ณ กลางใจ
email-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 ตอน ให้ตายยังไงผมก็ไม่คบกับพี่ขุนพล!!

ชื่อตอน : บทที่ 1 ตอน ให้ตายยังไงผมก็ไม่คบกับพี่ขุนพล!!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 130

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2562 22:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 ตอน ให้ตายยังไงผมก็ไม่คบกับพี่ขุนพล!!
แบบอักษร

บทที่ 1 

ตอน ให้ตายยังไงผมก็ไม่คบกับพี่ขุนพล!! 

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งวุ่นวาย ผมถือจานสีที่ผสมไว้อย่างดี หวังจะเอาไปให้เพื่อน แต่ไม่รู้ว่าวันนี้ผมเป็นอะไร มีอาการปวดหัวตั้งแต่เช้า ไหนจะไม่ได้กินข้าวมา พอได้กลิ่นสีนานเข้าทำเอาผมรู้สึกมือไม้อ่อนแรง 

อย่าหล่นนะ อย่าหล่น อีกนิดนึง ผมมองทางข้างหน้า พร้อมกับผวนากับตัวเอง ในตอนนั้นผมก้มมองจานสีในมือ สองขาที่ไม่หยุดเดินเพราะอีกนิดจะถึงโต๊ะ 

โครม 

ผมชนกับใครสักคนหนึ่งเข้าอย่างแรง แรงจนผมทำจานสีหกใส่ตัวของคน คนนั้น ผมชะงั่กค้าง อ้าปากกว้าง เพราะตกใจจนช็อก ก็พี่ที่ผมชนเข้าคือพี่ว๊ากประจำคณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ 

เหอะใครจะพูดว่าพี่ว๊ากที่โหดที่สุดตอนว๊ากรวมคือคณะวิศวกรรม ล่ะก็ ผมเถียงขาดใจเพราะที่มหาลัยผมไม่แบบนั้น!!  

พี่ว๊ากที่น่ากลัวที่สุดของมหาลัยผมก็คือ พวกบริหารธุรกิจ นอกจากอิทธิพลของพี่เขา ก็รอยสักที่แขนนั้นไง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่ากำลังจะถูกฆ่าปิดปาก ไหนเลยจะตาเรียวๆที่จับจ้องมาทางผม 

ชั่ววินาทีที่ผมเอาแต่ตกใจ นักศึกษาคนอื่นก็ต่างพากันมุงดูจนเสียงดังจอแจ เต็มไปหมด ผมไม่รอช้า ยกมือทั้งสองประกบกัน ไหว้พี่เขาซ้ำๆ 

“ผมขอโทษ พี่ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ผมขอโทษ ขอโทษครับขอโทษ”  

“เก็บสีแล้วรีบไปเรียน” พี่เขาพูดเสียงนิ่งๆแล้วเดินแยกตัวไปอีกทาง อารมณ์ผมตอนนี้เหมือนหมาน้อยที่หูตูบหางตก สองมือพนมอย่างหงอยๆ แม้แต่คำขอโทษพี่เขายังไม่รับไว้ ให้ตายเหอะชีวิตบัวลอยทำไมมันน่าสงสารแบบนี้ 

 

อีกด้านหนึ่ง พี่ขุนพลที่เห็นว่าหน้านิ่งแต่ทว่าในลึกๆของพี่เขานั้น 

เชรดเข้ ใจกู ใจกู ไม่ไหวแล้ว คนอะไรน่ารักชิบหาย กุมใจไม่ไหวแล้วตอนนี้ แม่งเอ้ย ใจกู  

 ขุนพลที่ว่าแกร่งก็คงแพ้ให้กับบัวลอยไปแล้วเต็มๆ ... 

“เป็นไรมาว่ะพี่” ขุนเขาทักเพราะเห็นเสื้อนักศึกษาสีขาวของพี่ขุนพลเปื้อนสี 

ขุนศึกมองแล้วหันกลับไปคุยกับกิ่งไผ่ต่อ ขุนพลก็เลยเดินไปหาขุนเขา  

“เมื่อกี้พี่เจอผู้ชายคณะถาปัตย์ น่ารักมากก” 

“จริงป่ะพี่ พี่ได้ขอเบอร์มาป่ะ” 

“ไม่อ่ะ” 

“แล้วชื่อหละพี่” ขุนเขาถามจบก็เห็นสีหน้าเศร้าๆของพี่ขุนพลก็รู้เลยว่าไอ้พี่ตัวเองมันไม่ได้ขอมา เพราะพี่ขุนพลไม่มีดวงเรื่องความรักทั้งยังเป็นคนขี้อายเวลาอยู่ต่อหน้าคนที่ชอบ ไอ้อาการแบบนี้พี่ขุนพลไม่ค่อยเป็นหลอก เวลาเป็นแบบนี้ทีไร ก็แห้วทุกที เขาเรียกว่าอะไรนะ ที่เรียกว่า หล่อทิ้งๆขว้างๆหล่อเสียของ ไม่รู้ว่ามันจะเกิดมาหล่อทำไมว่ะ ถ้าจะไม่มีความมั่นใจในตัวเองขนาดนั้น 

วันต่อมา  

ผมตัดสินใจไปโผล่ที่ตึกบริหารพร้อมเสื้อผู้ชายไซส์XL ผมกะขนาดตัวพี่เขาด้วยตาเปล่าก็ทราบเลยว่ากล้ามนั้นแทบะทะลุเสื้อเชิ้ตออกมาแล้ว ใส่ไซส์เอ็มคงไม่ได้  

ผมเห็นนัทแก๊งเดียวกันกับพี่ขุนเดินผ่านมาพอดี เลยเอ่ยถามพี่เขา  

“สวัสดีครับ” 

 “มีไร”  

ผมยิ้มเจือน  

“ขอโทษครับ พี่ขุนพลอยู่ไหนครับ”  

“มีธุระอะไรถึงมาหามันอ่ะ” พี่เขาถาม ผมก้มหน้ามองเท้ารู้สึกผิดทวีคูณ 

“ผมทำเสื้อพี่เขาเปื้อนเลยซื้อมาคืนครับ” 

“หรอ เออมันอยู่ห้อง4321” 

“ขอบคุณครับพี่” 

ว่าจบผมก็เดินจำอ้าวตรงไปทางห้องพี่ขุนพล ผมไม่ชอบคณะบริหารขอมหาลัยนี้เลย มันเมือนคณะที่รวมลูกมาเฟียไว้ที่เดียวกัน ผมกลัวจนตัวสั่น พอถึงหน้าประตูห้อง มือบางๆของผมก็สั่นหนักกว่าเดิม พอผลักประตูบานใหญ่เปิดออก  

ความเย็นเฉียบของแอร์ที่เปิดประมาณ 20องศา ก็ตีใส่หน้าผมจนเย็นชื่น ไหนเลยจะดวงตานับสิบคู่ จ้องมาทางผม  

ผมเดินห่อตัวเข้าห้องไปอย่างเงียบๆ เสียงพูดคุยในห้องไม่มีใครเอ่ยอะไรเพราะกำลังสังเกตผม ผมยกมือไหว้พวกพี่ที่ผมเดินผ่านแล้วเร่งฝีเท้าตรงไปถึงสามพี่น้องนั้น จุดมุ่งหมายคือพี่ขุนพล  

“ผ..ผมเอาเสื้อมาให้พี่ เพราะเมื่อวานผมทำเสื้อพี่ขุนพลเปื้อนครับ” 

ผมหายใจไม่ออก สามพี่น้องนี้มันหน้าเหมือนกันจนหน้ากลัวจังเลย.. 

“มึงลืมอะไรไปหรือเปล่า” พี่ขุนเขาถามผม ผม..ผมลืมอะไร  

“ผมลืมอะไรอ่ะ” ดวงตาผมอ้อนวอนขอชีวิต 

“มึง ลืม ไหว้ พี่”  พี่ขุนศึกหน้าตาหาเรื่องผม เขายืนขึ้น ทว่า ขุนพลลุกขึ้นก่อน เขาเอามือกดไหล่ขุนศึกนั่งลง  

“เด็กมันไม่ไหว้ก็เรื่องของมัน”  

ผมถูกพี่ขุนพลเกลียดสะแล้วสินะ ผมยกมือสั่นๆขึ้นมาประกบไว้ ทว่า ไม่ทันได้ไหว้ ถุงในมือผมก็ถูกดึงออกจากมือ พอผมมองตามถุงก็พบว่าพี่ขุนพลมายืนตรงหน้าผมแล้ว พี่เขามองเสื้อที่ผมซื้อมา  

“กูไม่ได้ใส่ยี่ห้อนี้” 

“...ผะ..ผมขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่าพี่” 

“ไม่ต้องมาแก้ตัว!” สิ้นคำนั้นผมก็เม้มปากเป็นเส้นตรงน้ำตาคลอเบ้าวิ่งหนีออกมาจากห้องนั้นทันที  

แม่จร้า แม่ ช่วยผมด้วย ผมอยากย้ายมหาลัย!!! 

 

“พี่มึงหลงว๊ากเด็กที่มึงชอบไปสะแล้วว่ะ” ขุนเขาตอกย้ำขุนพล  

ขุนพลแทบคลั่ง เขาดีใจมากที่ได้เจอเด็กนั้นอีกครั้งแถมยังซื้อของมาให้อีก น่ารักชะมัด  

“พี่ไม่ได้ตั้งใจ” ขุนพลทำหน้าเครียด แต่เอ๋ ทำไมหน้าเครียดของพี่ขุนพลมันดูเหมือนหน้าตาที่อยากกระทืบคนว่ะ!!! 

  

ช่วงบ่าย  

ผมนั่งกินข้าวที่โรงอาหารอย่างหมดอาลัยตายยาก ชีวิตผมจบลงแล้ว มหาลัยในฝัน ปีหนึ่งยังทะเลาะกับพี่ว๊าก ถึงมันไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่ เท่ากับการติดเอฟ แต่คุณไม่รู้หลอกว่าไอ้พี่ ขุนพล ขุนศึก ขุนเขา พี่พวกนี้มันมีอิทธิพลแค่ไหน หากคุณเคยดูเอฟโฟร์ บอกเลยว่า เอฟโฟร์ก็แค่คนรวย แต่พวกพี่ขุนเขาไม่ได้รวยอย่างเดียวน่ะสิ แค่เคยได้ยินประวัติว่าบ้านพี่เขามีบ่อจระเข้ กับควาเลี่ยมเลี้ยงปลาฉลาดเพชรฆาต ผมก็จิตนาการตอนร่างกายถูกฉีกไว้แล้ว 

ตอนนี้คงไม่มีอะไรน่าเป็นกลัวมากมาย แต่ผมก็รู้สึกได้ว่ากำลังถูกเพ่งเล็ง ต่อไปต้องทำตัวให้ดี ผวนาให้พี่เขารีบไปฝึกงานและไปเรียต่อต่างประเทศ หรืออกจากมหาลัยไปสะ 

“บัวลอย” 

เสียงทุ่มๆดังขึ้นมาจากข้างหลัง พอหันไปมองก็พบว่าเป็นพี่เทคของผมเอง  

“พี่ก้องง” ผมร้องเสียงออดอ้อน ผมจะตายแล้วพี่ก้องช่วยผมด้วย พี่ก้องตรงมานั่งข้างๆผมแล้วกอดคอผมไว้ ผมเหลือบตามองพี่เขา  

“เป็นอะไรหืม” พี่เขาถามผม ผมเบะปากยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังเอาหัวมุดไหล่พี่ก้อง  ก็พี่ก้องเขาใจดีที่สุดและยังให้คำปรึกษาได้ ผมดีใจที่ได้พี่ก้องเป็นพี่เทค ผมตัดสินใจที่จะเล่าให้พี่ก้องฟัง ทว่าผมไม่ทันได้ปริปาก เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาขัด 

“เฮ้ย บัวลอย” ผมจำเสียงนั้นได้ดี ผมสะดุ้งหันไปตามเสียงที่ได้ยิน สิ่งที่เห็นเป็นพี่ขุนพล ในมือพี่เขาถือเสื้อเชิ้ตที่ผมซื้อให้ไว้ในมือ “กูไม่อยากได้ของของมึง!” ว่าจบพี่เขาก็ปาเสื้อตัวนั้นใส่หน้าผม  

ในตอนนั้นเอง ผมถึงรู้สึกตัวสักทีว่าพี่ขุนพลไม่ใช่รุ่นพี่ที่สมควรเคารพ ผมเกลียดพี่มัน ผมเกลียด เกลียดที่สุด จนแล้วจนรอดผมก็ได้ซบไหล่ของพี่ก้องร้องไห้อยู่แบบนั้นโดยมีเสื้อเชิ้ตที่พี่ขุนพลปาใส่หน้าผม เป็นผ้าซับน้ำตา  

ผมเสียใจนะ การที่รุ่นน้องคนหนึ่งรู้สึกผิดต่อรุ่นพี่คนหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่แย่มากหรอ ผมอยากจะพูดออกไป แต่คำว่า ปลาหมอตายเพราะปากก็ยังดังอยู่ในหัวผม หากผมพรั่งปากพูดอะไรออกไม่ถูกหูพี่ขุนพล ผมคง... ผมคงเหลือแค่กระดูก...เพราะจระเข้กินเนื้อผมไปหมดแล้ว 

 

อีกด้านหนึ่ง ขุนพลที่ร่วมรวมความกล้าแทบตายเพื่อเข้ามาบอกว่าขอบคุณที่ซื้อให้พี่ คำว่าขอบคุณที่ขุนพลพยายามเค้นออกมา หายไปกับตา ภาพของเด็กที่ชื่อบัวลอย(ไปสืบมา) นั่งซบกับผู้ชายอีกคน แถมยังยิ้มให้กันอย่างหวานซึ้งแบบนั้น 

มันชัดแล้วไม่ใช่หรอว่ะ ว่ามันร่านแค่ไหน ต่อหน้ากูทำเป็นน่ารัก น่าเอ็นดู เหอะ สุดท้ายก็แค่เด็กร่านๆคนหนึ่ง โถ่เว้ย!! 

ตุบ 

เพร้ง 

กระจกในห้องน้ำแตกละเอียด พี่ขุนพลต่อยกระจกแตกต่อหน้าต่อตานักศึกษาคนอื่นที่อยู่ในห้องน้ำ น้องๆต่างพากันรีบวิ่ออกจากห้องน้ำไปตามๆกัน  

ไอ้เด็กนี้ ...คิดว่ามีแค่หน้าตาที่หน้ารักจะทำให้กูชอบได้หรอว่ะ คอยดูเถอะมึง กูจะทำให้ชีวิตมหาลัยมึงพังคอยดูเหอะ 

 

และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาเป็นปี บัวลอยขึ้นปีสอง แต่การขึ้นปีสองของบัวลอยมันลำบากมาก ลำบากจนผมร้องไห้อยู่หลายวัน จากคำว่าเกลียด กลาเป็นความรังเกลียดไปเป้ฯที่เรียบร้อย ตั้งแต่เกิดมายังไมเคยเจอใครที่นิสัยแย่ขนาดนี้มาก่อน 

 ผมกำลังจะเดินข้ามตึกบริหารธุรกิจแต่ไม่น่าเชื่อว่าพวกแก๊งปีสี่ที่ผมไม่ชอบมากที่สุดนั่งอยู่แถวนี้ คนทั้งมหาลัยเรียกพวกนี้ว่า พี่ขุน พวกมันมีกันอยู่ราวๆสามคน มันเป็นพี่น้องกัน 

และคงเป็นเพราะผมนั้นว่านอนสอนง่ายทำให้พวกมันนั้นชอบตามกวนตีนอยู่เสมอ ยิ่งตอนปีหนึ่งผมเคยทำสีหกใส่พี่ขุนพล นั้นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกนี้ไม่ยอมเลิกละลานผม 

"บัวลอยหวานไหม" พี่นัทเป็นเป็นคนเปิด ผมที่กำลังเดินผ่านได้แต่ยิ้มเจื่อนๆทำหน้าเหมือนจะร้องไห้  

"หวานนน"เสียงพี่ชัยดังมาติดๆ ผมหันหน้ามองพวกพี่เขา หยุดยืนตรงยกมือขึ้นไหว้งามๆหนึ่งที 

"ส..สวัสดีค..ครับพี่ๆ" 

แม่งเอ่ย กลัวก็กลัว แต่ต้องไหว้ ใจดีสู้เสือเข้าไว้ไอ้บัวลอย สู้ๆนะมึง ผมปลอบใจตัวเอง เมื่อไหว้เสร็จก็กระชับกระเป๋าเป้ เดินหนีไปอีกทาง คิดในใจว่ารอดแล้ว กูรอดไปอีกวัน 

ทว่า 

"เฮ้ย มึงอ่ะมานี้ดิ่" เสียนั้นทำเอาผมชาไปทั้งแทบ ขาสั่นจนยืนแทบไม่อยู่แต่ต้องหันกายกลับไปหาต้นเสียง พี่ขุนพลเดินตรงมาทางผม เขาเดินเข้าหาผมจนผมต้องถอยหลังหนีพี่เขา พี่ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ผมถอยไปหนึ่งก้าว  

ปึก 

หลังผมชนกับเสาตึกเรียน ตัวพี่เขาอยู่ใกล้จนผมต้องก้มหน้าหนี ทว่ามือพี่เขากับบีบแก้มให้ผมเงยหน้าขึ้นสบดวงตาของพี่เขา 

"มึงอ่ะ" 

"ค..ครับพี่" ผมตอบอู้อี้เพราะถูกมือหนานั้นบีบไว้ พี่ขุนพลก้มลงจนลมหายใจพี่เขารินใส่แก้มของผม ริมฝีปากพี่เขาอยู่ใกล้แก้มผมเพียงนิดก็จะชนกัน  

ใจผมเต้นระรัวเหมือนกลอง ทั้งกลัวโดนตี ทั้งกลัวประวัติของพี่เขา กลัวจนแทบยืนไม่ไหว และที่มีมากกว่าความกลัวก็คงเป็ฯลมหายใจอุ่นๆที่รินอยู่ข้างแก้มตอนนี้  

พี่ขุนพลเงียบไปนาน เสียงพี่เขาเอ่ยอย่างแผ่วเบา,,, 

"คบกับกูไหม" 

คำถามนั้นเป็นคำถามที่ขุนพลร่วมรวมความกล้าทั้งหมดแสดงออกมา ยิ่งเขาแกล้งบัวลอยมากแค่ไหน คำว่าน่ารักของบัวลอยก็ทำให้น้ำแข็งในใจเขาละลายจนไม่เหลือความเยือกเย็นแม้แต่น้อย 

หากเปรียบถึงหัวใจของขุนพล ตอนนี้ก็คงเหมือนกะทิที่ไว้ใส่ในบัวลอยล่ะมั้ง 

ทั้งหวานทั้งหอม และได้ราดบนบัวลอย... 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น