ณ กลางใจ
email-icon Twitter-icon

คอมเม้นเป็นกำลังใจให้หน่อยนะ อย่างน้อยๆกดสัก1ไลค์ก็ได้ค่ะ

บทที่ 1 ตอน สนมที่มาพร้อมปานสีชาด

ชื่อตอน : บทที่ 1 ตอน สนมที่มาพร้อมปานสีชาด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2562 08:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 ตอน สนมที่มาพร้อมปานสีชาด
แบบอักษร

บทที่ 1

ตอน สนมที่มาพร้อมปานสีชาด

 

ผมหงเหลียนฮวา ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าผมเป็นใคร มีชาติกำเนิดจากไหน แต่ตอนนี้นายแบบแถวหน้าแบบผมกำลังยืนอยู่กลางร้านถ้วยชามมือสอง อ่านไม่ผิดครับ ร้านถ้วยชามมือสอง แถมลดราคา20%

ผมรู้สึกแปลกๆ ไม่สิ เรียกว่าเป็นความรู้สึกประหลาดมากกว่าผมที่กำลังเครียดจากเพื่อนร่วมงาน เหนื่อยจากการอ่านคอมเม้นในโซเซียลมีเดีย เบื่อที่ต้องเถียงกับผู้จัดการ ผมอยากกลับไปนอน นอนในห้องนอนของผม

แม้จะเป็นเพียงความฝัน มันก็ยังดีกว่าความจริง ผมอาจจะเป็นพวกฟุ้งซ่าน...ที่ชอบฝันเห็นราชสมัยโบราณบ่อยๆ แต่มันก็ดีสำหรับผม

ผมคิดว่านั้นคือที่เดียวที่จะทำให้ผมนั้นพักสมองจากเรื่องงาน พักจิตใจที่ว้าวุ่น และการแข่งขัน แย่งชิงกันในวงการ เมื่อคืนผมเกิดฝันอีกครั้งเขาบอกผมว่า ผมสมควรหาถ้วยใบหนึ่งให้เจอ

ผมคงบ้าไปแล้วที่ตัดสินใจเดินทางมาถึงนี้ ผมยืนมองถ้วยลายคราม ถ้วยดินเผา สายตาผมสดุดกับถ้วยกระเบื้องเคลือบลายคราม พลันฝ่ามือของผมนั้นยกถ้วยกระเบื้องเคลือบมาถือไว้  

ผมเกิดรู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมาดื้อ มือของผมปล่อยถ้วยใบนั้นตกสู่พื้น

เพร้ง

เสียงนั้นดังสนั่นจนผมแสบแก้วหู แค่ถ้วยหล่นเสียงมันดังเกินไปแล้ว ผมเวียนศีรษะจนล้มลงกับพื้น ตอนนั้น...ผมหมดสติไป

 

“คุณชาย คุณชาย”

“ใคร” ผมขยี้ตาตัวเอง ลุกขึ้นนั่งจากที่นอนแข็งนี้ พลันตอนนั้นผมก็ได้แค่ตกใจ มีสองตายายอยู่ตรงหน้าผม เขาแต่งกายด้วยชุดโบราณ แต่เป็นสีเทาขาว เนื้อผ้าคุณภาพหยาบกระด้าง แค่ประเมินจากรอบข้างก็รู้ว่าเป็นชาวบ้านยากจน  ผมกำลังฝัน

ผมฝัน...ฝันแน่ๆ

เพี้ยะ

ผมตบหน้าตัวเอง

“เจ็บ..นี้ไม่ใช่ฝันหรอ”

ชายแก่สองคนยกมือขึ้นปัดๆ

“ฝันอะไรกัน ข้าเห็นคุณชายสวมอาภรณ์ประหลาดๆนอนอยู่ข้างลำธารจึงพากลับมาที่กระท่อม ว่าแต่คุณชายเป็นบุรุษแท้ๆ เหตุใดถึงแต้มปานสีชาด”

ผมงงหนักกว่าเดิม ไม่ใช่ฝัน ไม่ใช่ฝันแล้วผมย้อนอดีตมาได้ยังไง ...ถ้วยหรอ ถ้วยใบนั้น ผมก้มมองอาภรณ์ที่สวมอยู่พบว่าเป็นชุดราคาถูก

เหอะ นี้ไม่เหมาะกับผมสักนิด หากผมย้อนอดีตมาได้จริงๆ...ก็แปลว่าเป็นเพราะถ้วยใบนั้นหากถ้วยใบนั้นมีจริง ในอดีตก็ย่อมมีถ้วยใบนั้น

เช่นนั้นบุรุษที่เป็นสหายกับผมก็ย่อมมีตัวตน เขาเป็นคนบอกกับผมเองว่าให้หาถ้วยใบนั้น ทำไมกัน...หรือเขาอยากให้ผมมาหาเขา

แบบนั้นก็แปลว่าผมจะกลับไปได้ก็คือหาถ้วยดินเผาเคลือบกระเบื้องและหาเขาให้เจออีกครั้ง...

“พวกท่านทั้งสองไม่ทราบว่ารู้จักสถานที่ ที่ข้าจะหาถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวได้หรือไม่”

สองตายายต่างมองหน้ากัน ก่อนจะยกมือขึ้นปัดๆ

“มีแค่ในวังหลวง ท่านถามหาถ้วยกระเบื้องเคลือบว่ายากแล้ว สีขาวยิ่งหายากกว่า”

ว่าไปนั้น ข้าต้องไปถึงวังหลวงเลยหรอ เหอะ...แต่เอาเถอะวังหลวงหรือที่ไหนก็ตาม ขอแค่เจอถ้วยกระเบื้องใบนั้นผมก็จะโยนมันทันทีแบบไม่ต้องคิด

ผู้ชายคนนั้น ...จะเจอไม่เจอ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาคิด หากเขามีตัวตนจริงและขอให้ผมมาหาเขาโดยผ่านถ้วยกระเบื้อง เขาก็ต้องเป็นฝ่ายมาหาผม

 

หลังจากผมร่ำลาสองตายายออกมาจากกระท่อมผมก็ตรงเข้าเมืองอย่างไม่รออะไรทั้งนั้น เงินสักหยวนก็ไม่มีติดตัว

โชคดีที่มีแหวนทองคำที่ติดตัวผมมา ผมไม่คิดให้มากความหาหินแข็งมากๆมาหนึ่งก้อน บดๆบี้ๆแหวนทองจนเสียรูปเพื่อเวลาไปจำนำ จะได้ไม่ถูกถามว่าทำไมมันถึงหน้าตาประหลาดต่างจากที่นี้

พอเข้ามาถึงตัวเมืองผมเห็นหลายคนสวมอาภรณ์ราคาสูงลิบก็เกิดไม่พอใจขึ้นมา เหอะ ขอขายทองคำนี้ได้ก่อนเถอะ พวกเจ้าไม่ได้เกิดแน่ ...จะว่าไปแล้ว แม้ผมจะเกลียดการเดินแบบ แต่ผมกับมีมันแทรกอยู่ในสายเลือด ยากที่จะแยกออกจากกัน

“เถ้าแก่ข้ามาขายทอง” ผมยื่นก้อนทองคำไปให้ เถ้าแก่ตาลุกแพรวพราว

“ร้อยชั่งดีหรือไม่”

ผมยกยิ้ม

“ดี”

เถ้าแก่หายไปนาน ก่อนจะกลับมาพร้อมตั๋วเงินจำนวนร้อยชั่ง ผมรับตั๋วเงินออกมานับ ก่อนจะยกมือผสาน

“ขอบคุณเถ้าแก่”

“ขอบคุณคุณชายขอรับ”

จบการสนทนาแค่นั้นผมก็แยกตัวไปอีกทาง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า สตรีที่นี้มีปานแดงประดับหว่างคิ้วเกือบทุกนาง ยิ่งนางที่เป็นชนชั้นสูงปานแดงยิ่งใหญ่ บางนางก็ใหญ่จนหน้าเกลียด

หรือว่า...

พวกนั้นจะเป็นของปลอมกันนะ ดั่งคำว่าแต้มชาด

ตอนนั้นผมคิดถึงคำพูดหนึ่งของคุณตาที่ช่วยเหลือผม

“ฝันอะไรกัน ข้าเห็นคุณชายสวมอาภรณ์ประหลาดๆนอนอยู่ข้างลำธารจึงพากลับมาที่กระท่อม ว่าแต่คุณชายเป็นบุรุษแท้ๆ เหตุใดถึงแต้มปานสีชาด”

เหอะ ข้าไม่ได้แต้มเสียหน่อย นี้มันของแท้สวรรค์ประทาน ตอนนั้นข้าเกิดเดินผ่านร้านอาภรณ์จึงไม่รอช้าตรงเข้าไปในร้านทันที

เถ้าแก่ขายผ้าดูไม่อยากต้อนรับผม เท่าไหร่ เฮ้อ ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหนก็มีเงินนี้แหละที่ทำได้ทุกอย่าง ผมล้วงเงินออกมาจากสาบเสื้อ

ตั๋วเงินหนาๆของผมทำเอาเถ้าแก่ร้านขายผ้าตรงมารับแขกอย่างผมทันที

เหอะ ให้มันได้อย่างนี้

“คุณชายจะเอาอาภรณ์เช่นใด”

“อาภรณ์บุรุษสิ ถามแปลก...อืม ข้าเอาอาภรณ์ที่ราคาสูงที่สุดในร้านท่าน”

“ได้ขอรับได้ๆ” ผมเดินตามเข้าไปถึงข้างในก็พบว่าเถ้าแก่กำลังใช้พัดชี้อาภรณ์สีม่วงตรงหน้าให้ผมมอง ใช้สิ ยุคสมัยนี้สีม่วงหายากยิ่งนัก “เป็นอย่างไรบ้างคุณชาย อาภรณ์นี้ถูกใจท่านหรือไม่”

ผมยิ้มธุรกิจให้เถ้าแก่ ทำเอาเถ้าแก่นั้นตะลึงกับรอยยิ้มของผมไปทันใด รอยยิ้มของผมนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก น่ากลัวกว่ากระบี่ก็คงเป็นรอยยิ้มของผมนี้แหละหนา

จอมยุทธยังต้องพ่ายแก่ใบหน้างดงามของผม ผมพูดไว้ตรงนี้เลย

เมื่อนั้นผมก็ตกลงปรงใจไปกับอาภรณ์ตรงหน้า จ่ายไป แปดสิบชั่ง ถือว่ายังพอมีเงินเหลือ ตอนนั้นเอง เมื่อผมออกมาจากห้องเปลี่ยนชุด เถ้าแก่ก็รีบเข้ามาใกล้ผม

“ไม่ทราบว่าคุณชายจะไปคัดเลือกเป็นนางสนมในวังหรือ”

“ท่านว่าอะไรกัน” ผมแมนทั้งแท่ง แถมใหญ่ด้วย จะไปคัดตัวอะไร ถ้าไปคัดตัวเป็น พระสวามีขององค์หญิงผมจะไม่เถียงเลยอ่ะ

“ก็ปานสีชาดนั้นไง ท่านเขียนเอาใช่หรือไม่”

ผมขมวดคิ้ว

“ข้ามีปานมาตั้งแต่เกิด แล้วปานข้าเกี่ยวอะไรกับการคัดตัวนางสนมกัน”

เถ้าแก่ร้านผ้าถึงกับตะลึงค้าง

“ท่าน...ท่าน...ท่าน”

“เป็นอะไรเล่า มีอะไรก็ว่ามา ช้าอยู่ใย”

“ก็ฮ่องเต้มีประสงค์ว่าฮองเฮาต้องมีปานสีชาดกลางหว่างคิ้ว”

สิ้นคำนั้นผมถึงกับค้างไปนาน...ก็สหายในฝันของผมเป็นฮ่องเต้...เขาเป็นสหายในฝัน เป็นคนที่ผมคิดว่า ผมสร้างตัวตนเขาขึ้นมา ...

หรือว่า เขาจะมีตัวตนอยู่จริงกันนะ??

 

โรงเตี๊ยมเริ่นหลาน

เอาหละ คัดตัวนางสนมอะไรนั้นก็น่าสนใจนะ แต่ผมขอกินก่อนค่อยไปได้หรือไม่ ผมไม่ไหวจริงๆ

ตอนแรกผมก็ไม่อะไรกับกับสตรีที่ทาสีชาดกลางหว่างคิ้วหลอกนะ แต่ตอนนี้ผมกับรู้สึกเหนือกว่าพวกนางขึ้นมาสะงั้น...ทำไมนะหรือก็ของพวกนางมันของปลอม...ผมต่างหาก ปานสีชาดของจริง

ผมเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมจะธรรมดาไม่ได้ สายตาผู้คนมากมายล้วนจับจ้อง การวางตัวในสังคมเป็นอะไรที่ต้องน่าจดจำ ผมยิ้มขึ้นมุมปาก เชิดหน้าขึ้นเดินหลังตรงเก้าเท้าอย่างอาจอง เข้าไปในโรงเตี๊ยม ส่งผลให้สายตาทั่วทั้งหมด ละจากนางรำบนเวที หันมาสนใจผมแทน

นายแบบท็อปสามของประเทศอย่างผม...ไม่เคยธรรมดาในสายตาใครอยู่แล้ว

“ฮะ ฮะ ฮะ” เสียงหัวเราะรัวๆดังขึ้น ผมหันไปตามเสียงสตีรนางหนึ่งหน้าตาจิ้มลิ้ม หว่างคิ้ววาดปานลอยดอกบัวจะว่าไปแล้วคล้ายคลึงกับปานของผมไม่น้อย

“แม่นางขำอะไร”

“ข้าหรือ...ข้าก็ตลงท่านไง”นางลุกยื่นเหยียดยิ้มสมเพชผม

“ว่ามาเถิด”

ผมรู้เลยว่ากำลังถูกหาเรื่อง นางร้ายแบบนี้ก็มีกับเขาด้วยเว้ย เหอะเอาสิ มา ใครจะอยู่ ในจะไปก็ให้มันรู้กันตรงนี้ เป็นสตรีแล้วใย สตรีผมก็ตบมาแล้วเอาสิ (ทะเลาะกับนางแบบประจำ)

“เป็นบุรุษ แต่อยากเป็นสนมของฮ่องเต้” นางเบะปาก

“ข้าเป็นบุรุษ ยังรักษากิริยามารยาทดีกว่าสตรีอย่างเจ้าเสียอีก”

“นี่!!!” นางกรีดร้อง ปากสีแดงที่แต่งแต้มมาเบะคว้าไม่น่ามอง “ปานนั้นเขียนปรานีตดีนี้ อย่างไรเจ้าก็แค่ของปลอม”

“แล้วท่านของจริงหรืออย่างไร”

“แม้ข้าจะปลอม แต่ข้าได้ถูกคัดเลือกเป็นนางสนมแน่แท้ เพราะข้าเป็นสตรี”

ผมยิ้มเพียงนิด รอยยิ้มนี้เวลาผมยิ้มมันจะตรึงใจผู้คน และมันยังใช้ได้ดี ตอนนั้นผมกวาดสายตามองไปชั้นสองของโรงเตี๊ยมเพื่อมองโต๊ะว่ามีที่ว่างให้นั่งหรือไม่ ทว่าสายตาผมกับสดดกับชายผู้หนึ่ง...

ทำไม

ทำไมหน้าเหมือนสหายในฝันข้าเช่นนี้

ผมไม่สนใจนาง กำลังเดินตรงไปทางบันใดหวังว่าจะไปถามไถ่เขาให้รู้เรื่อง ทว่า ผมถูกนางกระชากอาภรณ์ไว้

“ข้าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ หญิงชั้นสูงแห่งแคว้นฉง มิยอมให้ใครมาลอกลวดลายกลางหว่างคิ้ว” สิ้นเสียงหวานๆของนาง

น้ำเย็นๆก็ถูกสาดใส่หน้าของผม

ทว่า...

นางกับผงะไปทันใด

 “ชัดหรือยัง” ผมเอ่ยแล้วหยุดชั่วขณะเพื่อดูความตกใจของนางและคนรอบข้าง มือของผมหยิบเอาผ้าซับหน้าขึ้นเช็ดน้ำออกจากใบหน้าถ้าผมมีสิวนะ ผมเอาเธอตายแน่ก็สมัยนี้มันมีร้านเลเซอร์สิวสะที่ไหน “ปานนี้ข้ามีมาตั้งแต่เกิด ต่อให้ท่านเอาผ้าฝ้ายมาเช็ดมันก็ไม่หลุด เจ้าต่างหาก ลอกเลียนปานแท้ของข้า”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ” เสียงทุ่มดังมาจากข้างหลัง ผมหันหน้ากลับไปตามเสียง

“...” สหายในฝันของผมอยู่ตรงหน้าผมแล้ว แต่...เขาดูจำผมไม่ได้สักนิด ขาเอามือไขว้หลังไว้ เชิดใบหน้าอย่างหยิ่งทะนง และยังมีทหารติดตามถึงสองนาย

“ข้าถามเจ้า”

“...ข้าไม่ได้ยิน”

“ปานนั้นเป็นของจริงแท้หรือ”

อะไรกับปานบนหน้าผมนักหนาว่ะ

“อืม..ใช่”

“ทหาร..”

“ขอรับ”

“จับตัวคุณชายผู้นี้ไปขัง”

“จะบ้าไปแล้วหรือไง ข้าไม่ใช่ใครที่จะให้ลากถูไปไหนก็ได้นะ” ผมดิ้นไปไม่ยอมให้จับ

เคร้ง กระบี่เล่มยาวพาดคอผมไว้ เหอะ หมูๆ ผมนั่งลงกับพื้นทันทีเพื่อมุดลอดใต้กระบี่ และยืนขึ้นเข้าประชิดหน้ากับคนหน้าเหมือนสหายในฝันของผม

เขาสูงกว่านิดหน่อยผมเลยต้องเงยหน้า สายตาผมจ้องตาเขาอย่างไม่ลดละ เหมือน เหมือนจริงๆ แต่ไม่ใช่แน่นอน เอะ..หรือจะใช่นะ เขาชื่ออะไรกันนะ ชื่อของเขา...ติดอยู่ปลายริมฝีปากของผม...ชื่อของเขา

“ไท่เฟิ่ง โอ้ยย”

สิ้นคำที่ผมกล่าว ริมฝีปากผมก็ถูกมือหนาของคนตรงหน้าปิดไว้ หลังคอก็ถูกนิ้วมือกดจุดลงอย่างแรง จนผมไม่ได้สติ...

 

ลับหลังคนหมดสติไท่เฟิ่งถึงกับถามองครักษ์ทันทีที่ถึงวังหลวง ว่าได้ยินที่คุณชายเรียกชื่อหรือไม่

“เจ้าได้ยินเช่นข้าใช่หรือไม่”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

“น่าแปลกที่ข้าไม่เห็นจำได้ว่าเขาเป็นผู้ใด หรือว่า...มันจะเป็นสายลับ ที่ถูกส่งมา”

องครักษ์ทั้งสองผสานมือ

“กระหม่อมเกรงว่าอาจใช่ ปานนั้นต้องตรวจสอบให้ดี อาจเป็นหมึกที่ลบไม่ออก กระหม่อมประสงค์ยิ่งที่จะพาตัวไปให้กรมพิธีการตรวจสอบแก้ไขเสีย”

ฮ่องเต้ปรายตามองบุรุษที่นอนไม่ได้สติ อาภรณ์ก็สวมแล้วดูมีค่า ไหนเลยจะมีปานสีชาดนั้นอีก...หากว่านิมิตฝันที่ข้าเห็นผู้หนึ่งมีปานสีชาด...

มันคือเจ้างั้นหรือ ในฝันครั้งนั้น ข้าจำหน้าเจ้าไม่ได้สิ่งที่จำได้คงมีเพียงปานสีชาด เจ้าบอกข้าว่า หากข้าเจอเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะแปลกเพียงใด โปรดรักษาสัญญา ว่าจะดูแลเจ้าให้ดี

คำว่าดูแลเจ้าให้ดีนั้น มีค่ามากถึงหัวใจของข้า...ข้าไม่อาจปล่อยเจ้าไปได้จนกว่าข้าจะรู้ความจริง...

“ไม่ต้อง”

“แต่ฝ่าบาท”

“เรื่องนี้ข้าตัดสินใจเอง แต้มสีชาดนี้เป็นของจริง”

“ท่านมั่นใจได้อย่างไร”

“ข้า...รู้สึกได้”

สิ้นคำนั้นทหารทั้งสองก็มิอาจขัด

“พวกเจ้านำเรื่องไปส่งไท้เจี้ยนเดินสาร(ขันทีเดินสาร)” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรบุรุษที่นอนไม่ได้สติบนที่บรรทมของพระองค์ ก่อนจะตรัส “นับตั้งแต่วันนี้ ยกเลิกการคัดเลือกนางสนม เพราะตั้งแต่วันนี้ข้าได้สนมแล้ว”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น