้น ๆ แต่บรรยากาศบนรถก็กลับอึมครึมอึดอัดจนระยะเวลาชั่วสิบนาทีนั้น กลับยาวนานราวกับจะทอดออกไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น  

เมื่อมาถึงร้านอาหารพรประภาสั่งให้สินจัดที่นั่งให้รินรดาย้ายไป ‘โต๊ะโน้น’ โดยไม่สนใจเลยว่าเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ ‘โต๊ะนี้’ จะว่างลง 

ชนวีร์รับประทานอาหารเงียบ ๆ เพิ่งรู้ว่าที่นั่งว่าง ๆ ข้างกายมีผลกับความรู้สึกของเขาถึงเพียงนี้ มือขาวบางที่เคยหยิบโน่นส่งนี่ให้เขา และเสียงเจื้อยแจ้วที่เคยชวนคุยระหว่างมื้ออาหาร วันนี้เมื่อขาดหายไป ชายหนุ่มจึงได้รู้ว่าโลกของเขามันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน 

ทั้งที่จริงแล้ว...โลกของเขาก็เป็นอย่างนี้มาตลอด เงียบขรึม จริงจัง และเปล่าดาย 

ชนวีร์อยากรู้...ตั้งแต่ที่เธอหันหลังเดินจากไป เขากับเธอ...ใครเจ็บปวดมากกว่ากัน 

ชายหนุ่มแอบเหลือบแลไปยังโต๊ะอาหารฝั่งโน้น พร้อมกับรู้สึกตื้อไปหมดทั้งใจ เมื่อเห็นรินรดาหวนกลับไปอยู่ในอารมณ์สดชื่นได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากเรียวบางขยับจ๋อย ๆ ได้ยินเธอชวนใครต่อใครคุยอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะครื้นเครงดังจากโต๊ะโน้น ผิดกับความเงียบเชียบที่โต๊ะนี้โดยสิ้นเชิง 

ผู้หญิงคนนี้คล้ายมีมนต์วิเศษ ไม่ว่าใครอยู่ใกล้ก็ต้องตกหลุมเสน่ห์ของเธอกันทั้งนั้น ผู้หญิงที่ทั้งคุยเก่ง ฉลาดทันคน และช่างเอาใจอย่างนี้ เขาจะไม่แปลกใจสักนิดถ้าได้ยินใครบอกว่าชอบเธอ 

ชนวีร์ถอนหายใจยาว 

เพราะแม้แต่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจเลย ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะก้าวพ้นคำสาปนั้นของเธอไปได้ ! 

 

รถโค้ชแล่นผ่านย่านสำคัญของเซี่ยงไฮ้ไปช้า ๆ เลาะไปตามถนนสายสวยที่ตัดเลียบท่าเรือน้ำลึกอันเลื่องชื่อของเมือง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามหาดไวทัน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากเป็นจุดถ่ายทำภาพยนตร์จีนชื่อดัง ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ นั่นเอง 

หลังจากปล่อยให้ลูกทัวร์ถ่ายรูปหาดไวทันในยามค่ำคืนเรียบร้อยแล้ว สินก็พานักท่องเที่ยวลงบันไดเลื่อนไปยังชั้นใต้ดิน เพื่อขึ้นรถไฟในอุโมงค์ไฮเทคลอดใต้แม่น้ำ ข้ามไปยังฝั่งเมืองใหม่ 

รถไฟค่อย ๆ เคลื่อนขบวนเข้าสู่ความมืดมิด มองเห็นเพียงแสง สี เสียงตระการตา และเลเซอร์สารพัดสีที่ยิงไปยังปลายอุโมงค์ด้านมืดซึ่งอยู่ลิบตา  

รินรดายืนเกาะราวริมโบกี้แน่น ดวงหน้าซีดเผือด มีเพียงมือนุ่มนวลของปรานีที่กระชับมือหญิงสาวไว้เบา ๆ แทนการปลอบขวัญ 

ขณะที่ผู้คนพากันสนใจแสงสีงดงาม ชนวีร์กลับหลบไปยืนอยู่ท้ายขบวนเพียงลำพัง ความมืดมิดรอบกายทำให้ภาพหนึ่งวาบขึ้นมาในหัว ชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่มันออกไป หากสำนึกที่บอกว่าเขาเคยฝันถึงเหตุการณ์นี้มาก่อน ทำให้ชนวีร์หลับตาทบทวนความทรงจำ  

เมื่อลืมตาขึ้นเขาเห็นตัวเองยืนอยู่หลังรินรดา เอื้อมมือไปวางทับมือหญิงสาวไว้ 

แม้จะเป็นความฝัน แต่เขากลับจำได้ดีว่ามือเธอเย็นเฉียบ จึงก้มไปกระซิบถามด้วยความเป็นห่วง 

‘หลิวกลัวความมืดหรือ’  

คนปากแข็งไม่ตอบ แต่เม้มปากแน่น และมือก็สั่นน้อย ๆ จนชนวีร์รู้สึกได้ 

‘ไม่มีอะไรต้องกลัวนะ หลิวอยู่กับผมแล้ว ผมจะดูแลคุณเอง’  

ผู้หญิงผอมบางเลิกคิ้ว ขณะหันมาถามเขา  

‘ฉันกลัวความมืดอย่างนี้ คุณจะช่วยยังไง’ 

‘ที่เรากลัวก็เพราะไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่เพียงแค่หลิวหลับตาลง แล้วก็เชื่อใจผม ให้ผมเป็นคนพาคุณฝ่าความมืดนี้ออกไป หรือถ้าคุณกลัวที่จะต้องหลับตา ผมก็จะเป็นไฟส่องนำทางให้คุณเอง’ 

ผู้ฟังยิ้มบาง ๆ อย่างนุ่มนวล 

แม้ในแสงสลัวอย่างนั้น ชนวีร์ก็ยังเห็นความอ่อนหวานจากดวงหน้าหญิงสาวได้ชัดเจนหัวใจ  

รินรดาสบตาเขา กระซิบเสียงแผ่วเบา หากแจ่มชัดเหลือเกินในห้วงความรู้สึกของคนฟัง 

‘ขอบคุณค่ะคุณวีร์ ถ้าฉันจะรักใครสักคน ฉันก็อยากจะให้ขผู้ชายคนนั้นเป็นคุณ’  

ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าตัวเอง เขาพึมพำตอบกลับไป 

‘ขอบคุณ...ผมจะรอวันนั้น’ 

ชนวีร์หัวใจพองฟูราวกับมีลมอัดแน่น ครั้นต้องกลับมาหยัดยืนบนโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง หัวใจดวงนั้นก็พลันห่อเหี่ยวราวกับมีใครบางคนจิ้มเข็มลงไปบนลูกโป่ง ! 

“พี่วีร์ พี่วีร์ ! ลงจากรถไฟได้แล้วเร็ว เรายังต้องเดินตามสินไปชมหอไข่มุกกันต่อนะ” เสียงเรียกนั้นปลุกชนวีร์จากภวังค์ เขากะพริบตาถี่ด้วยความมึนงง และเมื่อเห็นน้องชายกับน้องสะใภ้ยืนอยู่ตรงหน้าก็ได้สติ หมอกม่านรางเลือนในหัวทำให้เขาหลงทางอยู่ในความสับสนไปชั่วขณะ 

หลวงปู่เคยบอกว่าความฝันบางอย่าง ก็เป็นแค่ภาพมายาจากจิตใต้สำนึกอันเปื้อน ! 

ท่องไว้...จำไว้...รินรดาไม่ใช่ผู้หญิงในฝันของเขา ไม่อย่างนั้นเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ต้องเกิดขึ้นสิ ! 

ชายหนุ่มรู้สึกถึงกระบอกตาที่ร้อนผ่าวจนแทบแผดไหม้ เมื่อระลึกถึงข้อสรุปอันแสนเศร้า ...ทั้งหมดที่เขาเคยฝันถึงรินรดาเป็นเพียงจิตนิวรณ์เท่านั้นเอง 

ไม่มีประโยชน์ ไร้สาระสิ้นดี ! 

กระนั้นชนวีร์ก็อดเหลียวมองรอบกายหาผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ และก็เห็นเธอถูกกลุ่มผู้อาวุโสประกบซ้ายขวาพาออกจากโบกี้รถไฟนำหน้าอยู่ไม่ไกล 

ชายหนุ่มก้มหน้าเดินตามน้องชายไป เสียงตัวเองจากในความฝันยังก้องสะท้อนอยู่ในหัวตลอดเวลา 

‘ผมจะรอวันนั้น’ 

โชคชะตาช่างเล่นตลกอย่างเหลือเชื่อ 

ไม่มีวันนั้นอีกต่อไปแล้ว ! 

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

มาถึงสองในสามของเล่มแล้ว

อีก 8 ตอนนะคะ กว่าจะจบ

ใครสนใจอยากอ่านรวดเดียว

กดโหลดอีบุ๊กกันโลดเลยค่า

 

ใครซื้ออีบุ๊กแล้ว

ส่งหลักฐานมาให้สิริณด้วยนะคะ

จะส่งของที่ระลึกไปให้ ^^

 

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

 

 

 

 

 

 

 

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น