แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 45

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 205

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 13:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 45
แบบอักษร

เพียงได้ฟังคำอรรถาธิบายนั้น บ่าวผู้ภักดีต่อตระกูลหมั่นก็แทบจะล้มทั้งยืน คำอุทานไม่เป็นภาษาหลั่งไหลออกมาจากปากแกนับคำไม่ถ้วน ขณะที่ร่างม่อต้อถลาไปยังกองไฟที่กำลังลุกโชนโดยไม่สนใจคำทัดทานของใครหน้าไหนทั้งสิ้น

“คุณนายใหญ่...คุณนายใหญ่...” 

ป้าเซาคร่ำครวญหวนหานายหญิงผู้เป็นที่รักด้วยสุ้มเสียงแหบแห้ง น้ำตาทะลักทลายเบ้าตาทั้งที่ไม่ได้ร้องไห้ สองมือตะเกียกตะกายไขว่คว้า ทำท่าประหนึ่งว่าจะช่วงชิงรูปวาดนั้นคืนมาจากพระเพลิงด้วยน้ำมือของตัวแกเอง 

ฝูงชนเริ่มถอยห่างออกไปพร้อมกับความเวทนาที่พวกเขามีต่อหญิงชราคนนี้ ส่วนคนงานที่ก่อกองเพลิงลนลานดับไฟให้ด้วยความสำนึกผิด  

“ขอโทษนะป้า เราทุกคนไม่ได้ตั้งใจ เราถูกคุณนายหมั่นจ้างมาขนของ แต่อยู่ๆคุณนายก็สั่งให้เราของพวกนี้ด้วย” คนถอดเสื้อซึ่งมีลักษณะท่าทางเป็นหัวหน้างานรีบออกตัว ระหว่างที่ผู้สูงวัยเหลือกตาขึ้นมอง และสะดุดใจกับคำว่า “ของพวกนี้” ซึ่งหมายความว่าของที่ถูกสั่งเผามีมากกว่ากรอบรูปนี้ 

น้ำที่ถูกสาดจากถังอะลูมิเนียมเหือดหายไป ควันลอยขึ้นสูง ก่อนจะปรากฏภาพข้าวของที่บัดนี้มอดไหม้กลายเป็นกองขี้เถ้าหมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง มือที่สั่นระรัวของป้าเซาเอื้อมไปหยิบจับซากสีดำมะเมื่อมทีละชิ้นด้วยความอาวรณ์ปนเสียขวัญซึ่งแสดงออกมาในรูปของน้ำตาที่พรูพรั่งไม่มีหยุด ที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือแกจำของทุกชิ้นได้ดี ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาทรายที่คุณท่านซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดคุณชายใหญ่ กำไลหยกที่คุณนายใหญ่ชอบสวม และเครื่องรางที่คุณชายใหญ่พกติดตัว เป็นต้น 

ป้าเซาสูดหายใจแรง ลุกขึ้นยืนและบังคับร่างอันอ่อนล้าตัวเองไม่ให้ซวนเซ ขณะกระทืบเท้าปึงปังเข้าไปในบ้าน ภาพแรกที่แกเห็นคือร่างบางของเหล่ฟั้นที่กำลังขดตัวนั่งทำท่าเหมือนกำลังรอการมาถึงของคนใดคนหนึ่งอยู่ 

“ป้าเซา เราจะทำยังไงกันดีคะ” เด็กสาวรีบจนเรียบเรียงคำพูดไม่ถูก แต่ครั้นได้นัยน์ตาส่อแววโทสะของผู้อาวุโส เธอก็เงียบไปด้วยความตื่นกลัว 

“ไว้ค่อยพูดกันทีหลัง” หญิงรับใช้วัยชราพูดแทรกอย่างคนที่ตัดสินใจได้เฉียบขาด ก่อนจะตบเท้าขึ้นบันไดไปเผชิญหน้ากับต้นตอของเรื่องทั้งหมด 

“นั่นป้าจะทำอะไร” เหล่ฟั้นตะเบ็งเสียงถามไล่หลัง แต่ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะป้าเซากระชากลูกบิดเปิดประตูห้องคุณนายเข้าไปเป็นที่เรียบร้อย 

“ว้าย! นี่แกเข้ามาได้ยังไงน่ะ” เสียงตวาดดังลั่นมาจากในห้องนั้น 

“อีฉันทนคุณนายไม่ไหวแล้ว” ผู้ชราภาพโพล่งขึ้นด้วยความคั่งแค้นทั้งหมดที่มี “คุณนายบอกอีฉันมาทีว่าทั้งหมดนี้มันคือเรื่องอะไร อีฉันยอมนิ่งดูดาย ปล่อยให้คุณนายทำนู่นทำนี่มาเป็นสิบโดยไม่เคยที่จะขัดสักครั้ง แล้วนี่คือสิ่งที่คุณนายตอบแทนกับตระกูลของสามีคุณนายและอีฉันหรือ” 

“แกพล่ามเรื่องอะไรของแกน่ะ” อีกฝ่ายเถียงด้วยเสียงดังพอๆกัน 

“ถึงอีฉันจะโง่เง่า ไม่ได้เล่าเรียนหนังสือมา คุณนายก็อย่าคิดว่าจะหลอกอีฉันเรื่องที่คุณนายสั่งเผาของล้ำค่าของตระกูลได้” 

“เรื่องของตระกูลที่ไหนกัน ก็แค่ผู้หญิงคนนึงกับลูกชายของมันก็เท่านั้น” หญิงสาวประชดพร้อมกับถลึงตาแดกดันผู้บุกรุกห้องส่วนตัวหล่อน 

“อย่าบังอาจเรียกคุณนายใหญ่กับคุณชายใหญ่ด้วยคำพูดต่ำช้าแบบนั้นนะ” ป้าเซาระเบิดเสียงพลางสืบเท้าเข้าหาตัวผู้สูงศักดิ์อย่างสิ้นความเกรงใจ ผู้อ่อนวัยกว่าถอยกรูดไปทีละก้าว ตัวสั่นเต้นเมื่อเห็นหญิงชราไล่ต้อนเข้ามาไม่ลดละ 

“หยุดนะ หยุด ฉันสั่งให้แกหยุดไง” 

“อีฉันไม่หยุด...” ป้าเซาเสียงเขียว 

“ฉันเป็นเจ้านายแกนะ นังแก่บ้า”  

“เจ้านายเหรอ หึ” ข้าเก่าแค่นขำ “อีฉันทำงานรับใช้เฉพาะตระกูลหมั่น ไม่ได้รับใช้เหลือบริ้นที่ดูดกินเลือดเนื้อของตระกูลอย่างคุณนาย” 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้าแกไม่หยุดอย่ามาหาว่าฉันใจร้ายนะ” หยิงโถวข่มขู่ได้แต่วาจา เนื้อเสียงกระท่อนกระแท่นด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย   

“อีฉันไม่หยุดแน่ ถ้าคุณนายยังไม่สำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไปกับพวกท่านทั้งสอง” ป้าเซาตะคอกกลับพร้อมทั้งยกนิ้วชี้หน้าด่า “จิตใจของคุณนายทำด้วยอะไร คุณนายถึงไม่รู้จักบุญคุณคนอื่นบ้าง ตอนที่คุณนายใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่เคยตั้งแง่เกลียดชังคุณนายเลย ทั้งที่คุณนายเป็นฝ่ายแย่งชิงความรักมาจากสามีของท่าน มีแต่คุณนายนั่นแหละที่อาฆาตแค้นท่านอยู่ฝ่ายเดียว” 

“แกไม่ใช่ฉัน แกก็พูดได้นี่...น้ำหน้าอย่างแกไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าแม่ลูกคู่นั้นสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ฉันกับอาเชิงมากแค่ไหน พวกมันเป็นเหมือนเงาติดตามตัวฉันกับลูกเสมอ แม้พวกมันจะไปผุดไปเกิดใหม่ถึงไหนแล้ว ช่งจีก็ยังรักใคร่เทิดทูนพวกมันอยู่ ฉันทำดีให้ตายยังไง ช่งจีก็ตีค่าฉันเท่ากับนังลูกครึ่งนั่นเลย” 

ป้าเซาซึ่งถูกความโกรธครอบงำจนหน้ามืดตามัว ต่อว่าแทงใจดำหล่อนอย่างรุนแรง “คุณนายใหญ่ท่านเป็นผู้ดีแต่กำเนิด รู้จักวางตัวและมีมารยาท ตลอดชีวิตก็มีแต่คุณท่านคนเดียว ไม่เหมือนคุณนายที่โตมากับกองขยะ ได้รับความเมตตาจากคุณท่านกับคุณนายใหญ่แล้วไม่เคยรู้สำนึก ยังกล้ามีคนอื่นได้ไม่อายฟ้าดิน” 

ความรู้สึกบางอย่างแล่นจี๊ดขึ้นมาจับใจหล่อน...หยิงโถวกรีดร้องดังชนิดได้ยินไปไกลสามบ้านแปดบ้าน บันดาลโทสะด้วยการใช้พละกำลังทั้งมวลที่มีผลักหญิงชราจนเอียงวูบ ตามด้วยเงื้อมือฟาดฉาดลงที่แก้ม ฝากรอยช้ำเป็นผื่นแดงบนใบหน้ายับย่นของแก ป้าเซาล้มตึงประจวบเหมาะกับวินาทีที่เหล่ฟั้นปราดเข้ามา 

“ป้าเซา” เด็กสาวร้องเรียกพลางย่อตัวลงนั่ง หันหน้าไปทางเจ้านายสาว กุมมือทำท่าขอขมาลาโทษ “หนูกราบขอโทษแทนป้าเซาด้วยเจ้าค่ะ แกได้รับบทเรียนที่สาสมแล้ว คุณนายกรุณายกโทษให้แกด้วยนะเจ้าคะ” 

“ไม่มีการยกโทษอะไรทั้งนั้น” หยิงโถวตวาดด้วยโทสะที่ยังกรุ่นอยู่ “ฉันเคยบอกแล้วว่าถ้ายังรักจะอยู่บ้านนี้ก็อย่าขัดใจฉัน ที่แกทำลงไปมันไม่ใช่แค่ขัดใจธรรมดา แต่ยังกล้าหือกับเจ้านายอย่างฉัน...แล้วเราก็จะได้เห็นดีกัน” 

“คุณนาย” เหล่ฟั้นเรียกเสียงระโหย เอาตัวขวางร่างป้าเซาไว้ 

“หลีกไป นังเด็กจุ้นจ้าน” หล่อนพาลพาโล 

หมุ่ยไจ๋ยอมหลบให้แต่โดยดีเพราะคิดว่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ 

“เวลาของแกในบ้านหลังนี้หมดแล้ว อีแก่” หยิงโถวกัดกรามเรียกคู่กรณีด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยาม “แกมันเชื่องช้างุ่มง่าม ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเปล่า ฉันอยากจะเฉดหัวแกไปจากที่นี่ตั้งนานแล้ว นี่แหละวันที่ฉันรอคอยมาตลอด...” คุณนายยิ้มเยาะป้าเซาซึ่งยังพยุงตัวลุกไม่ขึ้น เสียงเหี้ยมเค้นลอดไรฟัน “ไปให้พ้นจากบ้านฉัน ภายในวันนี้ที่นี่ต้องไม่มียายแก่ชื่อ เจิง เซา อีกต่อไป” 

“แต่คุณนายเจ้าคะ ป้าเซาเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูล ตั้งใจทำงานรับใช้ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก คุณนายอย่าไล่แกออกเลยนะเจ้าคะ” เหล่ฟั้นขอความเห็นใจ 

“ถ้าแกยังไม่ลำเลิกบุญคุณกับฉัน ก็เตรียมตัวหอบผ้าหอบผ่อนไสหัวออกไปพร้อมกับอีแก่นี่ได้เลย” หยิงโถวกระชากเสียงขู่อย่างเดือดดาล 

ป้าเซายกมือกุมแก้มที่ยังแสบระบมไม่หาย ความเจ็บแค้นและความเศร้าหมองกลั่นตัวออกมาเป็นน้ำตาร้อนผ่าว ข้าเก่าลุกขึ้นยืนอย่างจำนนต่อชะตากรรม หากกระนั้น นัยน์ตายังเพ่งเขม็งจ้องอีกฝ่ายไม่ยอมวาง 

 

“ป้าจะไปจริงหรือคะ” กวาน เหล่ฟั้น ถามซ้ำไม่ต่ำกว่าห้ารอบ สายตาที่จับจ้องหญิงชราแดงช้ำ ขณะที่คนถูกตะเพิดแบกถุงสัมภาระขึ้นบ่า

“เวลาของป้าหมดลงแล้ว” แกไม่เชิงรับหรือปฏิเสธ “บางทีนี่อาจถึงคราวที่ป้าต้องปลดเกษียณจริงๆแล้วก็ได้” 

“ทำไมต้องเป็นแบบนี้” เด็กสาวตัดพ้อด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่น 

“อย่าเศร้าซึมไปเลย อาฟั้น” ป้าเซาถอนใจใหญ่ “ทุกชีวิตมีที่มาและที่ไปของมันเอง ชีวิตของหนูยังอีกยาวไกล มีเรื่องดีๆรออยู่ข้างหน้าอีกมาก อย่ามาเสียดมเสียดายกับชีวิตคนแก่ใกล้จะลงโลงอย่างป้าเลย” 

“แต่ป้าอยู่กับหนูมาตั้งเกือบสิบปี จะไม่ให้หนูเสียใจได้ยังไง” 

“ตั้งเกือบสิบปีก็เป็นเวลาที่เนิ่นนานพอแล้ว คนเรามีพบก็ต้องมีจากกันเป็นธรรมดา ถือเสียว่าเวลาที่ป้าได้อยู่กับหนูเป็นความทรงจำที่ดีก็แล้วกัน” 

เหล่ฟั้นจนคำพูด ความรู้สึกใจหายแล่นวาบไปทั่วร่างเมื่อผู้มีพระคุณอีกคนในชีวิตตั้งท่าจะบ่ายหน้าไปจากบ้านโดยไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ ดูเหมือนว่าความอาลัยอาวรณ์ที่ท่วมท้นจิตใจในเวลานี้ จะหนักหนาสาหัสกว่าตอนที่ต้องจากลาคนอื่นๆในบ้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นอายี่ อาฉุน หรือกระทั่งคุณท่านเองก็ตามที 

“ฝากดูแลบ้านแทนป้าด้วยนะ...” ผู้สูงวัยหันมาสั่งลา “...และอย่าลืมว่าเราก็เป็น ‘คน’ อย่างที่หนูเคยบอก จะทำอะไรก็คำนึงถึงความถูกต้องไว้เสมอ” 

ภาพต่างๆของป้าเซาพรั่งพรูเข้ามาในกระแสความคิด ไล่มาตั้งแต่ภาพแกทายาให้ร่างกายอันบอบช้ำของเธอในรุ่งอรุณแรกที่ได้พบกัน ภาพแกจูงมือเธอเดินดูสินค้าในตลาด ภาพแกสั่งสอนทำงานบ้านและต่อว่าเมื่อเธอหรือหมุ่ยไจ๋รุ่นพี่ทำไม่ถูกต้องตามที่แกสอน และอีกสารพัดภาพซึ่งล้วนแสดงถึงความรักใคร่และความปรานีอย่างมากล้นเท่าที่คนนอกครอบครัวจะพึงมีต่อกันได้...เหล่ฟั้นล้มตัวลงนั่งพิงราวบันไดอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง เธอสะอื้นในอก ขณะที่ป้าเซายกมือบังหน้าเดินผ่านประตูใหญ่เพื่อหลบซ่อนหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยจากสายตาเธอ 

 

ผ่านไปหลายวัน ชีวิตเธอช่างอ้างว้างเหงาหงอยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...ถึงแม้จะเพียรบอกกับตัวเองทุกคราที่นึกได้ว่าชีวิตต้องดำเนินต่อไป แม้ไม่มีป้าเซาอยู่ด้วยแล้ว แต่ถึงอย่างไรเด็กสาวก็ยังตัดความอาวรณ์ไม่ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพแวดล้อมที่เธออยู่มิได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิม จะซอกมุมใดในบ้าน หากแม้นเหลียวแลไป เธอก็รู้สึกเหมือนป้าเซายังอยู่ตรงนั้นเพื่อสะสางงานบ้านสักอย่าง เสมือนว่าแกเป็นองคาพยพหนึ่งของบ้านหลังนี้ที่ไม่อาจตัดทอนออกไปได้ แม้ตัวแกจะไม่อยู่ที่นี่แล้วก็ตาม

 

ไหว่เชิงกลับมาที่บ้านเป็นครั้งแรกราวห้าหรือหกวันหลังจากป้าเซาโดนไล่ตะเพิดออกไป เพียงไม่นานที่ย่างเหยียบเข้ามาในเรือน เด็กหนุ่มก็ตระหนักได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายประการ และเขาก็เกือบจะเป็นลมล้มหงายไปในทันทีที่รู้ว่าคนรับใช้อาวุโสที่เลี้ยงดูปูเสื่อเขามาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้นลาจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว

“แกบอกแม่ว่าแกอายุมากแล้ว รับภาระหนักอย่างเมื่อก่อนไม่ไหว เลยขอลาออกไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านของแกเองน่ะ” คุณนายซึ่งนั่งวางมาดนางพญาบนเก้าอี้ฝังมุก บอกเล่าด้วยน้ำเสียงเสแสร้งทำเป็นเสียใจ 

“เป็นไปได้ยังไง อาทิตย์ก่อนผมยังเห็นแกเดินแบกตะกร้าเสื้อผ้าขึ้นชั้นดาดฟ้าได้อยู่เลย” คุณชายน้อยลูบคางด้วยความฉงน พลางชำเลืองตามองหมุ่ยไจ๋ซึ่งยืนปรนนิบัติมารดาของเขาอย่างจะขอฟังความอีกข้าง 

“สุขภาพร่างกายคนแก่ก็แบบนี้แหละลูก สามวันดีสี่วันไข้ เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก” คนเป็นแม่ตัดบทด้วยสุ้มเสียงที่นุ่มนวล 

ดวงตาของเหล่ฟั้นลุกวาวแทนคำฟ้อง  

“เสียดาย แกไปทั้งที น่าจะอยู่ล่ำลากับผมสักคำก่อน” ไหว่เชิงเสยผมให้เข้าที่ “แล้วนี่ข้าวของของพี่ชายใหญ่หายไปไหนหมดหรือครับ” 

“ถามทำไมหรือลูก” หยิงโถวเฉลียวใจ 

“ผมสงสัย เห็นว่ามันหายไปหลายอย่าง นึกๆดูแล้วก็มีแต่ของพี่ชายใหญ่” เด็กหนุ่มพูดอย่างเกรงอกเกรงใจ “สมบัติบางอย่างของคุณแม่ใหญ่ก็หายไปด้วย คุณแม่เผลอขายให้คนอื่นไปรึเปล่าครับ” 

“ใช่จ้ะ” คนถูกเค้นรีบรับสมอ้าง “แม่เผลอเอาไปรวมกับของเก่าอื่นๆ เห็นว่าของมันเก่าหลายสิบปีแล้ว ไม่รู้อะไรเป็นอะไรบ้าง เลยขายๆไปหมด” 

“เสียดายนะครับ ของมีค่าทั้งนั้นเลย” เด็กหนุ่มส่ายหน้า น้ำเสียงที่เจือด้วยแววความผิดหวังนั้นสะท้านไปถึงอกมารดา “ดีที่ผมยังเก็บจี้หยกที่คุณแม่ใหญ่ยกให้ผมไว้อยู่ ไม่งั้นคงไม่เหลืออะไรให้ระลึกถึงท่านได้แล้ว” 

“ดีแล้วจ้ะลูก ถ้าแม่ใหญ่ได้ยิน ท่านต้องดีใจมากแน่ๆที่ลูกยังไม่ลืมท่าน” หม้ายสาวชมเชย หลังจากน้ำลายเฝื่อนคออยู่เป็นนาน 

“หนูขอตัวไปเตรียมกับข้าวก่อนนะเจ้าคะ” เหล่ฟั้นบอกโดยไม่มองหน้า ก่อนถอนสายบัวแล้วเดินหนีไปด้วยท่าทางที่แข็งขืน 

“อย่างนี้อาฟั้นก็น่าสงสารแย่เลย ต่อไปก็ต้องทำงานคนเดียวแล้ว...” 

“เรื่องนั้นแม่คิดหาทางช่วยเธอไว้แล้ว” หล่อนกล่าว “สมัยนี้ความภักดีซื้อใจคนไม่ได้อีกแล้ว แต่เงินต่างหากที่สามารถซื้อได้ทุกอย่าง” คำตอบของคุณนายประหนึ่งมนตร์สะกดที่ผนึกเธอหยุดอยู่กับที่ “แม่ว่าจะหาแม่บ้านรับจ้างมาช่วยอาฟั้นทำงานอีกสักคนสองคน เท่านี้คงลดภาระเธอได้เยอะเอาการอยู่” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น