Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 ทดลองงาน

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ทดลองงาน

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.6k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 12:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ทดลองงาน
แบบอักษร

 

BED CARE JOB 

ตอนที่ 2 ทดลองงาน 

 

ผมยังไม่ได้เล่าให้ฟังใช่ไหมว่าในสัญญามีการตกลงการว่าจ้างแบบรายเดือนอยู่ด้วย แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้รับเงินเดือนในส่วนนั้นเพราะอยู่ในช่วงทดลองงาน ถ้าไม่ใช่การหลับนอน (จริง ๆ) กับนายจ้างแล้วล่ะก็ ผมคงคิดว่ามันเป็นการทำงานในรูปแบบพนักงานกินเงินเดือนบริษัททั่วไป

 

ผมได้ยินเสียงอุทานด้วยความตกใจจากผู้หญิงที่นั่งรอเข้าเรียนอยู่ข้างหน้า ผมที่กำลังอ่านอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ในโทรศัพท์มือถือจึงต้องเงยหน้ามองตามเสียงนั้น

“ทำไมปากช้ำขนาดนั้นวะ” ผู้หญิงผมดำตัดสั้นหลังจากอุทานเสียงดังแล้วรีบผุดลุกขึ้นไปประคองเพื่อนผมแดงอย่างรวดเร็ว

“เมียเขาตามมาตบกูที่ห้อง” 

“กูบอกมึงแล้วว่าให้ระวังตัว” สาวผมดำผมยาวถอนหายใจก่อนจะลูบหลังเพื่อนเบา ๆ ราวกับปลอบใจ

“ใครจะไปคิดว่าจะมาไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัวแบบนั้น” สาวผมแดงเถียงกลับทั้งที่มือยังแตะรอยแผลตรงที่เจ็บ

“ดีนะไม่โดนน้ำกรดสาดด้วย” สาวผมสั้นบอกบ้าง

“แล้วทีนี้มึงจะทำไงต่อ” สาวผมยาวถามขึ้น

“หาใหม่สิ” สาวผมแดงว่า ยักไหล่ไม่ยี่หระ ดูจะเป็นท่าประจำของเธอ

“ไม่เข็ดเหรอ” คนผมดำตัดสั้นถามด้วยความเป็นห่วง

“ถ้ายังต้องใช้เงินซื้อข้าว กูยังเข็ดไม่ได้หรอก” 

 

‘ถ้ายังต้องใช้เงินซื้อข้าวงั้นเหรอ’  

 

ผมมาคิดว่าสำหรับผมถ้ามีเงินแค่เพียงพอสำหรับซื้อข้าว ผมคงจะมีชีวิตที่เป็นสุขกว่านี้มากโข ไม่ต้องมาทำงานแบบนี้ ผมไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย ใช้เท่าที่มี ถ้ามีเหลือก็เก็บ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เก็บหรอก ส่งเงินไปให้แม่เกือบหมด ผมกลัวไอ้ปิงไม่ได้เรียนหนังสือ แม่รู้ทันว่าถ้าหากผมเอาปิง น้องชายมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ พ่อกับแม่คงจะหาข้ออ้างให้ผมโอนเงินเพิ่มไปไม่ได้อีก

 

ผมถอนหายใจด้วยความหดหู่ เมื่อไหร่จะจ่ายหนี้หมด 

 

หลังจากวันที่กลับจากบ้านมิสเตอร์เคแล้ว ผมไปขอลาออกจากงานพิเศษที่ทำ ถูกนายจ้างทั้งสองแห่งต่อว่าเล็กน้อย ผมได้แต่ก้มหน้ารับคำพร้อมกับคำพูดขอโทษรัว ๆ 

 

พรุ่งนี้ผมจะต้องไปหาเขาที่คอนโดแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ คอนโดที่เขานัดไปนั้นดูหรูหราทีเดียว ผมเคยนั่งรถเมล์ผ่านคอนโดแห่งนี้นะ มันอยู่ติดรถไฟฟ้าชนิดที่ว่าลงจากรถไฟฟ้าแล้วเดินไม่เกินห้าสิบเมตรก็ถึงที่หมาย มิสเตอร์เคคงเป็นคนมีเงินไม่น้อย ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉา เขาเลือกได้แม้กระทั่งคนที่จะมานอนด้วย ในขณะที่ตัวผมกลับเป็นผู้ถูกเลือก

 

ผมนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อวันก่อน ทำไมเขาถึงอยากให้ผมเลือกที่จะตื่นเวลาที่อยู่กับเขาด้วย เพราะผมนอนกรนอย่างนั้นหรือ

 

ยอมรับว่าปอดแหกไม่กล้าพอจะทำเรื่องนั้นตอนที่มีสติ ผมไม่เคยนอนกับใครมาก่อน ถึงแม้จะเคยนอนกับมิสเตอร์เคแล้วก็จริง แต่ผมไม่ได้รับรู้ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นนี่นา ถึงผมจะชอบผู้ชายแต่ผมก็ไม่กล้าหรอก

 

ผมรู้ตัวว่าชอบผู้ชายตอนอายุสิบสี่...

 

ตอนนั้นผมตามพี่ชายคนหนึ่งไปทำงาน เขาบอกว่ามันเป็นงานไม่หนักและได้เงินไว ทำไม่กี่ชั่วโมงก็ได้กลับบ้านแล้ว ผมในวัยเด็กตาลุกวาว ผมอยากหาเงินได้เยอะ ๆ อีกทั้งแม่ก็เห็นดีเห็นงามบอกว่าผมจะได้ไม่มาวิ่งเล่นไร้สาระอยู่แถวบ้าน

 

ก้าวแรกที่ผมเข้าไปผมก็รับรู้ถึงความผิดปกติ มันเป็นห้องกว้าง ๆ ที่ถูกตีกั้นด้วยไม้แบ่งเป็นห้อง ๆ ประตูห้องถูกปิดด้วยผ้าม่านเท่านั้นเหมือนห้องลองเสื้อผ้าในห้าง แต่หูผมกลับได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังออกมาจากแต่ละห้อง บางคนทำเสียงแปลก ๆ เหมือนกับจะขาดใจ บางคนส่งเสียงเหมือนเจ็บปวด บางคนพูดเหมือนอ้อนวอนให้หยุด

 

ผมรู้ความจริงเมื่อเดินผ่านห้องห้องหนึ่ง มันเป็นห้องรองสุดท้ายที่อยู่ด้านในสุด ผ้าม่านตรงประตูไม่ได้ถูกปิดลงมา ผมจึงเห็นผู้ชายสองคนกำลังยืนจูบกันอยู่ คนหนึ่งยังใส่เสื้อผ้าเต็มชุด ส่วนอีกคนเปล่าเปลือย ผมตกใจเมื่อเห็นส่วนกลางลำตัวของเขาตั้งชันขึ้นมา พอรู้ว่าคืออะไรแต่ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นของของคนอื่นโดยไม่ตั้งตัวแบบนี้

 

ขาที่กำลังเดินตามคนพามาหยุดชะงักลง ผมก้าวขาไม่ออก เมื่อคนข้างหน้ารู้ว่าผมหยุดเดินเขาจึงหันมาถาม

 

“เป็นอะไร” 

“งะ..งานที่ให้ผมมาทำคืองานอะไรครับ” 

“แม่ไม่ได้บอกเหรอ อย่าบอกนะว่าไม่รู้?” เขาถามกลับมาด้วยสายตาแปลกใจ

ผมส่ายหน้า เขาจึงบุ้ยหน้าไปให้ในห้องนั้นแล้วจึงพูดขึ้น

“เหมือนในนั้น” 

“ผะ..ผม..มะ..ไม่” 

“ไม่ต้องเล่นตัวหรอก จะขึ้นค่าตัวเหรอ” 

“ผมเปล่า” ผมเล่นตัวอะไร ผมไม่ได้คิดเลย

“แม่เราเอาเงินจากพี่ไปแล้วนะ ยังไงเราก็ต้องทำงาน” เขาบอกผม ท่าทางดูหัวเสีย เขาเริ่มไม่พอใจ

“ผมไม่อยากทำงานแล้ว” 

“ไม่ได้” 

“ผมไม่ทำแล้ว!” ผมเสียงดังขึ้นจนคนในห้องหันมามอง พวกเขาอารมณ์เสียที่ถูกขัดจังหวะกลางคัน คนที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าจึงเดินมาปลดผ้าม่านลง

“เอ๊ะ กูบอกว่าไม่ได้ หูหนวกหรือไง” 

“แต่ผมไม่อยากทำ ให้ผมทำอย่างอื่นได้ไหม” 

“งานอื่นมันงานหนักนะมึง” 

“งานหนักแค่ไหนผมก็ทำได้ ผมแข็งแรง ให้ผมทำอย่างอื่นนะครับ” ผมอ้อนวอนขอพี่เขา ภาวนาให้เขาใจอ่อน

“เฮ้อ..กูก็เห็นมึงมาตั้งแต่เด็กล่ะนะ งั้นมึงคอยไปเปลี่ยนผ้าปูที่นอนแล้วก็เอาผ้าปูพวกนั้นไปซัก ทำได้ไหม” 

“ครับ ๆ ผมจะซักให้สะอาด จะทำอย่างดีเลย” 

 

โชคดีที่พี่เขาใจดี ผมเลยรอดพ้นไม่ต้องเข้าไปทำงานในห้องนั้น ผมมาทำงานที่นี่ทุกวัน คอยซักผ้าปูที่นอน พวกเขาไม่อยากใช้เครื่องซักผ้า เขาบอกว่ามันไม่ค่อยสะอาด ผมเหนื่อยแต่ผมพอใจที่จะทำงานนี้มากกว่างานในห้อง

 

จนวันหนึ่งระหว่างที่ผมกำลังนั่งซักผ้าบนเก้าอี้ไม้เตี้ย ๆ ผมรู้สึกเหมือนมีคนมายืนอยู่ข้างหลังก่อนที่ผมจะหันกลับไปมองได้ทัน ก้นของผมก็ถูกจับโดยมือใครไม่รู้ ผมตกใจรีบลุกขึ้นจากตรงนั้น ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ

“อยากได้เงินใช้ไหม” คนนั้นถาม หน้าแดงด้วยพิษสุรา ท่าทางดูเมา เขาเดินก้าวมาหาผมช้า ๆ 

“ไม่ครับ” ผมเดินถอยหลังอีก ใบหน้าสั่นเต็มแรง

“อยากได้เท่าไหร่” เขายังเดินเข้ามาไม่หยุด 

“ผมไม่อยากได้เงิน” ผมถอยหลังจนสะดุดกับกะละมังที่วางอยู่ จนล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น “โอ๊ย” 

“มาสิ ฉันช่วย” เขาก้าวเข้ามาพร้อมกับยื่นมือมาให้ ผมคิดว่าเขาหวังดีจึงยื่นมือกลับไปหวังให้เขาดึงให้ลุกขึ้น

“หน้าตาก็เกลี้ยงเกลาดีแท้ ๆ แต่ทำไมมือสากจัง” 

“ขอบคุณที่ช่วยครับ ปล่อยมือผมได้ไหม” 

“ไหนขอดูหน้าใกล้ ๆ หน่อย” เขาออกแรงดึง ผมตัวเล็กกว่าเขามาก จึงปลิวไปตามแรงโดยง่าย

“ปล่อยครับ” ผมเริ่มดิ้นไปมา แต่ยังไม่หลุดพ้นจากแขนที่จับผมไว้

“ถึงมือจะสากไปหน่อย แต่ผิวเนียนมากทีเดียว” เขาลูบตัวผมอย่างจาบจ้วง 

 

ผมตัดสินใจจะตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่โชคดีที่พี่คนที่พาผมมาทำงานเดินผ่านมาเห็นพอดี

“เอ้า พี่.. มาอยู่ตรงนี้เอง น้องในห้องพร้อมแล้วครับ” 

“เปลี่ยนคน” ลูกค้าที่เมาหันกลับไปตอบโดยไม่ปล่อยตัวผมให้เป็นอิสระ ผมมองหน้าพี่ชายขอความช่วยเหลือจากเขา

“อย่าเลยพี่ ไอ้นี่มันเป็นเด็กทำงาน ขืนเอาไปนอนด้วยรังแต่จะทำให้อารมณ์เสียเปล่า ๆ มันเซ่อซ่าจะตายไป” 

“ของอย่างนี้สอนไม่นานหรอกมั้ง ดูท่าทางน่าจะเรียนรู้ไว” 

“อย่าให้หน้าตามันหลอกเอาได้ เห็นหน้าตามันอย่างนี้นะพี่ สอนงานมันทีไรต้องจ้ำจี้จ้ำไชไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบกว่ามันจะจำได้ เงอะงะเป็นที่สุด เชื่อผมอย่าเอามันไปนอนด้วยเลยครับ พี่จะโมโหเอาได้” 

“อย่างนั้นเหรอ” 

“ผมไม่กล้าโกหกลูกค้าประจำอย่างพี่หรอกครับ น้องที่เตรียมไว้ให้ เพิ่งมาใหม่เหมือนกัน รับรองเด็ดดวงจริง ๆ เนี่ยผมเก็บไว้รอพี่คนแรกเลยนะ” 

“จริงเหรอ” สายตาคนเมาดูเปล่งประกายด้วยความสนใจ

“จริงสิครับ ไปกันเลยไหม” 

“เออ ๆ ไป ๆ” คนเมาปล่อยตัวผมอย่างง่ายดายและไม่สนใจผมอีกต่อไปก่อนจะเดินออกไป พี่เขาหันมาโบกมือเป็นสัญญาณบอกให้ผมกลับบ้านไปก่อนแล้วกัน

 

ผมเกิดความสับสนอย่างหนึ่งกับร่างกาย ตอนที่คนเมานั้นลูบมือไปทั่วตัว ผมรู้ได้อย่างหนึ่งว่าผมไม่ได้รังเกียจสัมผัสนี้ 

 

ผมแค่กลัว 

 

กลับมาปัจจุบันในคืนวันเสาร์ ผมมีนัดไปเจอมิสเตอร์เคที่คอนโด อันที่จริงอย่าเรียกว่าเจอเลย เรียกไปนอนหลับรอเขาก็แล้วกัน

 

ผมยังเลือกหลับเหมือนเดิมเพราะความขี้กลัวของผมที่จะต้องรับรู้ถ้าหากนอนกับเขาด้วยสติที่ครบถ้วน แล้วยิ่งต้องปิดตาด้วย ผมยิ่งกลัวเพิ่มขึ้นไปอีก

 

ครั้งนี้มิสเตอร์เคนัดผมตอนสองทุ่ม แปลว่าผมควรจะเตรียมพร้อมให้เสร็จและหลับไปประมาณทุ่มครึ่ง ผมหวั่นว่าผมจะไม่หลับ ข้อแรกมันไม่ใช่เวลานอนปกติของผม ข้อสองตอนนี้ผมกินอิ่มนอนหลับจึงไม่ได้มีภาวะอ่อนเพลียหรือเหนื่อยแต่อย่างใด

 

ถ้าไม่หลับล่ะ? จะทำไง? 

 

คอนโดแห่งนี้หรูหราเหมือนอย่างที่ผมเคยมองมันจากข้างนอกไม่มีผิด ไม่ว่าจะเป็นพื้นกระเบื้อง วัสดุเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่นำมาตกแต่งมันสวยงาม ดูแล้วคงมีราคาสูงตามสถานที่ตั้ง ผมเองก็ไม่สันทัดเรื่องเหล่านี้ แต่เดาว่ามันต้องแพงอย่างแน่นอน

 

ผมเดินเข้าไปข้างในอาคาร เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพุ่งตรงมาหาอย่างรวดเร็ว อาจจะคิดว่าผมเป็นเด็กหลงทางในวัยยี่สิบเอ็ดก็ได้มั้ง 

“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” เธอทักด้วยความสุภาพยิ้มแย้ม

“มิสเตอร์เคให้ผมมาที่นี่ครับ” 

“อ้อค่ะ จากมิสเตอร์เคนะคะ งั้นตามดิฉันมาทางนี้” เธอผายมือก่อนจะเดินนำผมไปที่ลิฟต์ตัวหนึ่งข้างใน มันเป็นลิฟต์ของลูกบ้านในคอนโดที่ใช้ร่วมกัน

“ขอบคุณครับ” 

 

เธอเข้ามาในลิฟต์พร้อมกับผมแล้วใช้คีย์การ์ดทาบไปบนแผงปุ่มตัวเลข ลิฟต์ขึ้นไปตามชั้นต่าง ๆ จนมาหยุดอยู่ที่ชั้นชั้นหนึ่ง มันเป็นชั้นที่ยี่สิบเก้า ถ้าไม่นับดาดฟ้าชั้นนี้คือชั้นสูงสุดของคอนโด เธอพาผมไปส่งที่ห้องดังกล่าวก่อนจะเปิดประตูห้องนั้นให้ เธอค้อมหัวเล็กน้อย แล้วเอ่ยขอตัวกลับลงไปข้างล่าง

 

ผมกำลังยืนอยู่ในห้อง มองไปรอบ ๆ ห้องแล้วรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในห้องตัวอย่าง ทุกอย่างเรียบกริบ หรูหราราวกับเอาไว้โชว์มากกว่าให้คนอาศัยอยู่ ห้องมีขนาดใหญ่มาก ผมเห็นประตูอยู่หลายบาน ไม่รู้ว่าห้องไหนที่ผมจะต้องเข้าไปผมจึงไล่เปิดประตูดูทีละบาน ถ้าไม่นับประตูห้องน้ำแล้ว ผมเปิดได้ปกติ แต่ห้องอื่น ๆ กลับเปิดไม่ได้ นอกจากห้องนอนหนึ่งเพียงห้องเดียวที่ผมเปิดเข้าไปได้

 

คงเป็นห้องนี้ 

 

ผมคิดแล้วก้าวเข้าไปข้างใน ปิดประตูลง เดินไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีกระดาษเอสี่วางอยู่เหมือนที่เคยเห็น มันคือรายละเอียดการเตรียมตัว ไม่มีข้อความจากมิสเตอร์เคทิ้งไว้ ไม่มีเช็คเช่นกันเพราะเขาโอนเงินมาให้ผมตั้งแต่เช้าเรียบร้อยแล้ว

 

นอกจากนั้นยังมีตลับยาพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งขวดตั้งวางไว้ให้ ผมเห็นยาเหล่านั้นแล้วหายใจติดขัดขึ้นมาเสียเฉย ๆ มันเตือนให้ผมรู้ว่าเป็นอีกครั้งที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้

 

ผมเข้าไปอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย กลับออกมาอีกครั้ง นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มสิบห้า อีกไม่นาน มิสเตอร์เคก็จะมาถึง ผมเปิดตลับยาแล้วกลืนยาตามด้วยน้ำเปล่าลงไปเกือบหมดขวดก่อนจะขึ้นเตียงไปนอนรอเขาบนนั้น

 

อีกไม่นานผมคงจะหลับ

 

ผมรู้สึกแปลกใจ 

 

มิสเตอร์เคมีรสนิยมชอบนอนกับคนที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยเหรอ หรือจริง ๆ แล้วชอบเล่นพวกบทบาทสมมติต่าง ๆ ประมาณว่าจับคนหลับมาลงมือข่มขืนอะไรแบบนี้ ผมคิดแล้วก็ขนลุก ถ้าไม่ใช่แบบนี้แล้วมันแบบไหน ถึงผมจะไม่เคยนอนกับใครมาก่อน แต่พูดกันตามตรงเถอะ

 

นอนกับคนหลับมันสนุกตรงไหนวะ 

 

ความคิดห้วงสุดท้ายก่อนที่ผมจะไม่มีสติรับรู้ กระทั่งเช้ารุ่งขึ้นอีกวัน

 

 

 

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับสมองที่ยังมึนอยู่เล็กน้อย ทั้งที่นอนไปเยอะทีเดียวตั้งแต่ทุ่มครึ่งจนถึงแปดโมงเช้า อีกนิดก็จะครบสิบสองชั่วโมงแล้ว ยอมรับว่ายาที่กินไปนั้นแน่นอนจริง ๆ ถ้าจะหลับสนิท หลับจริง หลับไม่รู้เรื่องขนาดนี้ น่ากลัวว่าหากเอาไปทำเรื่องร้ายแรงคงจะน่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ความรู้สึกเดิมเหมือนครั้งแรกตอนลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ การเดินขัด ๆ ที่ผมสัมผัสได้นั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเรื่องเมื่อคืนนี้ได้เกิดขึ้นจริง จะอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยผมก็โชคดีที่เขาไม่ทำกับร่างกายผมจนบาดเจ็บจนถึงกับเลือดตกยางออกล่ะนะ ผมส่องกระจกในห้องน้ำ ปากเป็นสีชมพูเข้มอีกแล้ว ผมแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากนั้นก่อนจะรู้สึกแสบเบา ๆ 

 

ผมชะโงกหน้าเข้าไปใกล้กระจกก่อนจะส่องดูถึงรู้ว่าผมปากแตกนิดหน่อย คาดว่าคงจะโดน...กัด

 

นอกจากจะมีรสนิยมนอนกับคนหลับแล้วยังชอบซาดิสม์ทำร้ายคู่นอนด้วยเหรอเนี่ย ทางที่ดีผมควรจะบอกเขาตรง ๆ ไปเลยไหมว่าผมไม่โอเคกับเรื่องนี้ ระหว่างที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาไง ผมจึงถอดเสื้อคลุมออก บนหน้าอกหรือร่างกายผมยังเป็นเหมือนเดิมไม่มีร่องรอยถูกขบกัดเกิดขึ้น ผมไม่ชอบให้มีรอยจูบโผล่พ้นออกมานอกร่มผ้า มันเหมือนการประกาศทางอ้อมว่าเราไปทำอะไรมาก่อนหน้านี้ ทำให้ผมพอใจอยู่ไม่น้อย

 

งั้นก็ช่างมันเถอะ ผมตัดสินใจไม่บอกเขาเรื่องรอยแผลที่ปาก

 

ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วกลับมาที่โต๊ะตัวเมื่อวาน เห็นโน้ตและข้อความในนั้น ผมหยิบขึ้นมาอ่าน

 

‘คุณแต่งงานหรือยัง มีแฟนไหมครับ’  

‘ผมโสด ช่วยหยิบคีย์การ์ดไปด้วย’  

 

สั้นและกระชับเหมือนเคย ประโยคแรกมันเป็นคำถามจากผมที่เขียนถามเขาไว้เมื่อคืนนี้ก่อนที่ผมจะหลับไป เพราะเรื่องเมื่อวันก่อนที่เห็นสาวผมแดงถูกตบจนปากช้ำแก้มบวมมา ผมจึงกลัวว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับผมบ้าง แล้วผมเองไม่รู้ว่าเขาเป็นประเภทไหน ชอบผู้ชายเท่านั้นหรือเพศไหนก็ได้หมด ผมไม่สามารถรับมือคู่กรณีได้ถูกเลย

 

ถ้ามิสเตอร์เคโสดจริงตามที่บอกไว้ อย่างน้อยผมก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งว่าคงไม่มีเหตุการณ์แบบสาวผมแดง ผมหยิบคีย์การ์ดที่วางไว้ข้าง ๆ โน้ตนั้นมาใส่กระเป๋า แล้วรีบโอนเงินไปให้เจ้าหนี้ทันทีโดยไม่รอช้า เสร็จแล้วจึงไปจัดที่นอนให้เรียบร้อยให้สมกับตำแหน่งพนักงานดูแลเตียงตามที่ได้สมัครงานมา ก่อนที่ผมจะออกไปจากห้อง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงนั้นก็สั่นขึ้น

 

ผมหยิบออกมาดู ไม่โชว์เบอร์ ไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่าใคร

 

มิสเตอร์เคจอมลึกลับโรคจิตนั่นเอง

 

“ครับ” ผมกดรับสาย

“ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มชวนฝันถามผมกลับมา ถ้าไม่นับพฤติกรรมแปลกประหลาดแล้วยอมรับว่าเสียงของมิสเตอร์นั้นน่าฟังชวนหลงใหลจริง ๆ 

“ครับ คุณออกไปตั้งแต่เช้ามืดเหรอครับ” ผมสงสัย ขนาดผมตื่นแปดโมงยังไม่เจอแม้แต่เงาเขาเลย เขาต้องกลับออกไปเช้ามากเหมือนกัน 

“ผมไม่ได้ค้างที่นั่น” 

“อ้อ..ครับ” แสดงว่าพอเขานอนกับผมเสร็จก็กลับเลยสินะ

“เป็นไงบ้าง” 

“ครับ?” ผมไม่เข้าใจเขาหมายถึงอะไร

“ร่างกายคุณ...เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” 

“ไม่ครับ ผมไม่เป็นไร” 

“อืม ถ้าไม่สบาย เจ็บปวดตรงไหนให้รีบบอก” 

“ทางเมลเหรอครับ” ผมไม่ได้ตั้งใจกวนประสาท แต่ผมไม่มีเบอร์เขา รีบบอกในที่นี้คือเป็นแบบไหนนอกจากอีเมลเพียงเท่านั้น

“ใช่ อีเมล” 

“ครับ” ถ้าผมเจ็บหนักจริง กว่าเขาจะรู้ตัวผมอาจจะเข้าขั้นโคม่าแล้วก็ได้ แต่ไม่สำคัญหรอก ผมคงไม่รอความช่วยเหลือจากเขา ผมดูแลตัวเองได้

“เปล..” เขาเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ 

“ครับ?” 

“ครั้งหน้าที่เจอกัน ผมอยากให้คุณตื่น” 

“ตื่น? ตื่นทำไมครับ” ผมตาโตกับคำพูดของเขา ไม่จริงน่า 

“แล้วทำไมถึงอยากหลับ” เขาไม่ตอบแต่เลือกถามผมกลับ

“ผม..” 

“ไม่อยากรับรู้หรือว่ากลัว” เขาถามย้ำอีก

“ทั้งสองอย่างครับ” คำถามนี้ผมตอบได้ไม่ลำบากใจ

“ผมไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด และต่อให้คุณตื่นอยู่ คุณก็ไม่ได้เห็นผมอยู่ดี ไม่มีอะไรให้คุณต้องกลัวหรือกังวล” 

ผมอยากจะย้อนกลับไปว่า‘แหงสิ คุณไม่ได้ถูกปิดตาเสียหน่อย ลองสลับกันแล้วให้ผมเสียบคุณแทนไหมล่ะ เอาไหม’ 

แต่ก็นะ..ทำได้แค่คิดครับ

“ผม..” 

“ยานั่นมันไม่ค่อยดีต่อร่างกายเท่าไหร่ คุณคงเห็นว่าพอกินเข้าไปไม่นานก็ง่วงแล้วหลับ ไม่รู้สึกตัวอีกเลยใช่ไหม” 

“ครับ” 

“ถ้าใช้ในระยะยาวแล้วมันไม่ค่อยปลอดภัย” 

“ถ้าไม่ดีต่อผม แล้วคุณเอายานั่นมาให้ผมกินทำไม” ผมถามเขากลับไปบ้าง

“ตามข้อตกลงของเรา” 

“แล้วคนอื่นล่ะครับ ถ้าเขาเลือกแบบผม เขาก็ต้องกินยานี้เหมือนกัน” ผมไม่เข้าใจ เขาต้องการอะไรกันแน่

“ผิดแล้ว” มิสเตอร์เคปฏิเสธ

“ครับ?” 

“ไม่มีใครเคยเลือกแบบคุณ” 

“หมายความว่า..” 

 

 

“คุณเป็นคนแรกที่เลือกข้อนั้น”  

 

 

 

 

 

 

===================== 

มิสเตอร์ค่าตัวน้อยแถมยังเป็นคนโรคจิต คงยังไม่ปรากฏกายมาเร็วๆ นี้ใช่ไหมน้า ถึงจะเร่งให้น้องเปลตื่นอยู่นั่นเอง

ชอบหรือไม่ชอบ บอกได้นะคะ รู้สึกเหมือนไม่ได้ลงนิยายมานาน ตื่นเต้นทีเดียวเชียว

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

 

ติดตามพูดคุยกันได้ที่นี่ค่ะ

Facebook และ Twitter 

ความคิดเห็น