แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 43

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 205

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2562 09:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 43
แบบอักษร

ภายในห้องพักชั้นบนของสถานีตำรวจแห่งนั้น แสงสว่างเพียงรำไรจากโป๊ะไฟเพดานทอดต่ำลงมา แรเงาดวงหน้าสีชาดอันบึ้งตึงของกวนอูกระเบื้องเคลือบเป็นริ้วลาย ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามอย่างน่าพิศวง สายตาเยือกเย็นของเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์คู่นั้น อุปาทานราวกับกำลังทอดผ่านม่านควันจากก้านธูปที่ยังดับไม่หมดมายังใบหน้าขุ่นมัวของนายตำรวจเพื่อประทานกำลังใจในยามยาก

“ใครกันนะที่หาญกล้าทำแบบนี้กับอาจารย์ได้ลงคอ” ชายหนุ่มปรารภกับเทวรูปซึ่งเป็นดั่งตัวแทนของอดีตอาจารย์ผู้ล่วงลับราวจะรอคอยคำตอบ  

“อะไรคือมูลเหตุจูงใจของมัน” เขาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยคำถามที่คั่งค้างในหัวมาตั้งแต่ได้ยินข่าว ไล่เลี่ยกับที่ภาพซากรถวินาศสันตะโรในหุบเหวซึ่งเขาได้เห็นจากหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เช้านั้นปรากฏชัดในกระแสความคิด ศิษย์เอกกัดฟันแน่นเหมือนยังทำใจรับภาพเหตุการณ์นั้นไม่ได้ ก่อนประสานมือไหว้ช้าๆ  

ขี้ธูปทยอยปลิดขั้วจากก้าน และร่วงหล่นลงเกลื่อนกล่นในกระถางทองเหลือง ควันสุดท้ายเพิ่งลาลับไป ขณะที่ดวงตาของตำรวจฉายแววเข้มขึ้นจนน่าสะพรึงกลัวใต้แสงมัวครึ้มของโป๊ะไฟดวงนั้น 

“ขอให้เทพเจ้ากวนอูเป็นพยาน” เขาเปล่งสัตยาบัน “ไม่ว่ามันผู้นั้นจะทำไปด้วยเหตุผลกลใด ผมนี่แหละจากล่าตัวมันมารับโทษในคดีอุกฉกรรจ์ที่ตัวมันได้ก่อไว้ เพื่อพิทักษ์ความยุติธรรมแด่อาจารย์หมั่นให้จงได้” 

 

แขกที่มาร่วมพิธีฝังศพทยอยกลับกันแล้ว สุสานประจำตระกูลหมั่นค่อยคืนสู่ความเงียบสงบอีกคราหนึ่ง ท่ามกลางแดดอันร้อนอ้าวของยามบ่าย เด็กหนุ่มยืนตัวหยัดตรงอยู่หน้าหลุมฝังศพอันวิจิตรตระการตาด้วยท่าทีที่ไม่แยแสต่อเหงื่อที่ไหลโซมกายภายใต้ร่มผ้าชุดกระสอบที่ตนสวมใส่แต่อย่างใด

“ยังไม่ไปอีกหรือคะ” เด็กสาวอาศัยจังหวะที่ผู้คนบางตาเข้ามาถาม 

“ฮื่อ” ไหว่เชิงโคลงศีรษะ “ขอฉันอยู่ตรงนี้สักพัก ฉันอยากล่ำลาคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าเธออยากจะไปก็ไปก่อนได้เลย” 

เหล่ฟั้นนิ่งเงียบเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย  

“ถ้าคุณเลือกอย่างนั้น ฉันขอเลือกอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนคุณดีกว่า” เธอยิ้มตาพราวขณะเดินหน้าไปยืนเคียงข้างเขาประกอบคำพูด 

“ขอบใจ” ไหว่เชิงกล่าวพร้อมกับมองเลยไปที่ป้ายแผ่นหินซึ่งจำหลักชื่อเสียงเรียงนามของ ‘พ่อ’ ของเขาโดยฝีมือช่างแกะสลักชั้นเลิศ ดวงตาเจ็บช้ำด้วยผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก หยุดนิ่งประดุจจงใจจะพิมพ์ภาพทุกอณูของแผ่นหินนั้นในดวงตา ก่อนจะเอ่ยปากเบาๆด้วยน้ำเสียงที่หม่นตรมว่า “เธอคงพอจำได้ว่าเมื่อสมัยยังเด็ก ฉันไม่ชอบคุณพ่อเลย บางขณะฉันเคยเกลียดชังคุณพ่อมากจนถึงขั้นแช่งชักอยากให้ท่านตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด เผื่อว่าวันนั้นฉันจะมีความสุขเพิ่มขึ้น แต่ครั้นวันนั้นมาถึงจริงๆ ฉันกลับฟูมฟายเป็นบ้าเป็นหลัง ยังกับเป็นคนละคนกับเด็กเมื่อวานซืนนั่น” 

“คุณเพียงแต่คิดเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็กเท่านั้น อย่าตำหนิตัวเองเลยค่ะ” สาวใช้วัยเดียวกันแก้ต่างให้เมื่อจับความรู้สึกผิดในกระแสเสียงเขาได้  

คุณชายน้อยกัดริมฝีปากตัวเองแน่น จากนั้นจึงแย้งเบาๆ “ฉันพยายามจะเชื่ออย่างเธอว่า แต่ถึงยังไงฉันก็ยังเจ็บใจลึกๆที่ชีวิตนี้เกิดมาเป็นลูกผู้ชายทั้งที ยังไม่ทันได้แสดงความกตัญญูต่อบุพการี ท่านก็จากฉันไปแล้ว...” 

“คุณท่านคงไม่ถือโทษโกรธเคืองคุณหรอกค่ะ ไหว่เชิง” เธอฝืนยิ้ม “ซิสเตอร์กวานเคยสอนฉันว่า ความรักของพ่อแม่ทุกคนปราศจากซึ่งเงื่อนไขใดๆ เพียงได้เห็นลูกที่ตนฟูมฟักมาแต่น้อยได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกท่านก็ภูมิใจเหลือประมาณแล้ว – ฉันเชื่อว่าคุณท่านเข้าใจคุณ หรือต่อให้ไม่ใช่อย่างนั้น ยังไงเสียตอนนี้ดวงจิตของคุณท่านก็คงได้รับรู้แล้วว่าคุณปรารถนาดีต่อท่านมากเพียงไร...” 

เหล่ฟั้นเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะหลุดคำปลอบใจเบาๆ 

“...ถึงฉันจะไม่เคยได้รับความรักจากพ่อหรือแม่ แต่ตลอดเวลาที่คุณท่านมีชีวิตอยู่ ฉันสัมผัสได้ถึงความรักของพ่อที่ท่านมีต่อคุณเสมอ” 

“ก็คงจะจริง” เขาคล้อยตาม “ไม่งั้นท่านคงไม่พูดกับฉันเป็นคนสุดท้าย” 

“นั่นซิคะ” เธอสนับสนุน “มันเหมือนปาฏิหาริย์มากทีเดียว” 

“เธอจะเรียกมันว่าปาฏิหาริย์ อัศจรรย์ เรื่องบังเอิญ หรืออะไรก็ตามแต่” ชายวัยรุ่นหันมาทางเธอ “สำหรับฉันแล้ว ฉันรู้เพียงอย่างเดียวคือฉันต้องพยายามทำตามคำสั่งเสียของคุณพ่อให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ดวงวิญญาณของท่านผิดหวัง” 

“ฉันเชื่อว่าคุณทำได้แน่นอน” เธอสบตาเขาอย่างมั่นอกมั่นใจ 

“ยังไงก็ตาม มันคงไม่ง่ายนักถ้าขาดคนสำคัญเคียงข้าง” ไหว่เชิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ยากแก่การแปลความหมาย หากนัยน์ตาจับจ้องเธอแน่วแน่ 

“หมายถึงฉันหรือคะ” เหล่ฟั้นเดาสุ่ม 

เขาไม่ตอบคำถามนั้นโดยตรง แต่ยื่นมือมาแทน  

“เธอเคยบอกว่าเธอจะเอาใจช่วยฉันเสมอใช่ไหม อาฟั้น” เขาตั้งคำถามราวกับจะลำเลิกคำสัญญาที่ว่า “เมื่อคราวที่เธอพูดคำนั้น ฉันสารภาพตามตรงว่าฉันยังไม่เห็นว่าสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างกำลังใจมีความสลักสำคัญตรงไหน แต่ในเวลานี้ที่ฉันทั้งบอบช้ำและอ่อนแอ ไม่มีสิ่งใดที่ฉันต้องการมากเท่ากำลังใจจากเธออีกแล้ว” 

“คุณกำลังจะบอกอะไรฉันหรือ” หมุ่ยไจ๋ถามแทรกอย่างอดใจรอไม่ไหว 

“รับปากกับฉันได้มั้ยว่าเธอจะไม่จากฉันไปไหนไกล” ผู้อยู่ในสถานะเจ้านายรวบรัดตัดความ “สัญญากับฉันนะว่าจะอยู่บ้านนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้ฉัน นอกเหนือจากการเป็นมือเป็นเท้าให้คุณแม่และป้าเซา ฉันคงบังคับใจตัวเองยอมรับความจริงไม่ได้แน่ หากวันหนึ่งเธอจะต้องไปเพราะ...เพราะ...” 

“แต่งงาน” เธอต่อให้ พลางรำพึงว่าวันนั้นอาจมาถึงภายในหนึ่งปีต่อจากนี้ 

“ฉันไม่อยากแม้แต่จะคิดถึงถึงมัน” ไหว่เชิงคว้ามือเธอมากุมไว้ด้วยลักษณะท่าทางที่แฝงด้วยการเค้นบังคับ “ถือว่าคำพูดของฉันเป็นการขอร้องได้หรือไม่ ฉันอยากให้เธออยู่บ้านของตระกูลฉันต่อไปและตลอดไป” 

คนถูกร้องขออึ้งไปถนัดใจ ดวงตาหรี่ลงมองเขาด้วยความรู้สึกหน่วงลึก  

“คุณแน่ใจแล้วหรือคะ” นั่นเป็นคำพูดเดียวที่เธอนึกออกขณะนั้น 

“เธอไม่เชื่อฉันหรือ” เด็กหนุ่มย้อนถามอย่างติดจะน้อยใจ “ทำไมเธอถึงไม่ยอมเชื่อว่าความฝันระหว่างสองเราจะเป็นจริงได้เลย” 

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ” เหล่ฟั้นบอกปัดทันควัน แต่ยังไม่กล้าหาญพอที่จะเล่าแจ้งเรื่องที่สะท้อนกลับไปมาในห้วงคิด นับแต่รู้เรื่องเมื่อกลางดึกคืนที่แล้ว 

“แล้วเธอกำลังหมายความถึงอะไร”  

“คุณแน่ใจหรือคะว่าจะอยู่บ้านหลังนี้ตลอดไป ถ้าหากว่า...” 

สาวใช้วัยแรกรุ่นไม่รู้ตัวว่าถามคำถามนั้นไปได้อย่างไร แต่เธอก็เผลอปากไปแล้ว ด้วยระดับเสียงที่ดังพอให้เขาได้ยินเสียด้วย 

“ถ้าอะไรรึ” ไหว่เชิงเร่งร้อน สุ้มเสียงตื่นตกใจอย่างนึกว่ามีเหตุร้าย 

“ไม่มีอะไรค่ะ” เธอสะบัดมือเขาออก ทันทีที่ได้ยินเสียงสวบสาบของรองเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นหญ้ากำลังตรงเข้ามา “เดี๋ยวใครเห็นเข้าจะดูไม่งาม”  

“ถึงตรงนี้เธอคงบอกฉันได้แล้วนะ” นายน้อยถามย้ำอีกที หลังจากที่พวกเขาเดินหลบเลี่ยงฝูงชนออกมาเป็นที่เรียบร้อย 

“ถ้าหากว่าต่อไปบ้านนี้ทรุดโทรมจนไม่น่าอยู่”  

เด็กสาวค่อยรู้สึกโล่งขึ้นเล็กน้อยที่สามารถเบี่ยงประเด็นได้ อย่างไรก็ดี คำตอบของเขากลับทวีความหนักใจแก่เธออีก 

“จะไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉันถูกคุณพ่อเสี้ยมสอนให้รักบ้านของตระกูลเรา ตระกูลฉันอยู่บ้านนี้มานานนับร้อยปีแล้ว บรรพชนทุกคนต่างรักและผูกพันกับมันมาก ซึ่งพวกท่านคงใจสลายหากว่าวันหนึ่ง บ้านที่อยู่อาศัยกันมาตั้งแต่ครั้งคุณเทียดจะถูกทิ้งร้างหรือเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนนอกตระกูล” 

เหล่ฟั้นถอนใจเมื่อรู้ว่าไม่มีทางปรับเปลี่ยนความคิดของไหว่เชิงได้ 

ยังไม่ทันได้รับรองหรือบอกปัด ไหว่เชิงก็มีอันต้องรีบไปเพราะถูกญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเรียกหา เหล่ฟั้นไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายน้อยลืมคำขอร้องนั่นแล้วหรือยัง เพราะเธอไม่เคยพาดพิงถึงมันอีก แต่ก็เป็นเรื่องดีของเธอเอง เนื่องจากเธอไม่อาจตกปากตกคำกับเขาได้ด้วยเหตุผลบางอย่างซึ่งเธอไม่เห็นสมควรจะให้เขาได้รู้ 

 

วันคืนที่ไร้เงาของคุณท่านผ่านเลยไปเหมือนฤดูกาลที่ผกผัน จากที่เคยอบอุ่นด้วยแสงอาทิตย์อ่อน สีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้า และสายลมที่แผ่วโชย ก็กลับเย็นยะเยือกด้วยเกล็ดน้ำแข็งและหิมะที่ถั่งโถม แต่ช่วงเวลาใดจะเป็นฤดูใบไม้ผลิและช่วงเวลาใดจะเป็นฤดูหนาวนั้น ก็คงสุดแท้แต่จิตใจของแต่ละคนจะบันดาลไป

หากไม่ว่าใครจะรู้สึกอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ทุกคนรู้สึกไม่ผิดแผกจากกันก็คือ บ้านตระกูลหมั่นไม่เคยที่จะเป็นเหมือนเดิมอีกเลย... 

หมั่น ไหว่เชิง เศร้าซึมต่อไปอีกแรมเดือน กว่าจะรวบรวมสติในการเดินหน้าดำเนินชีวิตของตนต่อไปโดยไร้ผู้เป็นพ่อได้ เด็กหนุ่มยึดมั่นวาจาสุดท้ายของบิดาที่ฝากฝังให้เขาสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงดุจดังคติธรรมประจำใจ และความตั้งใจแน่แน่วนั้นได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของตัวเขาเองอย่างมหาศาล...ช่วงชีวิตนั้นช่างละม้ายคล้ายคลึงกับตอนที่เขาทุ่มเททั้งกายใจให้กับทีมรักบี้โรงเรียน โดยเปลี่ยนจากกีฬามาเป็นการเรียนเท่านั้น บุตรของช่งจีเลิกเที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูง หันมามุมานะด้านการเรียนเต็มที่ เวลาทั้งวันของเขาล่องลอยผ่านไปพร้อมด้วยวิชาความรู้ที่เพิ่มพูนในมันสมอง เนื่องจากเขามักใช้เวลาว่างทั้งหมดทุ่มลงไปกับการทบทวนตำราเรียน ไม่เว้นแม้กระทั่งยามดึกดื่นที่ทุกคนล้วนหลับใหล ไหว่เชิงจะเป็นคนสุดท้ายที่เข้านอน เพราะรังแต่จะเล่าเรียนหามรุ่งหามค่ำโดยไม่ระย่อต่อความง่วงเหงาหาวนอน จนบ่อยครั้งที่เขาฟุบหลับไปบนหน้าหนังสือที่กางค้างไว้อยู่ 

ในหัวเขาแลเห็นแต่ภาพมหาวิทยาลัยสีเขียวเข้มกับตราสัญลักษณ์รูปโล่ลายสิงห์ ขณะที่เสียงในหัวใจเพรียกร้องให้คว้าสิ่งเหล่านั้นมาครองดังเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

ค่าที่มีความคิดว่าบ้านในเกาลูนเป็นสถานที่ซึ่งวุ่นวาย มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่เงียบสงัดเหมือนหอพักที่โรงเรียนประจำ ไหว่เชิงผู้อยู่ระหว่างการเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์จึงไม่ได้กลับบ้านบ่อยนัก บางครั้งทอดระยะนานถึงหนึ่งเดือนเต็มกว่าจะเดินทางกลับสักหน ซึ่งเขาจะกลับบ้านก็ต่อเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตนอยู่โรงเรียนนานเกินไป และเกิดความถวิลหาต่อบรรยากาศและผู้คนที่บ้านก็เท่านั้น 

การกระทำดังกล่าวมีส่วนทำให้คำสั่งเสียเรื่องการเล่าเรียนของเขาบรรลุเป้าหมายได้ง่ายดายมากขึ้นก็จริง หากแต่เหล่ฟั้นก็คิดอยู่เสมอๆว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นเสมือนตราชั่งที่ตุ้มถ่วงสองข้างไม่มีความสมดุลซึ่งกันและกัน เพราะขณะที่เป้าประสงค์หนึ่งกำลังรุดหน้าไปด้วยดี ไหว่เชิงก็อาจจะหลงลืมไปแล้วว่าบิดายังได้ฝากฝังเขาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการไม่อยู่บ้านของเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คำสั่งเสียข้อนั้นไม่ประสบเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของป้าเซา 

 

ชั่วระยะเวลาไม่นานหลังจากที่คุณท่านล่วงลับ เงินมรดกและเงินประกันจำนวนมากชนิดประเมินค่าไม่ได้ก็ถูกคุณนายนำไปละลายบำเรอสุขแก่ตนเองจนพร่องลงไปเกือบหนึ่งในสี่ภายในหนึ่งเดือน โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เม็ดเงินดังกล่าวรั่วไหลจากบ้านไวถึงขนาดนี้ ก็ได้แก่รถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดที่หล่อนสั่งมาจากเยอรมนีตะวันตก

“คุณนายจะขับคันนี้เองหรือเจ้าคะ” ป้าเซาถามขึ้นด้วยความแปลกใจ ขณะที่นายหญิงกำลังลูบคลำรถคันใหม่เอี่ยมอ่องด้วยอารมณ์เห่อของ 

“แกเห็นคนขับรถมั้ยล่ะ” หยิงโถวยอกย้อนอย่างฉุนๆ 

“ไม่เจ้าค่ะ” หญิงชราปฏิเสธพลางข่มใจไม่ให้ประหวัดคิดถึงอาหว่องผู้เผชิญวาระสุดท้ายแห่งชีวิตที่น่าอนาถอย่างเหลือแสน 

“โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้หญิงขับรถเองมีถมไป เรื่องอะไรฉันจะเป็นหนึ่งในนั้นไม่ได้” คุณนายเน้นเสียง “บ่าวไพร่อย่างพวกแกสองคนก็มีหน้าที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป ช่งจีไม่อยู่แล้ว ความโบราณคร่ำครึหลายสิ่งอย่างภายในบ้านนี้ก็สมควรตายตามเขาไปด้วย ส่วนอะไรจะอยู่และอะไรจะไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของฉันคนเดียว” 

“แต่นี่คือบ้านตระกูลหมั่น เจ้าของบ้านตัวจริงในเวลานี้คือคุณชายน้อยนะเจ้าคะ” เหล่ฟั้นท้วงเสียงแข็ง ตางามคู่นั้นซ่อนความชิงชังที่กระตุกวาบขึ้นมา 

“ธรรมเนียมบ้าบอคอแตกนั่นจะเป็นสิ่งแรกที่ฉันจะลบล้างมัน” สะใภ้ของตระกูลตวาดแหว แต่ครั้นเห็นแววตาที่อีกฝ่ายจ้องมองมา หล่อนก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “ฉันเป็นแม่ของอาเชิง ย่อมรู้จักนิสัยใจคอเขาดี และรู้ดีว่าลูกฉันเป็นเด็กดีพอที่จะไม่ขัดใจแม่ของตัวเองหรอก” หล่อนเถียงเข้าข้างตัวเอง “และแกก็เห็นโทนโท่ว่าเขาไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ป่วยการเปล่าที่จะยกการตัดสินใจให้เขา แทนที่จะให้ฉันซึ่งอยู่ที่นี่จริงๆ” 

เด็กสาวยืนฟังถ้อยวาจาเหล่านั้นด้วยหัวใจที่ถูกบีบคั้น เธอฮึดฮัดอย่างหมายใจจะตอบโต้ออกไป แต่แล้วก็ทำได้แค่เพียงขบกรามแน่นเป็นสันนูน เมื่อหญิงชราที่ยืนข้างกายปรามให้ใจเย็นลง ปล่อยให้เจ้านายสาวร่ายยาวต่อไปด้วยความลำพองใจ 

“ไม่รู้แหละ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง” หยิงโถวกึ่งขู่กึ่งเอาจริง “แต่ถ้าใครรักจะอยู่บ้านหลังนี้ต่อไปก็อย่าได้ริอ่านขัดใจฉันอีก ไม่งั้นเราจะได้เห็นดีกัน” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น