ณ กลางใจ
email-icon Twitter-icon

คอมเม้นเป็นกำลังใจให้หน่อยนะ อย่างน้อยๆกดสัก1ไลค์ก็ได้ค่ะ

บทที่ 3 ตอน พระสนมชงเยวี่ยน

ชื่อตอน : บทที่ 3 ตอน พระสนมชงเยวี่ยน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 12:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ตอน พระสนมชงเยวี่ยน
แบบอักษร

บทที่ 3 ตอน

พระสนมชงเยวี่ยน

 

“บ้ากามยิ่งหนัก ใช้ไม่ได้”

“เจ้ากล้ามากนะหงเหลียงฮวาที่มาว่าข้าเช่นนี้”

“ก็ท่านมันบ้ากาม ไม่ให้บอกว่าท่านบ้ากามให้ข้าพูดว่าอะไรเล่า”

ฝ่าบาทกำลังจะโต้ตอบ ก็เกิดมีเสียงของไท้เจี้ยนกงกง ดังขึ้นหน้าประตู

“ฝ่าบาท ท่านอำมาตย์ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” องค์ฮ่องเต้ขมวดพระขนง พระองค์ปล่อยมือที่กดมือของสนมพลัดถิ่น ทำให้หงเหลียงฮวารีบตะเกียจตะกายไปกอดเข่าอยู่หัวเตียง ใบหน้าขลึงขลัง จนลูกตาจะถลนออกมา ถึงอย่างนั้นฝ่าบาทก็ยังคิดว่าน่ารัก

“ให้ท่านอำมาตย์ไปรอข้าที่ห้องทรงงาน”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นเสียงไท้เจี้ยนกงกง พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นจากที่บรรทม เดินออกห่างไปได้สามก้าว นางกำนัลก็เข้ามา ฮ่องเต้ทรงยกแขนขึ้นเพื่อให้นางกำนัลเข้ามาจัดแจงอาภรณ์ให้เข้าที่เรียบร้อย ทำให้อาภรณ์หนาสีแดงเข้มปรากฏสู่สายตาของหงเหลียงฮวา

โห้ ช่างปักสมัยโบราณนี้สุดยอดจริงๆ เข็มต่อเข็ม ด้ายต่อด้าย ชุดที่ผมซื้อมาแปดสิบช่างถือว่าถูกไปเลย สุดยอดจริงๆ ข้าอยากเป็นฮ่องเต้อ่ะ อยากใส่ชุดแบบนี้จัง

“เจ้าชอบอาภรณ์ข้าหรือ”

หงเหลียงฮวาเชิดหน้าไม่ยอมตอบพระองค์เห็ฯว่านางกำนัลจัดแจงเสร็จจึงวางแขนลง ทอดพระเนตรมองลูกเต่าที่ทำเป็นเบือนหน้าไปทางอื่น พระองค์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ

“ข้าจะให้ไท้เจี้ยนกงกง พาเจ้าไปตำหนัก อย่าสร้างปัญหา”

“อืม”

“ไร้มารยาท”

“เฮ้อ พ่ะ ย่ะ ค่ะ ฝ่า บาท” หงเหลียงฮวากัดฟันตอบแล้วลุกขึ้นจากที่บรรทม กระแทกเท้าเดินปึกปักผ่านพระองค์หวังออกไปหาไท้เจี้ยนกงกง ทว่าฮ่องเต้ดึงแขนของหงเหลียนฮวาไว้แล้วก็ทรงก้มลงกระซิบข้างใบหูของเจ้าลูกเต่าตรงหน้า

“อยากได้อะไร ให้เอาร่างกายเจ้ามาแลก”

“บ้า กาม ป่า เถื่อน ที่สุด” ว่าจบก็สะบัดแขนของฝ่าบาทออกแล้ววิ่งไปทางประตู ฝ่าบาททอดพระเนตรมองตามร่างนั้นวิ่งหนีไปก็แย้มยิ้มตามหลัง

“หากในฝันเจ้าบอกชื่อแซ้ข้าก็คงดี ข้าจักได้มั่นใจมากกว่านี้”

 

ตำหนักสนมเอกเก้าขั้น

เรื่องบ้าอะไรกันว่ะ

ผมอ้าปากค้าง เดินขึ้นไปยืนหน้าไท้เจี้ยนกงกง ชี้ไม้ชี้มือไปที่ตำหนักตรงหน้า

“ให้ข้าอยู่ร่วมกับสนมอีกแปดคนงั้นหรือ”

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าไม่อยู่”

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ หากพระสนมประสงค์ตำหนักต้องได้รับพระราชทานาทจากฮ่องเต้ หรือฮองเฮา หรือพระสนมต้องเป็นที่โปรดปราณจึงจะสามารถขอตำหนักได้”

ผมกัดฟันกรอดนึกถึงคำพูดของไอ้ฮอ่องเต้บ้ากามนั้น

“อยากได้อะไร ให้เอาร่างกายเจ้ามาแลก”

มันวางแผนล่อลวงข้า เจ้ามันบ้าที่สุดไท่เฟิ่ง

ข้าไม่พอใจยิ่งแต่ต้องทำใจเดินเข้าไปในตำหนัก ตอนนี้นายแบบที่ชนะการประกวดจากหนึ่งแสนคน กลับต้องมารวมอยู่กับสนมเพียงเก้านาง แล้วไอ้ชงเยวี่ยนนี้มันตำแหน่งใดกันของสนมเอกเก้าขั้นหละเนี่ย ผมหันไปหาไท้เจี้ยนกงกง ก่อนถึงตำหนัก

“ชงเยวี่ยนคือลำดับที่เท่าไหร่ของสนมเอกเก้าขั้น”

“ข้าจะตอบให้เนื่องจากเจ้าพึ่งมาใหม่”

ผมหันไปตามเสียง สวยแหะ สายตาผมอดมองตาเธอไม่ได้ สวยจริงๆนะเนี่ยคนนี้ แต่แต่งหน้าซีดไปหน่อย เกิดเป็นสตรีน่าจะทาปากชัดกว่านี้หน่อยนะ

“ขอบคุณท่านที่ชี้แนะ”

“เรียกข้าว่าท่านพี่เถิด ตำหนักหลังนี้นับกันเป็นพี่น้อง”

ผมยิ้มให้นาง ทำเอาพวกนางหน้าแดงกันไปทั้งหมด สตรีวังหลังเริ่มเข้ามาสนอกสนใจผมที่มาใหม่ แต่ตำหนักที่ข้าอยู่มีแปดนางที่มาต้อนรับ

“ข้าตำแหน่งสูงสุด เจาอี๋ ผู้งามเลิศโฉม” หา นางสูงสุดแล้วข้าหละไม่ทันคิดต่อ นางอีกนางก็ขึ้นมาเอ่ยต่อทันทีราวกลับว่าทำประจำ              

“ข้าเจาหรง ผู้มีกิริยางามสง่า” เสียงของนางนั้นนุ่มนวลยิ่งกิริยามือไม้ก็สง่าจริงดั่งตำแหน่ง แต่...ข้าไม่ใช่ที่สอง แสดงว่าข้าต้องที่สามแน่ๆ ทว่า แม่นางอีกท่านเอ่ยขึ้นต่อกัน         

“ข้าเจาเยวี่ยน ผู้งามสง่าจับใจ”

“ข้าซิวอี๋ ผู้มีรูปโฉมวิจิตร”

“ข้าซิวหรง ผู้มีกิริยางาม”          

“ข้าซิวเยวี่ยน ผู้งดงาม”

“ข้าชงอี๋ ผู้งามตาเพียบพร้อม”   

“ข้าชงหรง ผู้มีกิริยางามพร้อม”         

“เจ้าชงเยวี่ยน ผู้สง่างามเพียบพร้อมยิ่ง ตำแหน่งสุดท้าย” เจาอี๋พูดเองเสร็จสับ ผมเองรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาดื้อๆ

ไม่ยอม ข้าจะยอมได้อย่างไร ข้าไม่ยอมเป็นอันดับสุดท้ายแน่ ไท่เฟิ่ง ไท่เฟิ่งข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่

ผมหันหลังให้พวกนางหวังจะไปหาฝ่าบาททว่าเสียงหนึ่งกับเตือนสติผมให้หยุดคิดเรื่องที่จะไปต่อรองกับพระองค์

“อยากได้อะไร ให้เอาร่างกายเจ้ามาแลก”

เจ้าคนเลว!!!

 

สองชั่วยามผ่านไป

สตรีทั้งแปดนางต่างนั่งมองผมไม่หยุด ผมกางกระดาษมาหนึ่งแผ่น อาสาวาดภาพให้พวกนาง เจ้าคิดผิดแล้วไท่เฟิ่งที่ปล่อยให้สตรีอยู่กับบุรุษที่หล่อเหลาอย่างข้า

เจ้านี้มันโง่เขลา

“คุณชาย” นางหนึ่งเอ่ยเสียงหวานเคลิบเคลิ้มไปกับผมที่ตวัดผู่กันวาดภาพพวกนางอย่างจริงจัง แววตาดั่งเยี่ยว ริมฝีปากลอบยิ้มให้พวกนางอยู่เนื่องๆจนพวกนางถึงกับหน้าแดงไปถึงใบหู

“แม่นางงดงามยิ่งรู้ตัวหรือไม่” ผมเอ่ย นางถึงกับยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดบังครึ่หน้าสายตานางแสนเขินอาย

“ท่านไม่เอ่ยข้าก็พอรู้มาอยู่บ้าง” เจาอี๋เอ่ย ผมหันไปหานาง ลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนอักษร

“ท่านอยากทราบหรือไม่ว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงมักส่งยาสมุนไพรมาให้ท่านตลอดทั้งๆที่ท่านไม่เจ็บป่วย”

“ท่านรู้ได้อย่างไร”

ผมยิ้มขึ้น ตวัดสายตามองพวกนางทั้งแปดคนที่ยืนล้อมผมอยู่ก่อนสายตาจะหยุดที่แม่นางเจาอี๋

“ข้าเห็นกาต้มสมุนไพรที่โชยกลิ่นหอมมาจากโต๊ะดื่มชา และข้ายังเห็นแขนเสื้อของแม่นางเจาอี๋ที่เปื้อนสมุนไพร แน่ชัดมิใช่หรือว่าเป็นของท่าน”

“ท่านช่างมองขาด” แม่นางชิวหรงเอ่ยขึ้น ผมหันไปยิ้มให้แม่นาง

“งั้นท่านบอกข้าเถิดว่าจะทำอย่างให้ฝ่าบาทรู้เสียทีว่าข้าไม่ป่วย”

“เช่นนั้น แม่นางช่วยยกเครื่องประถินผิวมาที่โต๊ะนี้ได้หรือไม่”

“ได้สิ” เจาอี๋หันไปหานางกำนัล “ไปเอาเครื่องประถินผิวมา”

“เชิญแม่นางเจาอี๋นั่ง” ผมพ่ายมือให้นางนั่งเก้าอี้ข้างผม รอไม่นานนางกำนัลก็นำเครื่องประถินผิวมา

ผมเปิดเครื่องประถินผิวต่างๆ จนกระทั้งเจอสิ่งที่น่าจะคล้ายๆลิปสติกจากปัจจุบันมากที่สุด แต่เพราะมันเป็นตลับผมจึงต้องใช้นิ้วมือผมหวังจะทาปากให้นาง

แม่นางเจาอี๋ยกมือขึ้นป้องปาก

“ร่างกายนี้ของฝ่าบาท จักให้ผู้ใดสัมผัสไม่ได้”

“เช่นนั้นข้าจะทาให้ท่านดู” ผมใช้นิ้วที่แต้มสีแดงจากสมุนไพรที่ถูกเคียวจนกลายเป็นเนื้อข้น ทาลงที่ริมฝีปากผม

แม่นางเจาอี๋มองแล้วจึงทำตาม

“ท่านทาบางไปแล้ว”

“หากทาสีแดงเข้มจักเหมือนนางโลมหอโคมเขียว” แม่นางเจาอี๋เอ่ย ทำเอาแม่นางอื่นๆที่ปากสีแดงสดต่างยกมือขึ้นป้องปากตนเองไว้ เพราะเขินอายที่ทาปากราวแม่นางหอโคมเขียว

“แม่นางหอโคมเขียวงดงามทุกนาง เพราะอะไรงั้นหรือ ก็เพราะเครื่องประถินโฉมพวกนี้ ท่านจงอย่าได้กลัวเลย ท่านเป็นถึงเจาอี๋เชียว” ผมวานล้อมแม่นางสุดฤทธิ์ นางทำหน้าซาบซึ่ง จึงยอมทาเพิ่ม

สวยขึ้นเยอะเลย ผมยิ้มให้เธอ ทำเอานางทั้งแปดต่างเขินผมจนต้องก้มหน้าหลบรอยยิ้ม

เกิดมาหล่อนี้ลำบากดีแท้

“ท่านลำบากสอนข้า” นางยกมือผสาน “มีอะไรให้ข้าช่วยท่านก็บอกได้”

ผมยิ้มขึ้นทันที นี้แหละ เหนื่อยทั้งวันเพราะคำนี้แหละ

“ข้าอยากให้แม่นางทุกท่าน มอบถ้วยเคลือบกระเบื้องสีขาวให้ข้าได้หรือไม่”

“ไม่มีปัญหา” แม่นางทุกคนต่างเคลื่อนกายกลับไปที่เตียงของตน

เหนียวแหะลิปโบราณเนี่ย ผมเม้มปากไปมา พลันระหว่างรอว่างๆ สายตาก็เหลือบไปทางประตู สิ่งที่เห็นคือแม่นางท่านหนึ่งส่งสายตามาทางผม

ผมชี้ตนเอง แม่นางก็พยักหน้าให้ ผมเลยเดินไปหานางอย่างช่วยไม่ได้

“แม่นางม...”

เสียงผมหายไปกลางอากาศ นางผู้นั้นโน้มคอผมลงไปหา ริมฝีปากผมถูกสตรีผู้นั้นครองครองอย่างชำนาญ สายตาผมที่เบิกกว้างต้องตกใจซ้ำสองเพราะคนที่ยืนอยู่หลังนางคือ...ไท่เฟิ่ง

 

 

......

สวัสดดดีคร้า คือน้อง หงเนี่ยๆ เป็นนายแบบ แน่นอนว่าเขาต้องดูแลตัวเองเก่งนะคะ

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น