หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 ป้ อ น ย า (3)

ชื่อตอน : บทที่ 3 ป้ อ น ย า (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 344

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 17:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ป้ อ น ย า (3)
แบบอักษร

“อ้าว...”

               อ้าว?! หลี่จิวฮวาจมูกบี้แบนอยู่กับพื้นยังพ่นลมหายใจแรง นางควรรู้สึกเช่นไรกับคำนี้ อ้าวของเขามีความหมายเช่นไร สงสารเวทนาหรือนึกขบขันนาง?

               “เจ็บแขนไม่พอ ยังคิดให้ตัวเองเป็นอัมพาตหรืออย่างไร”

               นางยกศีรษะขึ้น หันมามองตาวาว

               “ท่าน...” พูดออกมาครึ่งคำ มือใหญ่ร้อนจัดมือหนึ่งก็วางลงบนศีรษะของนาง

               “ซุ่มซ่าม” เขาว่านาง ทั้งยังไม่ช่วยยกตัวนางขึ้น กลับเดินลิ่วจากไป นางต้องตะเกียกตะกายลุกขึ้นเองท่ามกลางสายตาผู้คน รู้สึกอับอายขายหน้าจนต้องก้มหน้างุด เท้าทั้งสองซอยถี่เร็วรีบรุดออกมาจากร้าน

               หลิวอิงไม่อยู่แล้ว หันซ้ายแลขวาไม่พบแม้แต่เงา

               ความจริงเขาจากไปเช่นนี้ มิใช่เรื่องดีหรอกหรือ ไฉนในใจของนางจึงรู้สึกว่างโหวงเล็กน้อย

               หลี่จิวฮวาใช้นิ้วขยี้ปลายจมูกตัวเอง และใช้มืออีกข้างตบๆ ลงบนหน้าอก ‘ของ’ ยังอยู่ดี มันคือสิ่งใดจนป่านนี้ยังไม่รู้แน่ชัด นางหยิบออกมาพลิกซ้ายพลิกขวามองอย่างพิจารณา อยากเปิดดูสิ่งที่อยู่ด้านในแต่หากทำเช่นนั้น ไม่นับว่าเป็นคนไร้มารยาทหรอกหรือ สุดท้ายจึงตัดใจเก็บสิ่งนั้นไว้ในสาบเสื้อตามเดิม

               ถอนหายใจหนึ่งรอบ เงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบนที่ไร้เมฆหมอก

               ฟ้าใส อากาศดี สมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิที่รอคอย

               หลี่จิวฮวาไม่ชอบหิมะ ไม่ชอบความหนาวเหน็บ มันทำให้นางคิดถึงยามถูกขังอยู่ในถ้ำอย่างโดดเดี่ยว หลายปีมาแล้วนางกลายเป็นแมวปีศาจอาละวาดไล่กัด ไล่ข่วนผู้คน อาจารย์ปู่จึงจับนางไปขังไว้ในถ้ำ ร่ายอาคมไม่ให้นางออกมาได้ อยู่เป็นเดือนกว่านางจะสามารถควบคุมลมปราณปีศาจไม่ให้คลุ้มคลั่ง

               ‘เสี่ยวฮวา เจ้าต้องระวังให้มาก ครั้งนี้ถึงแม้ควบคุมได้แล้วก็ว่าจะควบคุมได้ตลอดไป จงมีสตินึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา หากพลังของมันมากเกินกว่าเจ้าจะสู้ไหวก็จงมาที่ถ้ำแห่งนี้ ขังตัวเองไว้จนกว่าเจ้าจะมีสติกลับคืน’

               นางได้แต่หวังว่าจะไม่ต้องกลับไปยังถ้ำแห่งนั้นอีก

               หลี่จิวฮวาพรูลมออกจากปาก ยกมือเท้าสะเอว กวาดสายตาไปมา

               รอคนแซ่อู๋อยู่เช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะพบเมื่อไหร่ สู้ออกตามหา รีบส่งสิ่งของแล้วกลับหลิงซานไม่ดีกว่าหรือ คิดได้ดังนั้นหลี่จิวฮวาจึงเริ่มออกตามหาคนผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน

               เดินกะเผลกตามหาอยู่ครึ่งชั่วยาม แทนที่จะได้พบคนที่ตามหากลับมาเจอ ‘มารผจญ’ แทน

               ร้านบะหมี่ข้างถนน ตอนที่นางกำลังจะนั่งลงบนเก้าอี้ เขาก็ปรากฏกายตรงหัวมุมถนน ยกมือเหนือศีรษะทักทายราวกับสนิทชิดเชื้อ 

เฮอะ...นางสะบัดหน้าหนี ทำเหมือนสนิทกันนักหนา นอกจากชื่อแล้วนางก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย คนลึกลับกวนประสาทเช่นนี้ไม่สมควรจะคบเป็นมิตรสหาย

หลี่จิวฮวาหันไปสั่งบะหมี่หนึ่งชามกับเถ้าแก่ ระหว่างนั่งรอคนผู้นั้นก็ก้าวอาดๆ เข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม

“ใครเชิญท่าน?”

“ไยต้องมีคนเชิญ ข้าอยากนั่งที่ใดก็ย่อมได้”

พูดราวกับมีอำนาจล้นฟ้า หลี่จิวฮวาย่นจมูกใส่อย่างหมั่นไส้ นี่ถ้าไม่ติดว่าเสี่ยวเอ้อนำบะหมี่มาวางตรงหน้า นางคงลุกเดินหนีไปแล้ว แต่บะหมี่มันช่างหอมเย้ายวนจริงๆ เพียงได้กลิ่นของมันนางก็ลืมเลือนทุกสิ่ง

               หลี่จิวฮวาจับตะเกียบ ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่สนใจสิ่งใด เถ้าแก่ร้านนี้ให้บะหมี่มากกว่าที่คิด ตักบะหมี่คำใหญ่เข้าปากสองครั้งแล้ว ยังเหลือให้ตักอีกครั้งหนึ่ง นางเว้นช่วงดื่มน้ำชาไปหนึ่งอึก หลิวอิงเพิ่งจะเปิดปากพูด

               “เดือนก่อน ข้าเจอแมวสีเทาสองตัว”

               นางเหลือบมอง ส่งเสียงอืม ปากเคี้ยวหมุบหมับ มืออีกข้างถูไปมากับขาโต๊ะ เสียงเล็บข่วนโต๊ะดังครืดๆ

“แล้วอย่างไร ท่านทำอย่างไรกับมัน” หลี่จิวฮวาถามก่อนจะอ้าปากงับบะหมี่คำสุดท้าย เส้นบะหมี่เข้าปากไปแล้ว นางกำลังจะเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

“จับมันไว้ที่บ้าน เลี้ยงดูมันมาหนึ่งเดือนแล้ว”

พรืด! บะหมี่พรวดออกมาจากปากของจิวฮวา นางไอโขลกๆ ตบอกแรงๆ สองสามที

“หิวมากหรือเด็กน้อย” เขาถาม ยื่นน้ำชามาให้อย่างมีน้ำใจ

หลี่จิวฮวาหรี่ตามอง ไม่คิดเอื้อมมือออกไปรับ เพราะกำลังนึกสภาพตัวเองยามถูกเขาจับไปไว้ที่บ้าน

เลี้ยงดูอย่างดีงั้นหรือ...อย่างไรเล่า ใส่กรงขัง ป้อนน้ำ ป้อนอาหาร อาบน้ำเช็ดขนให้น่ะหรือ แค่คิดนางก็ขนลุกแล้ว หลี่จิวฮวาส่ายหน้า ตัวสั่น นางยกแขนเสื้อเช็ดปากลวกๆ วางเงินลงบนโต๊ะแล้วเดินลิ่วจากไป

หนีไป! หนีไปให้ไกล! นางไม่อยากถูกขัง แค่ถูกคำสาปให้อยู่ในร่างแมวก็ลำบากพอแล้ว ถ้าต้องอยู่ในกรงขังของคนผู้หนึ่ง นางคงทำใจไม่ได้เป็นแน่

นางก้าวฉับๆ รวดเร็ว คิดว่าหนีมาได้ไกลแล้ว ทว่ามารผจญยังตามไม่เลิกรา เขาก้าวเท้ายาวๆ ฝีเท้ามั่นคง ลมหายใจสม่ำเสมอ ผิดกับนางที่เหนื่อยหอบ หายใจแรงจนหน้าอกสะท้อนขึ้นลง

จิวฮวาเอ๋ยจิวฮวา อุตส่าห์ร่ำเรียนที่สำนักหลิงซาน แต่กลับไม่ได้อะไรเลยจริงๆ แค่เดินหนีคนคนหนึ่ง นอกจากหนีคนไม่พ้นแล้ว ยังเหน็ดเหนื่อยราวกับคนไร้เรี่ยวแรง

นางยกมือกุมศีรษะ อยากทึ้งผมตัวเองเป็นกำลัง แต่เพราะยังพอนึกถึงหน้าตาของสกุลหลี่อยู่ จึงสูดหายใจลึก ค่อยสงบสำรวมลงบ้างเล็กน้อย

หลี่จิวฮวาเดินไปอีกสามก้าวจึงหยุดเท้า หันไปหาคนข้างๆ ยกมือประสาน

“ข้าต้องตามหาคน คงต้องลาแล้วจริงๆ”

นางก้มตัว รีบรุดจากมา แต่เขาก็สาวเท้าตามรวดเร็ว

“ตามหาผู้ใด ข้าอาจช่วยได้”

“เจ้าไม่ใช่คนที่นี่ จะช่วยได้อย่างไร”

“เจ้าอาจไม่รู้ บ้านข้าอยู่ที่นี่”

นางชะงักฝีเท้า ชั่งใจอยู่ครู่จึงหันไปถาม

“ท่านไม่ได้หลอกข้า?”

“ข้าอยู่ที่นี่จริง เพียงแต่บาดเจ็บหนักสองปี ฟื้นฟูร่างกายอีกหนึ่งปี เพิ่งมีเรี่ยวแรงออกมาพบเจอผู้คนเมื่อเดือนก่อน”

“ข้าเชื่อท่านได้?”

“ย่อมได้”

หลี่จิวฮวาขบริมฝีปาก ตัดใจถามออกไป

“ท่านรู้จักคนแซ่อู๋หรือไม่”

“แซ่อู๋?” เขาลูบปลายคางครุ่นคิด สักพักหนึ่งจึงหันมาสบตา “มีครอบครัวหนึ่งอยู่ใกล้ประตูเมืองทางใต้”

“ประตูเมืองทางใต้” หลี่จิวฮวาพึมพำก่อนเดินแกมวิ่งจากไปในทันที

หลิวอิงยืนเอามือไพล่หลังมองตามนาง ในความมืด คนผู้หนึ่งเคลื่อนไหวรวดเร็ว หยุดยืนอยู่ด้านหลัง

“ว่าอย่างไรเฉินหนาน”

“เรียนท่านอ๋อง คุณหนูสามไม่ได้กลับจวนโหวครึ่งปีแล้วขอรับ”

“หมายความว่านางอยู่ที่หลิงซานมาตลอด”

“เป็นเช่นนั้นขอรับ” เฉินหนานหน้าตาสำรวม หากแววตาคลางแคลง “ท่านอ๋องแน่ใจหรือขอรับว่าเด็กคนนั้นคือ...”

“หรือเจ้าคิดว่าเป็นสาวใช้?” หลิวอิงเหลือบมองด้านหลัง กล่าวถ้อยคำจริงจัง “สาวใช้ที่มีป้ายหยกประจำตระกูลติดตัว? นี่เท่ากับขโมยมา? ใครจะกล้าเล่า? หากโดนจับได้โทษหนักหนามิใช่น้อย” เขาหันกลับมา ทันเห็นแผ่นหลังเล็กๆ เคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางฝูงชน ก่อนจะลับหายไปจากสายตา เขาพยักหน้า กล่าวคำ “รีบตามนางไป”

“ไปที่ใดหรือขอรับ”

“บ้านสกุลอู๋”

ความคิดเห็น