mdred♡

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 :: แผนการ [100%]

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 :: แผนการ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 87.1k

ความคิดเห็น : 140

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2558 18:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 :: แผนการ [100%]
แบบอักษร

 

 ผมฝัน ฝันอีกแล้ว ฝันเหมือนเดิมคือเจอเด็กสองคนแต่คราวนี้ภาพของเด็กสองคนค่อยๆเผยชัดขึ้นมีสถานที่ที่คุ้นเคยเข้ามาเกี่ยวข้อง ราวกับเป็นงานเลี้ยง

          ในห้องโถงหรูหราขนาดใหญ่ เสาทุกต้นของที่นี่เป็นหินอ่อน ผู้ใหญ่มากหน้าหลายตากำลังพบปะสังสรรค์กัน พูดคุยในสิ่งที่ผมไม่เขาใจ แต่ท่ามกลางผู้ใหญ่เหล่านั้นมีเด็กสองคนยืนอยู่ คราวนี้ผมเห็นหน้าของเด็กสองคนที่ว่าชัดเจนกว่าเดิม

        ‘ธามไปเล่นกันไหม

        ทั้งสองคนตะโกนให้ผมไปเล่นด้วย ในฝันผมพยักหน้าแล้วเดินไปหาพวกเขา

มีสองคนที่เรียกผม แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้เล่นกับเด็กผู้ชาย

เพียงแค่คนเดียว

 

ทั้งๆที่บอกว่าต่อไปจะออกกำลังกายทุกวัน แต่วันต่อมาผมก็ตื่นสายจนไม่ทันออกกำลังกายเสียแล้ว (เสือไม่ปลุกผมด้วย) ตื่นสายมากจริงๆครับ วันนี้พอผมตื่นขึ้นมาเสือก็ไม่อยู่ในห้องแล้วแต่ไม่ลืมแปะกระดาษข้อความเอาไว้ให้ด้วยว่า

 

ไปสอบ อาหารเช้าอยู่ในห้องครัว ส่วนรถเมียจอดอยู่ที่ลานจอดรถกุญแจอยู่หน้าทีวี (ให้คนขับมาส่งให้แล้ว)

จากเสือ

       

          โชคดีที่วันนี้ผมเรียนบ่ายหลังจากอาบน้ำแล้วทานข้าวเที่ยงเสร็จ (ข้าวเช้านั่นแหละแต่ผมทานตอนเที่ยง) จึงขับรถมามหาลัย มาเร็วก่อนเรียนสามสิบนาทีครับเพราะอยู่คอนโดก็ไม่มีอะไรทำ ผมเปิดเน็ตดูขณะรอเข้าห้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องความฝันหลังจากฝันเรื่องราวติดต่อกันมาสามครั้งรวด เขาบอกว่าความฝัน เกิดจากจิตใต้สำนึกที่จิตเคยจดจำสิ่งนั้นๆมา เป็นลำดับภาพ ความคิด อารมณ์ และการรับรู้ที่เกิดขึ้นนอกเหนืออำนาจจิตใจในจิตระหว่างช่วงการหลับ

          โป๊ก!!

          แรงทุบที่หัวทำให้ผมหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเอง พอเงยหน้าขึ้นไปกำลังจะด่าก็เจอหน้ากิ้งอย่างที่คาด

          “ทำหน้าเครียดเชียวนะมึง ทำไมเดี๋ยวนี้มึงเครียดบ่อยจังเลยวะ อ้าว! ทำไมตามตัวมีแต่ผ้าพันแผลแบบนั้น”

          “โดนรถเฉี่ยว” ผมตอบนิ่งๆแต่อีกคนมีผลตอบรับแรงมาก

          “หา!!!! รถชน”

          “ก็แค่เฉี่ยวตอนแรกก็เกือบชนแหละ แต่ไม่เป็นไรมากหรอก”

          “เหรอวะ” กิ้งทำหน้าครุ่นคิดเหมือนไม่แน่ใจกับคำว่าไม่เป็นไรมากหรอกของผม “ช่างเหอะ! แล้วสรุปทำหน้าเครียดทำไม”

          “เฮ้อ” ผมถอนหายใจ “มันมีเรื่องที่ต้องให้คิดมากว่ะ”

          ชีวิตผมตอนนี้เรียกได้ว่าอีรุงตุงนังสุดๆ เพิ่งเฉียดตายจากการจมน้ำ มาโดนน้องชายแฟนจูบ จากนั้นโดนขอหมั้น หมั้นเสร็จพี่รุ้งก็มาขอให้เสือไปเต้นรำกับคนที่คิดจะฆ่าผมอีก จากนั้นก็เกือบตายกับรถชนเมื่อวาน แล้วก็คล้ายๆว่าเพิ่งคืนดีกับสิงห์หลังจากที่ได้ฟังเขาอธิบายไปหยกๆ แถมตอนนี้ยังฝันแต่เรื่องเดิมๆสามครั้งติด เห็นไหมว่าผมมีเรื่องที่ต้องให้คิดอีกโค-ตะ-ระ โคตรเยอะ

          “คิดมากเนาะมึง แต่ก็เออมึงนี่ก็โง๊โง่เนาะ ให้พี่เสือของกูไปเต้นรำกับนังมันสำปะหนังนั่นอีกทำไมยะ ?”

          “มันตาน่ะหรือ ? ก็พี่รุ้งเขาขอมา พี่แกบอกว่าจะช่วยดูแลเสือให้ด้วย กูเลยวางใจนิดๆ แล้วเสือก็ไม่ได้บอกว่ามีเรื่องไม่ดีอะไรเกิดขึ้นนะ ก็เหมือนว่าแค่ไปซ้อมเต้นกันเฉยๆ มันตาตัดใจแล้วล่ะมั้ง” ผมว่าขณะคิดพลางพยักหน้าเห็นด้วยให้กับความคิดตัวเอง

          “อีโง่ หน้าตาก็ดีทำไมโง่วะ กูว่าเผลอๆผัวมึงอาจจับทางผู้หญิงได้มากกว่ามึงด้วยซ้ำ”

          “ด่ากูทำไม”

          “ก็มึงโง่อ่ะ มึงคิดดูนะ มีโอกาสเต้นรำกับคนระดับพี่เสือ จะไปสร้างเรื่องตอนซ้อมทำไม ผลเสียอาจไม่ได้เต้นกับพี่เสือด้วยซ้ำ ถ้าสร้างเรื่องในงานนะ ได้ทั้งเต้นรำด้วยเผลอๆอาจทำให้พวกมึงผิดใจกันด้วย คุ้มกว่าเห็นๆ!!! ผู้หญิงน่ะมันเจ้าแผนการกันทุกคนแหละ อย่าวางใจมันมาก”

          ผมทำหน้าเหยเก “จะยอมทำถึงขนาดนั้นเลยหรือวะ”

          “ถ้าให้ได้ผู้ชายชะนีเขาก็ทำหมดนั่นแหละค่า ไม่งั้นจะมีข่าวตบกันแย่งผู้ชายหรือมึง”

          “แต่กูว่า

          “ไม่แต่แล้วจ้า จริงสิ! คลิปเสียงมึงอยู่ไหน เดี๋ยวกูเอาไปตัดต่อแล้วแฉวันงานเลยแม่ง”

          “เฮ้ย! ไม่เอา” ผมร้องห้ามรีบเก็บโทรศัพท์ตัวเองเข้ากระเป๋าอย่างไว “มึงไม่ต้องเลย ไม่ต้อง”

          “ทำไมมึงใจอ่อนวะ เป็นนางร้ายให้กูหน่อย” กิ้งกระแทกเสียงใส่ผม

          “ยังไงก็ผู้ชายจะไปทำร้ายเพศแม่มันก็ยังไงๆอยู่”

          “คิดดูมันทำอะไรมึงไว้บ้าง เอาเกือบตาย ฝ่ายเราเขาไม่เรียกว่าทำร้ายหรอกเขาเรียกว่าเอาคืน!!

          “เหอะน่า! กูไม่อยากมีเรื่อง แค่เรื่องเดียวนี่ก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว” ผมส่ายหน้าบอกว่าไม่ต้องการจะมีเรื่องจริงๆ กิ้งเลยเลิกตื๊อเอาคลิป ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

          “งั้นก็แล้วแต่มึงเหอะ แต่มีเรื่องเมื่อไหร่บอกกู กองทัพกะเทยพร้อมตบตลอด”

          “โอเคๆ” ผมว่าขำก่อนหันหน้าไปสนใจเรื่องจิตใต้สำนึกกับความฝันต่อ จนกระทั่งกิ้งพูดขึ้นมาอีกครั้ง

          “แล้วมึงหาคู่ไปงานสวมหน้ากากได้ยัง”

          คู่ ? คู่อะไรอีกวะ

          พอผมทำหน้างงมันเลยอธิบายต่อ “ก็คู่ไปงานสวมหน้ากากไง ลืมไปแล้วเหรอว่าไปงานสวมหน้ากากต้องมีคู่”

          “เออว่ะ” ผมพูดพร้อมเบิกตากว้างขึ้น ลืมไปจริงๆว่าไปงานต้องมีคู่ แล้วกูจะไปหาคู่มาจากที่ไหนล่ะเนี่ย เสือก็ไม่ว่างแล้วด้วย ผมถอนหายใจก่อนจะปิ๊งชื่อของคนๆหนึ่งขึ้นมา “เมฆไงเมฆกูไปกับมันก็ได้”

          ผมเสนอแต่กะเทยทึกก็ส่ายหน้าทันที

          “มันมีคู่แล้วมันบอกกูเมื่อวาน”

          “แล้วมึงล่ะ” ผมย้อนถามบ้าง

          “แหมกูมีตั้งนานแล้วจ้า”

          “ใครมันเอามึงเป็นคู่วะ”

          “เอ๊ะ! ปากเสียนะอีนี่ กะเทยอย่างกูก็มีดีบ้างแหละ มึงห่วงตัวเองเถอะว่าจะเอาใครไปเป็นคู่”

          ขนาดกิ้งยังมีคู่แล้วกูล่ะมีใคร ผมจิปากคิดไม่ออกจริงๆว่าจะเอาใครมาเป็นคู่ตัวเองในวันงานสวมหน้ากากดี ไม่ไปก็คงไม่ได้ ผมไม่ยอมให้เสืออยู่กับมันตานานแน่ๆ (แค่ยอมให้ไปเต้นเปิดด้วยหรอก ยังหวงแฟนตัวเองอยู่) จนกระทั่งสายตาไปเหลือบเห็นเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังเดินมาทางตึกของผม ผมจึงกรีดยิ้มออกมา กิ้งทำหน้าฉงนคงสงสัยว่าผมยิ้มทำไม

          “กูรู้ล่ะว่าจะเอาใครมาเป็นคู่กู”

ใครวะ

นั่นไงผมบอกพร้อมชี้ไปยังทิศทางของ

อีห่า! เดือนมหาลัยปีนี้

นั่นแหละครับคำตอบ

 

คู่ควงไปงานของผมชื่อ ธัญ จำมันได้ไหมครับ ไอ้คนหล่อๆที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของผมที่อาศัยการบ้านของมันมาลอกอยู่บ่อยๆ นั่นแหละธัญ นอกจากหล่อแล้วยังมีดีกรีเป็นถึงเดือนมหาลัยและเดือนคณะแพทยศาสตร์ปีล่าสุด ช่วงนิสิตแพทย์กำลังฮอตครับ แต่ก่อนเหมือนวิศวะจะได้แชมป์เดือนมหาลัยเยอะกว่า แต่ตั้งแต่รุ่นเสือลงมาคุณหมอทั้งหลายก็กวาดตำแหน่งเดือนมหาลัยมาสามปีรวดแล้ว (เสือไม่ได้เป็นเดือนมหาลัยนะครับ อย่าลืมแค่หล่อกว่าเดือนมหาลัยและรุ่นเสือก็มีแต่คนหน้าตาดีๆทั้งนั้น อาจเป็นผลพลอยได้ทำให้รุ่นน้องหน้าตาดีสืบทอดกันมาด้วย) โชคดีที่มันเดินมาทำธุระตึกผมพอดีเลยเนียนไปชวน อ้างสิทธิเมียเสือนิดหน่อย ธัญก็ยอมสิโรราบแบบไม่ต้องออกแรงมากแล้ว

“โอเค เลิก!” เสียงจบบทเรียนของอาจารย์เหมือนเป็นเสียงสวรรค์ ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะทันทีที่ได้ยินก่อนรู้สึกได้ถึงแรงสะกิดเบาๆที่ต้นแขน “มีไรกิ้ง” ถามแบบไม่ลืมตาขึ้นไปมองเลยครับ ก็มีเพื่อนสนิทสุดในคณะนี้คนเดียวนี่หว่า ทว่ามันก็ยังสะกิดต่อไปจนกระทั่งผมเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าเจ้าของแรงสะกิดไม่ใช่กิ้งแต่เป็น...

“ธามครับ”

เป็นสิงห์ ผมทำหน้าแปลกใจทันที “มีอะไรหรือเปล่า”

ทันใดนั้นใบหน้าหล่อเหลาก็เผยอาการงุนงงออกมาเช่นกัน “นี่ลืมแล้วหรือ ?”

ลืม ? ผมทวนคำในใจ กูลืมอะไรวะ จนแล้วจนรอดพอคิดเองไม่ออกเสียงทุ้มจึงเฉลยให้ฟัง

ก็ไหนเมื่อวานบอกพรุ่งนี้ตอนเลิกเจอกันหน้าคณะเดี๋ยวพาไปเลี้ยงไง”

“อ๋อ” ผมร้องอ๋อทันทีที่ได้ฟังเฉลย แต่ว่า“นัดหน้าคณะไม่ใช่หรือ ไม่ต้องลงทุนมาหาถึงห้องก็ได้มั้ง”

“ก็อยากมาดูห้อง”

ผมพยักหน้าเออออตามไปบอกให้ร่างสูงออกไปรอด้านนอกก่อนส่วนผมจะตามออกไปทีหลัง หลังจากที่สิงห์เดินออกไปกิ้งที่ยืนอยู่ด้านหลังผมแต่ยังไม่มีโอกาสพูดอยู่นานก็รีบปรี่เข้ามาประชิดตัวแล้วกระซิบที่ข้างหู

“มึงคืนดีกันแล้วเหรอวะ”

“ไม่เชิง แต่เมื่อวานได้ฟังเขาอธิบายแล้วอ่ะ เขาช่วยกูด้วยเลยอยากตอบแทน” ผมว่าพร้อมโชว์แขนที่ยังมีผ้าพันแผลแปะตามผิวหนังเป็นจุดๆ “เมื่อวานก็พาไปโรงพยาบาลด้วย แต่จริงๆกูก็ยังไม่วางใจหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นหรอกไม่ต้องห่วง”

พอผมบอกแบบนั้นมันเลยพยักหน้าแล้วตบบ่าผมดังแปะๆ “งั้นระวังตัวด้วย”

“แล้วบอกพี่เสือยัง”

“เออว่ะ” ผมหันไปมองกิ้งแล้วกระพริบตาปริบก่อนทำหน้าเหยเกให้กับตัวเอง “ลืมทำไงดี” เรื่องสำคัญแบบนี้ผมลืมบอกไปได้ไง พี่กับน้องเขายิ่งไม่ถูกกันอยู่ด้วย “เอาไงดีวะ เดี๋ยวๆกูโทรหาเสือเอาแล้วกัน”

มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋า กดเบอร์แล้วโทรออก ทว่า

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

“เชี่ย แบบนี้แบตหมดชัวร์” เวรจังไรมากจะไม่ไปก็ไม่ได้เพราะเป็นคนนัดเขาเอาไว้เอง ผมกดเข้าแอพไลน์พิมพ์ข้อความบอกหวังว่าพอเสือชาร์ตโทรศัพท์แล้วจะเห็นข้อความของผมก็แล้วกัน “งั้นกูไปก่อนนะ”

ผมบอกก่อนจะรีบเดินออกมาโดยไม่ทันให้กิ้งได้ร่ำลาจนจบเพราะสิงห์เดินออกไปนานแล้วครับ ส่วนผมขายังไม่ทันก้าวออกจากห้องเรียนเลยด้วยซ้ำ พอวิ่งออกไปก็เจอกับเฟอร์รารี่คันหรูที่จอดรออยู่หน้าคณะมีร่างสูงในชุดนักศึกษาคณะบริหารเอนตัวพิงกับรถยืนรออยู่ ดูสง่าราวเป็นจุดรวมสายตาให้ทุกคนมองมาทางนี้ ใบหน้าหล่อเหลาเงยหน้าขึ้นมองผมแล้วยิ้มเล็กน้อย

“ธามครับ”

“เอารถมารับเลยหรือ” สิงห์พยักหน้า “ไม่ต้องก็ได้วันนี้เราเอารถมา”

“งั้นหรือครับ” เขาทำหน้าผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะถามผมต่อ “งั้นจะไปเลี้ยงอะไรล่ะวันนี้”

          ผมขมวดคิ้วเพราะตัวเองก็ยังไม่ได้คิดเอาไว้เลยตอบไปว่า

“เนื้อย่าง”

 

ร้านเนื้อย่าง

“เมื่อไหร่มันจะสุก”

“เดี๋ยวก็สุกแล้วครับ”

“หิวแล้วกินเลยได้ไหม”

“ระวังพยาธิ” เสียงทุ้มขู่เบาๆขณะพลิกเนื้อหมูในกระทะให้ผม ตอนนี้เราอยู่ร้านเนื้อย่างกัน เพราะหลังจากที่ผมเสนอไปร่างสูงก็ไม่ได้ปฏิเสธจนมาจบอยู่ที่ร้านเนื้อย่างแถวมหาลัยนี่แหละครับ ผมเอาศอกยันโต๊ะแล้วเบ้ปากมองเนื้อบนกระทะที่เริ่มส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้ท้องร้องเสีย แต่ว่ายังกินไม่ได้

“ไม่ไหวแล้วหิวกินเลยดีกว่า” ผมว่าก่อนจะยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อหมูที่คาดว่าน่าจะสุกที่สุดจิ้มน้ำจิ้มก่อนยัดเข้าปาก

“ผมบอกแล้วนะว่าให้ระวังพยาธิ”

ผมกรอกตาเมื่อโดนย้ำอีกครั้ง คีบเนื้อชิ้นที่สองมากินแล้วตอบกลับไป

“มีแฟนเป็นหมออยู่แล้วนี่จะกลัวอะไร”

อะ อ้าว เงียบทำไมล่ะจ๊ะ

“ไม่กินหรือ” ผมเงยหน้าถามเขา หลังจากที่สิงห์เอาแต่เงียบทันทีที่ผมพูดประโยคนั้นจบ ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นแล้วพยักหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะคีบหมูบนกระทะไปทานบ้าง แต่บรรยากาศมันก็ยังแปร่งๆเหมือนเดิมอยู่ดีผมกำมือเป่าลมออกจากปากคลายความอึดอัดในอกแล้วเป็นฝ่ายชวนคุยแทน “ทำไมได้กลับมาเรียนที่ไทยล่ะ”

“ตั้งใจว่าจะมาหาใครคนหนึ่งน่ะครับ”

“ใครคนหนึ่ง ?” ผมทวนคำ “แล้วใครอ่ะ” ปากมันถามไปแบบอัตโนมัติขอร้องอย่าให้สิงห์ตอบกลับมาว่าเสือก

“คนที่สำคัญกับผม” เขาตอบยิ้มๆขณะพลิกหมูบนกระทะไปด้วย เหมือนผมมีหน้าที่กินอย่างเดียวเลยเพราะคนเอาเนื้อหมูมาวางก็เป็นสิงห์ตลอด “ธามล่ะมีหรือเปล่า”

“คนสำคัญน่ะหรือ” ผมลากเสียงยาวขณะพึมพำในลำคอ “มีสิ ต้องมีอยู่แล้ว พ่อแม่พี่น้องอะไรแบบนี้”

“มันสำคัญคนละความหมายกันครับ” มือหนาคีบเนื้อหมูที่สุกแล้ววางลงบนจานผม

“หืม” ผมเลิกขึ้นเล็กน้อยหยุดกินแล้วหันมาตั้งใจฟัง

“จริงๆแล้วผมกลับมาหา

ริมฝีปากบางขยับเสียงพูดเป็นประโยคๆหนึ่งที่ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมาเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยิน

 

 “ขอบคุณมากนะที่เลี้ยง”

“อือ” ผมครางในลำคอตอบรับ ตอนนี้พวกเรายืนอยู่หน้าคอนโดกันหลังจากเพิ่งขับรถมาถึงเมื่อไม่กี่นาทีก่อน พอใบหน้าหล่อเหลาพยักหน้าเล็กน้อย เราทั้งสองคนจึงพากันเดินไปขึ้นลิฟต์เพื่อกลับไปห้องใครห้องมัน หลังจากอิ่มท้องกันไปแล้วทั้งคู่ (คิดว่านะหรือผมอิ่มอยู่คนเดียวก็ไม่รู้เห็นเขาคีบแต่เนื้อมาให้ผมตลอดไม่ยอมกิน) ผมยืนเว้นระยะห่างจากเขาเล็กน้อย ในตอนที่ลิฟต์กำลังขึ้นสู่ชั้นบนโทรศัพท์ในกระเป๋าผมก็สั่นพอดี

“อือเสือ” จะใครโทรมาได้ล่ะนอกจากเสือ แต่เหมือนชื่อนี้มีอิทธิพลเพราะสามารถทำให้คนที่อยู่ข้างตัวผมตอนนี้หันหน้ามามองทันที “อ่านในไลน์แล้วใช่ไหม”

ผมถามเขาเสียงเบาแต่เสือไม่ตอบแถมถามคำถามกลับมาด้วย

(อยู่ไหน)

“บนลิฟต์กำลังจะขึ้นไปเพ้นเฮ้าท์”

(กับมัน?)

“ครับ” ผมตอบเสียงอ่อยกระทั่งปลายสายเงียบไป “แล้วมึงอยู่ไหน”

(ไม่หยาบนะเมีย) เขาทำเสียงดุปนอ้อนวอนให้ผมไม่พูดคำหยาบ

“ขอโทษครับ แล้วอยู่ไหน”

(บนรถ)

“ขับรถอยู่หรือ ไม่คุยตอนขับสิเสืองั้นธามวางสายนะ” ผมบอกก่อนได้ยินเขาส่งเสียงร้องอือเบาๆเลยเอาโทรศัพท์ออกจากหูตั้งใจกดนิ้ววางสาย

ตึง!!!

“เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!

ตุบ!!!

ผมร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ดีๆลิฟต์มันก็สั่นขึ้นมากะทันหันจนเผลอปล่อยโทรศัพท์ตกลงกับพื้นที่ยังค้างสายของเสือเอาไว้อยู่ ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อดังออกมาจากโทรศัพท์เลยรีบเดินไปเก็บก่อนหยิบมาแนบหูอีกครั้ง

(ตี้ๆ!!!)

“ครับ”

(เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น) ผมแหงนคอขึ้นมองตัวเลขแสดงลำดับชั้นของลิฟต์อัตโนมัติ มันไม่ขยับตัวเลขไปไหนบ่งบอกได้ดีว่าตอนนี้

“ลิฟต์ค้าง” ผมพูดเสียงเบาก่อนหันไปมองคนข้างกายที่พยักหน้าเหมือนเข้าใจแบบเดียวกันกับผม “ค้างอยู่ที่ชั้นยี่สิบแปด” ผมว่าก่อนจะยื่นมือไปกดสัญญาณขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุลิฟต์ค้าง

(เป็นอะไรมากหรือเปล่า)

“เปล่าครับไม่เป็นไร ไฟในลิฟต์ก็ยังไม่ดะ

พรึบ!!!

เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!น้ำเสียงตกใจดังขึ้นอีกรอบเมื่อไฟที่เมื่อสักครู่ยังติดอยู่เป็นปรกติ อยู่ๆกับดับพรึบลงมาจนทำให้ภายในลิฟต์ทรงสี่เหลี่ยมแคบๆเต็มไปด้วยความมืด ผมก็เผลอกระโดดเข้าไปกอดแขนคนข้างๆโดยอัตโนมัติก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆกับปลายสาย “ไฟดับ”

ตึง!!!

เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!ผมได้ร้องอีกรอบเมื่อลิฟต์มันเกิดแรงสั่นไปมาไม่มั่นคง “พี่เสือธามเริ่มกลัวแล้วว่ะ

(ใจเย็นๆครับ)

“อือ” ผมพยายามสูดลมหายใจลึกๆ

(รอก่อนนะ)

“ครับ”

(นั่งรอไปก่อนนะเมี)

ผมขมวดคิ้วเพราะจู่ๆเสือก็เงียบไป จนต้องเอาโทรศัพท์ออกมาดูจึงรู้ว่า “แบตหมด เวรมาหมดอะไรตอนนี้” ผมสบถออกมาด้วยอาการหัวเสียก่อนหันไปมองคนที่ผมกอดแขนเขาเอาไว้อยู่ท่ามกลางความมืด แล้วถอนหายใจออกมา ตอนแรกตั้งใจว่าจะยืมโทรศัพท์สิงห์แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจเพราะยังไงซะเสือก็รู้แล้วคงไม่ต้องโทรไปบอกอีกรอบหรอก

“นั่งลงก่อนไหมธาม คาดว่าจะนานนะ” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู ผมหันหน้าไปมองร่างสูงท่ามกลางความมืดก่อนพยักหน้าเบาๆแล้วไถลตัวลงนั่งบนลิฟต์ สายตาเริ่มปรับแสงในความมืดได้เลยเริ่มเห็นเค้าโครงของคนตรงข้ามบ้างแล้ว ผมเห็นสิงห์หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าก่อนเขาจะเปิดไฟฉายในโทรศัพท์ทำให้ตัวลิฟต์แคบๆนี้สว่างขึ้นมาทันตาเห็น เรานั่งรอกันไปเรื่อยๆไม่ส่งเสียงอะไร บรรยากาศเงียบเชียบจนกระทั่งรอเกือบห้านาทีผมจึงพูดขึ้น

“เรื่องที่พูดตอนอยู่ในร้าน” ผมนึกย้อนไปถึงประโยคที่เขาพูดตอนนั้น “งั้นนายก็มีคนที่ชอบอยู่แล้วสิ”

“มีสิครับ”

“งั้นหรือ” มีคนที่ชอบแล้วงั้นหรือแต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกว่าเขาชอบผมกันนะ นี่ผมไม่ได้หลงตัวเองอยากให้มีคนมาชอบเยอะๆนะแต่ความรู้สึกมันบอกแบบนั้น ดูเหมือนเซ้นต์ผมจะผิดแฮะเพราะคนที่สิงห์ชอบน่ะเป็นถึง

“ถามทำไมหรือครับ”

“อ่ะ อะไรนะ” ผมสะดุ้งตัวขึ้นมาเมื่อได้ยินคำถาม

“ผมถามว่าถามทำไมหรือครับ”

“อ๋อเปล่าไม่มีอะไรหรอก อ๊ะ! ไฟติดแล้ว” ผมตอบในจังหวะที่ไฟในลิฟต์ติดพอดีแต่ทว่าตัวลิฟต์ก็ยังไม่ทำงานเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ต้องกลับมาขมวดคิ้วเพราะจำไม่ได้ว่าเมื่อสักครู่ผมคิดอะไรอยู่แต่ช่างมันเถอะ “เฮ้อ” ผมเป่าลมออกจากปากแล้วกระทุ้งแก้มเล่นเมื่อไม่มีอะไรทำก่อนหลุบตาลงมองมือตัวเองในจังหวะนั้นสายตาก็ดันไปเห็นแหวนในสร้อยที่โผล่ออกนอกเสื้อตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ผมเลิกคิ้วขึ้นตั้งใจจะหยิบมันเข้าไปในอกเสื้อทว่าโดนมือหนาของอีกฝ่ายจับเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยว” น้ำเสียงห้วนๆดังขึ้นขณะจับแหวนที่คล้องกับสร้อยเอาไว้แน่น ผมเผลอตัวเกร็งเมื่อสัมผัสได้ถึงอารมณ์หงุดหงิดในน้ำเสียง ใบหน้าหล่อเหลาเงยหน้าขึ้นแวบแรกที่สบตาสีฟ้าเข้มผมเห็นประกายความโกรธเกรี้ยวในตังสิงห์ชัดมาก ก่อนจะโดนเขาถามด้วยท่าทีจริงจัง “ไปได้มันมาจากไหน”

“เอ่อ

“ถามว่าไปได้มันมาจากไหน!!!

ฮะ เฮือก

ผมสะดุ้งตัวเมื่อเขาตะโกนถามด้วยน้ำเสียงตะคอก ร่างสูงลุกขึ้นก่อนกระชากตัวผมให้ลุกตัวตามเขาผลักผมเข้ากำแพงลิฟต์แรงๆในขณะที่มือหนายังกำแหวนหมั้นที่เสือให้กับผมเอาไว้อยู่ “เสือให้มา” ผมตอบเสียงอ่อยแต่มั่นใจว่าสิงห์ได้ยิน

“เสือให้มา ?” ใบหน้าหล่อเหลาทวนคำขณะเบี่ยงตาไปทางอื่นแล้วเลียริมฝีปากก่อนหันหน้ากลับมาทางผมอีกครั้ง “ให้มาได้ยังไง”

“แล้วนายเกี่ยวอะไรด้วย!!!” ผมตวาดใส่เขากลับพร้อมทำหน้าหงุดหงิด ทำไมต้องมาถามแล้วเกี่ยวอะไรด้วย แล้วผมทำอะไรผิดอยู่ดีๆก็โดนตะคอกแล้วรัวคำถามใส่แบบนี้

ปัง!!!!!!!

          มือหนาตบกำแพงลิฟต์เสียงดัง บรรยากาศรอบตัวตอนนี้บอกว่าเขาอันตรายมันเป็นด้านที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งแต่ความสงบนิ่งนั้นเหมือนภูเขาไฟที่มันจะปะทุออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ แขนแกร่งจับไหล่ของผมเอาไว้บีบแรงจนรู้สึกว่ามันจะหักพร้อมเขย่าร่างของผมไปด้วย เจ็บจนต้องเบ้หน้าบอกให้เขาหยุด

          “หยุดนะ! มันเจ็บนะสิงห์!!!” ทว่าเขาไม่สนใจคำพูดของผมกลับตะคอกประโยคบางอย่างออกมาให้ได้ยิน และมันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับแหวนที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน

        “แหวนนี้เป็นแหวนประจำตระกูลของคุณแม่ที่จะใช้สำหรับงานหมั้นหรือแต่งงานของเสือเท่านั้น!! และฉันจำได้ว่าแหวนที่นายใส่อยู่มันเคยมีเจ้าของแล้ว แล้วนายไปได้มันมาได้ยังไงบอกมา!!

          “โอ๊ยยย!!” ผมร้อง พยายามแกะมือเขาออกจนในที่สุดก็แกะได้สำเร็จ “มันเจ็บนะ!!

          แต่พอผมแกะมือเขาออกสิงห์ก็ตามเข้ามาจับอีก เขาเขย่าตัวผมไปมาเหมือนบังคับให้ตอบ

“ตอบมาเดี๋ยวนี้” เสียงทุ้มแข็งกร้าว แววตาสีฟ้าเข้มวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ผมกัดปากด้วยความเจ็บเพราะว่าเขาบีบไหล่ผมแรงมากรู้สึกเหมือนมันจะหัก จนในที่สุดความอดทนของผมก็สิ้นสุดลงแล้วตะคอกตอบกลับไปเช่นกัน

        “เสือขอหมั้น พอใจหรือยัง!!!!!!!

        ผมตอบแล้วสะบัดตัวออกก่อนเดินออกมาในห่างจากสิงห์ในขณะที่ร่างสูงยังนิ่งงันหลังจากที่ได้ฟังคำตอบของผม

          ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆหันมาทางที่ผมยืนอยู่ ผมเห็นนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ริมฝีปากอ้าขึ้นเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่พูดคล้ายเด็กแรกเกิดที่เรียบเรียงคำพูดไม่ออก จนกระทั่งผมได้ยินน้ำเสียงสั่นๆของสิงห์เป็นจังหวะเดียวกันที่ลิฟต์เริ่มกลับมาทำงานตามเดิม

          “หมั้น ?” เขาทวนคำ “หมั้น ? คุณจะหมั้นได้ยังไง!!

          “หมั้นแล้วยังไง นายเกี่ยวอะไรด้วย”

          เพี้ยะ!

“อย่ามาจับ!!!

ผมปัดมือเขาออกทันทีที่สิงห์ทำท่าว่าจะเข้ามาจับตัวผมอีกครั้ง และนั่นเหมือนเป็นการจุดประกายให้ภูเขาไฟที่ว่าปะทุขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึม บรรยากาศรอบตัวนิ่งสงบและเยือกเย็นซะจนทำเอาผมไม่อยากหายใจ ขายาวค่อยๆก้าวเขามาใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ

“เกี่ยวยังไงน่ะหรือ” ริมฝีปากบางแสยะยิ้มน่ากลัว เขาเงียบไปก่อนจะตะคอกออกมาเสียงดัง “ก็เกี่ยวตรงที่ว่ากูเป็น

ครืด~

“อ๊ะ!!!!!!!!” ในจังหวะที่เขาจะพูดจนจบประตูลิฟต์ก็เปิดออกพร้อมตัวผมที่โดนใครสักคนดึงออกไปรุนแรงจนเซถลาทำให้ใบหน้าซุกอกแกร่ง “เสือเหรอ” ผมถามเขาเบาๆแต่ร่างสูงไม่ตอบมือหนายกขึ้นปิดหูผมเอาไว้เหมือนไม่อยากให้ได้ยินอะไร

 

นัยน์ตาคมเฉี่ยวสองคู่มองประสานกัน ฝ่ายน้องชายเป็นคนละสายตาออกคนแรกก่อนหลุบมองร่างเล็กที่โดนแขนแกร่งรวบตัวให้ใบหน้าหวานซุกเข้าอกขณะเดียวกันมือหนาก็ทำหน้าที่ปิดหูของคนตัวเล็กเอาไว้ สิงห์ยิ้มแสยะร้องเหอะเบาๆในลำคอ ก่อนหันไปมองใบหน้าของพี่ชายด้วยท่าทีจริงจังอีกครั้ง

“มึงหักหลังกู” สรรพนามหยาบคายบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ไม่ดีนัก ในขณะที่อีกฝ่ายยังสงบนิ่งเสือไม่ได้ตอบอะไรแต่อุ้มร่างเล็กขึ้นแล้วพาเดินไปอีกทาง เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเดินออกมาจากลิฟต์ก่อนตรงดิ่งไปยังห้องคอนโด มือหนาหยิบคีการ์ดแล้วกระชากประตูออก ก่อนเดินเข้าไปในห้องด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว นัยน์ตาคมตวัดเห็นหญิงสาวที่นอนดูทีวีเล่นอยู่แล้วแสยะยิ้ม

ว่าแล้วว่ายัยนี่ต้องอยู่ที่นี่

สิงห์คิด ขายาวรีบเดินเข้าไปแล้วกระชากเอวบางให้ลุกขึ้นมาจนอีกฝ่ายโวย

“ทำอะไรของนายยะ!!!” ลินินตวาดลั่นเมื่ออยู่ดีๆเธอก็โดนฉุดขึ้นมาจากโซฟา “เป็นบ้าหรือไง”

“เออบ้า!! จะบ้าตายอยู่แล้ว!!

“แล้วเอามาลงกับฉันเนี่ยนะ ประสาท!!” ร่างบางโวยกลับก่อนขยับตัวออกห่างแต่โดนแขนแกร่งดึงข้อมือให้มาอยู่ที่เดิม “อะไรของนาย!!

“เธอรู้ ?”

“รู้ ? ฉันจะรู้อะไร”

“เธอรู้ว่าธามกับเสือหมั้นกันใช่ไหม!!!

“หา ?” ใบหน้าด้วยหวานงงชนิดที่ว่าไม่ได้แสร้งทำ “หมั้นกัน อ้อ! ว่าแล้วเชียวทำไมเสือถึงกลับมาใส่แหวนวงนั้นอีกครั้ง” หญิงสาวพึมพำแล้วหันไปมองคนที่อารมณ์ฉุนเฉียว “แล้วยังไง ?”

“เธอรู้แต่เธอไม่บอกฉัน!!

“ฉันจะรู้อะไรไม่ทราบ ที่บอกให้ไปเข้าเฟสก็เพราะว่าเฟสของมหาลัยลงภาพเสือแล้วภาพนั้นเขาสวมแหวน ฉันก็แค่คิดว่าเขาคงขอให้หมั้นอีกครั้งแต่ไม่รู้แฮะว่าสิ่งที่คิดมันจะเป็นเรื่องจริง”

“แล้วแหวนของเธอไปอยู่กับธามได้ยังไง”

เจ้าของแหวนคนก่อนคือลินิน คู่หมั้นของเสือคือลินินและแหวนวงนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าทั้งสองคนนี้หมั้นกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนสิงห์ยังแน่ใจว่าถึงจะไม่รักกันแล้วแต่แหวนหมั้นยังคงอยู่ สถานะเดิมก็ยังคงอยู่ แล้ววันนี้แหวนมันไปอยู่กับธามได้ยังไง!!

“แหวนของฉัน ? นายจะบ้าเหรอสิงห์ ฉันหมดสิทธิเป็นเจ้าของแหวนไปตั้งนานแล้วไม่รู้หรือไง ฉันคืนเสือไปตั้งแต่วันที่มีอะไรกับนายแล้วด้วยซ้ำ” ใบหน้าสวยยิ้มแสยะ หมอนี่มันบ้าหรือไงกันนะที่จะให้เธอยังหมั้นกับเสือต่อทั้งๆที่ได้กับน้องชายไปแล้ว “เห็นฉันเป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่นางวันทองสองใจหรอกนะ”

“เธอแม่งเอ๊ย!!

สิงห์สบถด้วยอารมณ์ทั้งเศร้าทั้งโกรธทั้งเครียดปะปนกันไปหมด

“อะไรจะด่าฉันหรือไงก็บอกแล้ว” ร่างเพรียวนั่งลงบนโซฟาตัวเดิมก่อนประสานสายตาเข้ากับอีกฝ่ายอย่างท้าทาย “ฉันจะเป็นนางมารร้ายแค่ในชีวิตของนายเท่านั้นแหละ”

“ใช่! เธอเป็นและขอบอกไว้เลยว่า” ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนพ่นคำหยาบใส่หน้า

“วันนี้มึงทำกูได้เจ็บมาก”

ว่าจบร่างสูงก็เดินเข้าห้องก่อนปิดประตูเสียงดังปัง!! สิงห์ล้มตัวนอนลงบนเตียงกัดริมฝีปากจนมันห้อเลือด เพราะยัยนั่นเพราะยัยนั่นคนเดียวทำลายชีวิตเขาเกือบหมด เสือหมั้นกับธาม หมั้นกันแล้ว เรื่องที่ว่ายากยิ่งยากเข้าไปกันอีก เหมือนโดนทั้งพี่ทั้ง(อดีต)คู่หมั้นพี่ชายหักหลังไปพร้อมๆกัน อีกทั้งตัวแปรที่เป็นคนทำให้เขาเจ็บได้ขนาดนี้กลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย

นัยน์ตาสีฟ้าเข้มหลุบลงก่อนมือหนาจะหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง เลื่อนนิ้วหารายชื่อของคนล่าสุดแล้วกดโทรออก

(สวัสดีค่ะ) รอไม่นานน้ำเสียงหวานก็ดังขึ้น แต่สิงห์รู้ว่าตัวจริงของปลายสายน่ะไม่นิสัยหวานเหมือนเสียงหรอก เธอออกจะร้ายเพราะถ้าไม่ร้ายก็คงไม่มาเสนอแผนการที่เขาไม่คิดจะตกลงเมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะมันไม่เรียกได้ว่าจะทำให้สองคนผิดใจกันแต่เป็นการโจมตีฝ่ายธามเสียมากกว่า เป็นกลยุทธ์กดดันสภาพทางจิตใจให้เลิกกัน  (ว่ายังไงคะ)

แต่ในตอนนี้มันจำเป็นต้องทำทุกอย่างถ้าอยากได้เขามา

“ตกลง”

(คะ ? ว่ายังไงนะคะ)

          “ฉันตกลงแผนที่เธอบอกฉันตกลง”

          () ปลายสายเงียบไปสักครู่ (เหรอคะ)

          “

          (งั้นยินดีที่ได้ร่วมแผนการนะสิงห์)

          “อืม” เสียงทุ้มครางตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย แต่ในใจคิดเอาไว้ว่า

        ยินดีเช่นกัน อรพิษมันตา

 

นัยน์ตาคมจ้องผมด้วยความนิ่งงัน

          เสือเลียริมฝีปากแล้วถอนหายใจออกมา แม้เขาไม่บอกแต่ก็อาจจะรู้สึกโกรธผมอยู่ลึกๆล่ะมั้ง ก็คราวนี้ผมไปแบบยังไม่ได้รับอนุญาตเลยนี่หน่า มือหนาเสยเส้นผมที่ปรกหน้าขึ้นแล้วถาม “ทำไมถึงได้ไปเลี้ยงกับมัน

          “ก็ตอบแทนที่ช่วยเมื่อวานไม่มีอะไรมากหรอก

          “อืม”

          “    

          “

         

          “เฮ้อ!” ผมแอบกลืนน้ำลายอึกเมื่อเสือถอนหายใจมาสองรอบแล้ว “ตี้ตรงๆ”

          “

          “โกรธว่ะ”

          “” ผมหลุบตาลงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ก็น่าจะโกรธเพราะเสืออุตส่าห์ยอมไปซ้อมอย่างที่ผมขอให้เขาทำ แต่ผมกลับไปเลี้ยงข้าวคนที่เขาไม่ค่อยดีด้วยเท่าไหร่

          “แต่รักมากกว่า โกรธไม่ค่อยลง” ว่าแล้วก็ถอนหายใจอีกรอบและอีกรอบ จนที่สุดร่างสูงก็เดินเข้ามาประชิดตัวผมที่นั่งอยู่บนเตียงหลังจากเพิ่งไปอาบน้ำเตรียมตัวนอนแล้วเรียบร้อย “อภัยให้แต่ถ้าคราวหน้า

          “ไม่มีคราวหน้า” ผมชิงตัดประโยคก่อนเลยได้มือหนามาขยี้หัวแรงๆ

          “อืม แล้วงานสวมหน้ากากจะไปหรือเปล่า”

          “ไปสิอุตส่าห์หาคู่แล้วด้วย”

          ใครน้ำเสียงเข้มเล่นเอาผมสะดุ้ง คู่มึงคือใคร

          ธัญ! ธัญไงจำได้ไหม

          เสือขมวดคิ้ว “ปีหนึ่ง ?”

          “อือฮึ!คนนั้นแหละ”

          “

          “มีอะไรอีกไหม”

          “ไม่หรอก รีบนอนเถอะ” เสือว่าพร้อมผลักผมลงเตียงแล้วไปหยิบผ้านวมผืนหนามาห่มให้พร้อมจูบลงที่บริเวณหน้าผากและขมับสองสามที “รักนะตี้”

          “รักเหมือนกัน”

          หลับฝันดีนะเมีย

        ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้ผมยิ้มในใจก่อนจะฝันดีไปทั้งคืน

 
 
 
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น