ณ กลางใจ
email-icon facebook-icon Twitter-icon

คอมเม้นเป็นกำลังใจให้หน่อยนะ อย่างน้อยๆกดสัก1ไลค์ก็ได้ค่ะ {ไรท์เตอร์เรียนสายสุขภาพ เรียนหนักมากกก}

บทที่ 2 ตอน หน้าที่ของนางสนม

ชื่อตอน : บทที่ 2 ตอน หน้าที่ของนางสนม

คำค้น : เป็นนิยายจีน กำลังภายใน ย้อนยุค แฟนตาซี(สุดๆ) ติดเรท ชายรักชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2563 23:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ตอน หน้าที่ของนางสนม
แบบอักษร

บทที่ 2 

ตอน หน้าที่ของนางสนม 

 

 

หงเหลียนฮวาลืมตาขึ้นเขาเกิดระแวงรอบกายทันใด สายตาไม่เป็นมิตรยิ่ง มองแล้วคล้ายคลึงกับวิฬาร สัตว์จากตะวันออก 

ฮ่องเต้ทรงไม่เข้าใจหลายประการ อย่างแรก พระองค์สงสัยยิ่งว่าบุรุษตรงหน้าคือผู้ใด ใช่เทพที่มานิมิตเห็นหรือเป็นผู้คนมีเลือดเนื้อกันแน่ พระองค์ทรงเก็บความสงสัยไว้ในพระทัย 

หากความรักเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อก็คงเป็นเช่นนี้ เช่นพระองค์ตกหลุมรักผู้คนที่อยู่ในนิมิต สมัยพระองค์เป็น หยางไท่จื่อไท่เฟ่ย พระองค์ไม่เคยได้กลับแคว้นฉง เอาแต่ตั้งกระโจมอยู่ตามชายแดน กินเวลานานหลายปี ความโหดร้ายในสงคราม มิได้ทำให้จิตใจพระองค์แข็งแกร่ง พระองค์นั้นอ่อนแอยิ่ง พระทัยตกต่ำ วันๆ เข่นฆ่าผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แววตาโหดเหี้ยม แค่คิดถึงโลหิตกลิ่นโลหิตก็โชยมาตามลม 

ยามหลับก็ต้องสวมชุดเกราะ เมื่อราตรีมาเยือน จักหลับตาหนึ่งข้าง ในมือถือกระบี่ เพราะเกรงว่าจะถูกรอบโจมตีทำให้ไม่สามารถหลับได้เต็มตา 

จนกระทั่งพระองค์ได้ประกาศชัยชนะในสงคราม คว้าเกียรติยศแห่งสมรภูมิรบกลับมายังแคว้นฉง ได้ในที่สุด ทว่าอาการบรรทมหลับไม่สนิทนั้นเป็นปัญหายิ่ง พระองค์ลองใช้สมุนไพรหอมเพื่อช่วยในการบรรทมก็แล้ว ดื่มสมุนไพรก็แล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ 

ทว่า...ในคืนหนึ่ง พระองค์นิมิตเห็นแดนสวรรค์ ที่แปลกประหลาด ผู้คนสวมอาภรณ์รัดรูป บุรุษสวมแต่กางเกง สตรีสวมอาภรณ์สั้น คร่านั้นพระองค์ตกใจยิ่งสะดุ้งตื่นกลางดึก ทว่า หลังจากคืนนั้นมาพระองค์ก็นิมิตเห็นอยู่ทุกวัน จนกระทั่งพระองค์เห็นผู้หนึ่งซึ่งพระองค์จำอะไรเกี่ยวกับผู้นั้นไม่ได้ทั้งสิ้น จำได้เพียงปานสีชาดประดับหว่างคิ้วเท่านั้น 

น่าแปลก ที่นิมิตของพระองค์กลายเป็นยาที่ช่วยรักษาอาการบรรทม ในนิมิตพระองค์มักจะไปเที่ยวเล่นกับคนผู้นั้น สนิทสนมกันเป็นสหายนานหลายจันทรา (เดือน) 

คืนสุดท้ายของพระองค์ เห็นเพียงผู้นั้นสวมอาภรณ์สีม่วงดั่งพระองค์ เขาพริ้มพรายไปด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยอย่างน่าเวทนา 

“หากท่านพบข้า แม้ข้าจะจำท่านไม่ได้ แม้ข้าจะแปลกเพียงใด ท่านสัญญาหรือไม่ว่าจะปกป้องข้า” 

สิ้นเสียงนั้นพระองค์ก็ทรงตื่นจากบรรทม เสียงใสนั้นดังก้องในหัว พระองค์พร่ำบอกตนเองเสมอว่าเป็นเพียงความฝัน แต่พระองค์ก็มิเคยคิดที่จะเลิกตามหาผู้คนนั้น ผู้มีปานสีชาดประดับกลางหว่างคิ้วตวัดลวดลายดั่งดอกเหลียนฮวา 

เพล้ง 

เสียงถ้วยแตกละเอียดดังสนั่น ไท่เฟิ่งขมวดพระขนงพระองค์ทรงเสด็จไปกระชากข้อมือบางของหงเหลียนฮวาไว้ 

“เจ้าทำอะไร” 

“ข้าจะกลับบ้าน” 

“กลับบ้านบ้าอะไรกันมาปาถ้วยชามผู้อื่น” 

“ปล่อยนะปล่อย” หงเหลียนฮวากัดเข้าที่พระหัตถ์ของพระองค์ 

“โอ๊ย!! เจ้า!!” หงเหลียนฮวาไม่รอช้ารีบวิ่งหนี 

ผมต้องรอด ต้องรอดกลับบ้านเท่านั้น ไอ้บ้านี้ไม่ใช่เพื่อนที่ผมฝันถึงแน่นอน เรื่องบ้าบออะไรกัน ผมไม่รอช้าเห็นตู้ไม้ที่บรรจุถ้วยลายครามประดับเรียงราย 

โครม! 

เสียงถ้วยหลายสิบใบแตกกระจายลงกับพื้นตู้ไม้แตกกระจักกระจายเกลื่อนพื้น ผมหลับตาลง คิดว่าจะได้กลับบ้านแน่ๆ 

บ้าน บ้าน บ้าน คิดไว้ในใจว่าบ้าน!! 

“จับมัน!!” ผมไม่ได้กลับบ้าน ทันทีที่ลืมตาขึ้นก็เห็นทหารหลายสิบนายล้อมไว้ พวกเขากรูกันเข้ามาจับผม แต่ผมตัวลื่นดั่งปลาไหลเพราะมีทักษะจากการหนีการจับกุมของแฟนคลับที่สนามบิน 

“จับมันไปขังให้ข้า ใครจับได้ข้ามีรางวัล” เสียงตรัสดังตามหลังของหงเหลียนฮวามาติดๆ เขาวิ่งหนีออกมาจากตำหนักขององค์ฮ่องเต้ แม้มีกระบี่เขาก็อาศัยความพลิ้วของร่างกาย เคลื่อนผ่านหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว 

อย่าดูถูกคนจากปัจจุบันหน่อยเลย ผมแสดงหนังมาหลายเรื่อง แค่กระบี่พวกนี้ไม่คณามือผมสักนิด 

หงเหลียนฮวาวิ่งหนีไม่หยุดเขาวิ่งมาไกลจากตำหนักของฮ่องเต้ 

ปัก 

“ให้ตายสิ” ผมปนอุบอิบ เพราะชนคนหนึ่งเข้าเต็มๆ พอเงยหน้าขึ้นมองตัวการก็เห็นเป็นชายคนหนึ่งที่สวมชุด...อืมน่าจะเป็น หวางเย่ (อ๋อง) หรือ 

“หวางเย่มันคือโจรพ่ะย่ะค่ะ” 

“ไม่นะ ข้าไม่ใช่โจร” ผมยกมือประกบขอร้องเขา “ช่วยข้าที หน้าตาท่านมีบุญยาธิการสูงส่งคงไม่อยากให้ข้าถูกขังลืมใช่หรือไม่ อย่างไรข้าก็คน” 

เมื่อนั้นทหารเข้ามาใกล้ตัวผม ทว่าเอวของผมถูกหวางเย่คว้าไปไว้ในอ้อมกอดเข้าดันตัวผมไปไว้ข้างหลัง ทั้งยังกลางแขนออกบังตัวผมไว้ ผมชะโงกหน้าออกมา พบว่าฮ่องเต้ทรงตามมาถึงนี้ด้วย 

นางกำนัลรอบข้างต่างย่อกายถวาย 

“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท” 

“ท่านพี่” หวางเย่ยกมือผสาน กล่าววาจาสนิทสนม ข้านั้นแอบอยู่หลังของหวางเย่ แต่พอชะโงกหน้าออกมาอีก กลับถูกมือของหวางเย่ดันตัวข้าเข้าไปหลบข้างหลัง 

ดี งั้นท่านปกป้องข้าด้วยล่ะ 

“ส่งเขามาให้ข้า” 

“ท่านพี่เป็นถึงฮ่องเต้ ไยถึงลงไม้ลงมือกับบุรุษผู้นี้ถึงขนาดนี้” 

“ป่า-เถื่อน” ผมชะโงกหน้ามาพูด แต่ถูกมือหวางเย่ทั้งมือดันหน้าให้หลบไปอยู่ข้างหลัง ผมมุ่ยหน้าหงุดหงิดอยู่ข้างหลังพระองค์ ก็ได้ๆ ข้าไม่มองก็ได้ 

“ข้าเป็นฮ่องเต้...” สุระเสียงทุ้มนั้นตรัสอย่างเยือกเย็น “แต่บุรุษข้างหลังเจ้าเป็นนางสนมข้า” 

หวางเย่หันกลับมามองผม ผมส่ายหน้าทันควัน ขยับมายืนขนาบข้างของหวางเย่แทนหลบหลัง 

“แม้แต่นามข้าท่านยังไม่รู้ ข้าจะไปเป็นนางสนมท่านได้อย่างไร” 

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองบุรุษที่มีปานสีชาดอย่างพินิจ 

“เจ้าชื่อเว่ยเว่ย” 

“ข้าชื่อหงเหลียนฮวาต่างหาก” 

“สั่งการลงไป หงเหลียนฮวา เป็นสนมเอกชงเยวี่ยน” 

สิ้นคำนั้นถึงกับอ้างปากค้าง ไท้เจี้ยนประจำตัวขององค์ฮ่องเต้ขึ้นมายืนขนาบข้าง เขาหยิบผู่กันหมึกดำเขียนในราชโองการเสร็จสับก็กางออกทันใด 

“รับราชโองการ” 

สิ้นคำนั้นข้าราชบริพารต่างพากันย่อเข่าลงหนึ่งข้าง ผมอยากรอดชีวิตจึงทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

“กระหม่อมน้อมรับราชโองการ” ผมกัดฟันพูดพร้อมนางกำนัล 

“นับแต่นี้ หงเหลียนฮวา เป็น หนึ่งในสนมเอกทั้งเก้า ตำแหน่งชงเยวี่ยนผู้สง่างามเพียบพร้อมยิ่ง ราชโองการประกาศผลต่อแต่นี้สืบไป” 

“รับด้วย...” 

“ข้าไม่ยอม!!” ผมโวยวาย นางกำนัลทุกนางชะงักค้าง ผมเลิกย่อเข่า ยืนขึ้นเดินตรงไปทางฮ่องเต้ พระองค์เชิดพระพักตร์ ปรายพระเนตรมองผม 

“ไม่ยอมสิ่งใด” 

ผมเงยหน้าจ้องพระพักตร์อย่างไม่เกรงกลัว 

“ข้า ไม่ เป็น สนม ของ ท่าน!!” 

“ราชโองการประกาศถือเป็นที่สิ้นสุด” 

“เหอะ ข้าไม่เต็มใจ” 

“ข้าให้เจ้าคิดใหม่” องค์ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ 

หงเหลียนฮวากอดอกไม่รักษากิริยามารยาท นางสนมที่อยู่รอบข้างต่างหมายหัว 

“ข้า ไม่ ยอม รับ ท่าน เป็น สวา มี” 

“เหอะ เจ้านี้ปากดี กล้าเอ่ยคำหยาบเช่นนี้ในวังหลวง” ไท้เจี้ยนกงกง พูดขึ้น ฮ่องเต้ยังคงนิ่งเงียบพระองค์ไม่รอช้า โอบเอวของเหลียงฮวาแล้วยกตัวขึ้นพาดบ่า 

ตุบ ตุบ 

ผมทุบหลังไอ้ฝ่าบาทคนนี้แบบไม่กลัวหัวหลุด ไม่เอา ยังไงผมก็ไม่แต่ง ผมไม่ยอมเป็นสนม!! 

“คนอย่างข้าไม่มีทางยอมเป็นแค่สนมหลอกเว้ย” ผมตะโกนเสียงดัง จนนางกำนัลรอบข้างกลัวไปหมด ส่วนฮ่องเต้ก็ยังไม่หยุดเดิน พระองค์ทรงย่างพระบาทก้าวไปอย่างใจเย็นและไม่ไหวติงแม้ผมจะทุบพระองค์แรงแค่ไหน 

 

 

ห้องบรรทม 

ฮ่องเต้ วางบุรุษลงกับที่บรรทมของพระองค์ หงเหลียนฮวามุ่ยหน้า ขู่ฟ่อๆ ข้อมือทั้งสองถูกพระองค์กดลงกับที่บรรทม 

“เจ้าลูกเต่า” 

“ใครเป็นลูกเต่าของท่านห๊ะ” เจ้าลูกเต่าตีขาไปมากลางอากาศ ฮ่องเต้มองแล้วสงสารยิ่ง พระองค์กดมือลงกับเตียงแน่นขึ้นทำให้ข้อมือนั้นชาไปถึงกระดูก เจ้าลูกเต่าถึงร้องเจ็บๆ ขอให้พระองค์ปล่อย 

“ไม่อยากเป็นสนมจะเป็นอะไร” 

“เหอะข้าจะเป็นฮ่องเต้” 

“อยากตายหรือ” 

ผมเชิดหน้ามองเผดานห้อง ตำแหน่งสนมนั้นมันเป็นหนึ่งในบรรดาสามพันคนที่อยู่ตำหนักหลังผมไม่ยอมลดตัวลงไปแน่ ในบรรดานายแบบหลายแสนคน ผมคือที่หนึ่ง แต่คนเพียงสามพัน ให้ผมไปปะปนงั้นหรือ อย่างไรก็ไม่ยอม อย่างน้อยๆ ผมก็ต้องได้ตำแหน่งของฮ่องเต้สิ ปกครองทั้งแผ่นดินไปเลย หึ!! 

“ข้าให้เจ้าได้มากสุดแค่ฮองเฮา” พระองค์ทรงก้มลงกระซิบข้างหูผม ผมรู้สึกขนลุกจึงหดคอหลบเบียงหน้าหนี 

“ฮองเฮา...ก็ไม่เอา” 

“เจ้าลูกเต่า ไม่เป็นฮองเฮางั้นก็เป็นสนมไปก็แล้วกัน” 

“...ข้าแค่อยากกลับบ้าน” 

ฮ่องเต้มองลูกเต่าที่ถูกกดมืออยู่ใต้พระวรกายของพระองค์ 

“บ้านเจ้าอยู่ไหน” 

ลูกเต่าตวัดดวงตามอง เจ้านับว่างดงามยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ข้าอยากจะขังเจ้าไว้เห็นทีว่าจะเป็นปานสีชาดหลายดอกเหลียนฮวานั้น 

“บ้านข้าอยู่ไกล ไกลมาก ท่านคงไม่รู้จัก” 

“บ้านเจ้า” องค์ฮ่องเต้นึกถึงในนิมิตของพระองค์ พระองค์ทรงก้มพระพักตร์ลงกดเสียงกระซิบ “บ้านเจ้ามีสิ่งที่เรียกว่าร..รถไฟหรือไม่” 

ลูกเต่าถึงกับเบิกตากว้าง 

“ท่านรู้!!” 

“หากเจ้ายอมเป็นสนมข้าไปก่อน เมื่อไหร่ที่ข้าใจดีจะหาวิธีกลับบ้านให้เจ้า” 

“ต..แต่ทำไมท่านรู้ ท่านรู้ได้อย่างไร” 

ไท่เฟิ่งทรงยกพระหัตถ์อีกข้างที่ไม่ได้ใช้กักขังมือของลูกเต่าขึ้นมารูปกรอบหน้าสวย นิ้วเรียวของพระองค์ลากผ่านโครงหน้าสร้างความรู้สึกขนลุกให้ลูกเต่ายิ่ง 

“ข้า ...ไม่บอก...ถ้าเจ้าอยากรู้ เจ้าก็เป็นสนมข้าเสียสิ” 

ไท่เฟิ่งทรงยกพระหัตถ์อีกข้างที่ไม่ได้ใช้กักขังมือของลูกเต่าขึ้นมารูปกรอบหน้าสวย นิ้วเรียวของพระองค์ลากผ่านโครงหน้าสร้างความรู้สึกขนลุกให้ลูกเต่ายิ่ง 

ลูกเต่าอยู่ในกำมือของพระองค์ไปแล้ว หงเหลียนฮวากัดปาก รู้แบบนี้ข้าตกลงเป็นอองเฮายังดีกว่า ข้าไม่อยากเป็นสนม 

“ท่านบอกมิใช่หรือว่าผู้เป็นฮองเฮาย่อมต้องมีปานสีชาด หากจะให้ข้าเป็นสนม ให้ข้าเป็นฮองเฮาท่านดีกว่า” 

“เจ้าไม่อยากกลับบ้านหรือ...หากเจ้าเป็นฮองเฮาเจ้าต้องอยู่ที่นี่กับข้า หากข้าตายก่อน เจ้าต้องถูกฝั่งทั้งเป็นเพื่อไปรับใช้ข้าต่อ” องค์ฮ่องเต้ขู่แกมบังคับ ให้หงเหลียนฮวายอมเป็นแค่นางสนม 

เพราะตำแหน่งฮองเฮาสำคัญ จะให้ใครขึ้นซี้ซั้วมิได้ 

“ก็ได้...แต่ท่านต้องรับปากข้าสามอย่าง” 

“ต่อรองเก่งหนัก” 

“หรือท่านฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่จะไม่กล้ารับคำขอจากลูกเต่าในกำมือของพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ” หงเหลียนฮวากล่าววาจาด้วยน้ำเสียงยั่วยวน ใครว่าบุรุษจะยั่วยวนไม่ได้กัน  

“มีอะไรว่ามา”พระเนตรปรายมองใบหน้างดงามนั้น 

“ท่านต้องบอกข้าเรื่องที่ท่านรู้เกี่ยวกับบ้านข้า” 

“อืม” 

“ท่านต้องห้ามทิ้งข้าไว้ที่ตำหนักหลังดั่งนางสนมคนอื่น เพราะข้ามิใช่คนเยี่ยงพวกนางที่พร้อมจะอยู่กับท่านไปจนตายเพราะข้าจะกลับบ้าน” 

องค์ฮ่องเต้ไม่อยากได้ยินคำว่ากลับบ้านเท่าไหร่นัก ก็หากเจ้ากลับไป ข้าที่ตกหลุมรักเจ้าในนิมิตจะอยู่อย่างไรเล่าหงเหลียนฮวา 

“สุดท้าย ท่านต้องให้ข้ากินดีอยู่ดี อิ่มหนำ เงินทองไม่ขาดมือ” 

พระองค์ยิ้มเหยาะ 

“ข้อสุดท้ายมันมีข้อแลกเปลี่ยน” 

“อย่างไร ข้าไม่ใจเสาะเช่นพระองค์อยู่แล้ว ขอเพียงยอมทำตามข้าขอ ข้าก็ยอมทำตามท่านขอ” 

องค์ฮ่องเต้ชั่วร้ายพระองค์หวังจะกลืนกินบุรุษตรงหน้าไม่ให้เหลือสิ่งใดไว้ อยากจะฉีกกระชากกัดกินทุกๆ ส่วนอย่างไม่ปรานีแล้วฟังเสียงครวญครางราวใจจะขาดที่เล็ดลอดออกมาจากปากที่หยิ่งทะนง พระองค์ก้มลงกดเสียงกระซิบข้างใบหูของเหลียนฮวา หน่ำซ้ำยังจงใจให้ริมฝีปากแนบกับต้นคอก่อนจะตรัสสุระเสียงแหบพร่า 

“ข้าต้องการให้เจ้าทำหน้าที่นางสนมร่วมหอกับข้าทุกคืน” 

ความคิดเห็น