empty love
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : CHAPTER 3 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.5k

ความคิดเห็น : 106

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.ย. 2562 07:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 3 100%
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3

 

 

 

 

บริษัทM

 

 

บรืนนนน~

Harley Davidson iron883สีดำระยับแล่นเข้ามาจอดหน้าบริษัท โดยเจ้าของร่างสูงบอดี้เพอร์เฟค ในเสื้อแจ็คเกตหนังสีดำเจ้าของใบหน้าหล่อคมคายชวนให้สาวเล็กสาวใหญ่มองตามคอแทบเคล็ด ทำหน้าละเมอเพ้อฝัน ส่วนหนุ่มๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยถูกชะตากับหนุ่มหล่อคนนี้มากนัก แต่ก็ยังคงมองตามด้วยความสนใจรถมอเตอร์ไซค์ราคาแสนแพงระยับน่าจับต้องยาก และสาวร่างบางเจ้าของหมวกกันน็อคสีดำขลับปิดบังใบหน้ามือบางทั้งสองที่กำลังกอดเอวสอบนั่งซ้อนอยู่ทางด้านหลังมากกว่า

เอี๊ยด!!

ฟุบ

ฉันก้าวลงออกจากบิ๊กไบด์ของ ‘ตะวัน’ พร้อมกับถอดหมวกกันน็อคที่สวมอยู่ออกจากศรีษะ

“ขอบคุณมากนะจ๊ะ ขอโทษที่รบกวนด้วย^^”

ฉันพูดยิ้มๆส่งไปให้เจ้าของใบหน้าคมคายที่เท้าคางลงกับเครื่องมอเตอร์ไซด์คันใหญ่มองฉันอยู่

“เปลี่ยนจากขอโทษเป็นเลี้ยงข้าวเย็นได้มั้ยล่ะ”

เมื่อฟังฉันพูดจบ เจ้าของใบหน้าคมคายก็ยิ้มหน่อยๆพร้อมกับเอื้อมมือไปรับหมวกกันน็อคใบใหญ่มาถือไว้ โดยมิวายพูดเล่นหูเล่นตาตอบฉันกลับมาอีก

และถ้าหูไม่ฝาด....ฉันสัมผัสได้ว่าเสียงซุบซิบนินทาพร้อมทั้งสายตาจากผู้คนโดยรอบให้ความสนใจฉันอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ....

แต่ก็นะ....

ฉันก็ยังไม่เคยสนใจอยู่ดี....

“ก็ได้....วันนี้อยากกินอะไรล่ะ?”

ปรายตามองคนโดยรอบรวมๆนิดหน่อย ก่อนจะมองคนตรงหน้าที่กำลังบิดขี้เกียจคร่อมมอเตอร์ไซค์คันใหญ่อยู่ พร้อมกับพูดตอบกลับไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย

อย่าหาว่าฉันอารมณ์เสียหรือหยิ่ง

แต่ใบหน้านิ่งแบบนี้มันคือหน้าปกติของฉันที่คนตรงหน้าอาจจะชินไปแล้ว แต่เพื่อนร่วมงานฉันส่วนใหญ่คงไม่ชิน หรืออาจจะพาลคิดไปในแง่ลบถึงได้ยินเสียงชิ๊ชะลอยเข้ามาในอากาศ

“ไม่รู้แห๊ะ...เดี๋ยวตอนเย็นมารับค่อยคิดก็ได้....ดูท่ารถเธอคงยังซ่อมไม่เสร็จง่ายๆ”

ใบหน้าคมคายพูดเสียงเรียบ ฉันจึงโคลงหน้าหน่อยๆเป็นการตอบกลับ พอดีหลังจากไปส่งวาโยเสร็จ จู่ๆรถก็ดันมาดับตรงสตาร์บัคหน้าสยาม ดีที่คิดโทรหาตะวัน และเขาก็อยู่แถวนั้นพอดี ด้วยความที่ตะวันเปิดอู่ซ่อมรถ งานเลยเดินง่ายและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไม่งั้นฉันโดนก่นด่าจากผู้ใช้รถใช้ถนนมากกว่านี้แน่ๆล่ะ

“ไปล่ะ วันนี้มีประชุมให้ตาแก่=__=”

เล่นหูเล่นตาอยู่นาน ตะวันก็ตัดบทดื้อๆพร้อมกับทำหน้าซังกะตาย คล้ายกับร่างกายกำลังไร้เรี่ยวแรงส่งมาให้

“อืม ตั้งใจประชุมล่ะไม่ใช่มัวแต่หลับ”

ฉันอมยิ้มทันทีที่รู้ว่าตาแก่ที่พูดน่ะหมายถึงใครจึงได้แต่โบกมือให้เขาก่อนจะตอบด้วยประโยคสั้นๆด้วยรอยยิ้มบางๆ

“โด่ นี่ระดับไหน....เจอกันนะ เลิกแล้วก็โทรบอกหรือมีปัญหาก็โทรมาได้ตลอด”

ตะวันพูดด้วยใบหน้านิ่งเรียบตามสไตล์ พอได้ยินดังนั้นฉันจึงโคลงใบหน้ารับช้าๆก่อนจะตอบด้วยเสียงครางรับอืออาสั้นๆ

“อืม”

“....”

“จริงๆตอนเย็นรบกวนแค่ไปรับวาโยก็ได้....เดี๋ยวฉันนั่งแอร์พอร์ตลิ้งค์กลับ”

เมื่อเกิดความเงียบขึ้น ฉันจึงตัดบทพร้อมกับเหลือบตามองเลยไหล่แกร่งของตะวันพร้อมกับไล้สายตามองนั่นมองนี่ไปด้วยรอยยิ้มบางๆ

“โอเค เอางั้นก็ได้ อย่ากลับดึกล่ะ”

มองฉันครู่หนึ่งก่อนจะยักไหล่และพยักหน้ารับพร้อมกับเสยผมสีฟ้าน้ำทะเลที่ปรกใบหน้าขาวเนียนขึ้น มือขาวสว่างจนเห็นเส้นเลือดก็เอื้อมมือไปเปิดกุญแจและสตาร์ทรถเตรียมพร้อม เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาต้องไปแล้ว

“อืม จะพยายาม”

ฉันพูดเสียงอ้อมแอ้ม ตะวันจึงย่นคิ้วก่อนจะทำมือคล้ายกำลังจะเอื้อมมาดีดหน้าผากฉัน

“ถึงเวลางานแล้ว....ก็ควรจะเลิกไม่ใช่รึไง=_=”

บรืนนนน!!

พูดแค่นั้น มือแกร่งก็ตวัดหมวกกันน็อคขึ้นมาสวมด้วยท่าทางเชื่องช้า ก่อนที่บิ๊กไบด์คันงามจะแล่นออกไปจากที่ตรงนี้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เห็นฝุ่น

ฉันมองรถคันสวยที่ค่อยๆเคลื่อนออกไปครู่หนึ่งก่อนจะกระชับกระเป๋าสะพายเดินก้มหน้าเข้าไปทางประตูใหญ่ของบริษัท ท่ามกลางสายตาของพนักงานบริษัททั้งหญิงทั้งชายที่มองมาด้วยสายตาสนอกสนใจ

พูดถึงตะวัน เขาอยู่คอนโดห้องข้างๆฉันน่ะ แถมยังเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยด้วยเหมือนกัน ถามว่าฉันสนิทกับเขาตอนสมัยเรียนเหรอ ตอบได้เลยว่าไม่เชิงหรอก ในรั้วมหาวิทยาลัย

ตานั่นดังจะตาย เป็นถึงคนที่ทั้งคณะจับตามองอย่างกับนายแบบดารา เพื่อนก็เยอะ ผิดกับฉันที่ไม่มีเลยสักคน แต่ที่ได้มาเจอกันก็เพราะความบังเอิญล้วนๆ ทั้งอยู่ข้างห้องกันอย่างงงๆ แถมยังทำงานพาทไทม์ที่เดียวกันอีก เอ่อหมายถึงทำงานเสริมในผับน่ะ

เริ่มแรกฉันทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ แต่วันนั้นนักร้องในผับขาด เพื่อนร่วมงานก็เลยเสนอชื่อฉันไปให้คุณกันต์ ซึ่งคุณกันต์ไม่พิจารณาอะไรมากก็ให้ฉันขึ้นไปร้องและเอ็นเตอร์เทนหน้าเวทีทันที วันนั้นฉันเงอะงะมากเพราะโดยส่วนตัวฉันไม่สามารถเอนเตอร์เทนใครได้เลย คิดว่าวันนั้นคงกร่อยมากกว่าทุกวัน แต่กลับกัน หลังจากวันนั้นหน้าที่ของฉันก็ถูกคุณกันต์เปลี่ยนให้อย่างงงๆ และมีโอกาสได้ร่วมงานกับตะวัน ซึ่งเป็นมือกีตาร์และเป็นดีเจรับเชิญในทุกวันพุธและวันศุกร์ ตารางงานที่ถูกจัดวางจากผู้จัดการของฉันก็ตรงกับเขาเป็นส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสได้พูดคุยกัน แถมอยู่ห้องข้างกัน ฉันจึงติดรถมากับเขาบ่อยๆ ถามว่ารถยนต์ฉันก็มีนะ แต่ที่ไม่เอามาใช้เพราะนั่นเป็นรถของพี่กอหญ้ายังไงล่ะ ซึ่งก็นั่นแหละ ฉันเลยพลอยสนิทกับตะวันไปโดยปริยาย

ถ้าพูดถึงฐานะความเป็นอยู่ของเขา ตะวันคงอยู่ในระดับรวยถึงขั้นรวยมาก พ่อเขาเป็นเจ้าของเหมืองแร่ทองคำน่ะคิดดูเถอะ-_-

แต่ที่เขามาทำงานงกๆทั้งที่บ้านรวยแบบอู้ฟู่ขนาดนี้ ก็เพราะเขาแยกออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ถามว่ามีปัญหาอะไรกันฉันก็ไม่รู้หรอก

แต่เท่าที่ดู ครอบครัวของตะวันและตัวตะวันเองคงจะยึดกับการเลี้ยงดูแบบต่างชาติล่ะมั้ง บวกกับนิสัยติสต์ๆและนิสัยโลกส่วนตัวสูงของเขา คงจะอยากต้องการอยู่คนเดียวด้วยแหละ เห็นเขาชอบบ่นว่าทางพ่อ แม่เขาค่อนข้างจุกจิกเอาการเหมือนกัน

อ้อ ตะวันมีน้องชายฝาแฝดชื่อ ยูวี ถามว่าสองคนนี้ต่างกันยังไง สำหรับฉันก็คงมองว่าต่างกันทุกตรงยกเว้นหน้าตา ถึงแม้ในสายตาคนนอกมองว่าเขาสองคนเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก แต่สำหรับฉันน่ะ แยกออกตั้งแต่ปรายตาดูวิแรกเลยล่ะ

ตะวันน่ะจะเป็นแนวดิบๆเถื่อนๆ พูดจาอะไรตรงๆทื่อๆบางครั้งก็ไม่ไว้หน้าใคร มีเรื่องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆเพราะต่อยตี ส่วนยูวีน่ะตรงกันข้าม ผู้ชายแนวเงียบๆนิสัยเรียบร้อย ยิ้มสดใสตลอดเวลาแต่ถ้าได้นิ่งก็ดูน่ากลัวเหมือนกัน ยูวีน่ะ.....บางทีดูเหมือนฉันจะดูเขาออกว่าเขาเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่บางทีฉันมีความรู้สึกว่าความเป็นเขามันซับซ้อนเกินที่ฉันจะเข้าถึงจริงๆ

....ฉันว่านะ คนที่น่ากลัวบางทีคงไม่น่าจะไม่ใช่ตะวัน.....แต่เป็นยูวีนี่แหละ

ปึ่ก!!

“เอ๊ะ”

จู่ๆความคิดก็สลายวับไปทันที เมื่อฉันเผลอเดินเหม่อไปชนใครบางคนเข้า

กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตลอยฟุ้งเข้ามาแตะในประสาทรับกลิ่น ฉันย่นคิ้วขึ้นก่อนจะหยุดเดินไปดื้อๆเมื่อพบว่าตัวเองคงเผลอชนใครบางคนเข้า

ใครบางคนที่...

พรึบ

และเมื่อครั้นพอเงยหน้าขึ้นไปมองเท่านั้นแหละก็พบว่าเป็น.....

 

 

 

 

50%

 

 

“อ้าว หวัดดีครับน้องข้าว:)”

....เป็นบุคคลที่ฉันไม่อยากเจอที่สุด ถามว่าทำไมน่ะเหรอ....ไม่รู้สิ

“ค่ะ สวัสดีค่ะคุณสุธี”

ฉันยิ้มให้คุณสุธีเล็กน้อย ก่อนจะโค้งและเดินเพื่อปลักออกไปอย่างเนียนๆและมีมารยาท

คุณ สุธี หรือ คุณสกาย เขาเป็นหัวหน้าฉันเอง รวมทั้งเป็นลูกชายเจ้าของบริษัท ภายนอกเขาดูเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ชายแสนดี และด้วยลุคที่ดีพร้อมแบบนี้จึงทำให้พวกสาวเล็กสาวใหญ่ในออฟฟิศพากันกรี๊ดกร๊าด แถมพร้อมที่เสนอตัวเข้าหาอย่างไม่ขาดสายอีกด้วย

ถามว่าเมื่อผู้หญิงเสนอตัวให้เขารับมั้ย....แน่นอนคนอย่างเขาก็ต้องรับสิ

แล้วคุณคิดว่าผู้ชายสุภาพบุรุษ แสนดี จะนั่งกอดอกดูผู้หญิงตบกันแล้วเหยียดยิ้มสมเพชเหรอ?

เหอะ...เรื่องนี้ฉันก็แค่บังเอิญเห็นน่ะ....เห็นแล้วเกลียดขึ้นมาทันทีเลย ซึ่งฉันก็ให้เหตุผลกับตัวเองไม่ได้เหมือนกัน...

พรึบ

ปึก

“มีอะไรคะ”

“เอ่อ”

คุณสุธีครางรับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก โดยใบหน้ายังคงไม่หายอึ้ง เมื่อครั้นที่เขายกมือขึ้นมาหมายจะจับแขนฉันที่กำลังจะเดินห่างออกไปจากเขา แต่ฉันไวกว่าสะบัดมือหนีอย่างไร้เยื่อใย เขามองฉันครู่หนึ่งจากนั้นเขาจึงกระแอมไอสองสามที ยิ้มโปรยเสน่ห์ก่อนจะพูดต่อ

“อันที่จริงน้องข้าวไม่ต้องเรียกพี่ว่า ‘คุณ’ ก็ได้นะครับ มันฟังดูแล้วแปร่งๆน่ะ”

กวาดตามองสองทีก่อนที่ฉันจะอ้าปากพูดบ้างด้วยใบหน้านิ่งเรียบ

“คุณสุธี เป็นหัวหน้างานดิฉันค่ะ...คงเรียกแบบนั้นไม่ได้”

พอฉันพูด คนที่ยืนเยื้องๆก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับใช้สองมือล้วงกระเป๋า คิ้วเค้มขมวดเข้าหากันก่อนที่จะจ้องตาฉันพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ

“หือ จริงสินะครับ หึ คุณเป็นคนในการ‘ปกครอง’ของผมคุณก็ต้องเรียกอย่างนอบน้อมสินะ”

แม้จะฟังดูแปร่งๆแต่ฉันก็ไม่ได้ขัดอะไร ทำได้เพียงแต่ทำหน้านิ่งมองเขาพร่ำไปเรื่อยเปื่อย

“แล้วถ้าผมจะขอพบคุณตอนเที่ยง คุณคงไม่ว่าอะไรนะ:)”

แสยะยิ้มพร้อมกับพูดด้วยสายตาวิบวับ ลางสังหรณ์มันเตือนว่าคงไม่ใช่เรื่องงาน

“เรื่องงาน...ปกติคุณจะฝากคุณเกวไว้นี่คะ”

คุณเกวที่ว่าคือเลขาของเขาน่ะ....แต่ดูทรงคงไม่ใช่เลขา

“วันนี้เกวออกไปพบลูกค้าแถวหัวหิน พอดีเนื้อหาสัญญามีประโยคที่สะกดผิดอยู่เยอะ...”

เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะปรายตามามองฉันที่กำลังขมุ้นคิ้วตั้งแต่หาว่าประโยคในสัญญาที่ฉันได้รับมอบหมายพิมพ์มันผิดเพี้ยนไป

“หวังว่าคุณจะมานะครับ หรือคุณจะให้ผมคอมแพลนเกววันพรุ่งนี้ก็แล้วแต่:)”

ถึงใจจะค้าน แต่สิ่งที่ทำได้คือพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มบางๆตอบกลับไป

“ค่ะ”

รอยยิ้มโปรยเสน่ห์ร้ายกาจของชายตรงหน้าปรากฎขึ้นก่อนที่เขาจะเดินล้วงกระเป๋าออกไป ทิ้งให้ฉันตกอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกระชับกระเป๋าเดินเข้าไปในลิฟต์

 

11.58AM.

 

‘ห้องผู้อำนวยการ’

ตอนนี้ฉันถือแฟ้มเอกสารเล่มโตยืนอยู่หน้าห้องของคุณสุธีมาสักพักใหญ่ อันที่จริงฉันเคลียร์งานตัวเองเสร็จตั้งแต่สิบเอ็ดโมงครึ่ง ก่อนที่จะบอกพี่จุ๋มหัวหน้าฉันว่าขอมาค้นแนวเอกสารการประชุมที่โต๊ะพี่เกว ซึ่งพี่จุ๋มก็ให้มาอย่างไม่สงสัยอีกทั้งยังให้ฉันไปทานข้าวก่อนอีกต่างหาก หลังจากตรวจเช็คเอกสารงานที่มอบหมายให้ฉันทำครบถ้วนและถูกต้องแล้ว

ฉันหาเนื้อความเอกสารสัญญาที่ฉันส่งไปให้พี่เกวเมื่ออาทิตย์ก่อน เปิดอ่านดูก็ไม่มีคำผิดพลาดหรือพิมพ์ตกคำแต่อย่างใด ข้อสันนิษฐานมันก็มีอยู่สองอย่างที่คุณสุธีเรียกฉันเข้าพบ คือหนึ่ง พี่เกวอาจจะส่งเอกสารฉบับร่างรายละเอียดไปให้เขา หรือสองเรื่องทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงข้ออ้าง

ก๊อก ก๊อก

แต่จะหนึ่งหรือสอง ฉันก็ตัดสินใจเคาะประตูไปอยู่ดีเมื่อเข็มสั้นบนนาฬิกาข้อมือแตะถึงเลขสิบสองบ่งบอกว่าเป็นเวลาเที่ยงตรงเข้าให้แล้ว

แอ๊ด

เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงหลากหลายกลิ่นลอยคละคลุ้งแต่จมูกฉันจนรู้สึกเวียนหัวไปหมด กระนั้นฉันก็ยังคงเลือกที่จะก้าวเข้าไปในห้องที่มีร่างสูงในเสื้อที่ดูไม่ค่อยเรียบร้อย ผมสีดำเงาดูยุ่งเหยิง เน็กไทถูกดึงร่นออกไปจนถึงกลางอก เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกปลดกระดุมออกสองสามเม็ด

ถ้าดูไม่ผิด...ฉันแอบเห็นรอยสีกุหลาบเหลือบๆอยู่ตรงสาบเสื้อของเขาด้วย และครั้นสายตาคมที่กำลังเลื่อนอ่านเอกสารอยู่ลากขึ้นมามองฉันพร้อมกับแสยะยิ้ม...มันช่าง...

“สุดท้าย คุณก็มาสินะ:)....”

อันตราย....

“แฟ้มเอกสารอยู่มุมโน้น เชิญสิ”

สายตาคมไล่มองฉันอย่างประเมินด้วยรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะผายมิอเชิญไปยังล็อกเก็บเอกสารมากมายที่อยู่เยื้องๆเขาไป

“ดิฉันคิดว่าคุณเกวอาจจะส่งเอกสารให้คุณผิด...อันนี้รายละเอียดงานที่ถูกต้องทั้งหมดคุณอ่านไปพรางๆก่อน....”

ถึงแม้สายตาเขาจะมองอย่างนั้น ฉันก็ทำเมินเดินไปวางแฟ้มเอกสารที่ถือลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา ก่อนที่จะพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด

“ส่วนเอกสารที่เป็นปัญหา...ดิฉันขอค้นเพื่อความแน่ใจอีกทีนะคะ”

“ครับ”

พูดแค่นั้นฉันจึงเดินเยื้องไปจากเขาและลงมือค้นเอกสารในแต่ละล็อก ส่วนเขาเมื่อกี้ฉันเห็นแว๊บๆว่ากำลังก้มอ่านเอกสารอยู่

คล้ายกับว่าทุกอย่างจะไม่เป็นดั่งที่ใจฉันสังหรณ์นะ...

ฟุบ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป น้ำหอมกลิ่นสะอาดเคล้ากับน้ำหอมกลิ่นหวานฉุนมากมายลอยเข้ามาแตะจมูกฉันพร้อมทั้งไออุ่นแผ่ซ่านเต็มแผ่นหลังก่อนที่มือหนาจะสอดเข้ามากอดรัดตรงช่วงเอว พร้อมกับไล้นิ้วโป้งรอบบริเวณสะดือฉัน ...มันทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดที่จะไม่เชื่อลางสังหรณ์แทบจะทันที....

 

 

 

75%

 

 

 

“ปล่อย....”

พูดพร้อมกับผินหน้าเหลือบไปมองคนที่ยืนซ้อนหลังด้วยสายตาตำหนิ

“หืม...ปล่อยอะไรล่ะครับ...”

ฟุบ

พูดด้วยน้ำเสียงชวนขนหัวลุกก่อนจะซบคางแหลมลงกับบ่าฉันแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ถ้าผู้หญิงคนอื่นฟังคงเคลิบเคลิ้มหลงกล แต่ไม่ใช่ฉันไง

“ผมรู้นะ....ว่าคุณก็ชอบผมอยู่:)”

....ช่างกล้า....=_=

“งั้นเหรอ=_=....เซ้นท์คุณผิดตั้งแต่คิดว่าฉันชอบคุณแล้วแหละค่ะ”

พรึบ

คำพูดของฉันและข้อศอกที่กระทุ้งข้างเอวสอบเพื่อดันตัวเองออกห่างเขาประมาณสองช่วงแขนด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับหันหน้าเข้าไปหาผู้ชายคนเดิมที่ยืนทำหน้าทำตาเด๋อด๋าสีหน้ายังไม่หายอึ้งทันที

“ฉันมีแฟนแล้ว”

การโกหกเป็นสิ่งที่ฉันเกลียด....แต่บางที มันก็ใช้ได้ดีสำหรับฉันเหมือนกันในยามจำเป็นอย่างเช่นตอนนี้ เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้คนตรงหน้าก็หน้าเสียไปทันที

“หึ ไอ้คนหน้าบริษัทเมื่อเช้าน่ะเหรอ....”

พูดพร้อมกับเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มมองฉันด้วยสายตาร้ายกาจ

“....ฉันรักเขามาก....”

เมินที่จะตอบ ก่อนจะกลั่นคำพูดเสริมในสถานะสมมติให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาแทน ด้วยใจที่เต้นตึกตักและบีบคั้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ

....คล้ายกับว่าคำพูดเมื่อกี้ ความรู้สึกของฉันมันต่อต้านแปลกๆ....กับ ‘คำว่ารัก’

“แล้วฉันจะชอบคุณได้ยังไง?”

พูดแสดงความรักแบบปลอมๆพอเป็นพิธี พร้อมกับเหลือบขึ้นไปมองปฏิกิริยาคนตรงหน้าว่ามีสีหน้ายังไง และผลที่ได้กลับมา....

“หึ”

คนตรงหน้าแสยะยิ้มก่อนจะพูดต่อด้วยสายตาที่เริ่มจะเห็นประกายสีเพลิงลุกเต็มนันต์ตานั่น

“เหรอ”

เมื่อระยะห่างมันเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ

“ดูเหมือนว่ามันเริ่มออกประเด็นไปเรื่อยๆ....งั้นดิฉันขอกลับ.....”

พรึบ

ร่างของฉันลอยหวืดทันทีเมื่อพยายามจะเดินเลี่ยงไปอีกทางแต่ถูกมือสากของเขาคว้าหมับตรงท่อนแขนฉันเข้าให้

ปึ่ก!

“อึก”

ฉันยู่หน้าลงทันที เมื่อเจอแรงเหวี่ยง เหวี่ยงไปติดกับตู้หนังสืออย่างแรง จนหนังสือบางส่วนหล่นออกมาตามแรงเหวี่ยงไปด้วย ก่อนจะตามมาด้วยคนตัวโตที่เข้ามากักฉันไว้อยู่ใต้อาณัติ จนฉันขยับหนีออกไปไหนไม่ได้

“ปล่อย”

ยกมือขึ้นดันแผงอกเพื่อหยุดเขาไม่ให้รุ่มร่าม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มร้ายกาจจากผู้ชายตรงหน้า

“เธอคิดว่าที่ฉันเรียกเธอมาเวลานี้....เพื่อจุดประสงค์อะไรน่ะเหรอ...หือ”

เขาเอียงคอมองฉันก่อนจะใช้สายตามองไล่ต่ำลงมาอย่างจาบจ้วง

“ ฉันต้องการตัวเธอ”

แม้ในใจจะรู้สึกตื่นตระหนก แต่สิ่งที่แสดงออกคือการทำหน้านิ่งมองคนตรงหน้าที่เริ่มเบียดตัวเข้ามาอย่างเฉยชา

“ต้องการมาตลอดตั้งแต่เจอหน้าครั้งแรก...”

ฟุบ

“แต่ฉันไม่ยินยอม”

ฉันเบี่ยงหน้าหนีพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาทันทีเมื่อคนตรงหน้าโน้มหน้าเข้ามาหมายจะซุกไซร้ซอกคอของฉัน

“หึ...จะยินยอมหรือไม่ยินยอม พอเป็นเมียฉัน...เดี๋ยวรู้กัน”

ปึก!!!

ฉันถีบหน้าแข้งของเขาอย่างแรงจนเซถลาถอยออกไปนิดหน่อย ก่อนที่ฉันจะได้จังหวะวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วในทันที

ปึ่ก!

ปึง!!

“อ๊ะ!”

เมื่อปลดล็อกประตูออกได้ แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะเปิดออกร่างของฉันก็ถูกกระชากจากด้านหลังไปนอนแหมะลงโซฟาแถวนั้นอย่างแรงจนจุก

“อื้อ!! ปล่อยฉัน!”

ฉันออกแรงทั้งทุบทั้งตี ขัดขืนคนที่ทามทับอยู่ด้านบนสุดชีวิต

“ปล่อยฉัน อึก”

ปึก! ปึก!!

“หึ”

ฟุบ

แขนทั้งสองข้างฉันถูกรวบไว้เหนือหัว ก่อนที่สัมผัสหยาบโลนจากมือหยาบจะลากไล้ไปตามผิวกายฉันก่อนจะไปหยุดลงที่กระดุมเสื้อสูทของฉัน

“ไม่นะ...”

ฉันพูดเสียงเบาหวิวพร้อมกับมือที่กำลังเลื่อนไปคว้าแจกันมาถือเอาไว้แน่น

และเมื่อครั้นที่ริมฝีปากของคนสกปรกแตะลงมาบนผิวกายของฉัน.....

เพล้ง!!!!

“โอ้ยย!!!!”

แจกันใบใหญ่ก็ฟาดลงข้างขมับคนบนร่างอย่างแรงจนร่วงลงไปกับพื้น เลือดสีแดงสดเริ่มไหลเต็มพื้นที่เขานอนกุมศรีษะร้องโอดครวญอยู่

ฉันควรสงสารงั้นหรือ?...

ฟุบ

ฉันลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิจัดเผ้าผมด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะลากนิ้วเข้าไปล้วงของบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ข้างในเสื้อสูทออกมาวางไว้บนโต๊ะเตี้ย

ป๊อก ป๊อก!

ฉันเคาะสองทีพร้อมกับปรายตามองคนที่บัดนี้นอนโอดครวญเลือดไหลเต็มพื้นอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินเสยผมออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“โอ้ยยยยย!!!!!”

พร้อมกับประตูที่ปิดลง และพร้อมกับจดหมายที่ผนึกหน้าซองว่า

‘จดหมายขอลาออก’

ทิ้งเอาไว้บริเวณโต๊ะที่มีชายลูกเจ้าของบริษัทนอนหมดสติจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น

ปึง!

 

 

อีกฟาก

 

 

 

WAYU TALK:

 

โรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง

 

“ห้าร้อยล้าน-_-”

“คะครับ?”

ผมปรายตามอง คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของโรงเรียน ควบตำแหน่งผู้อำนวยการ ที่กำลังนั่งงงตรงหน้า จากนั้นจึงเหลือบมองไปยังนอกหน้าต่างอย่างเหนื่อยหน่ายใจ

รำคาญชิบหาย....กับคนพูดไม่รู้เรื่อง-_-

“ตามที่นายผมพูดครับ ทางเรายินดีให้เงินสนับสนุนเพื่อสร้างอาคารให้เด็กคนนั้นโดยเฉพาะ พร้อมทั้งจ้างครู ให้มาสอนโดยเฉพาะ ทางเราจะบริจาคให้โรงเรียนห้าร้อยล้านไม่นับรวมกับค่าทำตึก”

ผมฟังไอ้พีทอธิบายอย่างนั้น พร้อมทั้งเคาะนิ้วลงกับพนักเก้าอี้ไปด้วย

“คือผม...”

เหม่อมองบรรยากาศรอบหน้าต่างจนเบื่อ จึงลากสายตามาสบประสานเข้ากับสายตาคนแก่ง่ำเหงือกอายุคงประมาณเฮดีสที่กำลังสะดุ้ง เมื่อครั้นที่สบประสานสายตากับผม และคำพูดที่เขาเตรียมจะพูดก็พลันชะงักงันไป

“ฮึ่ม ผมก็คิดว่าข้อเสนอนี้มันน่าสนใจนะครับ”

หึ...

ร้อยทั้งร้อยก็พูดแบบนั้น....

ผมมองสบตากับคนตรงหน้านิ่งเพื่อรอพูดต่อ หลังจากกล่าวเปรยมาอย่างสวยหรู

“แต่ผมคิดว่าการที่จะให้เด็กเรียนคนเดียว จ้างครูมาสอนแค่เฉพาะเขา เด็กจะมีสังคมใหม่ๆเหรอครับ”

อืม....มันก็น่าคิด

“มันจะดีกว่ามั้ยครับถ้าในตึกนั้นเป็นตึกที่มีเด็กนักเรียนอื่นด้วย มีคณาจารย์ต่างๆผมคิดว่าเขาน่าจะมีความสุขกว่าการอยู่คนเดียวเป็นไหนๆนะครับท่าน”

หึ...นี่มันพลอตคำโน้มน้าวของนักธุรกิจสตาร์จอัพชัดๆ

“พอดีว่าโควต้าผมจำกัดแค่คนเดียว....”

ผมเลิกคิ้วถามพร้อมกับเคาะนิ้วที่มีหัวแหวนรูปกะโหลกลงบนโต๊ะเบาๆ คนตรงหน้าเลิกลั่กทันทีเมื่อผมพูดแบบนั้น

“ให้คุณคิดใหม่”

“ผมว่า...เอ่อเนื้อที่ในโรงเรียนมันค่อนข้างที่จะแคบไปน่ะครับถ้าหากสร้างตึกเพิ่มอีกตึกแล้วบรรจุแค่....”

“อืมเข้าใจ”

ไม่ต้องรอให้พูดจบ ผมจึงพูดแทรกทันที พร้อมกับปรายตามองสบตากับคนตรงหน้าที่บัดนี้สะดุ้งตัวโยนพร้อมกับก้มหน้ามองโต๊ะอย่างประหม่า

“คงไม่ต้องพูดกันอีก....”

“เอ่อ”

เมื่อผมพูดอย่างนั้นทำเอาผู้บริหารคนเก่งเลิกลั่กอีกครั้ง

พรึบ

“ถอนหุ้นออกจากเครือนี้ให้หมดด้วย”

ผมลุกขึ้นกระชับเสื้อสูท พร้อมกับพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง และเดินออกไป

ครืด

“ถ้าหากผมจะย้าย เด็กคนนั้นเข้ามาห้องเรียนระดับฮายด์คลาส มีอาจารย์ระดับหัวกะทิมาดูแลให้เป็นพิเศษในแต่ละวิชา มอบเบี้ยเลี้ยง ไม่ต้องเสียค่าเทอมล่ะครับ....คุณพอจะรับไปพิจารณาได้มั้ยกับการที่หุ้นของคุณยังคงอยู่”

กึก!

เท้าที่กำลังจะก้าวไปหน้าประตูชะงักงันทันที ก่อนที่รอยยิ้มมุมปากจะประดับบนใบหน้าของผม

....รู้ว่าจะชิบหาย ก็กระเสือกกระสนหนักเลยนะ...หึ

“คุณกำลังพูดว่าเด็กคนนั้นยากจน....ไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเทอมระดับนี้ได้?”

ถึงแม้จะสนุกที่เจอปฏิกิริยาแบบนั้น แต่อาการตงิดในใจก็เกิดขึ้น

คำพูดบางคำของคนๆนี้ทำให้ผมไม่ชอบใจ....

“มะมะไม่ใช่นะครับ เอ่อ แต่แค่ทุกทีคุณแม่ของน้องจะมาพบอาจารย์ที่ปรึกษาเรื่องขอทุนสนับสนุนการเรียนด้วยน่ะครับ ผมเลยคิดว่า เอ่อ...”

คนที่พยายามเค้นคำพูดร้อยแปดให้ดูดี แต่กลับเพิ่มความไม่สบอารมณ์กับผมเป็นอย่างมาก

มากที่สุดก็แม่ของเด็กคนนั้น

ทำตัวน่าหงุดหงิดอยู่เรื่อย...ผู้หญิงอะไร....

ฟุบ

“คุณ...”

เมื่อผมเดินเอี้ยวตัวไปหาบุคคล คนเดิมช้าๆ อาการประหม่าของชายที่อายุอานามแก่กว่าก็เกิดอาการประหม่าถึงขั้นถอยหนีราวกับผมเป็นปีศาจ

“ก็น่าสนใจ”

เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ากลัวผมจนน่าขัน จึงหยุดเดิน ก่อนจะเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงมองไปยังคนตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย

และเมื่อถ้อยคำแบบนั้นหลุดออกมาจากปากผม แววตาเป็นประกายของคนตรงหน้าก็เกิดขึ้น

ดูแล้วตลกสิ้นดี....

ถ้าเฮดีสเป็นแบบชายคนนี้ผมคงนั่งขำจนท้องแข็ง

“ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายจะถูกโอนเข้าในบัญชีของแม่เขา หน้าที่คุณคือบอกเขาไปว่าทุนที่ขอมาอนุมัติแล้ว....จากผู้อุปถัมภ์ภายนอก....”

ผมชี้แจงด้วยประโยคยาวเหยียด และมีความรู้สึกว่าคงเป็นประโยคยาวที่สุดที่เคยสนทนากับคนแปลกหน้า

“ห้าร้อยล้าน....ก็ตามนั้นบริจาคให้”

พูดแค่นั้นก่อนจะเดินกลับหันหลังออกจากห้องไปด้วยท่าทีนิ่งเฉย

ปึง!

 

 

 

WAYU END.

 

 

อีกมุมหนึ่ง

 

พรึบ

ชายร่างท้วมเงยหน้าขึ้นมาหลังจากวายุเดินออกจากห้องไป

บรรยากาศความน่ากลัวสยดสยองที่ปกคลุมรอบห้องก็พลันมลายหายไปทีละนิด จนเข้าสู่ภาวะปกติ

“ถึงขั้นมาเองขนาดนี้...คิดว่าลูกในไส้ไปซะอีก...หือ..หรือจะเป็นจริงๆ”

ใบหน้าตื่นตระหนกปรากฎขึ้นทันทีเมื่อผู้บริหารใหญ่นึกคิดไตร่ตรองกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้

หรือจะเป็นในสิ่งที่เขาคิดกันนะ....

กับเด็กคนนั้น....

“ชู่ว ขอเหยียบให้จมนะครับ”

ร่างท้วมสะดุ้งตกใจเมื่อไม่ทันสังเกตว่าที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่เพียงเขาแค่คนเดียว

แต่ยังมีลูกน้องคนสนิทของผู้ชายที่ชื่อวายุ ที่ยืนนิ่งสงบอยู่ด้านหลังเขาด้วย

“อะเอ่อ ครับ คุณเลิกกังวลได้ ฮ่ะๆ^_^;”

น้ำเสียงหัวเราะแหย่ๆดังขึ้นจากร่างท้วม ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทของวายุจะเดินเอื่อยๆออกจากห้องไป

แกร่ก!

“ฟิ้ว”

ยกมือขึ้นปาดเหงื่อก่อนจะยึดโต๊ะทำงานของตัวเองเป็นที่ตั้งคล้ายกับว่ากำลังจะล้ม

“ใครเขาจะกล้าพูดกันTOT”

ใครจะไม่รู้บ้างว่า อิทธิพลพลของวายุน่ะ....มันคืออิทธิพลในเงามืดขนาดไหน

เรื่องนี้...จะปิดปากเงียบซะจนหมาแมวก็รับรู้ไม่ได้ทีเดียวเชียวแหละTOT

 

จบการบรรยายพิเศษ.

 

 

 

To be continued.

 

 

 

KWANKAO

 

 

WAYU

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น