Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ไปเลิกซะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ไปเลิกซะ

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 12:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ไปเลิกซะ
แบบอักษร

BED CARE JOB 

ตอนที่ 5 ไปเลิกซะ 

 

 

       เช้าวันจันทร์ที่เก่าเวลาเดิม ในห้องเรียนมีนักศึกษาปีสี่นั่งอย่างบางตา ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมาเข้าเรียนเพราะเป็นคาบเช้า สำหรับผม ถ้าไม่มีเหตุด่วนจำเป็นแล้ว ผมพยายามมาเข้าเรียนให้ได้ทุกครั้ง อย่างน้อยให้เสียงอาจารย์พูดผ่านหูทะลุขึ้นสมองบ้างก็ยังดี

 

      “หน้าระรื่นมาเลยนะมึง” ผมได้ยินสาวผมดำยาว กระโปรงพลีทบานประมาณเข่าทักคนที่มาถึงที่หลังสุดในกลุ่มเธอ

 

      “แน่นอนย่ะ ได้ลูกค้ารายใหม่มาเมื่อวาน” สาวผมแดงว่าพลางนั่งลงข้างคนที่ทัก

 

      “อะไรวะ เพิ่งจะบ่นอยู่เมื่อวีคที่แล้วว่าไม่มีลูกค้า หรือว่าลดราคาค่าตัว?” คราวนี้สาวผมดำตัดสั้นชะโงกหน้าข้ามเพื่อนผมดำยาวเพื่อมาถามสาวผมแดงที่นั่งริมสุด

 

      “โนจ้ะ คืออย่างนี้ กูกำลังจะเข้าไปปรับราคาเว้ย แต่ลูกค้าดันติดต่อมาก่อน เงินหนักด้วย โคตรโชคดีอะ” สาวผมแดงตอบพลางยักไหล่ด้วยท่าทีที่คุ้นตาผมไปเสียแล้ว

 

      “เขาถูกใจอะไรในตัวมึง”

 

      “กูสวย จบปะ” สาวผมแดงตอบอย่างมั่นใจ จนเพื่อนผมดำยาวผลักหัวเธอไปเบาๆ แต่หน้าเกือบคะมำไปทีหนึ่ง

 

      “ทำดีมากมึง” ผมดำสั้นชมเชยเพื่อนข้างตัวก่อนจะถามสาวผมแดงอีก “เอาดีๆ”

 

      “เขาบอกว่าหน้ากูดูหยิ่ง ดูเหวี่ยงวีน เขาชอบคนร้ายๆ เลยอยากลองดูสักครั้ง กูฟังแล้วงง มันใช่คำชมปะวะ”

 

      “หึ ชมแหละมึง คงเป็นรสนิยมเขา”

 

      “ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย อย่าให้เมียหลวงมาตบเหมือนคราวก่อนอีก” คนผมดำยาวเตือน น้ำเสียงเธอดูเป็นห่วงเพื่อนผมแดงคนนี้อยู่มากทีเดียว

 

      “รู้แล้วน่า”

 

      พวกเธอยังคุยกันต่ออีกแต่ผมไม่ได้ยินแล้ว เสียงข้างนอกดังเข้ามาในห้องเรียนค่อนข้างดัง เหมือนจะเป็นการเช็กเครื่องเสียง มีงานดนตรีงั้นหรือ

 

      เอ..ผมจำได้ว่าช่วงนี้ที่มหา’ลัย ไม่มีงานอะไรนะ

 

      “เสียงดังจังวะ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งแถวเดียวกับผมพูดขึ้น มันคือภพ เพื่อนในกลุ่มผมเอง

 

      “เสียงอะไร หนวกหูจริง” เอกถามซ้ำอีก

 

      “ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบพวกมันกลับไป ไม่รู้ว่ามันถามผมหรือเปล่า เรียกว่าตอบลอยๆ แล้วกัน

 

      “งั้นลองถามคนอื่นดู” โจบอกพวกเราสามคนก่อนจะชะโงกตัวเข้าไปใกล้กลุ่มสาวสาวสาวข้างหน้า

 

      “เปิ้ลๆ รู้ปะ ที่มอมีงานอะไรอะ” โจสะกิดไหล่สาวผมแดง อ้อ.. รุ่นพี่ลับๆ ของผม เธอมีชื่อว่าเปิ้ล

 

      “ไม่รู้อะ” เปิ้ลบอกก่อนจะหันไปถามเพื่อน “พวกแกรู้ปะ”

 

      “ไม่รู้” สาวผมดำสั้นเป็นคนบอก

 

      “ไม่แน่ใจนะ ได้ยินมาว่าน่าจะเป็นพรรคที่มายืมสถานที่มอเราปราศรัยหาเสียงอะ” ผมว่าแล้วคนที่มีสาระสุดก็คือสาวผมดำยาวคนนี้แหละ

 

      “ขอบใจเกด” โจบอกขอบคุณสาวที่ไขความลับให้ก่อนจะดึงตัวกลับมาที่นั่งตัวเอง 

 

      “เขาจะพูดตอนนี้เลยเหรอ ร้อนฉิบหาย ใครจะไปฟังวะ กูไม่ไปละคนหนึ่ง” ภพพูดขึ้นพร้อมแสดงเจตนาชัดเจน

 

      “ไม่ไหวเหมือนกัน อยากไปฟังอยู่นะ ตั้งแต่เกิดมากูยังไม่เคยเลือกตั้งเลย” สีหน้าโจบ่งบอกถึงความตื่นเต้น

 

      “มึงไม่เคยคนเดียวหรือไง ก็พวกเราทุกคนนี่แหละ ตอนเย็นๆ แดดร่มแล้วไปกันไหมวะพวกมึง ว่าไง” เอกเป็นนักกิจกรรม เขาเป็นคนที่ชื่นชอบกับกิจกรรมทุกรูปแบบ

 

      “เอาดิ” โจกับภพตอบเหมือนกัน สายตาทั้งสามคู่หันมามองผม

 

      “มึงอะไอ้เปล ไปไหม” เอกพยักพเยิดหน้าถาม

 

      “คือกู..” ผมไม่ค่อยชอบ แต่ลังเล หากกลับห้องไปก็ว่างไม่มีอะไรทำอยู่ดี

 

      “กูก็ลืม มึงต้องไปทำงานพิเศษใช่ไหม” โจถามผม

 

      “เปล่า ไม่ได้ทำแล้ว” ผมเลือกตอบไปตามตรง

 

      “ดีแล้วมึง พักบ้าง คนบ้าอะไรทำงานเยอะแยะ” 

 

      “งั้นแสดงว่ามึงว่าง?” ภพ ทำตาเป็นประกายตอนที่ถาม

 

      “อืม”

 

      “งั้นก็ไปด้วยกันเถอะ นานๆ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในกลุ่มสักที” โจมัดมือชก ก็ถูกของมัน ปกติผมต้องไปทำงานพิเศษไม่ค่อยได้อยู่กับกลุ่มนอกจากมีงานกลุ่มเท่านั้น

 

      “ก็ได้”

 

      “อย่างนี้ดิวะไอ้เปล” เอกมันนั่งข้างผมจึงตบไหล่ผมหนักๆ สองสามที ผมเห็นสายตาโจเต็มไปด้วยคำถาม ผมเลือกหลบตา หลีกเลี่ยง กลัวมันจะถามผมเข้าให้ 

 

      ถ้าผมไม่ทำงานพิเศษ แล้วผมเอาเงินที่ไหนมาใช้

 

 

 

 

       

      สุดท้ายเรียนไปได้เพียงชั่วโมงเดียว อาจารย์ก็ปล่อยเพราะเสียงเครื่องเสียงดังจนเรียนไม่รู้เรื่อง แต่กลุ่มผมไม่ได้ไปไหนไกล นอกจากไปกินข้าวเที่ยงนอกมหา’ลัยแล้ว ก็กลับมาอยู่ที่มหา’ลัย ทั้งวัน เตรียมรอไปฟังปราศรัยหน้าเวทีกันตอนเย็น ผมรู้สึกแปลกนิดหน่อยที่มานั่งเรื่อยเปื่อยไม่ได้ทำงานกลุ่มอย่างทุกที

 

      นี่ใช่ชีวิตเด็กวัยรุ่นในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า

 

      “พวกแกนั่งทำอะไรกัน ไม่กลับบ้านกลับช่อง” สาวผมดำสั้นที่ผมยังไม่รู้จักชื่อเธอถามกลุ่มผม ตอนที่กลุ่มพวกเธอเดินผ่านพอดี

 

      “รอไปฟังนั่นอะข้าว แล้วพวกแกยังไม่กลับหอหรือไง” เอกเป็นคนตอบแทน มันบุ้ยหน้าไปตรงสถานที่จัดงาน

 

      “กำลังจะไปนั่นที่แกว่าน่ะแหละ ไปช้าเดี๋ยวมองไม่เห็น ไปด้วยกันไหม” ข้าวตอบกลับมา พวกผมเห็นว่าเริ่มเย็นแล้วเลยพยักหน้าตกลงไปพร้อมกัน

 

      พูดตามตรง ผมไม่เคยรู้เลยว่ากลุ่มผมค่อนข้างสนิทกับกลุ่มสาวผมแดงพอสมควร นี่ผมคงหลุดวงโคจรออกมาเยอะสินะ เข้าใจแล้วว่าทำไมที่นั่งเรียนของผมและเธอถึงอยู่ใกล้กันตลอด

 

      ตอนที่เราไปถึง ผมได้ยินเสียงสาวๆ กรี๊ดกร๊าดกันหนักมาก มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ

 

      “โอ๊ย กูจะเป็นลม” สาวผมแดงที่ชื่อเปิ้ลพูดพลางหอบหายใจ ผมหูผึ่งรีบหันขวับไปดูเธอ ถ้าเธอเป็นลมล้มไปจริงๆ จะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที

 

      “มึงพูดจริงปะเนี่ย” ข้าวหันไปถาม

 

      “พูดเล่นเว้ย กูหมายถึงกูไม่ไหว มึงดูนั่น” เปิ้ลชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ที่มีผู้สมัครนั่งอยู่บนเวที 

 

      “คนไหน” เกดพูดขึ้น ผมเองก็กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสาวๆ มองตามมือเปิ้ล

 

      “คนที่หน้าฝรั่งๆ หน่อย”

 

      “ผมสีน้ำตาลหรือเปล่าวะ นั่งตัวสูงๆ กว่าคนอื่นใช่ปะ” ข้าวเขย่งเท้ามองแล้วบอก

 

      “เออ คนนั้นแหละ”

 

      “ทำไม ลูกค้ามึงเหรอ” ข้าวพูดต่อ

 

      “ลูกค้ากูก็ดีสิ คนเล่นการเมืองไม่กล้ามาซื้อกินเองแบบนี้หรอก ร้อยทั้งร้อยมีคนหาไปประเคนให้ทั้งนั้น ไม่มีทางมาถึงกูแน่”

 

      “ใครวะ ดูอายุไม่น้อยแล้วนะ เขาอายุเท่าไหร่เนี่ย กูไม่ยักรู้ว่ามึงชอบคนมีอายุ” เกดถามด้วยความสงสัย

 

      “พวกมึงนี่ไม่รู้อะไร สี่สิบนิดๆ สมัยนี้เขาเรียกกำลังดีเหอะ นี่พวกมึง เราขยับเข้าไปใกล้กว่านี้อีกนิดได้ไหมวะ” เปิ้ลสะบัดเสียงตอบเพื่อน เธอยืดสุดตัวคาดว่าคงจะอยากจะเห็นคนที่กำลังพูดถึงให้มากที่สุด

 

      “ข้างหน้าเต็มแล้ว ยืนตรงนี้แหละ” เกดดึงแขนเพื่อนไว้ก่อนที่เพื่อนผมแดงจะถลาเข้าไปแทรกหมู่คนโดยไร้มารยาท

 

      ใจผมไพร่นึกถึงคนที่เจอในความมืดเมื่อหลายคืนก่อน คนนั้นคงอายุพอๆ กับคนที่เปิ้ลชื่นชมเช่นกัน ผมเริ่มชักอยากรู้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วใบหน้ามิสเตอร์เคเป็นอย่างไร ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

 

       ‘ต้องทำตามข้อตกลง’ 

 

      ผมบอกตัวเองในใจแล้วมองไปที่บนเวที ผู้ชายใบหน้าลูกครึ่งดึงดูดสายตา จนผมละสายตาไปจากเขาไม่ได้เลย ผมสลับไปมองจอโปรเจ็กเตอร์ เห็นใบหน้าเขาเรียบเฉย ไม่แสดงออกทางสีหน้า

 

      “เขาเป็นใคร” ภพคงได้ยินเสียงดังวี้ดว้ายของเปิ้ล จึงถามด้วยความสงสัย และการถามขึ้นมาของเขาทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดด้วย

 

      “คิรินชา” ไม่ใช่เสียงผู้หญิงแต่เป็นเสียงของเอก เจ้าพ่อนักกิจกรรมตัวยง

 

      “มึงรู้จักด้วย?” โจทำเสียงประหลาดใจผสมการแหย่เอกไปนิดหน่อย

 

      “ถ้าพวกมึงดูข่าวการเมืองบ้างก็น่าจะพอคุ้นหน้าเขาอยู่ แสดงว่า...” เอกเว้นช่องว่างไว้ ไม่ได้ให้เติมคำในช่องว่างเพื่อให้ประโยคสมบูรณ์ แต่เว้นไว้เพื่อให้พิจารณาเอาเอง

 

      “ก็การเมืองน่าเบื่อ” ข้าวพูดขึ้นราวกับคนร้อนตัว ผมรู้ว่าเอกไม่ได้ด่าว่าเธอ ไม่เข้าใจว่าเธอจะออกรับแทนทำไม

 

      “คิรินชาชื่อเหมือนผู้หญิง” เกดสงสัย

 

      “พ่อเขาตั้งชื่อให้ลูกสาว แต่พอคลอดกลับเป็นผู้ชาย”

 

      “แปลว่าอะไรอะ” เกดถามต่อ

 

      “จำไม่ได้ เกี่ยวกับภูเขาเนี่ยแหละ แต่ถ้ามึงอยากรู้ นั่น..พ่อเขา หัวหน้าพรรค มึงไปถามดูเอาสิ เผื่อจะได้คำตอบ” เปิ้ลชี้ไปที่ผู้ชายที่กำลังพูดอยู่บนแท่น

 

      “กูเสิร์ชเอาเองง่ายกว่าปะ” เกดเถียงกลับ และเปิ้ลเลือกยักไหล่เช่นเคย

 

      “มึงนี่รู้ดีเนอะ” ข้าวแซะเพื่อนผมแดงบ้าง

 

      “แน่นอน กูเป็นแฟนคลับเขา ถ้ากูได้เป็นแฟนคุณคีนนะ กูจะเลิกกับคนที่คบอยู่นี่เลย” 

 

      “ท่าทางมึงจะเพ้อเจ้อเอามากๆ”​ เกดส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความระอา เปิ้ลยังไม่หยุดพร่ำเพ้อ หากบนเวทีเริ่มมีผู้สมัครเลือกตั้งออกมาพูดแล้ว ผมจึงหยุดความสนใจเกี่ยวกับเปิ้ล

 

      ผมยืนฟังคนบนเวทีพูด รอว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวของผู้ชายคนนั้นเสียที แต่รอจนแล้วจนเล่า เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกจากเก้าอี้เสียเลย เผลอแป๊บเดียว ผมยืนมาร่วมสองชั่วโมงแล้ว

 

      “โจ กูกลับก่อนนะ” ผมเบื่อไม่อยากฟังต่อ

 

      “งั้นกูกลับด้วย ไปกินข้าวกัน”

 

      “ถ้าไม่แพง ก็ได้”

 

      “มื้อนี้กูเลี้ยงเอง มึงอยากกินอะไร คิดเลย”

 

      ผมชะงักยังไม่ทันได้ตอบ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็สั่นขึ้น ผมหยิบมันมาดูอัตโนมัติ เบอร์ที่ไม่โชว์เบอร์ คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

 

      “ครับ” ผมพูดเสียงดังกว่าปกติเพราะเสียงรอบข้างค่อนข้างดัง

 

      “ผมไม่ค่อยได้ยินเสียงคุณเลย เสียงรอบข้างดังมาก”

 

      “ผมอยู่ข้างนอก สักครู่นะครับ ผมหาที่ที่เงียบกว่านี้ก่อน” ผมลดโทรศัพท์ลงแล้วหันไปบอกโจ “กูไปห้องน้ำก่อนนะ เดี๋ยวมา”

 

      สายตาโจเต็มไปด้วยคำถาม ร้อยวันพันปี ผมมีคนโทรหาซะที่ไหนกัน นอกจากแม่แล้วก็โจ ก็ไม่มีแล้ว

 

      “ขอโทษที่ให้รอครับ” เมื่อหาที่ค่อนข้างเงียบได้ ผมจึงกรอกเสียงลงไปอีกครั้ง

 

      “ไม่เป็นไร คุณมีเรียนวันไหนบ้าง”

 

      “จันทร์ อังคารแล้วก็ศุกร์ครับ คุณมีอะไรหรือเปล่า”

 

      “ช่วงนี้ผมงานยุ่งกว่าเดิมมาก เอาแน่นอนไม่ได้ ผมอาจจะนัดคุณวันธรรมดา”

 

      “ได้ครับ จริงๆ แล้วคุณนัดผมวันไหนก็ได้” ผมบอกเขากลับไป มิสเตอร์เคจะเกรงใจผมขนาดนี้ไม่ได้

 

      “อืม ผมน่าจะว่างคืนพรุ่งนี้ สี่ทุ่ม โทษทีดึกหน่อย”

 

      “ไม่เป็นไรครับ”

 

      “แล้วเจอกัน” 

 

      “เดี๋ยวครับ” ผมรีบท้วงไว้ก่อนที่เขาจะวางสายไป

 

      “ครับ?”

 

      “คือ..”

 

      “หืม?”

 

      “ไม่ต้องเตรียมยาให้ผมนะครับ” ผมได้ยินเสียงหัวเราะเขาเบาๆ 

 

นอกจากเสียงทุ้มนุ่มชวนฝัน ก็มีเสียงหัวเราะของเขานี่แหละที่ผมชอบฟัง แต่ได้ยินเสียงหัวเราะทีไร เขาเหมือนขบขันผมทุกที

 

      “ตกลงครับ”

 

      ผมวางสายเสร็จแล้วกลับไปที่จุดเดิม เห็นโจยืนหันหลังให้ เขากำลังมองไปข้างหน้า   ผมสะกิดไหล่โจเบาๆ ให้รู้ตัว เราสองคนหันไปบอกเพื่อนๆ ที่เหลือว่าขอกลับก่อน ไม่ลืมที่จะชวนพวกมันไปกินข้าวด้วยกัน แต่เอกและภพกำลังติดพันจากการฟังปราศรัยอยู่เลยบอกว่าขอเป็นคราวหน้า

 

      ผมยิ้มรับไม่ว่าอะไร ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมโจ ยังพอทันเห็นว่าเก้าอี้ที่เคยมีชายหนุ่มลูกครึ่งนั่งอยู่ ตอนนี้มันกลับว่างเปล่าเสียแล้ว

 

      ผมนึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้ยินเขาพูดบนเวที

       

 

 

      “อยากกินอะไร” โจถามขึ้นเมื่อเรามาถึงหน้ามหาวิทยาลัย โจจอดรถไว้ริมทางเท้าก่อนจะพ้นรั้วประตู ถ้ารู้ว่าจะไปกินอะไร เขาจะได้เลี้ยวรถไปถูก

 

      “ผัดกะเพราป้าหน้ามอ” ผมเลือกเมนูง่ายๆ ที่อร่อยและประหยัด

 

      “ไม่เอา”

 

      “ราดหน้า”

 

      “อากาศร้อน”

 

      “ข้าวมันไก่”

 

      “เบื่อแล้ว”

 

      “มึงอยากกินอะไร เลือกมาเลย” ผมบอกโจพร้อมกับเสียงถอนหายใจ มันกลายเป็นคนกินยากตั้งแต่เมื่อไหร่

 

      “มึงเลือกเลยเปล”

 

      “ไม่เลือก ถ้ามึงไม่คิด กูจะลงตรงนี้แล้วกลับห้อง” ผมยื่นคำขู่

 

      “ชาบูแล้วกันนะ กูอยากกิน เดี๋ยวเลี้ยงเอง” โจรีบพูดอย่างรวดเร็วพร้อมกับขับรถออกไปโดยไม่มีโอกาสให้ผมได้ปฏิเสธ

 

       ‘ร้ายนัก’ 

 

 

      ร้านที่โจเลือกอยู่ในห้างสรรพสินค้า ผมไม่ทันเห็นราคาของมันที่หน้าร้าน เพราะโจลากผมเข้าในร้านอย่างเร็ว ผมกับโจนั่งฝั่งเดียวกัน เขาสั่งอาหารทันทีด้วยความหิว โจทำทุกอย่างคล่องแคล่ว เดาว่าโจคงมาร้านนี้บ่อย ผมตามใจโดยไม่ขัด โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยขัดใจใครอยู่แล้ว อะไรยอมได้ก็ยอมไป อะลุ่มอล่วยได้ก็ทำไป 

 

      “ทำไมเลิกไปทำงานพิเศษ” นั่นไง คำถามที่ผมไม่อยากได้ยิน ผมรู้ว่าจุดประสงค์ของโจที่ตั้งใจชวนผมมากินข้าว เรื่องกินก็ส่วนหนึ่ง แต่ความสงสัยในตัวผมมันคือส่วนใหญ่

 

      “ก็ไม่ได้ทำ”

 

      “เปล มึงอย่ากวน ตอบมาดีๆ ไม่ทำงานแล้วเอาเงินที่ไหนใช้”

 

      “เงินที่กู้ กยศไง”

 

      “อันนั้นกูรู้ แต่กูไม่เชื่อว่าที่บ้านมึงจะไม่หาข้ออ้างมาให้มึงโอนเงินอีก”

 

      “เขาอาจจะปรับปรุงตัวแล้วก็ได้” ผมอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง 

 

      “อาจจะ แสดงว่ายังทำไม่ได้” ผมไม่ค่อยได้โกหก แล้วยิ่งโจที่รู้เรื่องครอบครัวผมดี ผมยิ่งโกหกมันได้ยาก

 

      “กูเหนื่อยเลยออกมาพักเฉยๆ เดี๋ยวเดือนหน้าก็กลับไปทำแล้ว” ถึงตอนนั้นผมคงใช้หนี้หมดแล้ว ไม่ได้ติดต่อมิสเตอร์เคอีก

 

      “มึงโกหกไม่เก่งนะเปล พูดความจริงมาเถอะ กูไปหามึงที่ร้าน เขาบอกว่ามึงจู่ๆ ก็ลาออกกะทันหัน”

 

      “กู..”

 

      “มึงไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น มึงต้องได้งานใหม่ที่เงินดีจนยอมทิ้งงานเก่า”

 

      “...” โจมองตาผม จนผมนึกขยาด

 

      “กูพูดถูกใช่ไหม ตอบกู”

 

      “อืม ถูก” ผมกลั้นใจพูดออกไปแล้ว

 

      “มึงไปทำงานอะไร”

 

      “กูไม่บอกได้หรือเปล่า” ผมไม่กล้าแบบสาวผมแดง รุ่นพี่ในวงการทำงานนี้

 

      “ถ้าเป็นงานที่ไม่มีอะไรให้มึงรู้สึกผิด มึงคงบอกกูแล้วล่ะ” โจถอนหายใจ

 

      “โจ..คือ..กู” โจพูดถูก มันเดาทางผมออกหมดเลย

 

      “กูมองมึงตลอดนะเปล เห็นมึงตั้งใจฟังผู้หญิงข้างหน้าคุยกัน แล้วถ้ากูเดาไม่ผิด มึงสนใจงานที่เปิ้ลมันทำอยู่ และมึงคงทำไปแล้ว”

 

      “โจ..กูขอโทษ” ผมเอาแต่เรียกชื่อโจและคำขอโทษ ไม่มีคำพูดอื่น

 

      “มึงลำบากแล้วทำไมไม่บอกกูวะ กูเป็นเพื่อนมึงนะเว้ย มึงไปทำงานแบบนั้นทำไม”

 

      “กูจำเป็นต้องใช้เงิน แล้วพ่อกูเสียพนันคราวนี้ตั้งหลายหมื่น”

 

      “มึงก็ควรต้องบอกกู ที่กูปล่อยให้มึงจัดการเองเพราะคิดว่ามึงยังรับมือไหวอยู่ ถ้าไม่ไหวเมื่อไหร่มึงคงบอกกู”

 

      “ขอโทษ เงินมันมากแล้วกูเกรงใจ กูกวนมึงหลายเรื่อง”

 

      “ก็เลยไปทำงานอย่างนี้อะนะ กูรู้ว่าร่างกายเป็นตัวมึง มึงจะทำอะไรกับตัวมึงก็ได้ และมึงจะไม่ต้องกังวลว่าท้องด้วย แต่ที่กูเป็นห่วงไม่ใช่พวกนั้น กูเป็นห่วงถ้ามึงเจอคนไม่ดีล่ะ ถ้าเขาทำร้ายมึงล่ะ ทรมานมึงหรือเอาโรคติดต่อมาให้มึงล่ะ มึงจะทำยังไง” โจบ่นผมยืดยาว น้ำเสียงโจเต็มไปด้วยความโมโห แต่กระนั้นโจก็ยังพูดกับผมเสียงเบา ไม่ดังนัก คงไม่อยากให้โต๊ะอื่นๆ มาได้ยินแล้วมองผมไม่ดี

 

      “กู..” ผมพูดไม่ออก ผมคิดน้อยไปจริงๆ จนลืมนึกถึงสิ่งร้ายๆ ที่อาจจะตามมาได้

 

      “ขาดอีกเท่าไหร่”

 

      “สองหมื่นห้า ไม่สิ คืนพรุ่งนี้กูไปนอนกับเขา จะเหลือหมื่นห้า”

 

      “มึงยังกล้าบอกกูว่าจะไปนอนกับเขาอีกเหรอ”

 

      “กูรับปากเขาไปแล้ว”

 

      “ใช่คนที่โทรหามึงตะกี้ไหม”

 

      “อืม ใช่” ผมพูดเสร็จก็ก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด

 

      “ไอ้เปล!” โจขยุ้มหัวตัวเอง

 

      “โจ มึงอย่าโมโห” ผมพูดกับมันเสียงอ่อน อยากให้อารมณ์มันเย็นขึ้นสักหน่อย นิดเดียวก็ยังดี

 

      “ถ้ามึงรักษาคำพูดนัก จะไปนอนก็ไปแล้วเลิกทำซะ ที่เหลือมาเอาเงินที่กู และกลับไปทำงานพิเศษเหมือนเดิมซะ”

 

      “เงินเป็นหมื่น กูเกรงใจ” 

 

      “มีเมื่อไหร่ค่อยมาคืน กูไม่รีบ”

 

      “ก็ได้” ผมรับปาก ถ้าไม่ยอมทำตาม โจคงไม่หยุดเท่านี้

 

      “แล้วมึงไปนอนกับเขาเนี่ย เขาป้องกันใช่ไหม ไม่ได้สดกับมึงนะ”

 

      “ไม่นะ เขาบอกว่าไม่”

 

      “แล้วมึงก็เชื่อ? ไอ้เปล มึงไม่รู้เหรอว่าเขาป้องกันหรือเปล่า กูจะทำยังไงกับมึงดีวะ” โจทำหน้าเหมือนอยากจะบีบคอ จนผมหดคออย่างอัตโนมัติ

 

      “เขารักสะอาด กูไม่เป็นไรหรอก” ผมบอกโจ นึกถึงขั้นตอนที่มิสเตอร์เคพิจารณาแล้ว เขาเองก็กลัวโรคไม่น้อยกว่าผมแน่นอน

 

      “เออๆ กูจะทำยังไงได้นอกจากเชื่อมึง”

 

      “กูพูดจริง”

 

      “สัญญากับกูว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย”

 

      “สัญญา”

 

 

 

 

===================== 

อ้าวววววว ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้ละ

ตอนนี้เปิดพรีนิยายเรื่องนี้นะคะ จนถึง 15 สค นี้ค่ะ ราคาต่างๆ อยู่ในเพจและทวิตเข้าไปดูกันได้เลยน้า

ปล ถ้าหมดจากรอบพรี จะไม่มีเล่มเล็กแถมแล้วค่า

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ติดตามพูดคุยกันได้ที่นี่ค่ะ

Facebook และ Twitter 

ความคิดเห็น