หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 ป้ อ น ย า (1)

ชื่อตอน : บทที่ 3 ป้ อ น ย า (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 318

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2562 11:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ป้ อ น ย า (1)
แบบอักษร

“อือ...” หลี่จิวฮวาส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวด ความปวดแสบปวดร้อนเสียดแทงไปทุกอณูจนนางสั่นสะท้าน นางพยยายามขยับตัวแต่กลับถูกมือร้อนๆ ของใครคนหนึ่งจับตรึงไว้ มีเสียงทุ้มต่ำพูดเบาๆ ข้างหู น้ำเสียงเน้นหนักราวกับออกคำสั่งมากกว่าปลอบประโลม

               ใครกัน? นางถามตัวเอง และพยายามเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งของตน

               นางสูดจมูก คราแรกยังไม่แน่ใจจึงสูดจมูกฟุดฟิดอีกครั้งหนึ่ง...กลิ่นยา ยาขมที่นางเคยดื่มยามยังเยาว์วัย รสชาติเช่นไรยังจำได้ดีจนวันนี้ พอได้กลิ่นนางจึงกระถดกายหนีตามสัญชาตญาณ แม้ความเจ็บปวดอย่างสุดแสนยังไม่อาจช่วยได้

               “ไม่” นางร้องห้าม แต่เสียงแหบแห้งและเบาจนแทบไม่อาจเล็ดลอดออกมาจากลำคอได้

               มีบางสิ่งจดจ่อที่ริมฝีปาก นางกัดฟัน เม้มปาก สะบัดหน้า มือปัดป่ายไปมา

               เคร้ง! เสียงกระเบื้องตกกระทบพื้นและแตกเป็นเสี่ยงๆ ยาที่บรรจุในถ้วยคงหล่นเกลื่อนพื้น

               แม้ยังไม่อาจลืมตา แต่หลี่จิวฮวานึกภาพแล้วถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่มียาแล้ว นางไม่ต้องทนกินยาขมอีก แว่วเสียงถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ แล้วห้องทั้งห้องก็เงียบสงัดขึ้นมาอีกครั้ง

หลี่จิวฮวาพยายามยกแขน แตะบาดแผลของตน สัมผัสเพียงปลายนิ้วทำให้สะดุ้งสุดตัว...บาดแผลหนักหนากว่าที่คิด คงเพราะเป็นบาดแผลจากกรงเล็บของปีศาจ พิษของมันจึงมากกว่าคมดาบของมนุษย์ หากเป็นบาดแผลปกติ นางเพียงตั้งสมาธิเดินลมปราณสามชั่วยามก็น่าจะหายดีแล้ว

หลี่จิวฮวาวางมือข้างตัว ผ่อนลมหายใจยาว พยายามข่มความเจ็บปวด ไม่ถึงครึ่งก้านธูปนางก็ผล็อยหลับไป

               ลมเย็นหอบเอากลิ่นดอกไห่ถังที่กำลังผลิบานเข้ามาภายในห้อง คนเจ็บสะดุ้งตื่นเพราะความปวดแสบปวดร้อนอีกครั้ง โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีกลิ่นยา นางจึงส่งเสียงครางเบาๆ อย่างพอใจ

               ทว่าความโล่งใจของนางอยู่ได้เพียงครู่เดียว

โครม!  จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกถีบ

ใครกัน? หลี่จิวฮวาขมวดคิ้ว ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือจึงทำได้เพียงเงี่ยหูฟัง

เสียงฝีเท้าหนักแน่น เสื้อผ้าที่สวมเสียดสีกันดังสวบสาบ มีเสียงสะบัดผ้า แล้วเตียงก็ยุบยวบลง

“จะกินยาดีๆ หรือไม่”

ประสาทสัมผัสนางช้าลงไปถึงห้าส่วน กว่าจะได้กลิ่นยาขม เขาก็จับถ้วยยาจดจ่อที่ริมฝีปากของนางแล้ว

“อื้อ” นางสะบัดหน้าไม่ยินยอม มือวาดไปมาในอากาศ พอกระทบโดนตัวเขาก็ทุบรัวๆ ได้ยินเขาสบถคำ ส่งเสียงร้องเบาๆ จากนั้นถ้วยยาก็ถูกดึงห่างออกไป

“ดื้อ!”

เขาว่านาง หลี่จิวฮวาไม่เถียง นางรู้ว่าเรื่องนี้ นางดื้อยิ่งกว่าอะไร แม้แต่ท่านแม่ยังเคยกุมขมับมาแล้ว

“เจ็บขนาดนี้ยังมีเรี่ยวแรงทำร้ายข้า” ไม่รู้เป็นคำบ่นหรือคำถาม หลี่จิวฮวายังคงเงียบ นางกระถดถอยไปติดผนังอีกด้าน กึ่งนั่งกึ่งนอนหายใจหอบแรง บาดแผลปวดแปลบ ได้แต่กัดฟันทน

“เจ้าอยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่หรือ”

นางสะดุ้ง เสียงของเขาดังอยู่ข้างหู กลิ่นยารวยรินอยู่ใกล้ๆ

“ในเมื่อเจ้าไม่กินดีๆ คงต้องบังคับแล้ว”

หลี่จิวฮวาอ้าปาก เสียงแหบแห้งยังไม่ทันเปล่งออกมา กลับมีบางสิ่งมาปิดกั้นไว้

“อึก...” ยาขมไหลจากปากลงสู่ลำคอ คนเจ็บสะดุ้ง ลืมตาโพลงด้วยความแตกตื่น

ริมฝีปากเผยอค้าง ปล่อยให้บุรุษผู้นั้นป้อนยาจากปากสู่ปากตามอำเภอใจ

นางตกใจจนสติหลุดลอย คาดไม่ถึงจนตกตะลึง

เขาป้อนนางครั้งแรก นางรับยาไว้จนหมด

เขาป้อนครั้งที่สอง นางยังไม่หายตกใจจึงกลืนยาไปจนหมด

เขาป้อนครั้งที่สาม นางเริ่มได้สติ ขยับปากหมายจะงับริมฝีปากของเขา ทว่าคนผู้นี้ว่องไวและรู้ทัน เขาจับล็อกปลายคางของนาง บังคับให้นางเปิดปาก และป้อนยาด้วยการดุนดันลิ้นเข้ามาในโพรงปากของนาง

ปลายลิ้นสัมผัสแตะต้อง เพียงเล็กน้อยก็ทำให้นางขนลุกเกรียว บังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ สุดท้ายยาอึกที่สามก็ล่วงลงสู่ลำคอของนาง

เขาป้อนนางครั้งที่สี่ หลี่จิวฮวาไม่อาจป้องกันปากของตัวเองได้ นางได้แต่ทำตาเหลือก มองเขาด้วยความแค้นเคือง และยังอ้อนวอนไม่ให้เขาทำร้ายนางไปมากกว่านี้

ครั้งนี้นางยินยอมรับยาเข้าปาก ไม่ต่อต้านขัดขืน ทว่าปลายลิ้นของเขากลับอ้อยอิ่งกว่าปกติ แม้นางจะกลืนยาจนหมดแล้วแต่ปลายลิ้นเขายังลากไล้สัมผัสอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากประกบแน่น มือของเขาคลายออกแล้ว ปลายคางของนางเป็นอิสระ แต่นางคล้ายถูกบางอย่างเข้าสิงจึงนอนแน่นิ่งให้เขาจูบอยู่เช่นนั้น

เขาขยับริมฝีปาก นางขยับตาม

นี่...นี่คือจูบหรือไม่

เขาจูบนาง...นางจูบตอบ?

หลี่จิวฮวาใจแทบหยุดเต้น ตั้งแต่เกิดจนอายุสิบสาม นางยังไม่เคยสัมผัสรสชาติริมฝีปากของผู้ใดมาก่อน ราวกับถูกพรากความบริสุทธิ์ไปจากตน นางตัวสั่นสะท้าน เรี่ยวแรงมาจากที่ใดไม่ทราบจึงสามารถผลักตัวเองให้ออกห่าง พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงริมฝีปาก

“ทะ...ท่าน!” นางใช้หลังมือถูกริมฝีปากของตนเองอย่างแรง “ท่านชมชอบบุรุษด้วยกันหรือ!”

บังเกิดความเงียบอันน่าหวาดหวั่นภายในห้องนั้น

หลี่จิวฮวาเห็นคิ้วของเขากระตุก มุมปากของเขายกขึ้น

พริบตาเดียว คนผู้นั้นก็ขยับมาอยู่ตรงหน้านางแล้ว สองแขนของเขาคร่อมตัวนางไว้ ดวงตาดุดันเป็นประกายประหลาด

“เจ้าพูดผิดแล้ว มิใช่ชมชอบบุรุษ แต่เป็นชมชอบเจ้าต่างหาก”

เขาใช้ปลายจมูกคลอเคลียใกล้ผิวแก้มของนาง

“บุรุษเช่นใดจึงจะมีกลิ่นหอมติดตัวเช่นนี้” เขาจับปลายคางนาง ไล้ปลายนิ้วบนริมฝีปากของนาง “ข้ามิได้โง่งมจนดูไม่ออกว่าเจ้าเป็นสตรี”

หลี่จิวฮวาหน้าแด้ง ดวงตาวูบไหว ตัวสั่นสะท้าน

กลัวหรือ...นางก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่ารู้สึกเช่นไร

“อีกสามชั่วยาม เจ้าต้องกินยา” เขาจ้องเข้ามาในตานาง พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายแต่ทำให้นางหวาดกลัวยิ่งกว่าโดนข่มขู่เสียอีก “หากยังไม่ยอมกิน ข้าคงทำได้เพียงใช้วิธีนี้ป้อนยาให้เจ้าแล้ว”

หลี่จิวฮวากระตุกมือ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะของตน

แม้แต่ดวงตาก็ไม่อาจมองสบ

แม้แต่ลมหายใจนางก็ไม่อยากได้ยิน

บุรุษผู้นี้ อันตรายยิ่ง นางมิสมควรเข้าใกล้ ทั้งยังควรหลีกหนีไปให้ไกล หมื่นธาราพันภูผายังไม่พอ นางควรหนีไปให้ไกลกว่านั้น!

หลี่จิวฮวานั่งคลุมโปง ส่วนเขาเอนกายลงนอน ดึงใบไม้ออกมาจากที่คาดเอว พอนำมาแตะริมฝีปาก เสียงเพลงอันไพเราะก็ดังไปทั่วห้อง

บรรยากาศผ่อนคลาย ยังได้กลิ่นหอมของดอกไห่ถังที่กำลังเบ่งบาน

ภายในห้องคนผู้หนึ่งอารมณ์สุนทรีย์ยิ่ง คนอีกผู้หนึ่งกลับนั่งตัวเกร็งท้องร้องโครกคราก...ดังเสียจนผ้าห่มถูกกระชากออก

บุรุษในอาภรณ์ม่วงยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“หิวล่ะสิเด็กน้อย”

‘เด็กน้อย’ เม้มปาก ย่นจมูกใส่เขา ไม่กล่าวคำ

เขาเดินลงจากเตียง หยิบหมั่นโถวมาสองลูก นำมาจ่อปลายจมูกนาง

“ดี! เจ้ากินได้เยอะเท่าใด ยิ่งหายเร็วเท่านั้น”

หลี่จิวฮวามองจ้องตาเป็นมัน ทั้งอยากกิน ทั้งไม่อยากรับน้ำใจ สองจิตสองใจจนเขากล่าว

“หากเจ้าไม่อยากกิน ข้าจะรับไว้เองทั้งสอง...”

ไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ มือเล็กก็แย่งหมั่นโถวจากมือเขาทั้งสองลูก

หลี่จิวฮวาพึมพำ “ข้าหิว” จากนั้นก็หันหน้าเข้าผนัง กัดกินหมั่นโถวสองลูกนั้นจนหมดในเวลาอันรวดเร็ว

ความคิดเห็น