หลินหลิน / ศศิภา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 แ ม ว อั ป ลั ก ษ ณ์ (3)

ชื่อตอน : บทที่ 2 แ ม ว อั ป ลั ก ษ ณ์ (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 307

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2562 13:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 แ ม ว อั ป ลั ก ษ ณ์ (3)
แบบอักษร

หลี่จิวฮวาถูกแบกพาดบ่า แม้นางยังไม่ได้ตอบตกลง เขาก็แบกนางมาแล้ว แม้ไม่เต็มใจเขาก็พานางขึ้นมาถึงห้องจนได้ ห้องชั้นสองห้องเกือบสุดท้ายทางปีกขวา หน้าต่างเปิดกว้าง ลมยามดึกพัดกรูผ่านเข้ามา ยังมีอีกคนอยู่ในห้อง นางจำได้ว่าเขาเป็นคนช่วยหยุดม้าพยศตัวนั้น ที่แท้คนทั้งสองก็รู้จักกัน

หลี่จิวฮวายืนนิ่งงัน เท้าข้างหนึ่งหันไปทางประตู คิดวิ่งหนีหากมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล

“น้องชายไม่มีที่พัก” เป็นผู้มีพระคุณกล่าวคำ ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ “คงต้องให้นอนที่นี่”

‘น้องชาย’ หันไปมอง ทำสีหน้าหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ สำหรับนางที่เป็นสตรีแต่เขาเห็นเป็นบุรุษย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่จะวางใจได้อย่างไร พบหน้ากันไม่กี่ครั้ง เขาเป็นใครยังไม่รู้แน่ มาดีหรือร้ายยิ่งยากคาดเดา หนำซ้ำเขายังตามหาแมวสีเทา ตามเพื่ออะไร ตามไปทำไม นางคิดหาเหตุผลไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว

ท่านแม่สอนเสมอ ไม่ควรไว้ใจบุรุษแปลกหน้า กับคนคนนี้ ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งไม่ปลอดภัยใช่หรือไม่ ทว่า...การได้มีที่ซุกหัวนอนในคืนนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะหันหลังจากไปได้ง่ายๆ ขาของนางอ่อนแรงจนไม่อาจเดินไปหาโรงเตี๊ยมอื่นได้แล้ว

“ผู้น้อยรับทราบ”

ชายคนนั้นยกมือประสาน ก้มศีรษะแล้วเดินจากไป

ประตูห้องเปิดและปิด คนผู้นั้นจากไปอย่างง่ายดาย คืนนี้จะไปนอนที่ใดเล่า

หลี่จิวฮวายังคงยืนที่เดิม ส่วนเขานั่งลงบนเตียงแล้วตบมือลงบนฟูกดังปุบๆ

“มาสิ เจ้าแทบลืมตาไม่ขึ้นแล้ว” เขาเอี้ยวตัวมองหลังฉากกั้นฉลุลายดอกเหมย “อยากอาบน้ำก่อนหรือไม่”

คนถูกถามหน้าแดง เม้มปาก ส่ายหน้า ตอนนี้แม้อยากแช่น้ำเพียงใด นางคงไม่กล้า ขอหมกตัวเหม็นๆ กระโดดขึ้นเตียงนอนเลยดีกว่า

“เช่นนั้นก็มานอนสิ” เขาตลบผ้าห่ม กวักมือเรียกเชิญชวน

หลี่จิวฮวามองเตียงตาละห้อย แต่พอมองสบดวงตาดำจัดดังถ่านของเขา ความหวาดหวั่นทำให้นางไม่กล้าก้าวขา

เท้าข้างหนึ่งยังคงหันไปทางประตู...ควรไปตอนนี้หรือไม่

นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตัดใจ หมุนตัวไปทางประตู ยังไม่ทันก้าวเท้า ตัวนางก็ลอยหวือ เท้าทั้งสองปัดป่ายไปมากลางอากาศ

ไม่ทันไรนางก็ถูกเขาแบกพาดบ่าอีกแล้ว

“อย่าเกรงใจไร้สาระ” เขาพูดน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย “สภาพเจ้าขนาดนี้ ยังคิดจะไปที่ใดอีก ขาเจ้ายังไม่หายดี หากเป็นหนักกว่านี้เจ้าจะลำบาก”

เขาวางนางบนเตียง พูดรัวเป็นชุด แล้วตรึงนางไว้ด้วยดวงตาที่ทำให้ผู้คนใจสั่น

“เป็นบุรุษเหมือนกัน นอนด้วยกันจะเป็นไรไปเล่า”

ดวงตาจริงจังคู่นั้นคล้ายวิบวับขึ้นมาวูบหนึ่ง หลี่จิวฮวาไม่รู้จะพูดเช่นไร จึงได้แต่นิ่งเงียบ ผ้าห่มถูกคลี่คลุมลงบนตัวนาง นางดึงขึ้นมาคลุมหน้าอกแล้วกระเถิบถอย พอเขานอนลงข้างๆ นางก็กระเถิบไปจนติดผนัง

“ข้ากำลังหาแมวสีเทา หากเจ้าพบเห็นมัน ช่วยส่งข่าวบอกข้าบ้าง”

หลี่จิวฮวากลืนน้ำลายหนึ่งเอื้อก ย้อนถาม

“ท่านตามหามันด้วยเหตุผลใด”

“ตอบแทนบุญคุณ”

คำตอบไม่ใช่สิ่งที่คาดคิด นางจึงนิ่งงันไป

“สามปีก่อน แมวสีเทาตัวนั้นเคยช่วยข้าไว้ หากไม่ได้มัน ข้าคงตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”

“แล้ว...แล้วท่านคิดตอบแทนมันอย่างไร”

“คิดเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ”

อืม...ไม่เลวเหมือนกันนะ หลี่จิวฮวานึกภาพตนเองกินๆ นอนๆ อย่างเป็นสุข

ทว่า...ประโยคถัดมาทำให้นางเปลี่ยนความคิดอย่างสิ้นเชิง

“แม้รูปลักษณ์ของมันจะอัปลักษณ์ไปสักหน่อย แต่ถ้าเลี้ยงดีๆ มันอาจจะดูดีขึ้นมาสักสองสามส่วน”

หลี่จิวฮวาพ่นลมหายใจแรง พลิกตะแคงหันหลังให้เขาแล้วย่นจมูกใส่ผนังห้อง

ว่านางอัปลักษณ์ ใช่ว่าตัวเองจะหล่อเหลาปานเทพบุตรเสียเมื่อไหร่ ...คิดเลี้ยงนางหรือ ฝันไปเถอะ!

“เจ้าหนู” เขาเรียก ยังใช้มือสะกิดต้นแขนนางด้วย “หลับแล้วหรือ”

นางหลับตา นอนนิ่ง เขาชะโงกหน้ามามอง สักพักก็กลับไปที่ของตน ไม่มีใครกล่าวคำใดอีก ในความเงียบ หลี่จิวฮวานอนตัวเกร็ง...จะหลับได้จริงหรือ นางนึกสงสัย นอนใจเต้นอยู่ครึ่งก้านธูป เหลียวมองคนข้างๆ พบว่าเขานอนนิ่งไม่ขยับ หลี่จิวฮวาขยับกาย พลิกตะแคงมาอีกด้าน จ้องมองเขาอย่างพิจารณา เห็นดวงตาของเขาปิดสนิท หน้าอกสะท้อนขึ้นลงสม่ำเสมอ คงหลับไปแล้วกระมัง นางขยับตัวชะโงกหน้ามอง ลองโบกมือตรงหน้าเขา ชายในอาภรณ์ม่วงยังคงไม่รู้สึกตัว หลี่จิวฮวาพรูลมออกจากปาก สีหน้าผ่อนคลายขึ้นมาสองส่วน นางขยับเข้าใกล้เขาอีก นิสัยยามเป็นแมวทำให้นางสูดจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นของเขาอย่างลืมตัว

กลิ่นชา...เขามีกลิ่นชาติดตัว ยังมีกลิ่นดอกไม้ชนิดหนึ่งอาบซึมอยู่บนผิวกาย ที่ที่เขาอยู่คงเป็นสถานที่ที่มีดอกไม้บานสะพรั่งกระมัง

นางมองเพลิน ดมเพลิน ครั้นเขาขยับตัว นางจึงผงะถอยกรูดจนชนเข้ากับผนัง ศีรษะกระแทกเข้าอย่างจัง ถึงกับมึนไปเล็กน้อย นางเปิดปากส่งเสียงโอดครวญ

“อูย...” พูดออกมาครึ่งคำต้องรีบปิดปากตัวเอง เหลือบตามอง เห็นเขายังหลับสบายดีจึงค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

หลี่จิวฮวาค่อยๆ ล้มตัวลงนอน เอาตัวซุกใต้ผ้าห่ม หลับตา ผ่อนลมหายใจยาว สองมือวางบนหน้าอก เพียงไม่นานนางก็ไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว

 

หลับไปสักพักหนึ่งกลับถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมหวลของบางสิ่ง หอมจนฉุน ทำให้มึนศีรษะ และสะลึมสะลือ หลี่จิวฮวาพยายามเปิดเปลือกตาอันหนึกอึ้ง จมูกคอยดมกลิ่น ยิ่งนานกลิ่นยิ่งฉุนจัด มันตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

กลิ่นอะไร...นางถามตัวเอง

ยิ่งได้กลิ่นก็ยิ่งอยากหลับ ร่างกายยังอ่อนแรง นี่ผิดปกติ...ผิดปกติแล้ว!

หลี่จิวฮวาเดินลมปราณ ฟื้นคืนกำลัง ขับไล่ความง่วงงุน เพียงครู่เดียว นางลืมตาได้ในที่สุด

ภายในห้องสลัวราง แสงตะเกียงดับไปแล้ว ชายในอาภรณ์สีม่วงยังนอนหลับสนิท นางลุกนั่ง แตะมือบนตัวเขาเขย่าเบาๆ เขายังนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน นางลองอังมือที่ปลายจมูกของเขา สีหน้าโล่งใจขึ้นมาแปดส่วนเมื่อรับรู้ถึงลมหายใจ เขายังไม่ตาย!

มองเลยไปยังหน้าต่าง เห็นเงาดำทะมึนลอยอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น

ปีศาจ...หลี่จิวฮวาบอกตัวเอง ปีศาจชนิดหนึ่ง เก่งกาจเพียงใด นางพอสู้ได้หรือไม่

หลังจากหายตกใจ นางก็ตะเกียกตะกายลงจากเตียง ปรี่เข้าไปที่โต๊ะน้ำชา คว้ากระบี่ ชักออกจากฝัก ปลายกระบี่คมกริบ วาววามในความมืด

หลี่จิวฮวากลืนน้ำลาย เดิมทีเคยแต่ร่ำเรียน ยังไม่เคยเผชิญหน้ากับปีศาจตัวเป็นๆ เช่นนี้ นางควรทำเช่นไร

นางกำกระบี่แน่น ทว่ามือสั่นระริก ปลายกระบี่จึงสั่นตาม หากศิษย์พี่ใหญ่มาเห็นคงส่ายหน้าอย่างเอือมระอาเป็นแน่

หลี่จิวฮวากัดฟัน ข่มความกลัว มือที่กำกระบี่มั่นคง อย่างน้อยนางก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์สำนักหลิงซาน จะทำให้อาจารย์ปู่ขายหน้าไม่ได้

“มาทางใดจงกลับไปทางนั้น เจ้าปีศาจร้าย!”

กลุ่มควันสีดำค่อยๆ สลาย ลมพัดมาวูบหนึ่ง เผยร่างของสตรีรูปโฉมงามนางหนึ่ง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ผิวพรรณผุดผ่อง นางเยื้องกรายเข้ามาพร้อมกลิ่นหอมฉุนจนน่าเวียนหัว

มันส่งเสียงหัวเราะ เสียงนั้นใส กังวาน ไพเราะแต่เย็นยะเยือก หลี่จิวฮวาขนลุกซู่ นางถอยไปหนึ่งก้าว ก่อนข่มความกลัวเดินหน้าเข้าหาอีกหนึ่งก้าว

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า ไปให้พ้น!”

นางตวาด วาดมือไปด้านข้าง ผนึกลมปราณ เมื่อแตะปลายนิ้วที่กระบี่ ประกายสีทองก็เจิดจ้าไปทั่วทั้งห้อง

“จะไปหรือไม่”

นางขู่ ประกายสีทองไหววูบ มันหรี่ลงจะดับแหล่มิดับแหล่ พลังของนางไม่พอ คงเพราะเหนื่อยเกินไป และตอนนี้กระเพาะของนางก็ร้องโครกคราก ก่อนนอนไม่ทันได้กินอะไรเพราะง่วงมาก ตอนนี้ตื่นเต็มตาแล้ว ร่างกายจึงเรียกร้องให้นางหาอะไรลงท้องเสียที

หลี่จิวฮวาเหลือบมองบนโต๊ะ ดวงตาเบิกกว้าง น้ำลายสอขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหมั่นโถวลูกหนึ่งวางอยู่ในจาน

นางขยับเข้าใกล้ เอื้อมมือออกไปคว้าหมั่นโถวลูกนั้น กัดกินหนึ่งคำ พลังกลับคืนถึงสองส่วน แสงสีทองวาบขึ้นมา สว่างกว่าเดิมเล็กน้อย

เป็นสัญญาณที่ดี...นางพยักหน้าพึงพอใจ ปากงับหมั่นโถวไว้ในปาก มือข้างหนึ่งจับกระบี่ชี้ไปที่ปีศาจตนนั้น

“ไอใอ้อ๊น!” นางไล่ทั้งๆ ที่หมั่นโถวคาอยู่ในปาก

แทนที่ปีศาจตนนั้นจะเชื่อฟัง มันกลับโผเข้าหานาง หลี่จิวฮวาเบี่ยงตัวหลบพลางตวัดกระบี่ ปลายกระบี่กรีดลงบนผิวเนื้อของเจ้าปีศาจ เลือดสีดำข้นคลั่กหลั่งริน นางลิงโลด ใจชื้นขึ้นมาเมื่อรู้ว่าการเล่าเรียนที่สำนักหลิงซานไม่ได้เสียเปล่า อย่างน้อยนางก็สามารถจัดการปีศาจตนหนึ่งได้ ถึงเป็นเพียงแค่ปีศาจเร่ร่อนตนหนึ่งก็ตาม

ทว่า...ปีศาจตนนี้ไวมาก

ว่องไวจนหลบคมกระบี่ของนางได้แทบทุกครั้ง นางไม่อาจจู่โจมทำร้ายได้อย่างจะแจ้ง

หมั่นโถวหมดแล้ว กระเพาะนางยังคงร้องประท้วง

สำหรับนาง ลูกเดียวไม่เคยพอ อย่างน้อยก็ต้องสามลูกถึงจะอิ่ม

ข้อเท้าที่เจ็บอยู่แล้ว ตอนนี้เริ่มระบมจนปวดขึ้นมา ขยับตัวครั้งหนึ่ง นางก็กัดฟันคราหนึ่ง

แคว่ก!

พลาดแล้ว! ความเร็วของนางลดลง เบี่ยงตัวหลบไม่ทันจึงโดนปลายเล็บของเจ้าปีศาจข่วน แขนเสื้อขาดรุ่งริ่ง ผิวตรงต้นแขนมีเลือดซิป ปวดแสบปวดร้อนจนต้องนิ่วหน้า นางพ่นลมหายใจแรง โทสะปะทุขึ้นมากว่าสามส่วน

“ข้าจะเอาจริงแล้วนะ”

นางหลับตา ผนึกลมปราณ แสงสีทองจากปลายกระบี่สว่างเจิดจ้ากว่าเดิม พอลืมตา นางพลันจู่โจมเข้าใส่อย่างรวดเร็ว หนักหน่วง กระบี่ตวัดว่องไว ไหลรี่ราวสายน้ำ รวดเร็วดั่งสายลม บ้าคลั่งปานพายุ เจ้าปีศาจได้แต่ถอยร่น คมกระบี่บาดบนเนื้อตัวนับสิบแผล เลือดสีดำเปรอะเปื้อนทั่วทั้งตัว เสียงหัวเราะแสบแก้วหูค่อยๆ เบาลงจนหายไป

มันถอยร่นไปที่มุมห้อง ยืนตัวลีบ ร้องไห้กระซิก

หลี่จิวฮวายังไม่หยุดเท้า นางย่างสามขุมเข้าหา ตวัดกระบี่รวดเร็ว

ฉับ!

ปลายกระบี่วาดผ่านอากาศ ปีศาจตนนั้นหายไปแล้ว

หลี่จิวฮวายืนถอนใจเฮือก กลิ่นหอมจนน่าคลื่นเหียนจางลง นางค่อยสูดลมหายใจได้เต็มปอด

เลือดจากต้นแขนหยดติ๋งๆ นางวางกระบี่ใช้มือกดแผลห้ามเลือด หันไปมองที่เตียง พบเพียงผ้าห่มกองอยู่ คนหายไปแล้ว

นางอ้าปากค้าง เหลียวมองหา เพียงหันหลังก็ชนเข้ากับเรือนกายใหญ่โต หลี่จิวฮวาถอยกรูด ยังไม่ทันอ้าปากกล่าวคำใด คนตรงหน้าก็ถามในสิ่งที่นางยากจะตอบ

“เมื่อกี้มันคืออะไร”

หลี่จิวฮวาเดาะลิ้นไปมา ใช้ความคิดนานสักหน่อยด้วยไม่รู้ว่าควรตอบไปตามตรงหรือไม่

“เจ้าบาดเจ็บ”

เขามองสำรวจไปทั่วตัวนาง ยามดวงตาคู่นั้นกวาดมอง เรือนร่างของนางพลันร้อนวูบวาบอย่างน่าประหลาด

“บาดเจ็บเพียงน้อย ไม่...”

ประโยคสุดท้าย เปล่งออกมาไม่ถึงครึ่งคำ จู่ๆ สิ่งที่เห็นในคลองจักษุก็ดับวูบ

ตุบ!

นางหมดสติ ล้มลงในอ้อมแขนของเขา

สำนึกสุดท้ายมีเพียงกลิ่นชาผสมกลิ่นดอกไม้ติดตรึงบนปลายจมูก

ความคิดเห็น