แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 44

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 190

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2562 22:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 44
แบบอักษร

ประกาศิตของคุณนายเป็นความจริงทุกประการ เพราะนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หม้ายสาวจอมบงการก็ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบ้านตระกูลหมั่นเสียเต็มประดา ทั้งๆที่หล่อนเป็นแค่สะใภ้ของตระกูลเท่านั้น ข้าวของชิ้นใหม่ๆถูกขนซื้อเข้ามาแทบจะวันเว้นวัน หากขณะเดียวกัน ข้าวของที่มีมาแต่เดิมจำนวนนับชิ้นไม่ถ้วนก็ถูกหล่อนโยนทิ้งตามใจชอบ ด้วยเหตุผลอันแสนสั้นว่าของพวกนั้นไม่ถูกรสนิยมตน

ตลอดเวลาเหล่านั้น บรรยากาศภายในเคหสถานอันเก่าแก่ดำเนินไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายราวกับตึกสร้างใหม่ แต่ละวันจะมีของอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชิ้นถูกขนย้ายออกไป และจะมีของประเภทเดียวกันถูกย้ายเข้ามาโดยบรรดาคนงานที่เดินเข้าออกบ้านหลังนี้เป็นว่าเล่น เจ้าของร้านรับซื้อของเก่ากลายเป็นแขกขาประจำคนหนึ่งของบ้าน ค่าที่ได้รับเชิญให้มาประเมินราคาทรัพย์สมบัติต่างๆที่ ‘ตกยุค’ ในสายตาคุณนาย อยู่เป็นอาจิณ เป็นไปได้ว่าเพียงหนึ่งถึงสองเดือนแรกที่หล่อนทะยานขึ้นสู่อำนาจเต็มใบนั้น ของเก่าสารพัดประเภทไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนชิ้นเบ้อเร่ออย่างตู้ ตั่ง และเตียง หรือแม้แต่ของกระจุกกระจิกดังเช่นแหวนและตุ้มหู ถูกภริยาหม้ายของอดีตสมาชิกสภาบริหารขายให้กับร้านของเก่าโดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังหรือความสำคัญของสิ่งของเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่หล่อนให้ค่าก็คือตัวเงินที่จะได้กลับมาเท่านั้น 

คุณนายหยิงโถวผลาญเงินทุกดอลลาร์ทุกเซนต์ที่ได้รับจากการขายเลหลังของเก่าไปกับการซื้อหาความสุขสำราญใส่ตัว เพิ่มเติมจากเงินส่วนที่เป็นมรดกพกห่อของสามีผู้ล่วงลับ นอกจากจะยักย้ายข้าวของเครื่องใช้แล้ว หล่อนยังไม่วายต่อเติมบ้านด้วย ทั้งปูพรมเต็มห้องนั่งเล่น ตีบานเกล็ดหน้าต่างทุกจุดใหม่ เปลี่ยนลวดลายผนัง และอื่นๆอีกสารพัดสารพันตามแต่อำเภอใจของหล่อน 

 

บ่าวทั้งสองเฝ้ามองดูพฤติการณ์ของคุณนายด้วยความขัดอกขัดใจมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์อะไรด้วยรู้ถึงพิษสงของหล่อนเป็นอย่างดี อย่างไรเสีย ความอัดอั้นที่เด็กสาวพกแน่นเต็มอกมาถึงคราวปะทุเอาก็เมื่อตอนที่คุณนายมุ่งหน้าดัดแปลงห้องสันทนาการบนชั้นสาม ผู้เป็นนายเล่นย้ายของออกไปราวสัปดาห์ละชิ้นโดยเริ่มจากต้นมะลิและกรงนกหงส์หยกแสนรักของเธอเป็นลำดับแรก

ระหว่างที่คุณนายผู้ร้ายกาจของเธอใช้ให้คนงานที่มาตีบานเกล็ดหน้าต่างเคลื่อนย้ายกระถางต้นมะลิซ้อนออกไปนั้น หมุ่ยไจ๋ซึ่งกำลังแอบดูสถานการณ์ดังกล่าวด้วยจิตใจที่ร้าวราน ได้ยินคุณนายปราศรัยกับหัวหน้าคนงานในเชิงว่าขานคุณนายใหญ่ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้ครองห้องนี้ 

“เอาออกไปให้หมด ไอ้นกปากเปราะพวกนั้นด้วย ฉันขี้คร้านจะทนฟังเสียงโหวกเหวกของพวกมันแล้ว” คุณนายสั่งเสียงแหลม “อะไรก็ตามที่เป็นของนังผู้หญิงคนนั้น ฉันไม่ต้องการเก็บไว้อีก คุณอยากได้อะไรในห้องนี้ก็เอาไปได้เลย”  

 

“ป้าเซา หนูว่านี่มันเลยเถิดไปใหญ่แล้วนะคะ” เหล่ฟั้นโวยวายอย่างเหลือทน หลังจากเล่าเรื่องนั้นให้สาวใช้อาวุโสฟังจนจบ “ปรับนู่นเปลี่ยนนี่เยอะแยะไปหมด นี่ถ้าเปลี่ยนป้ายชื่อบ้านอีกอย่างหนึ่งด้วยล่ะก็ หนูคงจำบ้านเราไม่ได้แล้ว”

เด็กสาวปรายตามองผู้ชราภาพที่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดเธอ 

เหล่ฟั้นขมวดคิ้วครุ่นคิด พลันตัดสินใจหยั่งเสียงอีกฝ่าย “พูดก็พูดนะคะ หนูว่าตอนนี้คุณนายดูมีความสุขกว่าตอนคุณท่านยังอยู่เสียอีก”  

“สามหาว” ป้าเซาขึ้นเสียงทันควัน “หมู่นี้ทำไมหนูขยันพูดจาสามหาวถึงคุณนายนักนะ คราวก่อนป้าก็ปรามไปทีนึงแล้วยังไม่รู้จักเลิกอีก จะพูดจะจาอะไรหัดสำรวมปากหน่อย มีใครสามีตายแล้วไม่ทุกข์ใจบ้าง” 

หมุ่ยไจ๋ค้อนควักพลางนึกน้อยใจที่ผู้ใหญ่ไม่เคยฟังความข้างเธอ ไม่ว่าเธอจะบอกใบ้มูลเหตุการตายของคุณท่านอย่างไรก็ตามที 

“ที่หนูพูดก็เพราะคิดว่าถ้าคุณท่านยังอยู่ คุณนายคงทำอะไรกับบ้านไม่ได้มากอย่างนี้หรอก” เหล่ฟั้นแก้ตัวเสียงอ่อย พร้อมกับเสหน้าหนีไปอีกทาง 

“เจ้าของบ้านย่อมมีสิทธิ์ปรับเปลี่ยนบ้านของเขาได้ตามที่ใจอยาก” ป้าเซาออกรับแทนคุณนาย กระนั้นก็ไม่อาจอำพรางความไม่พอใจในน้ำเสียงได้ 

“แต่ป้าเองก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกับหนูใช่มั้ยล่ะคะ” สาวน้อยรุ่นราวคราวหลานจี้ถามอย่างจะหาพวก “ทำไมป้าไม่พูดอะไรกับคุณนายบ้าง” 

“ถึงป้าพูดไปก็คงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา” ผู้สูงวัยเบาเสียงลงเมื่อได้ยินเสียงคนที่กำลังนินทาตะโกนสั่งงานช่างไม้มาจากชั้นบนสุด 

“นั่นเป็นเพราะป้าไม่เคยลองต่างหาก” เธอแย้งทันที “ป้าเอาแต่ทึกทักเอาเองว่าไม่สำเร็จ แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ป้าจะลงมือทำ จะด่วนสรุปผลลัพธ์ได้ยังไง” 

หญิงชรายกมือเกาศีรษะที่ผมเผ้ายุ่งเป็นกระเซิงด้วยท่าทางที่บ่งบอกถึงความลำบากใจ แล้วจึงพูดอย่างตรงไปตรงมากับเด็กสาว  

“เอาละ ถ้าหนูอยากให้ป้าพูด ป้าจะพูดกับคุณนายให้ก็ได้ แต่ก่อนหน้านั้นหนูช่วยบอกมาทีซิว่าป้าควรจะพูดยังไงไม่ให้คุณนายโกรธ” 

คราวนี้เป็นเหล่ฟั้นที่นิ่งไปบ้าง  

“รู้ๆกันอยู่ว่านิสัยใจคอคุณนายท่านเป็นยังไง พูดไปก็รังแต่จะสร้างโทษแก่ตัวเอง พวกเรามันก็แค่คนใช้ เจียมตัวเข้าไว้เถอะ” 

“เราเป็น ‘คนใช้’ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เป็น ‘คน’ นี่คะ” เด็กสาวเงยหน้ามอง ประกายในดวงตาที่เดิมหม่นหมองพลันเข้มขึ้น “พวกเราเป็นคน มีทั้งชอบใจทั้งไม่ชอบใจคละเคล้ากันไป ไม่ใช่อิฐหินดินทรายที่ไม่มีชีวิตจิตใจ จะได้ให้ใครมาบังคับเคี่ยวเข็ญยังไงก็ได้ ทำไมเราถึงต้องยอมถูกกดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่คิดจะโต้เถียงเพื่อตัวเราเองบ้าง ทั้งๆที่เราต่างก็มีหัวใจมีความรู้สึกเหมือนๆกับนายของเรา”  

คำพูดของเธอทรงพลังพอแก่การทำให้ป้าเซาตั้งใจฟังด้วยความตะลึงงัน ต่างฝ่ายต่างทบทวนเหตุผลที่อีกฝ่ายอ้างอิงอยู่ในใจ 

“คุณชายน้อยเคยบอกหนูว่า เจ้านายที่ปกครองข้าทาสบริวารได้ดีต้องทำให้บริวารของเขาเคารพศรัทธา แต่ถ้าเจ้านายคนไหนใช้แต่อำนาจกดขี่ข้าทาสบริวารร่ำไป เขาจะเป็นแค่เจ้านายที่ปกครองได้ แต่ไม่มีวันเป็นเจ้านายที่ปกครองได้ดี...” เหล่ฟั้นพึมพำเสียงเครือ “...ป้าไม่ช่วยหนูก็ไม่เป็นไร ยังมีคนที่พร้อมจะช่วยหนูอยู่” 

คนแซ่กวานกระแทกเท้าเดินจากไป ทิ้งให้คนเก่าคนแก่ที่ยอมก้มหัวรับใช้นายมาตลอดชีวิตโดยที่ไม่เคยมีปากเสียง ยืนนิ่งตรึกตรองต่อไปด้วยท่าทางที่ยังไม่คลายจากความพรึงเพริด ก่อนที่แกจะพยักหน้าช้าๆอย่างได้คิดเมื่อคู่สนทนาลับตาแล้ว 

 

จดหมายที่คนดูแลหอพักถือมาให้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำทำเอาไหว่เชิงตบะแตกกลางดึกคืนนั้น คุณชายแห่งเกาลูนเหลือบตาดูเพื่อนทั้งห้องที่ต่างหลับใหลไม่มีทีท่าว่าจะตื่น คว้าที่คั่นหนังสือมาคั่นแบบเรียนวิชาสังคมศึกษาหน้าที่อ่านค้างอยู่ ดับสวิตช์โคมไฟบนโต๊ะส่วนตัว จากนั้นจึงย่องกริบออกมานอกห้องตรงที่แสงไฟสว่างไสว

เด็กหนุ่มหยุดยืนที่ระเบียงซึ่งปลูกต้นมะลิเรียงแถวยาวไปจนสุดอีกฝั่ง พร้อมกับเมียงมองดอกไม้สีขาวเหล่านั้นด้วยความคิดถึงคะนึงหา...แม้จะมีจำนวนมากกว่าที่กระถางที่ระเบียงบ้านเขาหลายต่อหลายเท่านัก ทว่าดอกและใบของพวกมันล้วนหลุบลู่ไม่น่าชม เนื่องจากขาดการดูแลเอาใจใส่ที่ดี หนำซ้ำกลิ่นก็ไม่หอมจรุงใจเหมือนอย่างที่บ้าน ซึ่งเขาเคยนึกเล่นอย่างมีอารมณ์ขันว่า คงเป็นเพราะที่นี่ไม่มีเธอผู้มีชื่อว่า “กลิ่นมะลิอันหอมหวน” อยู่ด้วย บุปผามะลิวัลย์เหล่านี้จึงไม่โชยกลิ่นหอมตามชื่อผู้ดูแล 

หัวใจของไหว่เชิงพองโตขณะที่ตาเพ่งพินิจชื่อสกุลของผู้ส่งจดหมายฉบับนี้ นอกเหนือจากความอิ่มเอิบที่ซาบซ่านไปทั่วกาย เขามีความปลาบปลื้มประหนึ่งครูที่ได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ ทันทีที่นึกได้ว่าความรู้อ่านเขียนของเธอนั้นได้รับการประสิทธิ์ประสาทมาโดยเขาจนสามารถเขียนจดหมายถึงกันและกันได้  

ไหว่เชิงรีบร้อนแกะซองออกด้วยหวังว่าจะได้รับรู้ข่าวคราวที่น่ายินดีจากทางบ้าน แต่ความจริงที่ได้อ่านกลับสร้างความกลัดกลุ้มกว่าเก่าเป็นเท่าทวี 

“ยังไม่นอนอีกเหรอวะ”  

เสียงงัวเงียของใครคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมประตูที่เปิดออก เมื่อหันไปมองก็พบร่างสูงใหญ่ของจอห์นที่เห็นเด่นชัดแม้ยังอยู่ในเงามืด 

“ยัง ฉันยังอ่านทวนของวันนี้ไม่จบ” เพื่อนชาวจีนตอบเลิ่กลั่กพร้อมซ่อนกระดาษไว้หลังตัวเหมือนเด็กซ่อนของเล่นที่หวงแหนจากสายตาผู้ใหญ่ 

“พับผ่าสิ อ่านเอาจริงเอาจังขนาดนี้ ฉันว่านี่นายคงมุ่งมั่นจะเอาที่หนึ่งคณะมากกว่าคาดหวังแค่สอบติดแล้ว” พูดจบจอห์นก็อ้าปากหาว 

“ระดับมหาลัยฮ่องกง ประมาทได้ซะที่ไหน” ไหว่เชิงยังวางสีหน้าไม่ถูก แต่ความตื่นตกใจค่อยลดลงเล็กน้อย “ว่าแต่นายเถอะจอห์น ทำไมทวนหนังสือน้อยนัก จะสอบเข้าคณะแพทย์ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะ” 

“ไม่ต้องมาเทศนารอบดึกหรอกน่า ฉันรู้จักศักยภาพตัวเองดีพอ”  

“แล้วไป” คนแซ่หมั่นหยอกยั่ว “นึกว่านายจะบอกว่าใช้เส้นสายลุงอเล็กซ์ของนายซะอีก ฉันเตรียมจะแย้งว่าลุงนายพ้นจากตำแหน่งแล้วนะ” 

“จะให้ฉันกรอกหูนายอีกกี่ครั้งว่าลุงอเล็กซานเดอร์เป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องของปู่ฉัน ญาติห่างขนาดนี้แทบจะนับญาติกันไม่ได้แล้วโว้ย”  

ไหว่เชิงหัวเราะจนตัวงอ เขาสนุกสนานทุกครั้งที่ได้ล้ออดีตคู่อริที่กลายมาเป็นสหายรักคนนี้ แม้ว่ามันจะเป็นมุกที่ซ้ำซาก แต่ก็ยังเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเขาออกมาได้เสมอ แต่ขณะนี้ความขำขันที่มีมากจนเกินเหตุ พานทำให้เขาลืมตัวว่ากำลังปิดบังของสำคัญอยู่ ไหว่เชิงจึงปล่อยมือลงข้างตัว เผยกระดาษแผ่นนั้นสู่สายตาเพื่อน ขณะที่เสียงหัวเราะยังระบือลั่นไม่ยอมหยุด  

“ในมือนายมีกระดาษอะไรน่ะ” จอห์นหายง่วงทันตาเห็น หันมาตั้งหน้าตั้งตาซักไซ้ไหว่เชิงจริงจังราวตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหา 

“ไม่มีอะไร” เด็กหนุ่มผิวเหลืองแก้ตัว จากที่หัวเราะก็หน้าซีดในบัดดล 

“ไม่มีอะไรแล้วทำไมต้องซ่อนด้วย” เพื่อนชาวอังกฤษตอกกลับ  

“ก็มันไม่ใช่เรื่องของนาย” ไหว่เชิงหน้าตึง 

“จดหมายสาวล่ะสิไม่ว่า” จอห์นยังไม่ลดละความพยายาม 

“เรื่องของที่บ้าน ไม่เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อย” 

“ก็ได้” คนตัวโตกว่ายิ้มเผล่ ตั้งท่าจะงัดไม้เด็ดออกมาใช้ “ฉันจะปลุกพวกที่ยังหลับอุตุอยู่ในห้องมาช่วยเค้นความลับจากนายเอง” 

“เออ เล่าก็เล่าวะ” ทายาทสกุลหมั่นตัดบท ก่อนจะเริ่มเล่าที่มาที่ไปของความสนิทสนมระหว่างเขากับเหล่ฟั้น เรื่อยมาจนถึงจดหมายเนื้อความสั้นๆที่เธอส่งมาแจ้งข่าวกับเขาอย่างจำยอม ขณะที่คู่สนทนานั่งลงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ 

“สถานการณ์ของนายตอนนี้เหมือนอย่างที่คนอังกฤษพูดกันว่า ‘โดนปิดผนึกปาก’ ไม่มีผิดเพี้ยน” จอห์นตบบ่าเพื่อนสนิทที่อยู่ในห้วงอารมณ์มัวหมอง “ฉันรู้ว่านายสบายใจเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะอยู่ข้างไหน และนายก็กำลังหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่ออาฟั้น แต่ฉันว่านายคิดให้ดีก่อนจะลงมือทำดีกว่ามั้ง” 

คนประสบปัญหาเงยหน้าจากกระดาษในมือ 

“นายลองคิดตามฉันนะ เกิดนายไปโวยแม่เรื่องที่เขาย้ายต้นไม้กับนกออกจากบ้าน แม่นายก็ต้องเอะใจที่นายเป็นเดือดเป็นร้อนกับมัน อาฟั้นก็อาจจะถูกแม่นายตั้งข้อกล่าวหาว่าเอาเรื่องนี้มาฟ้องเพื่อยืมมือนายไปคานอำนาจกับแม่บังเกิดเกล้า เลวร้ายที่สุดก็คือลามไปเรื่องส่วนตัวระหว่างนายกับเธอ เกิดเรื่องนั้นแดงขึ้นมาล่ะก็นะ ฉันไม่กล้าจินตนาการเลยว่านายสองคนจะเป็นยังไงต่อไป” 

“ก็จริง” ไหว่เชิงพิจารณาอย่างไม่เชิงเห็นด้วยทั้งหมด 

“ยังมีเวลา ค่อยๆคิดไปเถอะ อย่ารีบเร่งนักเลย” เพื่อนยื่นมือจะตบบ่า แต่ยังช้ากว่าไหว่เชิงที่ผุดลุกขึ้นยืนและเบนสายตาออกสู่เบื้องนอกที่มืดทึบ 

“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีเวลาเท่าไหร่” เด็กหนุ่มชาวจีนโอดครวญ “บางทีกว่าฉันจะตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ บางอย่างมันก็อาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้นะ” 

 

เจิง เซา เพิ่งกลับจากร้านขายยา แกหอบหิ้วถุงใส่สำรับยาสมุนไพรบำรุงร่างกายผู้สูงอายุไว้มือหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งถือตะกร้าบรรจุกับข้าว เดินท่อมๆมาตามถนนเส้นอันจอแจ หญิงชรานึกถึงเมนูอาหารที่แกจะทำกินแบ่งกับเหล่ฟั้นมื้อเย็นนี้ด้วยจิตใจปลอดโปร่งโล่งลื่น แต่ไม่ทันคาดคิด ประสาทสัมผัสทั้งหมดในร่างกายแกก็หยุดทำงานไปเสียดื้อๆ เมื่อเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยยืนรุมล้อมหน้าบ้าน สายตาทุกคู่ของคนกลุ่มนั้นจับจ้องไปที่ประตูบ้านซึ่งมีคนงานเดินออกมาพร้อมกับกรอบรูปในมือ

กองไฟโหมไหม้รุนแรงด้วยฤทธิ์น้ำมันที่คนงานอีกงานระดมสาดเป็นพักๆตรงลานหน้าบ้าน สร้างความประหลาดใจระคนหวาดผวาแก่หญิงชรามากกว่าทุกความเปลี่ยนแปลงในบ้านในรอบหลายเดือนมานี้ ระหว่างที่แกพยายามเบียดแทรกร่างป้อมล่ำของตัวเองเข้าไป คนงานที่แบกกรอบรูปมาก็โยนรูปนั้นลงกองเพลิง 

“พวกเอ็งทำอะไร” ป้าเซาละล่ำละลักถามท่ามกลางคลื่นมหาชน        

“อาเซามาก็ดีแล้ว” หญิงวัยเดียวกับแกตอบด้วยน้ำเสียงแสดงความตกใจไม่แพ้กัน “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว คุณนายแกสั่งให้พวกนี้เผารูปคุณนายใหญ่ทิ้ง!" 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น