แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 42

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 193

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2562 13:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 42
แบบอักษร

ความหวังลมๆแล้งๆเสมือนแสงตะเกียงอันริบหรี่ได้รับการเติมเต็มให้โชติช่วงชัชวาลด้วยข่าวด่วนที่คุณชายน้อยนำมาแจ้ง คุณนายมีสีหน้าท่าทางประหลาดใจสุดขีด เหล่ฟั้นดีใจจนเผลอยิ้มลิงโลด ส่วนป้าเซาซึ่งล้มป่วยตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องก็พลันกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันตา บ้านตระกูลหมั่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ทั้งหมดรีบบึ่งไปที่โรงพยาบาลเพื่อประจักษ์ข่าวดีนั้นแก่ตาตัวเอง

คนที่ยินดีที่สุดคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากไหว่เชิงซึ่งเกาะติดอาการของพ่อมาตลอด วันนี้เขายิ้มให้กับตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์ ใจคิดแต่เพียงว่าอีกไม่ช้าพ่อของเขาก็จะหายดีและกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงปกติได้ในอนาคตข้างหน้า เขาให้สัญญากับตัวเองว่าเมื่อวันนั้นที่รอคอยมาถึง เขาจะเชื่อฟังและจดจำทุกคำสอนของผู้เป็นพ่อให้มากกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมา ทั้งจะไม่ก่อเหตุอันใดที่ทำให้พ่อไม่สบายใจอีก 

ภาพคนทั้งสี่ครึ่งเดินครึ่งวิ่งบนชั้นผู้ป่วยฉุกเฉินแลละม้ายหนังเรื่องเดิมซึ่งถูกนำมาถ่ายทำใหม่โดยกำกับให้ดำเนินเรื่องด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป ในวันนั้นทุกคนล้วนอยู่ในอารามตระหนกและโศกเศร้า ไม่เหมือนกับวันนี้ที่ร่องรอยแห่งความปรีดาฉายชัดอยู่ในสีหน้าแววตาของคนกลุ่มเดิม 

หมั่น ไหว่เชิง ผ่อนความเร็วลงเมื่อลุมาถึงหน้าห้องที่คุณพ่อพักรักษาตัวอยู่ ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับคุณหมอเจ้าของไข้ที่ก้าวผ่านบานประตูนั้นมาด้วยกิริยาของคนที่ชอกช้ำประดุจนักกีฬาผู้เพิ่งพ่ายแพ้ในสังเวียนครั้งสำคัญ 

“คุณหมอครับ” ไหว่เชิงสบตาเขาด้วยสายตาที่วิงวอน “มีอะไรหรือครับ” 

ผู้สูงวัยรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งจุกอยู่ในลำคอ ยืนนิ่งเป็นเบื้อไม่ยอมตอบ มิไยที่ญาติคนเจ็บจะถามย้ำอีกหลายรอบ 

“เกิดเหตุอะไรกับสามีดิฉันรึเปล่าคะ” หยิงโถวถามแทรกขึ้น 

นายแพทย์ชำนาญการทอดถอนใจ ก่อนปรายตามองทุกคนที่ล้อมกายตนอยู่ด้วยความโศกสลดที่แม้แต่แว่นสีชาที่สวมใส่ก็ไม่อาจซ่อนเร้นแววตานั้นได้ 

“ท่านสมาชิกสภาถึงแก่อนิจกรรมแล้วครับ” 

คำตอบที่เปล่งเสียงออกมาอย่างกระท่อนกระแท่นดุจดั่งอสุนีบาตที่ฟาดลงกลางใจของคนทุกคนในที่แห่งนั้น ไหว่เชิงฟังอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง 

“ว่ายังไงนะคะ” คุณนายหมั่นอ้าปากตาค้าง ถามตะกุกตะกัก ระหว่างที่สาวใช้ที่ติดตามมาด้วยตั้งต้นร่ำไห้โฮอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ 

“ไม่” ลูกของคนเจ็บมีความรู้สึกราวกับดวงใจหลุดลอยออกจากร่าง เนื้อตัวสั่นสะท้านด้วยความสะเทือนใจที่แล่นปลาบเฉียบพลัน “ไม่จริง มันจะเป็นไปได้ยังไง เมื่อชั่วโมงที่แล้วคุณพ่อยังพูดกับผมอยู่เลย”    

“ชีพจรท่านต่ำมาก หมอพยายามยื้อชีวิตท่านอย่างสุดกำลังฝีมือแล้ว แต่ไม่สำเร็จครับ...” นายแพทย์วัยกลางคนน้ำตาซึมขณะบอกเล่าอย่างสำนึกผิด แต่ดูเหมือนไม่มีใครจะใส่ใจฟังอีกต่อไป เพราะความสนใจของทุกคนถูกยื้อแย่งไปโดยบุรุษพยาบาลที่เข็นเตียงคลุมด้วยผ้าขาวออกมา แล้วมุ่งหน้าสู่ห้องดับจิต 

 

ป้าเซากับเหล่ฟั้นไม่ได้ตามเข้าไปเพราะถือว่าไม่ใช่เครือญาติ ซึ่งก็อาจจะเป็นหนทางที่ดีแล้ว เนื่องจากแกรังแต่จะคร่ำครวญด้วยความอาลัยรักจนเป็นลมหมดสติ ต้องขอแรงพยาบาลมาช่วยพัดวี ส่วนคุณนายก็ง่วนอยู่กับธุระด้านเอกสารที่มากมายเป็นภูเขาเลากา เหล่ฟั้นจึงถือโอกาสนั้นลอบเข้าไปในห้องดับจิตเพื่อยลโฉมหน้าคุณท่านของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากลากันนิรันดร์กาล

สภาพศพของนายผู้ชายแม้จะยับเยินชวนให้บังเกิดความสยดสยองอย่างไร แต่เธอก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์มากกว่าหวาดกลัวอยู่ดี บางทีอาจเป็นด้วยเหตุนี้ เหล่ฟั้นจึงทนมองได้เป็นเวลานาน ขณะที่มือคว้าสร้อยประจำตัวขึ้นพร่ำคำภาวนา 

“ไปสู่สุคตินะเจ้าคะ คุณท่าน” เธอย่อเข่าลงประนมมือ “หนูจะไม่มีวันลืมพระคุณที่คุณท่านมีต่อหนูเลย”                  

เด็กสาวผู้เป็นหมุ่ยไจ๋รู้สึกสะท้านในอก เมื่อภาพจำเก่าๆกรอเข้ามาในมโนสำนึก เธอยังจำได้ดีเสมอว่าในวันที่คุณนายกับคุณชายน้อยยังรวมหัวกันกดขี่กลั่นแกล้งเธอราวกับหมูหมานั้น คุณท่านเป็นเจ้านายเพียงคนเดียวที่หยิบยื่นความยุติธรรมแก่เธอ โดยยึดเอาความถูกผิดเป็นที่ตั้ง ไม่เคยลำเอียงเข้าข้างลูกเมียของตัวเองแม้สักครั้งเดียว จนบ่อยไปที่ทั้งสองออกอาการแง่งอนใส่หัวหน้าครอบครัวด้วยเหตุฉะนี้ 

เหล่ฟั้นสะกดอารมณ์ไม่ให้น้ำตาเจิ่งนองหน้าไม่ได้ ยามนึกถึงเทศกาลไหว้บะจ่างเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ไหว่เชิงขัดขาเธอให้ล้มแล้วทำน้ำซุปหกใส่หน้าคุณนาย เป็นเหตุให้คุณนายโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ออกปากจะไล่เธอออกจากบ้านอยู่ลูกเดียว วันนั้นหากไม่ได้คุณท่านโดดเข้ามากางปีกป้องแล้วไซร้ เธออาจกลายเป็นเด็กหญิงอนาถาที่ต้องอาศัยพื้นที่ข้างถนนเป็นแหล่งซุกหัวนอน และชีวิตเธอในวันนี้จะเป็นเช่นไรบ้างแล้ว เธอก็คาดคะเนไม่ถูก 

หญิงรับใช้วัยรุ่นยกมือปิดหน้าอย่างจะกลั้นน้ำตาแห่งความอาลัยมิให้รินหลั่ง หัวใจพลันบังเกิดความสลดหดหู่ที่ไม่ทันมาดูใจเจ้านายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลบทางให้กลุ่มคนงานหามโลงจำปาซึ่งทำจากไม้ทาสีเชลแล็กเข้ามา 

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว ไหว่เชิงอยู่ในเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์แบบกวางตุ้ง สวมเสื้อกระสอบ พันแถบผ้าสีขาวรอบหัว อันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงสถานะลูกชายผู้วายชนม์เรียบร้อย แลดูเตรียมพร้อมสำหรับประกอบพิธีศพอันยืดเยื้อยาวนาน ตรงกันข้ามกับอาการเศร้าซึมที่เผาผลาญจิตใจอย่างรุนแรงจนไม่อาจลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

“พ่อของคุณชายพ้นทุกข์พ้นโศกแล้ว ปล่อยให้ท่านไปสบายเถิด” ซินแสที่ถูกทาบทามมาจัดการลำดับขั้นตอนพิธี ปลอบใจเขาด้วยถ้อยคำที่ตนไม่คุ้นปาก ธรรมดาแกชินแต่การเน้นย้ำให้ลูกหลานร้องไห้มากๆตามคติความเชื่อว่า ยิ่งร้องมากเท่าใดยิ่งแสดงความกตัญญูต่อผู้ตายมากเท่านั้น แต่กับกรณีของบุตรผู้ตายคนนี้ แกจำต้องห้ามไม่ให้เขาร้องมากไปกว่านี้ เพื่อจะได้ไม่เสียกระบวนพิธี 

คนสูญเสียพ่อยังทำใจไม่ได้ ตาช้ำแดงคู่นั้นเพ่งไปเบื้องหน้าที่ศพของผู้ให้ชีวิตตั้งอยู่อย่างเหม่อลอย น้ำตาแห้งเหือดเหมือนไม่มีเหลือให้ระบายได้อีก 

“คุณพ่อกลับมาได้ไหม...อย่าทิ้งผมไปอย่างนี้เลย” 

ซินแสมองดูอีกฝ่ายที่กำลังละเมอเพ้อหาอย่างเสียสติ แกผ่อนลมหายใจยาวด้วยสำนึกเวทนาต่อชะตากรรมของเด็กหนุ่มซึ่งต้องเสียพ่อไปตั้งแต่ยังเยาว์วัย ก่อนจะส่งอาหารมื้อกตัญญูซึ่งประกอบด้วยข้าวสวย เต้าหู้ และน้ำตาลทรายแดง ให้บุตรป้อนแก่บิดาผู้ล่วงลับ พิธีนี้เป็นเคล็ดว่าทดแทนบุญคุณที่บิดามารดาเคยป้อนข้าวป้อนน้ำตนเมื่อครั้งยังเด็ก ครั้นพวกท่านวายปราณแล้ว บุตรก็ต้องป้อนคืนเป็นการตอบแทน 

ไหว่เชิงรับถ้วยจากมือซินแส น้ำตาหยดเผาะลงในข้าวถ้วยนั้น 

คนในชุดกระสอบคีบข้าวกับเต้าหู้ที่ถูกหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำด้วยตะเกียบ มือที่สั่นระริกด้วยฤทธิ์ระทมจ่อเข้าใกล้ปากของพ่อ ทำทีเหมือนป้อนข้าว ความที่มือไม้สั่นจนควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้อาหารมื้อกตัญญูนั้นหกเรี่ยราด     

“พูดตามนี้นะ คุณชายหมั่น” ผู้เฒ่าสอนบทให้พูดตาม “พ่อเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ ลูกเลี้ยงดูพ่อจนแก่ชรา” 

“พ่อเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ ลูกเลี้ยงดูพ่อจนแก่ชรา” ไหว่เชิงพึมพำด้วยความทุกข์โทมนัสทันทีที่นึกได้ว่าตนยังไม่เคยสนองบุญคุณพ่อดังบทพูดนั้นเลย 

เด็กหนุ่มล้มตัวลงอย่างสิ้นเรี่ยวแรง มือปล่อยถ้วยอาหารหกกระจุยกระจาย น้ำตาล้นทะลักราวทำนบกั้นน้ำแตก แผดเสียงโหยไห้อย่างสิ้นอาย 

“ได้โปรดกลับมาเถอะครับคุณพ่อ!” 

 

พิธีศพของเซอร์ หมั่น ช่งจี จัดขึ้นในรูปแบบพิธีกรรมทางลัทธิเต๋าซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวกวางตุ้งทั่วไป ภายในอาคารจัดเลี้ยงของภาครัฐแห่งหนึ่งในเขตเหย่าจิมบนฝั่งเกาลูน ในงานเต็มไปด้วยพิธีรีตองอันละเอียดลออ เนื่องด้วยผู้ตายได้รับพระราชทานยศอัศวิน บุคคลสำคัญอย่างข้าหลวงและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายคนถึงได้เดินทางมาร่วมงานด้วยตัวเอง มีผู้แทนพระองค์นำพวงหรีดพระราชทานจากสมเด็จพระราชินีนาถมามอบให้ จึงเป็นภาพที่ดูแปลกตาเมื่อผู้ร่วมงานหลายคนเป็นคนผิวขาว แต่กลับมานั่งหน้าสลอนท่ามกลางคนจีนในงานศพแบบเต๋าที่นักพรตผู้ประกอบพิธีเคาะปลาไม้ ตีฉิ่ง รัวกรับประกอบการสวดมนต์ เป็นต้น

เหล่ฟั้นกับป้าเซาทำหน้าที่เผากระดาษเงินกระดาษทองในงาน สองหญิงรับใช้ต่างวัยยังคงหลั่งน้ำตาไม่เลิกราระหว่างที่มือโยนกระดาษที่พับแต่งเป็นข้าวของเงินทองนานาประเภทลงในกองไฟที่โหมแรง ครั้นถึงตาเผาหุ่นกระดาษรูปคนขับรถและสาวใช้ หัวใจของทั้งสองก็แล่นปลาบด้วยความห่วงหาอาทร ด้วยไม่รู้ว่าบรรดาหุ่นบริวารที่จะตามไปรับใช้คุณท่านในปรโลกพวกนั้น จะมีความภักดีต่อเจ้านายพวกตนเหมือนดังที่พวกตนมีให้ในโลกนี้หรือเปล่า 

ไหว่เชิงในชุดกระสอบนั่งคุกเข่าเยื้องกับแท่นบูชา พลางกวาดสายตามองแขกซึ่งดาหน้าเข้ามาเคารพศพด้วยสายตาเหม่อลอยเหมือนวิญญาณไม่อยู่กับร่าง  

“อาเชิง ทำใจดีๆไว้นะลูก” สตรีสวมชุดไว้ทุกข์สีดำที่นั่งเคียงข้าง กระซิบเตือนลูกในอุทรด้วยความเวทนาอาดูร 

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะแช่มช้า ก่อนเบือนหน้าจากแถวผู้คนซึ่งทอดขนานกับแนวพวงหรีดเสียยาวเหยียด “ป่านนี้คุณพ่อคงได้อยู่เป็นสุขพร้อมหน้ากับคุณปู่ คุณย่า คุณแม่ใหญ่ พี่ชายใหญ่ และญาติคนอื่นๆแล้ว คุณแม่คิดอย่างผมไหมครับ” 

ความรู้สึกบางอย่างแล่นริ้วเข้ามาในจิตใจ และหล่อนทำได้แค่พยักหน้าอย่างหมดปัญญาจะนึกโต้ตอบกับคำพูดของบุตรชาย 

เกาเฉ่งไม่พลาดโอกาสเดินทางมาล่ำลาผู้มีพระคุณเช่นกัน สารวัตรแห่งเขตว้านไจ๋ต่อแถวเคารพศพปะปนกับแขกทั่วไป เขาเก็บซ่อนความอาลัยทั้งหมดที่มีไว้ใต้ใบหน้าที่นิ่งขรึม คารวะอย่างสำรวมมารยาท ปักธูปที่กระถางหน้าป้ายวิญญาณ แล้วจึงหันหน้ามาโค้งคำนับกับเจ้าภาพสองแม่ลูกตามขนบประเพณี 

ไหว่เชิงน้อมตัวลงคำนับตอบด้วยความตื้นตัน ชั่วขณะหนึ่งที่เขากับนายพันตำรวจตรีประสานนัยน์ตากัน เขาก็แลเห็นวี่แววความโศกศัลย์ในดวงตาของอีกฝ่าย ซึ่งเกาเฉ่งเองก็เห็นอย่างเดียวกันในสีหน้าของไหว่เชิง 

 

เสร็จจากงานคืนนั้น ทุกคนในบ้านพากันหลับใหลเพื่อเอาแรงสำหรับเดินทางไปทำพิธีฝังศพในเช้าวันพรุ่ง คุณชายน้อยหลับเป็นตายทันทีที่กลับถึงห้อง ส่วนป้าเซาเหมือนจะขึ้นนอนหลังจากนั้นไม่นาน มีแต่คุณนายคนเดียวที่ยังตาสว่าง นั่งขมวดคิ้วมุ่นสูบบุหรี่กลางห้องนั่งเล่นเหมือนจะรอคอยใครสักคน พานให้เหล่ฟั้นไม่ได้นอนไปด้วย

นายฝรั่งผมทองที่เคยมาประจ๋อประแจ๋เคลียคลอกับคุณนายปรากฏตัวขึ้นหน้าบ้านในเวลาเกือบสองยาม...เหล่ฟั้นเห็นเขาป้วนเปี้ยนอยู่ในงานศพของคุณท่านพักหนึ่ง ชายคนนั้นถือวิสาสะเข้ามาในบ้านพร้อมกับข้ออ้างตื้นๆเหมือนครั้งก่อนว่าเรือข้ามฟากไปเกาะฮ่องกงหยุดให้บริการแล้ว ก่อนที่คุณนายจะบัญชาให้เธอจัดแจงห้องชั้นบนที่ยังว่างอยู่ให้เป็นที่ค้างแรมสำหรับเขา พร้อมทั้งสั่งย้ำว่าเมื่อไหร่ที่เสร็จหน้าที่แล้ว ให้เธอรีบกลับเข้าห้องไปนอนทันที ไม่ต้องรับบทบาทต้นห้องคอยบริการ 

หมุ่ยไจ๋รับคำสั่งโดยพลัน ความเกรงกลัวท่วมท้นจิตใจของเด็กสาว หากยังน้อยกว่าความสงสัยใคร่รู้ที่เธออยู่กับมันมาตลอดหลายปีมานี้ 

ผู้ใต้ปกครองรอให้นายหญิงและชู้รักของหล่อนลงกลอนประตูห้องเสร็จสรรพ แล้วค่อยดอดมาลอบฟังการสนทนาอย่างกล้าๆกลัวๆ หัวใจเธอเต้นพึ่บพั่บราวนกทั้งฝูงตีปีกยามแตกฮือขณะที่เธออิงหลังแนบหูกับประตูบานนั้น  

ในประดาความจริงอันโหดร้ายทั้งหมดที่เคยล่วงรู้มาชั่วชีวิตก่อนหน้านี้ หากจะมีสักเรื่องที่เธอเลือกลืมมันได้ เรื่องนั้นคงจะเป็นเรื่องแรกที่เธอขีดฆ่ามันไปจากความทรงจำ และเธอมักจะรู้สึกจิตหลอนเสมอเมื่อคิดถึงความลับดำมืดที่ได้รู้ในตอนนั้น... 

“คุณทำใจได้แล้วรึยังครับ” เสียงแขกยามวิกาลถามอย่างตรวจตราอาการ 

“ได้ตั้งนานแล้วล่ะค่ะ” ฝ่ายหญิงว่าด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย “ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ร้องขอให้คุณลงมือเก็บช่งจีตั้งแต่แรก” 

“คุณเป็นผู้หญิงที่ใจเด็ดเดี่ยวที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ” เขาชม 

“แล้วนี่มือปืนรับจ้างของคุณไปไหนหมดแล้วล่ะคะ” หล่อนเปลี่ยนเรื่อง “ได้ยินว่าพวกตำรวจล่าตัวมันแทบพลิกแผ่นดินหา ฉันกลัวคุณจะแย่เอานะ” 

“สบายใจได้ครับ ผมส่งมันลงเรือหนีไปกบดานที่สิงคโปร์แล้ว ไว้เมื่อไหร่ที่เรื่องซา ค่อยว่าจ้างมันกลับมาใหม่” 

บทสนทนาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายชายจะเริ่มประเด็นใหม่ 

“พูดก็พูดเถอะ ผมสงสารลูกชายคุณ เขาดูจะเป็นเอามากกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อของเขา ยิ่งถ้าเขารู้ว่าต้นตอของเรื่องคือแม่เขาเอง เขาจะเป็นยังไง” 

“คงถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องบอกความจริงให้คุณรู้ว่า อาเชิงไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของช่งจีอย่างที่คุณเข้าใจมาตลอด”  

“พูดเป็นเล่นน่า” ชายชู้เสียงแตกพร่า “ถ้างั้นพ่อเขาคือใคร” 

“ฉันเองก็ไม่รู้ เพราะฉันก็ไม่ใช่แม่ของเขาด้วย” คุณนายคายความลับด้วยความกระดากใจ “ฉันไปรับเขามาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าช่วงที่ช่งจีไปอังกฤษ สมัยสงครามลูกเล็กเด็กแดงเต็มเมืองคุณก็รู้ พ่อแม่เขาอาจถูกพวกไอ้ยุ่นฆ่าตายไปแล้ว ไม่ก็เป็นลูกหญิงเคราะห์ร้ายที่ถูกไอ้ยุ่นข่มขืนจนตั้งท้อง พอคลอดลูกออกมาก็ทนมองหน้าลูกไม่ได้ เลยเอาลูกไปทิ้งอย่างที่มีให้เห็นกันทั่วไป” 

“คุณทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร” คนฟังอดที่จะขัดจังหวะไม่ได้  

“ก็เพื่อตัวฉันไงล่ะคะ” แม่กำมะลอถอนสะอื้น “ฉันตกเป็นเบี้ยล่างนังเมียเอกของช่งจี ฉันไม่มีอะไรที่จะทัดเทียมกับผู้หญิงคนนั้นได้แม้แต่อย่างเดียว และวันหนึ่งฉันก็อาจจะถูกเฉดหัวทิ้งเหมือนเมียเล็กเมียน้อยคนก่อนๆของเขา เพราะงั้นการมีลูกจึงเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยค้ำยันสถานะของฉันในบ้านหลังนี้ได้...” 

สุ้มเสียงของคุณนายขาดหายเป็นห้วงๆ 

“...ตอนนั้นฉันแท้งลูกแต่ยังไม่มีใครรู้ ประจวบเหมาะกับพวกยุ่นยึดบ้านนี้พอดี ฉันเลยหนีไปอยู่บ้านเก่าหลายเดือน จนกระทั่งเขากลับจากเมืองแม่ ฉันจึงกลับมาที่นี่พร้อมกับทารกชายหน้าตาน่ารักที่ไปรับมาจากสถานสงเคราะห์ ช่งจีคิดว่าตัวเขาเองเป็นพ่อเด็กและเห่อลูกคนนี้มากโดยไม่ได้ระแคะระคายสักนิดว่าเด็กที่ฉันนำมาสวมรอยเป็นลูกนั้นมีอายุไม่ตรงกับอายุครรภ์ของฉัน” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น