Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 1 : ชีวิตบนฝั่ง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 1 : ชีวิตบนฝั่ง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2562 21:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 1 : ชีวิตบนฝั่ง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 1 : ชีวิตบนฝั่ง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

หยาดใสแหวกเป็นสายด้วยครีบยาวของสัตว์ใต้น้ำ ความรวดเร็วของมันพาให้สายน้ำแบ่งเป็นสองฝั่ง ทั้งว่องไว ทั้งรวดเร็วเกินที่จะตามทัน แต่แล้วเนื้อตัวที่สะท้อนแสงแดดก็เลือนหาย มันดำลงไปใต้สุดของสระน้ำขนาดใหญ่ พาให้ผมต้องจับจ้องระคนกลืนน้ำลายด้วยความระทึกใจ

 

รอดูว่าเจ้าสัตว์ร้ายนั่นจะโผล่มาจากไหน เพราะตอนนี้ทุกอย่างเงียบสงบจนผมแทบลืมหายใจ กระทั่งชะโงกหน้ามองลงไป...

 

“แกอยู่ที่ไหน...”

 

“วิ้งงง!”

 

“เฮ้ย!”

 

ผัวะ ตู้ม !

 

น้ำใสกระจายตัวเป็นวงใหญ่เมื่อร่างของผมถลาลงไปด้วยความตกใจที่จู่ๆ ‘เทมส์’ เจ้าโลมาตัวใหญ่ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนก็สไลด์ตัวมากระแทกผมจากด้านหลัง ส่งผลให้ผมหน้าทิ่มลงสระน้ำข้างหน้าที่ใช้ฝึกความเร็วของมันไป

 

หนำซ้ำมันยังส่งเสียงคล้ายคนหัวเราะชอบใจใหญ่ใส่ผมอีก !

 

“แอะๆ ๆ!”

 

“ไอ้โลมานิสัยเสีย” ผมว่าหลังดีดตัวขึ้นมาโกยอากาศเข้าปอด เสียงแหลมสูงเป็นสิ่งแรกที่เข้ามาในสมอง บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามันสนุกแค่ไหน ต่างจากผมที่อดย่นคิ้วใส่ไม่ได้ “นี่คือการเอาคืนที่ฉันฝึกแกมากไปงั้นเหรอ?”

 

“แอะๆ”

 

“งั้นวันนี้ก็อดกินปลาของแถมไปเลย...เฮ้!” ยังพูดไม่ทันจบ เจ้าโลมาเอาแต่ใจก็พ่นน้ำใส่ผมอย่างกวนประสาท ขนาดผมสาดน้ำใส่มันกลับ มันก็ยังเอาคืนผมได้ จนในที่สุดผมก็ยอมแพ้ ว่ายกลับขึ้นฝั่งไปหัวเราะมันที่ตามขึ้นมาไม่ได้

 

ไม่วายมันยังพ่นน้ำใส่อีกรอบเป็นการสั่งให้ผมเอาปลาให้มัน

 

“เอาไปแล้วกลับเข้ากรงแกไปเลย”

 

“หวีดด” มันกระโดดพ้นน้ำมารับปลาที่ผมโยนให้ จากนั้นก็รีบว่ายกลับเข้ากรงอีกฝั่ง ที่พิพิธภัณฑ์สร้างไว้ให้พวกมันอยู่อาศัย ในนั้นมีโลมาอีกสองสามตัว เป็นครอบครัวเดียวกับที่เทมส์โตมาด้วยกันจากศูนย์ฝึกสัตว์เลี้ยงที่อยู่ไม่ไกล

 

ถ้าผมจำไม่ผิดพวกเขาชอบเพาะพันธ์สัตว์ทะเล

 

แต่เป็นสัตว์ทะเลที่ไว้เลี้ยงในกรง

 

“ว่าจะไม่ลงน้ำแล้วสิ”

 

“เจ้าเทมส์แกล้งอีกแล้วเหรอคะคุณโซล”

 

“อ๊ะ!”

 

“ฉันจำได้ว่าตอนเราคุยกันเมื่อกี้ ตัวคุณยังไม่เปียก” เสียงหวานดังขึ้นรั้งให้ผมหันไปมองหญิงสาวผิวสีที่ยกยิ้มมาให้แต่ไกล ในมือถือผ้าขนหนูที่ผมจำเป็นจะต้องใช้ เนื่องจากไม่ได้หยิบติดมาจากห้องแต่งตัว

 

“ฮ่าๆ ใช่ครับ มันแกล้งผมอีกแล้ว” ผมหัวเราะ พ่นลมหายใจนิดหน่อยให้กับความแสบของเจ้าโลมานั่น พร้อมกับยื่นมือไปรับผ้าขนหนูมาซับน้ำกับเนื้อตัวที่เปียกปอน บรรเทาความหนาวของฤดูใบไม้ร่วงที่เป็นสัญญาณว่าหน้าหนาวกำลังจะมาถึง

 

ไม่รู้ว่าปีนี้จะหนาวเท่าปีก่อนไหม จำได้ว่าปีที่แล้วมันเป็นอะไรที่หนักสำหรับคนที่กลับมาใช้ชีวิตบนฝั่งแบบเต็มรูปแบบ

 

โดยเฉพาะใครสองคนที่ไม่เคยสัมผัสกับคำว่า ‘หิมะ’ มาก่อน

 

คุณคงไม่อยากรู้หรอกว่า ‘ฉลามแข็ง’ น่ะเป็นยังไง

 

“สงสัยผมจะให้มันฝึกนานไปหน่อย มันคงเหนื่อยตั้งแต่จบการแสดง”

 

“งั้นเดี๋ยวฉันจะให้คนไปดูแลมันในกรงหน่อย มันคงอยากตรวจสุขภาพสักนิด”

 

“เป็นไปได้ก็ให้มันพักเถอะแคทเทอรีน ผมว่าตอนนี้มันเอียนมนุษย์แล้ว” ผมแนะนำตามความคิด สัตว์พวกนี้แม้จะพูดไม่ได้แต่มันก็มีความรู้สึกไม่ต่างจากมนุษย์เช่นเราเลยสักนิด ยิ่งสัตว์ที่ต้องแสดงโชว์ เรียกเรตติ้ง พวกมันก็ยิ่งเหนื่อยกว่าสัตว์ธรรมดาทั่วไป

 

ถึงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่นี่จะไม่ได้เปิดแสดงโชว์ทุกวัน แต่ทุกการแสดงมันก็หนักหนาจนผมอดคิดแทนมันไม่ได้ เพราะงั้นเลยต้องไหว้วานให้ แคทเทอรีน หัวหน้าที่นี่คอยจัดการให้

 

ส่วนผมก็ทำตามหน้าที่ของตัวเองไป เป็นเพียงลูกจ้างที่คอยฝึกสัตว์น้ำที่นี่ให้

 

ไม่ได้เป็นโซล อิลเดนสัน เจ้าของศูนย์วิจัยกลางทะเลแล้ว 

 

“และฝากดูแผลของเอ็ดด้วย ทางที่ดีเรียกหมอเฉพาะทางมาเลยดีกว่า ผมรู้สึกว่าแผลมันเริ่มจะเป็นนานเกินไปแล้ว”

 

“ได้เลยคุณโซล เดี๋ยวฉันจะให้คนตามหมอให้เดี๋ยวนี้”

 

“รวมถึงเจ้าออก้าเบนด้วย ผมว่าวันนี้อารมณ์มันไม่ค่อยดี ปล่อยมันให้เจอกับเชอร์รี่สักนิด อาจจะทำให้มันอารมณ์ดีขึ้นก็ได้”

 

“แบบนั้นจะไม่ทำให้มันรักกันหรือไง?”

 

“นั่นแหละที่มันต้องการ” ผมชี้นิ้วเป็นเชิงถูกต้อง บางครั้งความรักก็ทำให้สัตว์พวกนี้อยากมีชีวิตต่อ นอกเสียจากว่าบางตัวที่พยศมากๆ มันคงอยากจะออกไปเจอกับทะเลกว้าง ถิ่นฐานบ้านเกิดของมัน น่าเสียดายที่ถ้าปล่อยออกไปทั้งที่มันโตแล้ว การที่มันจะมีชีวิตอยู่หรือเอาตัวรอดได้เป็นไปค่อนข้างยาก

 

ยิ่งกว่านั้นทะเลแถวนี้ก็ไม่ได้ปลอดภัยสำหรับพวกมัน

 

โดยเฉพาะทะเลแถวบ้านผม...

 

โคตรอันตรายกว่าทะเลข้างนอกอีก 

 

“ถ้ามีเรื่องอะไรเร่งด่วนก็โทรหาผมได้นะ ผมว่างตลอดเท่าที่คุณต้องการ”

 

“นั่นเป็นคำพูดที่ฉันอยากได้ยินจากพนักงานประจำที่นี่ชะมัด คุณไม่รู้หรอกว่าพวกเขาบ่นวันละกี่รอบเรื่องทำงานที่นี่”

 

“พวกเขาก็คงเหนื่อยน่ะแคทเทอรีน ให้เวลาเขาพักบ้างสิ”

 

“เหมือนที่คุณได้วันหยุดพักร้อนน่ะเหรอ”

 

“หืม?”

 

“ฉันหาคนมาทำงานแทนวันหยุดหน้าร้อนคุณได้แล้ว” คิ้วผมขมวดมุ่ยหลุบมองซองจดหมายที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ รอยยิ้มมีเลศนัยทำให้ผมรับมันมาแกะดูก่อนจะพบว่ามันคือจดหมายอนุญาตพักร้อน รวมถึงของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากเจ้าของพิพิธภัณฑ์

 

ตั๋วเครื่องบินสำหรับบินไปฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์บนเกาะส่วนตัว

 

“คุณฮาฟ คิดว่าคุณคงอยากไปเที่ยวกับสามีในช่วงวันหยุดที่ลาไป”

 

“นี่เขาให้ผมหยุดงานได้?”

 

“จริงๆ คุณไม่ใช่พนักงานที่นี่ด้วยซ้ำ ฉันยังแปลกใจเลยที่เห็นจดหมายลาพักร้อนของคุณ” เราสองคนหัวเราะให้กับเรื่องตลกนั่น จริงอย่างที่แคทเทอรีนว่า ผมไม่ได้เป็นพนักงานประจำที่นี่ ผมก็แค่มาทำงานเพราะว่ารู้จักกับเจ้าของพิพิธภัณฑ์ อยากหาอะไรทำไม่ใช่แค่การนอนอยู่บ้าน ใช้เงินจากมรดกที่พ่อแม่หาไว้

 

และด้วยความที่ทำงานที่นี่มาพักใหญ่ ผมก็ได้รับของตอบแทนเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกอย่างทุกคนก็ชินกับการมีผมอยู่ เลยไม่ได้จ้างพนักงานมาเพิ่มหรือแทนที่ แต่นี่เพราะผมขอเอาไว้ เนื่องจากอยากไปเที่ยวกับสองสามีที่บ้าน

 

ตั้งแต่แต่งงานกันเราก็ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนจริงจังเลยสักครั้ง

 

ปีที่แล้วมันเป็นมรสุมชีวิตของเรามาก ผมเลยวางแผนที่จะหยุดงานเพื่อให้เราได้ไปฮันนีมูนด้วยกันจริงๆ

 

“ขอบคุณมากแคทเทอรีน คุณน่ารักที่สุด”

 

“คุณก็เป็นเพื่อนที่ดีคุณโซล ขอให้สนุกกับพักร้อนนะ” เราสองคนกอดกันเป็นการขอบคุณ จูบแก้มเล็กน้อยตามความสนิท จากนั้นผมก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ขับรถตรงดิ่งกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์มากนัก ระหว่างทางก็เปิดเพลงโปรดฟัง แวะซื้อของเข้าบ้านนิดหน่อยเพราะจำได้ว่าของสดใกล้จะหมด

 

จากนั้นก็ขนของทั้งหมดลงจากรถ เดินผ่านทางเดินที่ตกแต่งด้วยหินอ่อน ผมใช้หลังดันประตูบ้านให้เปิดออกเนื่องจากมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยข้าวของ คิ้วสวยขมวดกันเล็กน้อยเมื่อพบว่าทั้งบ้านเงียบสงัด

 

“หืม...หายไปไหนกัน?” ผมพึมพำ วางของลงบนเคาท์เตอร์ครัวก่อนจะกวาดตาหาใครสองคนที่ควรจะอยู่ในบ้าน กลิ่นหอมของเทียนที่จุดไว้นานแล้ว บรรเทาบรรยากาศตึงเครียดระคนเหนื่อยล้าตลอดวัน ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ผมสบายใจเท่าไหร่

 

ผมเดินออกมา ผ่านสระน้ำไปยังทะเลที่อยู่ด้านหลัง

 

ลมทะเลพัดผ่านร่างให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปหมด ทว่าผมก็ไม่ได้บ่น แค่ไล่สายตามองทะเลสีส้มเพราะโดนแสงจากดวงอาทิตย์ชโลมให้กลายเป็นสีนั้น เงาสะท้อนน้ำบ่งบอกว่าอีกไม่นานแสงของวันก็จะลาลับไป

 

และค่ำคืนหนาวเหน็บก็จะปกคลุมแทน

 

ซึ่งเพราะแบบนั้น ผมจึงอดห่วงไม่ได้ เลยหยิบมือถือออกมาเปิดไฟล์เสียงที่เซฟเอาไว้ เปิดเสียงดังจนสุดหวังเพียงให้มันแทรกซึมเข้าไปในหูคนที่อยู่ไกล พลันก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายแล้วก็บ่นกับตัวเองเบาๆ ว่า

 

“แอบหนีกันออกไปอีกแล้ว เป็นสามีที่เลี้ยงไม่เชื่องเลย ให้ตายสิ”  

 

คำพูดผมถูกกลบด้วยเสียงวาฬที่เซฟมาจากมือถือเครื่องเก่า มันคือไฟล์เดียวกับที่ใช้ล่อดายและดีแลนมาหาตอนผมยังอยู่ที่ศูนย์วิจัยกลางทะเลนั่น พอได้ฟังก็แอบคิดถึงเหมือนกัน พาให้เห็นภาพซ้อนทับยืนอยู่ในห้องนอนใต้ทะเลสีคราม ล้อมรอบด้วยสัตว์ใต้น้ำมากหน้าหลายชนิด แต่มีเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้นที่สะกดให้หัวใจดวงนี้จับจ้องแค่มัน

 

สิ่งมีชีวิตที่ควรจะสูญพันธุ์ไปเมื่อหลายล้านปี หากแต่กลับมีชีวิตแปรผันตามวิวัฒนาการ

 

สิ่งมีชีวิตเดียวที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นเจ้าแห่งมหาสมุทร

 

มันเฝ้าดู จู่โจม พร้อมฉีกกระชากร่างของผู้บุรุก เป็นสิ่งเดียวที่เสียงนี้ที่ผมเปิดอยู่มีอิทธิพลกับมันนักหนา

 

เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ครีบยาวกำลังแหวกสายน้ำมา

 

เสียงลูกวาฬคือเข็มทิศนำทางกลับให้สองราชาแห่งท้องทะเล

 

“มาแล้ว” ผมพึมพำพ่นลมหายใจขณะที่มองดูครีบยาวทั้งสอง มันแยกออกจากกัน ว่ายตีคู่กันมาราวกับแข่งว่าใครจะมาถึงผมก่อน ซึ่งไม่ว่าใครจะมาก่อน ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่อยู่ดี ผมเก็บมือถือ ไม่ลืมปิดเสียงวาฬจะได้ไม่ไปรบกวนใครแถวนี้

 

ต้องขอบคุณคฤหาสน์หลังนี้ที่ทำให้ที่นี่เหมือนเมืองลับแลไม่มีใครหาเจอ

 

เว้นพวกเรา 

 

“ไง ผมนึกว่าพวกคุณจะอยู่รอรับผมซะอีก”

 

“กึด”

 

“แอบหนีกันออกไปอีกแล้วนะ” ผมพูดกับสองร่างที่ยังไม่คืนร่างเพื่ออวดอ้างความใหญ่โตของพวกเขา ผมส่ายหน้าให้กับการกระทำนั่น เอามือกอดอกบอกให้รู้ว่าผมไม่ชอบใจแค่ไหน เจ้าสองพี่น้องเมกาโลดอนว่ายเวียนกันไป

 

ไม่นานนักครีบยาวก็หลุบหายเปลี่ยนสภาพกลายเป็นร่างของใครสองคนที่ผมนอนกอดอยู่ทุกวัน ดวงตาสีดำโผล่พ้นน้ำหลังจากคืนร่างเสร็จสรรพ หยาดน้ำเกาะพราวไปตามร่าง หางยาวเปลี่ยนเป็นขา ไล่ขึ้นมาคือแขนกับหุ่นล่ำ มัดกล้ามที่บอกถึงความแข็งแกร่งของเขา เซ็กซี่มากเวลาเราร่วมรักกัน

 

ยิ่งตอนเขาเกร็งผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสัมผัส แต่ผมจะไม่บอกพวกเขาหรอกว่ามันทำให้ใจผมสั่น

 

ผมจะให้พวกเขารู้ด้วยตัวเอง...คืนนี้ 

 

“ที่รัก คุณกลับมาแล้ว”

 

“ใช่ดีแลน ผมกลับมาเร็วกว่าพวกคุณ...เฮ้! ว่าผมลงนะ!”

 

“ฮ่าๆ” ไม่รอให้ผมตั้งตัว เสียงหัวเราะก็เข้ามาแทนที่ พร้อมกับที่ดีแลนวิ่งมาหาผม ฝ่าสายน้ำจนมันกระเซ็นเปียกตัวไปหมด จากนั้นก็โผเข้ากอดผม ยกตัวอุ้มพาหมุนไปมาไม่ต่างจากเด็กที่ดีใจตอนได้ของเล่นใหม่ เล่นเอาผมต้องกอดคอเขาไว้ป้องกันไม่ให้ตัวเองตกลงไปเจ็บตัว

 

แย่กว่านั้นคือน้ำทะเลจากตัวเขามันเปียกเสื้อผ้าผมจนชื้นไปหมด ไม่นับรวมตอนเขาวิ่งแล้วมันกระจายมาโดนผม

 

มันคือสัญญาณว่าผมต้องอาบน้ำใหม่เป็นรอบที่สาม !

 

“เฮ้! ตัวผมเปียกหมดแล้ว!” ผมทุบไหล่คนสนุกให้เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำผิด “ผมเพิ่งอาบน้ำมานะ วางผมลงเดี๋ยวนี้”

 

“ไม่น่าล่ะ ตัวคุณถึงหอมขนาดนี้”

 

“นี่!”

 

“ไหน ขอผมหอมคุณหน่อยสิ หอมจริงหรือเปล่า” คนเจ้าเล่ห์ปล่อยผมลงกับพื้น ประคองใบหน้าก่อนจะกดจูบลงมาบนหน้าผาก ไล่มาที่แก้มทั้งสองข้าง ฟัดอยู่อย่างนั้นไม่สนใจผมที่พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด ดีแลนกอดผมไว้แน่นมาก ไม่ยอมให้ผมหนีไปไหนจนกว่าเขาจะหอมจนพอใจ

 

ซึ่งไม่รู้ว่าเขาไปเก็บกดมาจากไหนถึงได้หอมผมไม่หยุด เรียกได้ว่าถ้าเขาหอมผมแรงกว่านี้ แก้มผมคงแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

 

“หืม ตัวหอมจริงๆ ด้วย หอมไปหมดเลย”

 

“หอมจนช้ำแล้วครับ ปล่อยผมได้แล้วน่า”

 

“ก็ผมคิดถึงคุณนี่น่า เราไม่ได้เจอกันทั้งวัน”

 

“แล้วนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกคุณหนีออกจากบ้านไปตอนผมไม่อยู่งั้นเหรอ?”

 

“พวกเราก็แค่ไปว่ายน้ำเล่น ไม่ได้แอบหนีไปไหนไกล เนอะพี่”

 

“หึ” ไม่มีคำพูดใดตอบกลับ มีเพียงแค่การหัวเราะหึในลำคอคล้ายกับที่น้องชายพูดมาฟังดูตลก แต่นั่นคงเป็นการเสริมทัพที่ดีที่สุดเท่าที่ดายจะทำได้ เขารู้ว่าผมไม่ชอบคนโกหก ถ้าเขารู้ว่าดีแลนโกหก และมาขอให้เขาช่วยหนุนหลัง เขาจะเลือกข้างผม

 

โดยการให้ผมรู้ด้วยตัวเองจากสีหน้าของคนน้องที่ยู่ปากอย่างไม่ชอบใจ

 

“พี่ไม่ช่วยผมเลย”

 

“ฉันไม่ชอบโกหก”

 

“แต่เราไปว่ายน้ำเล่นกันจริงๆ นี่” ดีแลนมุ่ยปากเป็นจังหวะเดียวกับที่ดายเดินขึ้นจากน้ำมาหาผม ปลายนิ้วร้อนเกลี่ยแก้มผมด้วยความอ่อนโยน จุมพิตลงบนเรือนผมสีสวยที่ปลิวไสวตามแรงลมที่พัดผ่าน ความอ่อนหวานที่มอบให้กันมีผลต่อหัวใจผมค่อนข้างมาก

 

เช่นเดียวกับความรักที่ดีแลนฝากไว้ ผมรักพวกมันทั้งหมด

 

“ขอโทษที่ไม่ได้อยู่รอคุณที่บ้านนะ พวกเราว่ายน้ำเพลินไปหน่อย”

 

“พวกคุณแอบว่ายใต้ทะเลลึกอีกแล้วใช่ไหม?”

 

“มันไม่ได้ไกลจากที่นี่” ดายแก้ตัว ใต้ทะเลลึกที่ผมพูดถึงคือจุดเดียวกับที่ผมเจอตัวประหลาดครั้งก่อน เจ้าปลาแองเกอร์ที่ใหญ่กว่าปกติถึงสิบเท่า มันเคยเกือบคร่าชีวิตมาแล้วรอบนึง ซึ่งหลังจากนั้นรอดมาได้ ผมก็ไม่เคยได้กลับลงไปดูว่ายังมีปลาแบบนั้นอีกไหม

 

ผมตัดขาดนับแต่วันที่เผาศูนย์วิจัยทิ้งไป ผิดกับพวกเขาที่มักจะหาเวลาหนีผมไปดูเศษซากEDS ว่าเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

 

แล้วก็ดำลึกลงไปหมื่นฟุตดูสรรพสิ่งที่อยู่ข้างใต้

 

ผมรู้ว่าไม่มีอะไรที่จะทำร้ายเขาได้ แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีวันไหนที่ผมสบายใจเวลาที่พวกเขาหนีลงทะเลไป เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่จะทำร้ายพวกเขาได้ ไม่ใช่ปลาหรือสัตว์ร้ายขนาดใหญ่

 

มันคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีความคิดแตกต่างกันออกไป

 

ใช่ มันคือมนุษย์ 

 

และพอดายพูดแบบนั้นผมก็ได้แต่ถอนหายใจใส่ พวกเขาว่ายน้ำแปปเดียวมันก็เลยดูไม่ไกล ลองผมว่ายบ้างสิ ไม่ใช่เรือชีวิตนี้จะว่ายถึงไหมก็ไม่รู้ เอาเป็นว่ายังไงผมก็ไม่ชอบอยู่ดีที่เห็นพวกเขาคลาดสายตาไป ผมรู้ว่าไม่ควรกักตัวพวกเขาไว้เพราะทะเลถึงบ้านของเขา

 

ทว่าอย่างน้อยก็น่าจะรอผมบ้าง ถ้าเราไปด้วยกันบางทีผมอาจจะไม่กังวลเท่านี้ก็ได้

 

“พวกคุณรู้ใช่ไหมว่าผมห่วงพวกคุณแค่ไหน การที่ผมห้ามพวกคุณไม่ให้ไป ไม่ได้แปลว่าผมอยากให้คุณอยู่ไกลจากทะเล”

 

“ผมรู้ คุณบอกเรื่องนี้กับเราเป็นสิบรอบ”

 

“และพวกคุณก็ยังทำเหมือนเดิมทุกรอบเช่นกัน” คนน้องยิ้มแหยไปเลยเมื่อโดนผมสวนแบบนั้น อดดุไม่ได้ด้วยความเป็นห่วง ที่จริงถ้าผมตีพวกเขาได้เหมือนตีเด็ก ก็คงจะทำไปแล้วเหมือนกัน เสียดายที่หนังของพวกเขาคงไม่สะทกสะท้านกับแรงตีจากไม้เล็กๆ แบบนั้น

 

แต่น้ำเย็นดันมีอิทธิพลกับเขา กระแสน้ำที่เปลี่ยนผันมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำเสมอ

 

“คงต้องลงโทษหน่อยแล้วมั้ง เอาเป็นยกเลิกทริปฮันนีมูนดีไหม?”

 

“ไม่ได้นะ! คุณสัญญาแล้วว่าเราจะไปด้วยกัน!”

 

“ผมยอมนอนในทะเลดีกว่าให้คุณยกเลิกฮันนีมูนของเรา” ผมหลุดขำกับการตื่นตัวพวกเขาทั้งสอง พอเป็นเรื่องฮันนีมูนล่ะยอมลงยอมอ่อนกันเป็นแทบ มันช่วยไม่ได้ที่เราต่างก็คาดหวังที่จะได้ไปเที่ยวด้วยกันแบบจริงจัง โดยเฉพาะการได้ไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เพื่อบอกว่าพวกเรารักกันมากแค่ไหน

 

มันคงเป็นความทรงจำที่บอกว่าเราได้แต่งงานกันท่ามกลางความรักอันยิ่งใหญ่

 

ผมเองก็ฝันถึงมันมาตลอดเช่นกัน

 

“อย่ายกเลิกฮันนีมูนนะที่รัก ผมยอมแล้ว” ดีแลนอ้อนเป็นเด็ก กอดผมไว้แน่นพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ส่วนดายก็ทำสายตาคาดหวัง การกระทำเล็กน้อยนั่นทำผมส่ายหน้ายิ้มๆ

 

“ก็ได้ แต่คืนนี้พวกคุณต้องทำมื้อค่ำ”

 

“โซล”

 

“และดูแลผมบนเตียงให้ดีกว่าทุกคืน”  

 

“ผมขอทำอันที่สองก่อนเลย…โอ้ย!” คนตัวโตโดนผมบีบจมูกด้วยความหมั่นไส้ พอเป็นเรื่องนี้ล่ะก็ไวตลอด พาให้ดายส่ายหน้าหน่อยๆ ก่อนที่เราสามคนจะเดินจับมือกันกลับเข้าไปในบ้าน ผมไล่พวกเขาให้ไปอาบน้ำก่อนจะได้ลงมาทำอาหาร วันนี้ผมทำตัวเป็นแม่บ้านที่ให้สามีปรนนิบัติทุกอย่างเท่าที่จะได้

 

ปกติแล้วก็ใช่ว่าพวกเขาไม่ทำให้ แค่วันนี้ผมต้องสั่งสอนไม่ให้พวกเขากำเริบกันไปใหญ่

 

ต่อให้จะรู้ว่ายังไงพวกเขาก็ต้องแอบหนีออกไปอีกอยู่ดี เรื่องนี้ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากหาเรื่องมาให้พวกเขารับโทษไป

 

และภาวนาขอให้เขาเลิกไปว่ายแถวนั้นอีก

 

“มื้อค่ำคุณอยากทานอะไร?” ดายถาม เดินลงมาจากชั้นสองแล้วโอบกอดผมจากด้านหลัง ริมฝีปากร้อนๆ ประทับลงบนท้ายทอย รั้งให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด รวมถึงชะงักมือที่กำลังเปิดกระเป๋าดูผลการฝึกของเจ้าโลมาที่ไปสอนวันนี้

 

โชคดีที่คราวนี้พวกเขาไม่ตามไป ไม่งั้นคงเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่

 

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่าดีแลนกินวาฬที่หายไปแล้ว 

 

“ซุปครีมดีไหม?”

 

“ก็ได้ ถ้าดีแลนไม่ใส่เนื้อโลมาลงไป”

 

“ผมคิดว่าเขากินพวกมันไปหมดแล้ว” ร่างสูงบอกก้มลงมาคลอเคลียแก้มผม แล้วกดจูบลงมาอย่างรักใคร่ รู้สึกว่าช่วงนี้คุณสามีฝั่งพี่ชายแลดูจะวอแวผมเก่งเหลือเกิน หรือไม่ก็คงเป็นแบบนี้มานานแล้ว แค่ช่วงนี้เขาดูเพิ่มเลเวลขึ้นเท่านั้น

 

บางทีเขาอาจจะเหงาที่ผมไม่อยู่กับเขา ใจจริงผมก็อยากอยู่บ้าน ทำอะไรต่างๆ นานาแบบพวกแม่บ้านเขาทำกัน เสียดายที่ผมทนชีวิตแบบนั้นได้ไม่นาน

 

และผมยังชอบการได้อยู่กับสัตว์ทะเล

 

“และแถวนี้ก็ไม่มีโลมาแล้ว นอกจากที่พิพิธภัณฑ์”

 

“ผมไม่ยอมให้เขาไปกินมันแบบวาฬแน่ๆ”

 

“ถ้าคุณห้ามเขาได้น่ะนะ” ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย การอยู่บนฝั่งทำให้พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตใหม่ อย่างแรกเลยคือการมีชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์ให้ได้ ซึ่งช่วงแรกๆ มันก็ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน ฉลามมักชอบเข้าหาที่ที่มีคนเยอะ ทั้งความร้อน ทั้งการกระทำที่ตื่นเต้นและเสียงดัง ของพวกนั้นเป็นตัวดึงดูดนักล่าทั้งหมด

 

นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ผมมักจะให้พวกเขาอยู่ที่บ้านมากกว่า มีบ้างที่ออกไปข้างนอกแต่ผมต้องอยู่ที่นั่นด้วย ผมรู้สึกว่าพวกเขาจะสงบตัวเองง่ายขึ้นเมื่อเราอยู่ด้วยกัน

 

คงเพราะผมคอยห้ามเขา พยายามทำให้เขาเห็นว่าการอยู่กับมนุษย์ไม่ใช่เรื่องยาก

 

ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญชาตญาณนักล่าพวกเขาสูงกว่าการเป็นมนุษย์ค่อนข้างมาก ผมเลยมีมาตรการให้เขาไปว่ายน้ำในทะเลได้ ขอเพียงแค่อย่าไปไกลจนถึงศูนย์วิจัยเก่า ผมรู้ว่าที่นั่นคือบ้านของเขา แต่มันคงไม่ดีถ้ามีคนเห็นพวกเขา

 

ถึงเซ็บจะตายไปแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีพวกอื่นอีกที่อยากได้ตัวพวกเขา

 

ความมหัศจรรย์ของสายเลือดเมกาโลดอนนั่น ถือว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ทำให้ใครหลายคนยอมแลกตัวเองกับความตายเพื่อได้มันมาครอง

 

แน่นอนผมไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น

 

“ผมได้วันหยุดพักร้อนจากที่ทำงานแล้ว พวกเขาหาคนมาแทนผมได้ชั่วคราว”

 

“จริงๆ เขาควรจะหาคนมาทำงานประจำแทนคุณนะ คุณก็แค่ไปช่วยงานไม่ใช่เหรอ?”

 

“เขาคงคิดว่าผมเป็นพนักงานประจำไปแล้ว” ผมพึมพำ ขยับตัวขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตรงเคาท์เตอร์ครัว หันหน้าเข้าหาคุณพ่อบ้านที่เตรียมอุปกรณ์สำหรับทำอาหาร ดีแลนคงยังอาบน้ำไม่เสร็จ ทว่าอีกสักพักคงลงมา เดาจากเสียงฝีเท้าจากห้องข้างบนนั้น

 

ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังผมตอนนี้

 

“ผมตัวหอมแล้วที่รัก”

 

หมับ !

 

“หอมผมเร็ว”

 

“เดี๋ยวเถอะ” คนน้องยิ้มขำหลังจากโดนผมย่นคิ้วใส่ เขาหอมหัวผมแล้วก็รีบไปช่วยดายทำอาหาร ไม่วายแวะมากอด มาหอมอยู่พักใหญ่ ดีแลนน่ะชอบการถึงเนื้อถึงตัวจะตายไป เขาเหมือนกับหมาน้อยที่อยากอยู่ใกล้เจ้านายตลอดเวลา

 

ซึ่งผมก็ไม่ว่าหรอก เข้าใจว่าเขาคงเหงา จะให้เขาไปกอดไปหอมพี่ชายเขา มีหวังคงโดนกิน

 

“ว่าแต่เมื่อกี้นี้ผมได้ยินไม่ผิดใช่ไหม คุณบอกว่าหยุดงานได้แล้ว?”

 

“ใช่ ผมหยุดงานได้แล้ว และก็กำลังขอความเห็นว่าเราจะไปฮันนีมูนที่ไหนกัน” ว่าพร้อมขยับตัวลงจากที่นั่ง กลับไปยังกระเป๋าที่ใส่ของเอาไว้ ในนั้นมีโบชัวร์สถานที่ไปฮันนีมูนมากมาย จริงๆ พวกเราก็คิดกันไว้บ้างแล้ว แค่ยังไม่เลือกกันแบบตรงๆ ว่าจะไปที่ไหน

 

พวกเขาอยากให้ผมเลือกเป็นการตามใจ แต่ขอโทษนะ เรื่องแบบนี้เราควรจะคิดด้วยกันไม่ใช่หรือไง

 

ผมไม่ได้พาพวกเขาไปทัศนศึกษานะ

 

“มีคนแนะนำที่ดีมาๆ ผมอยากให้พวกคุณช่วยดูมัน”

 

“พวกเราตามใจคุณอยู่แล้ว อยากไปที่ไหนก็แล้วแต่คุณเลยที่รัก”

 

“แต่ผมอยากให้พวกเราพอใจกันทั้งสามคนนี่น่า เพราะงั้นมาช่วยผมเลือกเลย” กดเสียงดุระคนย่นคิ้วนิดหน่อยให้สองหนุ่มมองหน้ากัน และดายก็เป็นฝ่ายดันน้องชายให้มาช่วยผมก่อน ส่วนตัวเองก็หันไปหยิบพวกเนื้อสดมาหั่นเป็นชิ้น เตรียมลงกระทะทอด ทำไปพร้อมกับซุปที่เขาบอกไว้

 

ผมเบี่ยงตัวหลบให้ดีแลนได้ดูบรรดาโบชัวร์ใกล้ๆ ส่วนใหญ่เป็นเกาะที่เขาแนะนำว่าถ้าไปก็จะได้รับประสบการณ์สุดโรแมนติก

 

เว้นเสียแต่ว่าคุณมีสามีเป็นเมกาโลดอน คุณอาจจะพบกับประสบการณ์สุดหฤหรรษ์แทน

 

“เป็นพวกเกาะทั้งนั้นเลย อันนี้มีศูนย์วิจัยวาฬด้วย”

 

“วางใบนั้นลงเลยดีแลน ผมไม่พาคุณไปกินบุฟเฟ่ต์แน่ๆ” ผมห้ามทันควัน ดึงโบชัวร์นั้นออกจากมือเขาก่อนที่ดายจะรับมันไปทิ้งถังขยะ เล่นเอาคนน้องถึงกับพองลมในแก้มใส่ เคืองพี่ชายที่ตามใจผมเกินไปแล้ว “เลือกที่ใหม่เลยครับคุณดีแลน”

 

“ผมอยากได้อันเมื่อกี้” ผมกลอกตาใส่ก่อนจะโดนคนใจร้ายกัดคอเข้าให้ ไม่ได้กัดถึงขั้นคอขาดหรือว่าอะไร ก็แค่งับเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยวเท่านั้น “แต่อันนี้ก็ดีนะ เขาบอกว่ามีสปาดอกไม้ดูแสงจันทร์”

 

“นายจะไปสปาทั้งที่มันเป็นฮันนีมูนเหรอ?”

 

“ก็ผ่อนคลายก่อนกินน้ำผึ้งพระจันทร์ไง” สองพี่น้องเถียงกัน “จริงๆ พี่ควรจะมาเลือกนะดาย พี่มีไอเดียดีกว่าผมเยอะ”

 

“ฉันยังไงก็ได้อยู่แล้ว ขอแค่มีโซลอยู่ที่นั่น”

 

“ปากหวานไม่ได้ทำให้เราเลือกสถานที่ได้นะครับคุณดาย อิลเดนสัน”

 

“อะ...”

 

“ช่วยจริงจังกันหน่อยได้ไหมครับคุณสามี ไม่งั้นเราก็ฮันนีมูนที่นี่เลยจบไหม?” ผมสบตากับพวกเขาก่อนจะเห็นความไม่เห็นด้วยที่ส่งกลับมา ติดแค่ว่าพวกเขาเลือกที่จะไม่พูดก็เท่านั้น “พวกคุณไม่มีที่ไหนที่อยากไปเลยหรือไง?”

 

“จริงๆ ก็อยากชวนคุณไปแนวปะการังใต้ทะเลนะ แต่คุณคงหายใจได้ไม่นาน” ดีแลนยู่ปากพูดความคิดออกมาเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน “ผมไม่ค่อยรู้เรื่องสถานที่เท่าไหร่ แต่ผมโอเคที่เป็นเกาะ อย่างน้อยมันก็ไม่ต้องเจอใคร”

 

“แล้วคุณล่ะดาย มีไอเดียอะไรไหม?”

 

“ก็มี แต่ผมไม่คิดว่าคุณอยากไป”

 

“มันคือที่ไหน?”

 

“บ้านเก่าผมเอง”  

LOADING 100 PER 

ชีวิตบนฝั่งสุขสันต์เหมือนท้องทะเลนิ่งสงบ 

ผ่านมานานที่ความเจ็บปวดยุติลง ถึงเวลาเปิดตำนานบนใหม่ 

ความรักหวานชื่นมาพร้อมกับปริศนาให้ไข 

เตรียมตัวเตรียมใจลงทะเลกันไหม 

มานับเลขพร้อมกัน :) 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น