ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [5]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.7k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2562 21:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [5]
แบบอักษร

-5- 

 

เมื่อกำหนดการเดินทางเวียนมาถึง นายแบบหนุ่มผู้ยังคงทำตัวเหมือนเดินอยู่บนรันเวย์ตลอดเวลาแม้จะถูกเพ่งเล็งชีวิตก็จัดการเก็บข้าวของ พาคนสำคัญนั่งรถที่มีลูกน้องห้อมล้อมอย่างเข้มงวดไปที่สนามบิน เครื่องบินส่วนตัวสุดหรูซึ่งถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพได้กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง หลังจากต้องจอดทิ้งไว้เป็นเวลานาน เพราะเจ้าของลืมมันไปเสียสนิท  

สถานการณ์บนเครื่องบินส่วนตัวในเวลานี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ในส่วนของผู้เป็นนายใช้คำว่าโลกนี้มีแต่เราสอง มองอะไรก็เป็นสีชมพูไปหมดก็คงไม่ผิดนัก ทว่าบรรดาลูกน้องที่อยู่ด้านหลังและต้องเห็นการแสดงออกแปลกๆ ของเจ้านายที่สุดจะไม่คุ้นเคย ใช้คำว่ามืดมนยังน้อยเกินไป 

“ไคหิวหรือยัง เอาขนมไหม หรือจะกินข้าวเลยดี” 

“…” 

“ถ้ายังไม่หิวก็พิงฉันเถอะ ไคไม่ได้นั่งเครื่องมานาน มึนหัวก็นอนได้เลยนะ” ว่าจบก็ดันศีรษะของคนตัวสูงข้างกายให้วางพาดลงบนบ่าตัวเอง น้ำเสียงแม้จะไม่ได้แสดงออกชัดนัก แต่ก็ยังสัมผัสถึงความอ่อนโยนนุ่มนวลที่ทำให้คนฟังด้านหลังขนลุกขนชันไปหมดทั้งตัวได้อยู่ดี 

หลังใช้เวลานานเกินครึ่งวัน ในที่สุดพวกเขาก็เดินไปถึงจุดหมายปลายทางที่ผู้เป็นนายเพิ่งบอกลูกน้องเมื่อก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่ชั่วโมง ทำเอาลูก้าต้องโทรติดต่อนั่นนี่จนหัวปั่นไปหมด ชื่อที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินอีกครั้งทำให้ทุกคนเผลอกลั้นหายใจอยู่นานด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทว่าเมื่อเห็นมิคาเอลเอาใจไคสารพัด คำถามมากมายก็จางหายไป 

ท่านมิคาเอลถึงขั้นยอมกลับไปเผชิญหน้ากับนายเก่าของพวกเขา หากไม่ใช่เพราะจะกำจัดความยุ่งยากในอนาคตเพื่อใครคนหนึ่งแล้วจะเป็นอะไรไปได้อีก  

ทั้งที่แสดงออกชัดเจนว่าชาตินี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยแล้วแท้ๆ... 

“รายงานเรื่องฉันไปหรือยัง” 

“ไม่ได้รายงานครับ” ลูก้าที่นั่งอยู่เบาะหน้าตอบกลับอย่างรวดเร็ว “แต่คิดว่าทางนั้นน่าจะรู้ตั้งแต่ท่านผ่านน่านฟ้าเข้ามาในเขตนี้แล้ว” 

มิคาเอลพยักหน้ารับเงียบๆ แล้วหันไปมองคนตัวสูงตาปรือข้างกายโดยไม่สนใจอะไรอีก พอเห็นไคตั้งท่าจะหลับต่อก็ยอมให้พิงอย่างเอาอกเอาใจ โชคดีที่คนด้านหน้าทั้งคู่เริ่มคุ้นชินกับการกระทำพวกนี้แล้วจึงไม่ได้สยดสยองมากเท่าช่วงแรกๆ  

หลังจากใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงไปกับการเดินทาง ในที่สุดคฤหาสน์สุดหรูหลังโตที่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศก็ปรากฏเข้าสู่สายตา มิคาเอลยังคงมีสีหน้าเฉยชา ไม่สนใจสิ่งอื่นใดแม้จะเริ่มมองเห็นคนในชุดสูทมากมายหลายคนที่เฝ้าอยู่แทบทุกจุดของตัวคฤหาสน์แล้วก็ตาม 

รถยนต์คันหรูที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเร่งด่วนทันทีที่รู้ว่าจุดหมายของนายคืออิตาลี ไม่ใช่รัสเซียแบบที่ควรจะเป็นมุ่งหน้าเข้าไปด้านในเขตประตูรั้วสูงตระหง่านโดยไม่มีใครขัดขวาง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าในขบวนเดินทางมีใครอยู่ในนั้นด้วย  

ข่าวสารรวดเร็วสมกับเป็น ‘แองเจโล’  

แล้วยิ่งรู้ว่าผู้ที่มามีศักดิ์เป็นอะไรกับ ‘นายหญิง’ ไม่แปลกเลยที่ตลอดทางการ์ดในชุดดำทุกคนจะก้มศีรษะให้เขา 

“ท่านครับ” ลูก้าส่งเสียงเตือนเจ้านายที่นั่งอยู่ด้านหลังเมื่อรถจอดลงหน้าทางเข้าคฤหาสน์เรียบร้อยแล้ว กระทั่งได้สัญญาณเป็นการพยักหน้า เขาถึงลงจากรถไปมองสังเกตการณ์ก่อนจึงหันไปเปิดประตูให้เจ้านายอีกที 

ภายนอกตัวคฤหาสน์ที่นอกจากจะมีการ์ดชุดดำยืนประจำตามจุดต่างๆ และเมดที่ยืนเรียงเป็นทางยาว ยังมีร่างสง่างามของหญิงสาวสูงอายุผู้หนึ่งยืนน้ำตาคลออยู่ด้วย วินาทีที่มิคาเอลก้าวเท้าลงจากรถและเบี่ยงสายตามามอง เธอแทบจะโผกายเข้าไปหาเขา ติดอยู่ตรงที่ถูกชายวัยกลางคนข้างกายรั้งแขนไว้ สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงการยืนมองเขาก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาหาพร้อมผู้ชายตัวสูงแปลกหน้าที่เธอไม่เคยพบเจอเท่านั้น 

“มิคาเอล ลูก...” 

“ไม่จำเป็นต้องเรียกแบบนั้น” เจ้าของชื่อตัดบทเป็นภาษาเดียวกันอย่างเย็นชา ตามองผู้ให้กำเนิดที่ตั้งท่าจะร้องไห้โดยไร้ซึ่งความสนใจใดๆ ทั้งสิ้น “รีบๆ คุยธุระให้จบ ฉันจะได้ไปจากที่นี่เสียที” 

“มิคาเอล!” 

“อย่าค่ะ” แอนโทเนียส่ายหน้าไม่ให้สามีพูดอะไรต่อ เธอพยายามคลี่ยิ้มที่ทำได้ยากเย็นเต็มทน ก่อนจะหันกลับไปหาลูกชายแท้ๆ อีกครั้ง “แม่ให้คนเตรียมพื้นที่หลังสวนไว้แล้ว ตามมาได้เลยจ้ะ” 

มิคาเอลพาไคเดินตามหลังมารดาผู้ให้กำเนิดกับสามีใหม่ของเธอไปอย่างเฉยชา จะมีก็แค่ตอนหันไปยิ้มให้ไคหรือถามว่าง่วงไหมเท่านั้นที่ดูอ่อนโยนกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด... ชัดจนแม้แต่แอนโทเนียที่เดินนำอยู่ด้านหน้าและหันมามองเป็นพักๆ ยังรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง 

พื้นที่บริเวณสวนด้านหลังคฤหาสน์เป็นแปลงดอกไม้กว้างขวางขนาดใหญ่ ที่ว่างตรงจุดหนึ่งมีโต๊ะเก้าอี้กับอาหารว่างมากมายวางเอาไว้เพื่อใช้รับแขก และหนึ่งในเก้าอี้ทั้งสี่ตัวนั้นก็มีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว การได้เห็นคนที่ไม่ได้เห็นมานานทำให้ดวงตาของมิคาเอลทอประกายเย็นเยียบขึ้นเล็กน้อย ทว่าเพียงไม่นานก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว 

นายหญิงของแองเจโลนั่งลงข้างชายชราก่อนเป็นลำดับแรก แต่ในขณะที่สามีของเธอกำลังจะนั่งลง ผู้มีสายเลือดแองเจโลอยู่ในกายครึ่งหนึ่งพลันทรุดกายลงนั่งแทนที่ พร้อมดึงแขนไคให้นั่งลงด้านข้างอย่างรวดเร็ว เมื่อเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ไม่พอเนื่องจากแอนโทเนียไม่คิดว่าจะมีคนมาเพิ่มอีกคน ชายหนุ่มที่ถูกแย่งที่นั่งหน้าตาเฉยจึงอาการโมโหขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด 

“แก!” 

“หยุด” เมื่อเห็นสามีคิดหันไปหาเรื่องลูกชาย นายหญิงของแองเจโลก็เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ท่าทีแตกต่างจากตอนคุยกับมิคาเอลโดยสิ้นเชิง “คุณเข้าไปรอในบ้านก่อนเถอะค่ะ ฉันคุยกับลูกเสร็จแล้วจะตามเข้าไป” 

“แต่…” 

“ฉันบอกว่ายังไง” 

คนฟังกำมือแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมภรรยาจึงต้องประคบประหงมไอ้ลูกนอกคอกนี่นัก ทั้งที่มันก็ไม่ได้ให้ความเคารพเธอเลยสักนิด แต่เพราะรู้ดีว่าสถานะของตนไม่อาจเถียงอะไรได้ เนื่องจากแค่แต่งเข้าแองเจโลก็ถูกครหาว่ามาเกาะแอนโทเนียกินอยู่แล้ว เขาจึงทำได้เพียงหมุนกายเดินเข้าไปบ้านไปตามคำสั่งของเธอเงียบๆ 

ไม่ได้รู้เลยว่าที่ภรรยาทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะต้องการปกป้องบุตรชาย...แต่จะปกป้องเขาต่างหาก 

“แม่ขอโทษด้วยนะจ๊ะที่เขาทำตัวไม่สุภาพ”​ แอนโทเนียคลี่ยิ้ม จากนั้นจึงสั่งให้บรรดาสาวใช้กับการ์ดที่ยืนอยู่ถอยห่างออกไปเพื่อให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาเป็นส่วนตัวมากขึ้น 

“เอาหมาข้างถนนมาอยู่ในบ้านแบบนี้ ไม่แปลกที่จะไม่รู้จักประมาณตัวเอง” 

รอยยิ้มบนใบหน้าสวยสง่าที่กาลเวลาไม่อาจทำอะไรได้ของแอนโทเนียฝืดเฝื่อนไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือโมโหแต่อย่างใด เพราะเอาเข้าจริงสิ่งที่มิคาเอลพูดก็ไม่ใช่เรื่องโกหก หากเทียบกันดูแล้ว...ชายผู้นั้นที่เธอเลือกก็นับเป็นเบต้าธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีอะไรดีจริงๆ  

หากก็เพราะรักไปแล้วจึงไม่อาจตัดใจทิ้งได้ลง คิดเพียงขอแค่เขาไม่สร้างความเดือดร้อนให้ก็พอแล้ว 

“แล้วนี่ไม่คิดจะแนะนำคนข้างๆ ให้แม่รู้จักหน่อยเหรอจ๊ะ” 

โชคดีที่แอนโทเนียเป็นคนฉลาด เธอรับรู้ได้ถึงความรู้สึกพิเศษของมิคาเอลที่มีต่อไคได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เขาจึงลืมเลือนทุกอย่างแล้วหันไปถามคนข้างกายเป็นภาษาไทยแทบจะทันที 

“ไค หิวหรือเปล่า”  

ไคส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า ไม่คิดพูดทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองคนตรงหน้า เพราะเขาก็ไม่ได้รู้ภาษาอิตาลีอยู่แล้ว หรือจริงๆ ต้องบอกว่าแทบไม่สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ จะมีหันไปมองบ้างก็แค่ตอนมิคาเอลถามหรือสะกิดเรียกเท่านั้น 

“ไร้มารยาท” ชายชราซึ่งนั่งเงียบดูสถานการณ์มานานเอ่ยขึ้นลอยๆ อย่างจงใจต่อว่า ดวงตาเย็นชามองหลานแท้ๆ ที่ไม่ได้เลี้ยงดูมาด้วยตัวเองนิ่งงัน แม้อายุจะล่วงเลยไปมาก หากก็ยังสร้างบรรยากาศกดดันออกมาได้ สมกับที่เคยเป็นอดีตผู้นำแสนยิ่งใหญ่ของแองเจโล 

ทว่าเมื่อคู่สนทนาคือมิคาเอล... มิคาเอลคนนั้นที่เกิดมาเพื่อเป็นใหญ่ คำพูดของชายชราที่แสนชิงชังก็เป็นได้เพียงเสียงบ่นน่ารำคาญซึ่งฟังดูไม่เข้าหูเป็นอย่างยิ่ง 

“พูดมากจริงๆ กลัวไม่ตายดีหรือไง” หากไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องจัดการธุระให้เรียบร้อย มิคาเอลคงหยิบปืนขึ้นมายิงหัวชายแก่ตรงหน้าไปแล้ว คิดว่าเขาไม่รู้หรือไงว่าถ้อยคำต่อว่านั่นมันไม่ได้หมายถึงตัวเองคนเดียว แต่ยังหมายถึงคนข้างกายด้วย 

คนที่เขาไม่อนุญาตให้ใครแตะต้องทั้งนั้น... 

“พอเถอะ ทั้งคู่เลย” แล้วก็เป็นแอนโทเนียที่ขัดขวางการโต้เถียงแสนดุเดือดของคนทั้งคู่เอาไว้ เธอสบตาบิดาตัวเอง อ้อนวอนผ่านแววตาขอให้ท่านไม่ทำให้เรื่องแย่ยิ่งไปกว่านี้ เพราะเพียงแค่เรื่องในอดีตก็ทำให้มิคาเอลเกลียดชังเธอมากพอแล้ว หากไม่ใช่เพราะท่านรู้จากคนสนิทเองว่ามิคาเอลกำลังมาที่นี่ เธอก็ไม่คิดบอกด้วยซ้ำ 

บรรยากาศมาคุระหว่างสองตาหลานที่ต่างคนต่างไม่ยอมรับกันยังคงวนเวียนอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เพราะมิคาเอลไม่เคยให้ค่ากับคนคนนี้ ทั้งยังไม่อยากอยู่นานนัก เขาจึงหันหน้าไปหาแม่แท้ๆ ของตัวเองแล้วเอ่ยเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว 

“รู้เรื่องหมดแล้วใช่ไหม” 

“…ลูกพูดถึงเรื่องอะไรจ๊ะ” 

“อย่าทำเป็นไขสือหน่อยเลย ไม่ใช่ว่าให้คนคอยตามสืบเรื่องของฉันอยู่หรือไง” ชายหนุ่มแสยะยิ้มเหยียดหยามเมื่อเห็นแอนโทเนียหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย “ชาลอฟเธอก็เคยไปเหยียบมาแล้ว ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนคลอดฉันออกมาได้ ไม่แปลกที่จะมีสายสืบคอยรายงานข่าวให้ฟัง...” 

“…” 

“ไหนจะอดีตลูกน้องตัวเองที่ยกให้ฉันพวกนั้นอีก” 

“พวกลูก้าไม่มีทางทรยศลูกแน่นอน เรื่องนั้นแม่รับรองได้” แอนโทเนียรีบอธิบาย เพราะไม่อยากให้ลูกชายของเธอละทิ้งความเชื่อใจที่มีต่อการ์ดชุดสำคัญซึ่งเธอเคยมอบให้เขาไป  

คนพวกนั้นนับถือนายเพียงคนเดียว และเมื่อนับถือเขาถึงขั้นยอมเอ่ยคำสาบานต่อมิคาเอลแล้ว ยังไงก็ไม่มีวันทรยศแน่นอน 

“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ” คนฟังโคลงศีรษะ ขณะหยิบมือข้างหนึ่งของไคมาวางบนตักแล้วบีบนวดไปมาอย่างอ่อนโยน 

“แม่รู้สถานการณ์ทางนั้นแล้ว ลูกอยากให้แม่ช่วยหรือเปล่า เรื่องนี้แม่จะคุยกับลุงของลูก...” 

“ไม่จำเป็น” 

แม้แองเจโลจะเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาลอฟ หากงัดข้อคงสู้กันได้อย่างเท่าเทียม ทว่าในช่วงเวลาที่ชาลอฟระส่ำระส่ายเช่นนี้ ไม่ต้องถามเลยว่าใครจะได้เปรียบมากกว่า ทว่าคำตอบของมิคาเอลก็ยังเป็นไม่อยู่ดี 

พี่ชายของผู้หญิงคนนี้เป็นผู้นำคนปัจจุบันของแองเจโลแล้วอย่างไร... กับคนพวกนี้ หากไม่จำเป็นเขาจะไม่ยอมยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด ถ้าไม่ใช่เพราะแผนการในอนาคต มีหรือจะยอมมาเหยียบที่นี่ด้วยตัวเอง 

“แต่แม่…” 

“เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เธอแค่เป็นคนคลอดฉันออกมา จำไม่ได้หรือไง” ดวงตาเย็นชาเบนออกจากมือไคไปมองหน้าแอนโทเนียโดยไร้วี่แววของคลื่นอารมณ์ใดๆ “เรื่องของฉัน ฉันจะจัดการเอง ถ้าจะช่วยก็ช่วยแค่เท่าที่บอกก็พอ” 

“…” 

“เธอพูดเองไม่ใช่เหรอว่าขอแค่ฉันยอมยกโทษให้จะยอมทำทุกอย่าง” 

“แล้วลูกจะยกโทษให้แม่จริงๆ ใช่ไหม” 

“ฉันจะยกโทษให้...” มิคาเอลมองภาพมารดาของตัวเองร้องไห้ด้วยแววตาว่างเปล่า “แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป” 

หากร้องขอให้ยกโทษ เช่นนั้นเขาก็จะยอมคลายความเกลียดชังที่มี  

แต่อะไรที่เคยเสียไปแล้ว...อย่าหวังว่ามันจะกลับคืนมา 

แอนโทเนียก้มหน้าลงร้องไห้เงียบๆ อยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองบิดาของเธอที่ตอนนี้เบนหน้าหนีไปทางอื่นคล้ายไม่ใส่ใจ ทว่าไม่อาจปิดบังความสั่นไหวในดวงตาคู่นั้นได้ 

เมื่ออายุมากขึ้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็มีมากขึ้นตามไปด้วย และเพราะอย่างนั้นไม่ว่าจะเธอหรือบิดาที่เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่มาก่อนจึงยังคงรู้สึกราวกับมีหินถ่วงอยู่ในใจเสมอมา ไม่อาจขจัดมันออกไปได้สักที แม้รู้ว่าสุดท้ายแล้วไม่มีทางได้รับความเคารพรักจากมิคาเอล ทว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเธอทำกับเขา มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย 

“ไม่เป็นไรจ้ะ... แค่ยกโทษให้ก็พอแล้ว”  

ขอเพียงยกโทษให้กัน ไม่ว่าอะไรเธอก็ให้ได้ทั้งนั้น 

ในตอนแรกมิคาเอลต้องการออกเดินทางต่อทันทีหลังเสร็จธุระเนื่องจากเขาไม่อยากอยู่ที่นี่นาน ไม่ว่าแอนโทเนียจะคะยั้นคะยอให้อยู่ต่อสักวันสองวันอย่างไรก็ไม่คิดตอบรับ ทว่าเพราะอีกฝ่ายเอาเรื่องการทำตามความต้องการของเขาต้องใช้เวลา อย่างน้อยก็หนึ่งวันมาพูด อีกทั้งไคยังกระตุกชายเสื้อน้อยๆ ส่งสายตาบอกว่าหิวและง่วงมาให้ สุดท้ายเขาจึงต้องยอมพักค้างคืนที่คฤหาสน์แองเจโลอย่างเสียมิได้ 

“คาโบนาร่าที่เพื่อนลูกอยากกินได้แล้วจ้ะ เรื่องรสชาติไม่ต้องเป็นห่วง แม่ให้เชฟจากภัตตาคารมาจัดการด้วยตัวเอง ไม่มีทางผิดหวังแน่นอน” 

“ไม่ใช่เพื่อน...” มิคาเอลขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำไม่น่าฟัง ซึ่งแอนโทเนียก็จับเค้าอารมณ์นั้นได้อย่างรวดเร็วสมกับที่คอยสังเกตความพอใจหรือไม่พอใจของเขามาโดยตลอด เธอจึงรีบเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ไม่วกกลับไปพูดเรื่องสถานะของคนทั้งคู่อีก เพราะมาถึงตอนนี้ หากเดาไม่ออกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว 

ทว่านายหญิงของแองเจโลไม่มีทางรู้เลย ว่าถ้อยคำที่มิคาเอลใช้พูดต่อในใจนั้นมันเกินความคาดหมายของเธอไปไกลเพียงใด 

สำหรับมิคาเอล ไคไม่ใช่เพื่อนและไม่มีทางเป็นเพื่อน.. 

เขาคือ ‘ว่าที่ผัว’ 

พูดให้ไพเราะหน่อย ไคคือสามีในอนาคตของมิคาเอลเท่านั้น ให้ได้เพียงสถานะนี้สถานะเดียว 

แรงสะกิดแผ่วเบาที่ขาทำให้มิคาเอลที่กำลังคิดอะไรอยู่ในใจหลุดออกจากภวังค์ รอยยิ้มที่คิดไปเองว่าอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยอัตโนมัติ ยามหันไปหาไคซึ่งนั่งทำหน้านิ่งอยู่ด้านข้าง 

“มีอะไรหรือเปล่าไค” ปากถามไปนั่น แต่สายตากลับกวาดมองอาหารบนโต๊ะโดยอัตโนมัติเพื่อหาข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่ไคต้องการ และเขาก็พบมันในเวลาไม่กี่วินาที “ไปเอาซอสมะเขือเทศมา” 

เมื่อถูกกดดันด้วยดวงตาสีเขียวเย็นชา แม้ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคือใคร เมดสาวที่อยู่ด้านหลังก็รีบกระวีกระวาดไปจัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว สีหน้าของมิคาเอลดูไม่สบอารมณ์เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการทำงานของบรรดาสาวใช้ เพราะสำหรับเขา ยามต้องขึ้นโต๊ะใหญ่ช่วงอยู่ชาลอฟ ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็จะมีเครื่องปรุงหรือซอสจัดเตรียมไว้ขึ้นโต๊ะสำหรับเจ้านายเสมอ 

โชคดีที่ชายหนุ่มถูกไคดึงดูดความสนใจไปจนหมด เลยไม่มีเวลาไปสนใจข้อผิดพลาดพวกนั้นนานนัก และการที่บนโต๊ะอาหารมีคนอยู่เพียงสามคนคือเขา ไค และแอนโทเนียก็ทำให้ความรำคาญลดลงไปไม่น้อย แม้มันจะดีกว่านี้ถ้ามีแค่พวกเขาสองคนก็ตาม 

คาโบนาร่าต้นตำรับดูจะได้รับความสนใจจากไคมากเป็นพิเศษ เมื่อรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของมันทำให้ดวงตาว่างเปล่าดูเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง เมื่อรวมกับอาหารจานอื่นๆ ที่ถูกจัดวางไว้ อย่างไข่คนที่ไคต้องกินกับซอสมะเขือเทศเท่านั้น ความพออกพอใจของเขาจึงยิ่งเพิ่มพูนอย่างเห็นได้ชัด เป็นอันรู้กันว่าอาหารมื้อนี้ผ่านด่านมิคาเอลได้สำเร็จ ถึงเขาจะไม่ได้รู้สึกว่ามันอร่อยอะไรมากมายก็เถอะ 

“มิคาเอล...” แอนโทเนียที่รวบรวมความกล้าอยู่นานเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเมื่อเห็นว่าลูกชายของเธอรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว “คือแม่...มีเรื่องอยากจะพูดกับลูกเป็นการส่วนตัวสักนิด” 

“…ส่วนตัว?” 

แค่ได้ยินว่ามีคนอยากแยกเขาออกจากไค ถึงจะแค่ครู่เดียวก็ตาม มิคาเอลก็แผ่บรรยากาศมาคุดุดันออกจากร่างแทบจะทันที สำหรับคนที่ไม่เคยไว้วางใจใครเลยในชีวิตเช่นเขา การเข้ามาอยู่ในเขตของคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตระกูลที่ไม่ได้สนิทสนมด้วยเช่นนี้ไม่อาจไว้ใจได้โดยเด็ดขาด แล้วนี่มาพูดเหมือนพยายามจะแยกพวกเขาออกจากกัน 

 ช่างกล้าจริงๆ... 

คนเย็นชาที่เริ่มหัวเสียอีกรอบขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดใจ นึกอยากพูดอะไรแรงๆ ออกไปอีกครั้ง แต่ก็ถูกคนคนเดิมวางมือลงบนหน้าขาเป็นเชิงเรียกให้หันไปสนใจอย่างได้จังหวะเช่นเคย มิคาเอลมองหน้าไคที่ไม่ได้พูดอะไรนิ่งๆ แล้วก็ยกยิ้มจาง ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเดินออกไปด้านนอกโดยไม่ได้เดินตาม 

เพียงแค่ใช้ตาสื่อตาก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าคนสำคัญต้องการอะไร  

“เอาล่ะ...” เมื่อควบคุมอารมณ์พร้อมส่งสัญญาณให้ลูก้าเดินตามหลังไคไปเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ดวงตากับท่าทางเย็นชาขึ้นหลายระดับอย่างเห็นได้ชัด “ห้านาที มีอะไรก็พูดมา” 

 

 

ไคเดินผ่านประตูหลังคฤหาสน์ออกไปที่สวนดอกไม้อีกครั้งพร้อมสมุดเล่มเล็กกับดินสอหนึ่งแท่งที่มิคาเอลเคยซื้อให้และเขาพกติดตัวไว้ตลอด พื้นที่บริเวณสวนด้านหนึ่งซึ่งเล็งไว้นานแล้วถูกใช้เป็นแบบวาดภาพเหมือนฉบับย่อมฆ่าเวลา ก่อนที่ใครคนนั้นจะคุยธุระเสร็จแล้วออกมาหากัน 

ชายหนุ่มยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้ง ก้มๆ เงยๆ มองระหว่างสมุดในมือกับสวนดอกไม้เบื้องหน้า ด้านหลังห่างออกไปไม่ไกลมีลูก้าคอยมองสอดส่องดูแลตลอดเวลา ยังไม่นับรวมลูกน้องคนอื่นๆ ของมิคาเอลที่ซ่อนตัวอยู่โดยรอบอีก หากบอกว่าเจ้านายของพวกเขาห่วงคนคนนี้มากกว่าตัวเองก็คงไม่ผิดนัก 

ทว่าในช่วงเวลาที่ไคกำลังตกอยู่ในภวังค์นั่นเอง จู่ๆ ร่างโปร่งบางของคนผู้หนึ่งก็เคลื่อนตัวผ่านลูก้าซึ่งซ่อนอยู่หลังต้นไม้เข้าไปหาคนที่ยังยืนนิ่ง ผู้กลายเป็นการ์ดของไครู้แต่แรกว่าคนผู้นั้นเป็นใครจึงหยุดชะงักไปจังหวะหนึ่ง ไม่ได้เข้าไปขัดในทันที แต่พร้อมพุ่งตัวเข้าไปหาทุกเมื่อหากมีเรื่องผิดปกติ 

“นี่…” หญิงสาวร่างโปร่งส่งเสียงเรียกคนที่เธอมองเห็นจากทางหน้าต่างชั้นบนอย่างอ่อนหวาน ความพึงพอใจในตัวอีกฝ่ายยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เห็นในระยะใกล้  

มองไกลๆ ว่าดูดีแล้ว... มองใกล้ๆ ยิ่งมีเสน่ห์ 

น่าเสียดายก็แต่เขาดูไม่สนใจเธอเลย ไม่แม้แต่จะละสายตาออกจากสมุดกับวิวเบื้องหน้าเสียด้วยซ้ำ ทำราวกับไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอันที่จริงนั่นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ไคไม่สนใจเสียงของใครนอกจากมิคาเอล แต่เพราะแซนดร้าไม่ใช่เพียงหญิงสาวโอเมก้าธรรมดา หากเป็นถึงลูกสาวคนเล็กของนายหญิงแองเจโล เธอจึงมีความมั่นใจที่เปี่ยมล้นและต้องการจะดึงความสนใจจากเขาให้ได้ 

“คุณคะ ฉันคุยกับคุณอยู่นะ” สาวสวยบอบบางทำแก้มพอง เท้าขยับก้าวเข้าใกล้ไคมากขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้อยู่ในระยะอันตรายถึงขั้นให้ลูก้าต้องออกตัว  

ถึงกระนั้นก็ยังมีเพียงความเงียบเป็นคำตอบ... 

โชคดีที่แซนดร้าเป็นคนฉลาด แม้จะเกิดเป็นโอเมก้า แต่เธอก็เรียนรู้ขนบธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงมาโดยตลอด มองจากภายนอกก็รู้ว่าคนตรงหน้าน่าจะจมอยู่ในภวังค์ไม่คิดจะสนใจสิ่งใดทั้งสิ้น จึงมุ่งเป้าหมายไปยังเรื่องที่เขาสนใจแทน คิดในใจว่ายังมีเวลาทำความรู้จักกันอีกมากหากเขาคนนี้เป็นแขกของพ่อแม่เธอ  

ที่ไม่เข้าใจก็แค่ทำไมพ่อกับแม่ถึงย้ำไม่ให้เธอลงมาเพ่นพ่านในวันนี้กับพรุ่งนี้ก็เท่านั้น... แม้แต่อาหารยังบอกว่าจะให้คนยกขึ้นไปให้ มองอย่างไรก็แปลกไปหมด ปกติแซนดร้าเชื่อฟังพ่อกับแม่มาก แต่พอเธอเห็นชายหนุ่มคนนี้จากหน้าต่างห้องนอน ความคิดทุกอย่างก็เลือนหายแทบจะทันที 

เทียบกับการรอคอยคู่แห่งโชคชะตาที่เป็นเพียงตำนานตามความเพ้อฝันในอดีตแล้ว เมื่อเห็นชายหนุ่มที่ดูสมบูรณ์แบบขนาดนี้มาอยู่ตรงหน้า มันจะไปเทียบกันได้อย่างไร ไม่ว่ายังไงเธอก็อยากลองพยายามดูสักครั้ง 

“คุณวาดอะไรอยู่เหรอคะ”  

ในคราแรกแซนดร้าเพียงยกเรื่องเกี่ยวกับการวาดภาพของไคขึ้นมาพูด รวมถึงชมนั่นชมนี่สารพัด แต่ไม่ได้ขยับเข้าไปแนบชิดหรือคิดทำอะไรไม่ดีแต่อย่างใด ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปได้สองสามนาที มือของคนที่กำลังวาดรูปอย่างมีสมาธิก็หยุดชะงัก ดวงตาคู่คมว่างเปล่าเบนไปมองหญิงสาวข้างกาย มีวูบหนึ่งที่ความชิงชังปรากฏขึ้นในดวงตา หากเพียงแวบเดียวก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว 

คนที่เริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของตัวเองยกมือปิดปากตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตเบิกกว้างคล้ายเพิ่งระลึกได้ว่าตัวเองอยู่ในช่วงฮีท และเธอก็ดันดวงซวยมายืนอยู่กลางพื้นที่โล่งแจ้งแบบพอดิบพอดี  

“ฉัน…”  

ลูก้าเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วเมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ กลิ่นฟีโรโมนหอมกระจายเรียกสัญชาตญาณดิบเช่นนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีโอเมก้าฮีทผิดเวลาเข้าให้แล้ว ปกติการ์ดและอัลฟ่าระดับสูงในตระกูลที่ถูกฝึกฝนมามักอดทนต่อการแพร่กระจายของฟีโรโมนพวกนี้ได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่กับคนธรรมดาเช่นไคนั้น... 

เพียงชั่ววินาทีที่กระพริบตา เงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าลูก้า แซงเขาเข้าไปหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน แต่เป้าหมายของคนผู้นี้กลับไม่ใช่ไคแบบที่ควรจะเป็น 

“กรี๊ด!” 

มิคาเอลใช้ฝ่ามือเพียงข้างเดียวกำลำคอเล็กของแซนดร้าเอาไว้แน่นโดยไม่ออมแรง ดวงตางดงามทอประกายคุกรุ่นน่าหวาดหวั่นจนลูก้าทำได้เพียงหยุดยืนนิ่งและกลั้นหายใจอย่างยากลำบาก  

“มิคาเอล อย่าทำน้อง!” เสียงตะโกนบอกอย่างตื่นตระหนกของแอนโทเนียที่ตามมาทางด้านหลังไม่ได้ทำให้ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของแซนดร้าหยุดความคิดอยากฆ่าคนตรงหน้าทิ้ง เพียงแรงสะบัดมือครั้งเดียวก็ทำให้ร่างบอบบางของเธอกระเด็นออกไปไกลกลายก้าวได้อย่างรวดเร็ว  

แอนโทเนียรีบใช้ยาระงับฮีทฉีดเข้าร่างกายของลูกสาวโดยตรงเพื่อให้ได้ผลไวที่สุด ทว่าแม้จะผ่านพ้นวินาทีแห่งความตายมาแล้วแซนดร้ากลับยังไม่หยุดตัวสั่น ดวงตากลมโตจ้องมองชายผู้มีใบหน้าสมบูรณ์แบบตรงหน้าอย่างหวาดกลัว ยิ่งยามเห็นเขาเช็ดมือที่เพิ่งบีบคอเธอกับผ้าสะอาดที่การ์ดคนหนึ่งยื่นส่งให้ ดวงตาคู่สวยยิ่งสั่นระริก หยาดน้ำสีใสล่วงหล่นอาบสองแก้มโดยไม่อาจห้าม 

“ลูก้า” มิคาเอลเรียกคนสนิทเสียงเย็น 

“ครับท่าน” 

“ไปเตรียมรถ ฉันจะพาไคไปนอนโรงแรม”  

“ได้ครับ”  

ลูก้าลอบมองสีหน้าคนของเจ้านายที่ยังนิ่งสนิทแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นอีกฝ่ายดูคล้ายไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าทั้งสิ้น แต่เนื่องจากมีสิ่งสำคัญต้องทำ เขาจึงไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้นาน ทำได้เพียงก้มศีรษะเงียบๆ แล้วหมุนกายไปจัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว 

เมื่อได้ยินคำสั่งของมิคาเอลที่มีต่อคนสนิท แอนโทเนียก็ก้มหน้าลงกอดลูกสาวของเธอเอาไว้แน่น ใจนึกอยากรั้งเขาเอาไว้อีกสักหน่อย แต่เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่น่าจะมีผลกระทบใหญ่หลวง เธอเลยไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ได้แต่สั่งให้ผู้ติดตามมาพาตัวแซนดร้าขึ้นไปพักผ่อนบนห้องเท่านั้น 

“มิคาเอล...” 

เจ้าของชื่อเมินเสียงเรียกของมารดา หันหน้าไปหาไคที่ยืนนิ่งจ้องมองเขามาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วยกมือขึ้นแตะแก้มอีกฝ่าย ดวงตาดุดันเย็นชาดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนผู้เป็นแม่ที่มองอยู่ด้านหลังอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ 

“ไค เป็นอะไรหรือเปล่า” 

“…ไม่” คนหน้านิ่งยอมตอบสั้นๆ คำหนึ่งคล้ายอยากให้คนถามสบายใจ แต่เมื่ออีกคนคิดจะปล่อยมือออกเขากลับเป็นฝ่ายจับกุมมือนั้นไว้แทน  

มิคาเอลมองมือที่เกาะกุมกันไว้อย่างอ่อนโยน อารมณ์รุนแรงอยากฆ่าคนทว่าไม่อาจทำได้เพราะยังต้องการประโยชน์จากแองเจโลเมื่อครู่คล้ายถูกปัดเป่าให้จางหายไปอย่างรวดเร็ว 

“เราไปนอนโรงแรมกันนะ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะพาไคไปกินสโตรกานอฟสูตรพิเศษ”  

มิคาเอลยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นคนฟังพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็หันกลับไปมองมารดาที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ห่างไปไม่ไกลนักมีลูก้ากับลูกน้องของเขาที่ส่งสัญญาณมาบอกว่าพร้อมแล้วยืนรออยู่ด้วย 

“มิคาเอล แม่ขอโทษแทนน้อง...” 

“ไม่จำเป็น” มิคาเอลตัดบทอย่างเย็นชา “จำเอาไว้ว่าจะไม่มีครั้งที่สองแน่” 

“…” 

“พรุ่งนี้หกโมงฉันจะให้คนรอหน้าล็อบบี้โรงแรม ถ้ายังอยากได้ข้อตกลงเดิมอยู่ก็เอาเอกสารมาให้จบๆ อย่าตุกติกน่ารำคาญ”  

“…จ้ะ แม่เข้าใจแล้ว” แอนโทเนียรับคำด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ยอมปล่อยให้ลูกชายที่ไม่ได้เจอหน้ามานานเดินผ่านไปโดยไร้ซึ่งคำร่ำลาใดๆ ขณะที่มิคาเอลไม่แม้แต่จะเหลือบมองมารดาเลยด้วยซ้ำ เขาจูงมือไคเดินจากไปขึ้นรถโดยแทบไม่เสียเวลาหันหลังกลับไปมองคฤหาสน์หลังโตที่แสนชิงชัง  

บรรยากาศเงียบสงบบนรถคันหรูดำเนินขึ้นตั้งแต่ลูก้าปิดประตูรถ เมื่อผู้เป็นนายเอาแต่เล่นฝ่ามือของคนสำคัญ ท่าทางเป็นปกติเหมือนวันนี้ไม่ได้มีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ความเย็นชาที่มีต่อแม่ผู้ให้กำเนิด น้องสาว รวมถึงตาแท้ๆ ไม่ได้เกินความคาดหมายของลูก้า ทว่าสำหรับเขาที่เคยเติบโตมาจากแองเจโล เมื่อได้กลับมาเหยียบอีกครั้งกลับรู้สึกระลึกถึงอยู่ไม่น้อย 

และมิคาเอลก็จับความรู้สึกนั้นได้อย่างรวดเร็ว 

“อยากกลับไปอยู่กับนายเก่าหรือไง” 

คำถามราบเรียบดูคล้ายไม่ใส่ใจ แต่ลูก้ากลับสั่นไหวไปทางร่าง รับรู้ได้ในทันทีถึงความไม่สบอารมณ์ของเจ้านาย ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ฝืนพูดเอาใจอะไร เพียงตั้งมั่นในปณิธาณเดิมที่เคยมีมาตั้งแต่ต้น 

จริงอยู่ที่พวกเขาทั้งหมดเคยเป็นคนของแองเจโลมาก่อน ทว่านับตั้งแต่ถูกยกให้เป็นการ์ดประจำตัวท่านมิคาเอล และได้เห็นฝีมือกับความสามารถของท่านจนยอมคุกเข่าสาบานตนด้วยตัวเอง วินาทีนั้นเจ้านายของพวกเขาก็ถูกกำหนดไว้ให้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น 

“ตอนนี้นายของผมมีเพียงท่านผู้เดียวครับ” 

มิคาเอลไม่ได้พูดตอบอะไร เพียงเบี่ยงสายตาออกไปนอกกระจกรถ มองใบหน้าเศร้าหมองของมารดาที่ยังเดินตามมาส่งหายไปจากสายตาด้วยสีหน้าไม่บอกอารมณ์ ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำที่ติดค้างอยู่ในใจออกมาอย่างเงียบงัน 

“อย่าทำเป็นเสียใจไปหน่อยเลย”  

ไม่ใช่เธอกับตาแก่นั่นหรือไงที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้... 

 

-----------------------

 

TALK : ตอนนี้เราเขียนเรื่องนี้จบแล้วนะคะ มีทั้งหมดยี่สิบตอน ต่อไปเราจะมาเจอกันทุกวันเสาร์เด้อ ถ้าลืมอัปไปตบตีทวงในทวิตได้เลยย สัญญา!!

 

ช่องทางการติดตาม

FB: Chesshire.

Twitter: @Chesshire04

ความคิดเห็น