Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 33 : ชีวิตของเรา

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 33 : ชีวิตของเรา

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2562 10:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 33 : ชีวิตของเรา
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 33 : ชีวิตของเรา 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ตลอดแปดปีผมติดอยู่ในกรงขัง 

 

คอยนึกถึงใบหน้าของคนที่พรากครอบครัวของผมไป นึกถึงวันที่พ่อแม่ถูกฆ่าตาย โดนโยนลงทะเลให้มัจจุราชร้ายนับสิบฉีกทึ้งร่าง ผมเฝ้าถามตัวเองเสมอว่าพวกท่านจะรู้สึกยังไง ที่แน่ๆ ก็คงจะเจ็บปวดมาก หากแต่หยาดใสโอบล้อมร่างไว้เลยเปล่งเสียงไม่ได้ ครั้งหนึ่งผมเองก็อยากให้ตัวเองตายไปแบบนั้น ทว่าเพราะสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้เลยจากไปไม่ได้ 

 

จนวันนึงที่ฆาตกรกลับเข้ามาในชีวิต ผมก็มอบบทเรียนแบบที่มันทำไว้กับพวกท่านไป 

 

หนึ่งนัดที่ยิงเข้ากลางหน้าผากคือสัญญาณการยุติความทุกข์ทรมาน 

 

ผมเจ็บเพราะผู้ชายคนนั้นมามาก มากจนผมไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะเจ็บปวดได้เท่านั้นอีกไหม แต่วินาทีที่ได้ยิงกระสุนไป ทะลุผ่านสมองแล้วร่างเขาหงายลงทะเลคือช่วงเวลาที่ผมเห็นแสงสว่าง โลกสีดำที่เต็มไปด้วยหนามอันแหลมคมกลายเป็นทุ่งหญ้ากับท้องฟ้าสีครามที่ผมได้จับมือคนที่ผมรักเอาไว้ 

 

กว่าจะมาถึงตรงนี้มันไม่ง่าย ผมอยากให้เซ็บรีบตาย เพราะยิ่งเขามีชีวิตอยู่นานเท่าไหร่ ผมก็จะยิ่งติดอยู่กับความเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น 

 

และผมก็ทนไม่ไหวแล้ว 

 

ผมไม่อยากทนเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นบนโลกใบนี้ 

 

ผมดีใจที่ในที่สุดมันก็จบสักที 

 

ผมเป็นอิสระแล้ว 

 

กึก ! 

 

ผมไล่สายตามองเอกสารของเซ็บที่กระจัดกระจายเต็มห้อง มันคือข้อมูลเมกาโลดอนที่เขาคงได้จากไฟล์ในคอมของผมไป มีบางส่วนสูญหายคาดว่าคงจะปลดล็อคไฟล์ที่ผมใส่รหัสไว้ไม่ได้ บางทีจอร์แดนกับแนชลีย์อาจจะช่วยผมไว้ 

 

ไม่งั้นพวกมันคงได้ข้อมูลที่เหลือไปนานแล้ว 

 

“อืม...” ผมขานรับในลำคอกับความคิด ปล่อยกระดาษเปื้อนเลือดพวกนั้นทิ้งอย่างไม่สนใจ ร่างของเอริคถูกย้ายไปไว้ในเรือที่โนเอลทิ้งไว้ให้ลำหนึ่ง มีโน้ตแปะไว้ว่าให้มาเจอกันที่โรงพยาบาล เขาคงพาจอร์แดนไปที่นั่น ผมเองก็ควรจะไปเช่นกัน 

 

ถึงเอริคจะรักษาไม่ทัน เราก็ควรพาเขาไปฝังให้สมกับฐานะตัวเอง 

 

ผมเดินทอดน่องกวาดตาดูศูนย์วิจัยที่พังไปเกือบครึ่ง ทั้งร่องรอยปืน มีระเบิดด้วยนิดหน่อย แล้วก็คมเขี้ยวของสองหนุ่มที่ฝากไว้ กว่าจะฟื้นตัวมาได้ก็คงหมดเงินไปไม่น้อย ไหนจะหาคนงานมาทำอีก มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ผมไม่อยากไปทุ่มทุนกับมัน 

 

ทันทีที่มีคนรู้ว่าศูนย์วิจัยลับตั้งอยู่กลางทะเล พวกเขาจะบุกมาที่นี่เพื่อค้นหาว่ามันถูกสร้างเพื่ออะไร หรือไม่ก็อาจจะมีคนมาฟื้นฟูสวมรอยใช้ที่นี่ทำเรื่องไม่ดีก็ได้ 

 

ถึงมันจะถูกทำลายไปบ้าง แต่มันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับทุกอย่าง 

 

ผมคงทนไม่ได้ถ้าเห็นที่ที่พ่อสร้างตกไปอยู่ในน้ำมือคนพวกนั้น 

 

ผมเลยเดินไปหยิบของของตัวเองออกมา และของของคนอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนใหญ่เป็นของสำคัญที่ไม่ได้เยอะอะไรมาก อย่างผมก็แค่รูปภาพครอบครัวเท่านั้น 

 

มันเป็นรูปสุดท้ายที่ผมเหลืออยู่ 

 

“คุณพร้อมแล้วนะ?” 

 

“ยิ่งกว่าพร้อมอีก” ผมยกยิ้มสบตากับดายที่มาช่วยถือของให้ “แล้วที่ผมให้ทำ เรียบร้อยไหม?” 

 

“ผมเกลียดน้ำมัน” แม้ใบหน้าจะนิ่งงัน ทว่าดวงตากลับฉายชัดถึงความไม่ชอบใจ เล่นเอาผมหัวเราะใส่ ลูบแก้มฉลามคนพี่ที่ได้รับภารกิจสุดท้ายจากผม “แต่แน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำแบบนี้ อีธานอาจจะอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่อไปก็ได้นะ” 

 

“อีดีเอสไม่ต่างจากเรือนจำ ดาย มีคนเลวมากมายต้องการประโยชน์จากมัน” 

 

“…” 

 

“อีกอย่างเราก็ไม่ต้องติดอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว เรามีบ้านให้กลับไป” 

 

“คุณเคยบอกว่าที่นี่คือบ้าน” 

 

“นั่นเพราะผมไม่รู้ว่าพวกคุณกลายร่างได้” 

 

“…” 

 

“ตอนนี้ไม่ว่าจะที่ไหน ทุกที่ที่เราอยู่ด้วยกันจะเป็นบ้านของผมหมด ทูนหัว” ผมตอบกลับเขาแสดงความโอนอ่อนที่อีกคนกดจูบลงบนหน้าผาก คำว่า ‘ทูนหัว’ ของดายกลายเป็นอะไรที่น่ารัก พอๆ กับคำว่า ‘ที่รัก’ ของดีแลนนั้นแหละ จริงๆ พอเรียกเขาคืนก็แอบจั๊กจี้เหมือนกัน “แล้วดีแลนไปไหน?” 

 

“เขากำลังคิดว่าเขาควรจะกินวาฬที่คุณเลี้ยงไว้ดีไหม” 

 

“ไม่นะ” ผมชะงักรีบส่ายหน้าพร้อมสาวเท้าไปหาฉลามคนน้อง ผมลืมไปเลยว่าลูกวาฬยังไม่ถูกปลดปล่อย หวังว่ามันคงไม่กลายเป็นอาหารของดีแลนไปซะก่อน รายนั้นเขาก็ชอบเหลือเกินวาฬกับโลมา รู้ว่ามันเป็นสัญชาตญาณ แต่ก็ใช่ว่าจะระงับไม่ได้นี่น่า 

 

ผมเดินผ่านบ่อฉลามที่ตอนนี้หายไปกันเกือบหมด พวกฉลามเล็กจะไม่อยู่ในที่ที่มีฉลามตัวใหญ่กว่า เพราะมันรู้ถึงความน่าเกรงขามที่ไม่อาจต่อกรได้ ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณที่มันมาร่วมปาร์ตี้ของเรา ดูท่าว่าพวกมันจะสนุกสนานกันน่าดู 

 

“ดีแลน!” 

 

“ผมเปล่าแอบกินมันนะ!” เจ้าตัวสะดุ้งรีบยกมือขึ้นเป็นโจรที่ถูกตำรวจจับ เล่นเอาผมถึงกับปั้นหน้าโหด ย่นคิ้วใส่คนที่มีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด “ผมแค่หาทาง...เปิดกรงมัน มันจะได้ออกทะเลไปไง” 

 

“ผมก็ยังไม่ได้พูดอะไรเลย คุณร้อนตัวเองนะ” ร่างสูงยิ้มแหยส่งผลให้ผมต้องเดินไปหยุดอยู่ด้านข้าง วาฬน้อยกำลังว่ายวนไปมา มันดูเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือไม่ก็รู้ติดแค่ทำอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นแค่วาฬ ผมหลุบตามองมันคิดหาทางว่าจะช่วยมันยังไงได้บ้าง 

 

ระบบไฟฟ้าถูกทำลายเลยเปิดกรงไม่ได้ ทางเดียวที่จะช่วยคือพังทางเดินไม่ก็ลงไปเปิดประตูฉุกเฉินด้านล่างที่ถูกใส่กลอนเอาไว้ ผมคิดว่าดีแลนน่าจะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ผมเลยหันไปมองหน้าเขา เลิกคิ้วใส่คนที่ทำตาระยิบระยับจับจ้องการเคลื่อนกายของลูกวาฬที่ส่งเสียงหวีดแหลมตามประสา 

 

“ลงไปเปิดกลอนด้านล่างหน่อยที่รัก เราต้องให้มันออกทะเลไป” 

 

“ให้มันเข้าท้องผมก็ได้ กว้างเหมือนกัน” 

 

“ดีแลน” 

 

“ก็ผมอยากกินนี่” ดีแลนพองลมในแก้มเป็นเด็กๆ “อีกอย่างปล่อยมันไป มันก็คงไม่รอดหรอก มันไม่ได้ถูกเลี้ยงข้างนอกตั้งแต่เกิด ถ้าว่ายออกไปมีหวังคงโดนฉลามตัวอื่นกินแน่” 

 

“นั่นก็อยู่ที่ว่ามันจะเอาตัวรอดยังไง” 

 

“…” 

 

“สิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนรู้จักวิธีเอาตัวรอดดีแลน อย่าตัดสินคนอื่นเพียงเพราะคุณมีอำนาจกว่า” ผมบอกเขาให้เข้าใจ ดีแลนอาจจะรู้จักตัวเองในฐานะนักล่ามากเกินไป แต่ทันทีที่เขาขึ้นฝั่ง เขาจะกลายเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น ก็ไม่ต่างจากวาฬตัวนี้ตอนออกสู่ทะเลหรอก 

 

ทุกคนก็ต้องลองผิดลองถูกกันทั้งนั้นแหละ 

 

“ยิ่งกว่านั้นระหว่างผมกับมันคุณอยากกินอะไรมากกว่าล่ะ?” 

 

“แน่นอนว่าคุณสิ” ตอบได้อย่างทันทีไม่มีคิด ผมเลยลูบหัวเขาแล้วยื่นใบหน้าไปกดจูบลงบนริมฝีปากร้อนผ่าว ดีแลนเลยกัดปากผมเบาๆ เป็นเชิงลงโทษที่หยั่งเชิงกัน “ผมจะกลับมาเอาคืนคุณแน่ที่รัก” 

 

“หลังจากที่เรากลับไปแล้วล่ะนะ” ผมพึมพำดันหลังเขาให้คืนร่างลงทะเลไป โบกมือลาเจ้าวาฬน้อยที่คงไม่ได้เจอกันอีกนาน หรือไม่ก็คงตลอดไป “มีความสุขให้มาก และมีชีวิตให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้นะเจ้าตัวเล็ก” 

 

“หวีดด” 

 

“ขอโทษที่อยู่ดูแลแกไม่ได้แล้ว” วาฬนั่นพ่นน้ำใส่ผมเล็กน้อยเป็นการตอบกลับ ผมระบายยิ้มให้มันจับราวกันไว้นิดหน่อยเนื่องจากดีแลนกระชากประตูด้านล่างค่อนข้างรุนแรง ทางเดินเลยสั่นไปหมด วาฬน้อยใช้เวลาในการร่ำลาผม สักพักผมก็เห็นมันดำลงน้ำไปก่อนจะไปปรากฏในทะเลนอกศูนย์วิจัย 

 

พร้อมกับที่ดีแลนคืนร่างเป็นคนมาเกาะทางเดินไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียดายที่ชวนเอ็นดู 

 

“ผมจะไปล่ามันตอนคุณหลับ” 

 

“งั้นผมคงต้องทำให้คุณเหนื่อยจนไปไหนไม่ได้” 

 

“อยากรู้จังว่าคุณจะทำยังไง” 

 

“คุณต้องรอลุ้นแล้วที่รัก” เขาหัวเราะดูเป็นดีแลนที่ผมรู้จัก ร่างกายผมถูกโอบรัดจากด้านหลัง เป็นดายที่เดินมาสมทบหลังจากเอาของไปเก็บที่เรือให้ ผมลูบแขนเขา มองดูพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลาลับ มันแสดงถึงช่วงเวลาเลวร้ายที่เตรียมบอกลากัน 

 

ในที่สุดมันก็จบลงสักที 

 

“คุณจะเสียใจไหมที่เราต้องย้ายออกไป” 

 

“ผมอาจจะแค่คิดถึงมัน” 

 

“เพราะเราอยู่ที่นี่มานาน มันเลยหวิวๆ หน่อยตอนที่รู้ว่าเราต้องย้ายไป” 

 

“แต่เราก็เคารพการตัดสินใจของคุณนะ” พี่น้องเสริมทัพกันไปมา ผมเลยพยักหน้าให้เป็นการตอบรับ “แล้วคุณเก็บของหมดหรือยัง มีเอกสารหรืออะไรที่ต้องเอาไปหรือเปล่า?” 

 

“ไม่มีหรอก ผมจะทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่” 

 

“รวมถึงปืนของพ่อคุณด้วยเหรอ?” ผมเอียงคอใส่เขาขณะเดียวกันดายก็หยิบปืนของพ่อมาส่งให้ มันคือปืนที่ผมปล่อยทิ้งทันทีหลังจากฆ่าเซ็บตาย “คุณอยากจะทิ้งมันไว้ที่นี่ไหมหรือว่าอยากจะเอาไปด้วยกัน?” 

 

“นั่นสินะ เอาไงดี” ผมพึมพำ รับปืนนั้นมาถือไว้ไล่สายตามองมันอย่างครุ่นคิด ใจจริงผมก็อยากเอากลับไปด้วย อีกส่วนก็อยากทิ้งไว้เพราะมันเปื้อนเลือดมามากมาย พลันไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเปิดช่องใส่กระสุนออก กวาดตามองดูว่าเหลือกระสุนอีกกี่นัดก่อนจะนิ่งงันเมื่อพบว่ามีอะไรบางอย่างถูกม้วนใส่ไว้ในช่องกระสุนนั้น “นี่อะไร?” 

 

“อะไรเหรอโซล?” 

 

“มีคนใส่จดหมายไว้” 

 

“หืม?” 

 

“จดหมาย...ของโอเว่น”  

 

ผมชะงักค้างทันทีที่หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่อ่าน ด้านบนเขียนว่าถึงผม ส่วนด้านล่างลงชื่อโอเว่นเอาไว้ ผมไม่รู้เลยว่าเขาเอามาใส่ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนที่ผมยิงเซ็บ ปืนก็ใช้ได้ปกติไม่มีท่าทีว่าจะติดขัดกระดาษชิ้นนี้เลยสักนิด 

 

ทำเอาผมเลียปาก รีบไล่สายตาอ่านข้อความที่เขาทิ้งไว้ให้ ตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นเพียงกลลวงที่เขาตั้งใจทิ้งไว้ กระทั่งอ่านเนื้อความทั้งหมดจบไป 

 

มันคือคำสารภาพผิด 

 

ถ้าคุณได้เห็นจดหมายฉบับนี้แปลว่าผมคงไม่รอดด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมเลือกที่จะใส่จดหมายนี่ไว้ในปืนเพราะจะได้ไม่มีใครสงสัย ผมทรยศคุณ ผมเลยพกปืนคุณไว้ตลอด และผมเสียใจที่ต้องบอกความจริงว่าผมคือคนที่ริชาร์ดส่งมาอยู่ตั้งแต่ต้น 

 

ประโยคนั้นทำให้ผมพ่นลมหายใจ ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าน่าจะเป็นเขา แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่าประโยคต่อมา 

 

 

เขาเป็น ‘พ่อบุญธรรม’ ของผมเอง 

 

“พระเจ้า” ผมอุทานความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้า “นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน?” 

 

ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าผมจะมาติดอยู่กับฉลามพวกนี้ แต่การได้อยู่กับคุณและทุกคนที่นี่ก็เริ่มทำให้ผมเปลี่ยนไป 

 

“โอเว่น....” 

 

ผมเสียใจที่ฆ่าสตีฟนะ แต่ถ้าเขายังอยู่ ริชาร์ดก็จะต้องฆ่าเขา ผมเลยเป็นคนยิงเองดีกว่า ผมอยากจะจัดการปัญหานี้ แล้วรับความผิดนี้ไว้เพียงลำพัง ผมขอโทษที่ช่วยเหลือคุณไม่ได้ แถมยังทำร้ายคุณอีก ถึงอย่างนั้นผมก็ยินดีที่จะรับความผิด 

และมันคงดีถ้าคุณเป็นคนฆ่าผมเอง 

จาก โอเว่น 

 

ผมเม้มปากแน่นทุกถ้อยคำเหมือนเห็นโอเว่นมาพูดอยู่ต่อหน้า นั่นคือสิ่งที่บอกว่าทำไมตอนนั้นที่เขายิงจอร์แดน ชั่วขณะนึงถึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ตอนที่ถูกผมยิงเขาก็ไม่ได้กรีดร้องอะไรมากมาย มีแค่ตอนที่ถูกดีแลนฆ่าตายที่ส่งเสียงความเจ็บปวดออกมา 

 

ที่น่าตกใจคือบรรทัดที่เขาบอกว่าริชาร์ดเป็น ‘พ่อบุญธรรม’ ของเขาต่างหาก ผมไม่ยักรู้ว่าอารับเลี้ยงใครด้วย ขนาดดีแลนหลานของเขา เขายังจะขายให้คนอื่นได้ แต่นี่กับโอเว่นทำไมถึงมอบโอกาสให้ บางทีมันอาจจะมีอะไรที่ลึกกว่านี้ที่ผมไม่รู้ก็ได้ 

 

เสียดายที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ เขาตายด้วยน้ำมือผมเช่นที่เขาปรารถนา 

 

มันทำให้ผมรู้สึกผิดเหมือนกันที่มารู้เรื่องนี้ทีหลัง ถึงอย่างนั้นมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเลือกที่จะอยู่ฝั่งพ่อบุญธรรมของเขาแทนที่จะเลือกความถูกต้อง แน่นอนว่าผมเคยบอกไปแล้วว่าจุดจบคนทรยศมันมีแค่ความตายเท่านั้น 

 

โอเว่นได้รับกรรมในสิ่งที่เขาทำไว้แล้ว 

 

“เขาว่าไงเหรอ?” ดีแลนถาม “เขาสารภาพอะไรกับคุณ?” 

 

“ก็แค่ขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น” 

 

“…” 

 

“แต่มันก็สายไปแล้ว” รอยยิ้มอ่อนล้าปรากฏบนใบหน้า ไม่ว่าจะอ่านเร็วหรืออ่านช้าก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าเขาหักหลัง “จดหมายของคนตายทำได้แค่ไขข้อข้องใจเท่านั้น ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเขาทำไปทำไม และเขาก็ได้รับผลของการกระทำไปแล้ว” 

 

“โซล” 

 

“ถึงเวลาจบเกมแล้ว” สายลมพัดผ่านเหมือนตอบรับกับคำพูด ผมหันไปพยักหน้าให้คนตัวสูง ดายเลยคืนร่างลงทะเลไปเช่นเดียวกับดีแลน ผมหันกลับมามองศูนย์วิจัย หัวใจวาบหวิวยามความทรงจำซ้อนทับ ผมหยิบไฟแช็คออกมาจุดไฟค้างพร้อมกับก้มอ่านจดหมายนั้นอีกครั้ง 

 

ผมอยากขอบคุณที่เขาเขียนมัน 

 

และขอโทษที่คงเอามันติดตัวไปไม่ได้ ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับความตาย ผมจะฝังไว้ที่นี่ สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเป็นบ้าน รวมถึงทุกสิ่งที่ผมใฝ่หา หากแต่นาทีนี้มันจะเป็นเพียงสถานที่ในอดีตที่ผมเคยย่างกายมา 

 

“ขอบคุณนะครับพ่อที่สร้างมันขึ้นมา” 

 

กึก 

 

“และขอโทษที่ดูแลมันต่อไปไม่ได้ ผมหวังว่าพ่อจะเข้าใจ เพราะผมตัดสินใจแล้ว” ผมพูดกับสายลมและคนในความคิด ก่อนจะจุดไฟกับกลายกระดาษรอมันจนเกือบไหม้หมดแล้วปล่อยลงน้ำมันที่ดายเป็นคนเทราดไว้ให้ ทันทีที่ไฟลงสู่หยาดข้น มันก็ลุกลามแผดเผาทุกที่จนเหมือนกับนรกสังหาร 

 

ผมขับเรืออกมาดูมันอยู่รอบนอก สัมผัสกับความรุ่มร้อนและความทรงจำที่เลือนราง ยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อพบว่าครอบครัวผมยืนอยู่ตรงนั้น ในกองไฟที่ผมมอบให้ ผมไม่เห็นความเสียใจ มีเพียงแค่การพยักหน้าเป็นเชิงว่าผมทำดีแล้ว 

 

และผมก็เชื่อมั่นในการกระทำ 

 

“ลาก่อนอีดีเอส ลาก่อน โซล อิลเดนสัน” 

 

“…” 

 

“ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่แล้ว”  

 

โนเอลวิ่งวุ่นกับการพาจอร์แดนไปโรงพยาบาล เขาเสียเลือดมากและเกือบจะไม่รอดอยู่หลายครั้ง ทว่าแนชลีย์ก็พยายามพูดให้เขาฮึดเอาไว้ เพราะโซลกำลังตามมา มันทำให้โนเอลเห็นถึงความเชื่อใจ รวมถึงความซื่อสัตย์ และก็ความเชื่อมั่นที่เชื่อในเจ้านายของเขา 

 

บอกตามตรงว่าโนเอลเองก็ค่อนข้างจะกลัวเหมือนกัน เขาไม่รู้เลยว่าพ่อของเขาจะเล่นตุกติกอะไรกับโซลบ้าง หวังเพียงให้ฉลามสองตัวนั้นจัดการให้ได้ จะว่าเขาเนรคุณก็ได้ที่อยากให้พ่อตาย แต่ผู้ชายคนนั้นไม่สมควรถูกใครเรียกว่าพ่อด้วยซ้ำ 

 

มีชีวิตอยู่เพื่ออำนาจ เป็นคนโรคจิตที่ชอบเด็กผู้ชายที่อ่อนกว่า โซลโชคร้ายที่ถูกพ่อเขาชอบใจขนาดนั้น ยิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าของสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการก็ยิ่งกลายเป็นเป้าหมายหลัก ทว่าก็ดูจะกล้าเกินกว่าที่เขาคิด คงเพราะมีฉลามหนุนหลังเลยกลัวไม่ได้ 

 

หรือไม่ก็คงโดนกระทำมามากยิ่งกว่าอะไร จึงไม่กลัวที่จะเสี่ยงตายแล้ว 

 

“คุณโซลจะเป็นไงบ้างนะ ฉันเป็นห่วงเขาจังเลย” 

 

“อะ...” 

 

“เราพอจะติดต่อเขาได้ไหมคะคุณโนเอล?” แนชีลีย์หันไปถามสีหน้าบ่งบอกเป็นอย่างดีว่าเธอกลัวระคนเป็นห่วงโซลมาขนาดไหน “ฉันอยากรู้ว่าคุณโซลเป็นยังไงบ้าง” 

 

“ผมคิดว่าเราคงต้องให้เขากลับมาเองนะครับแนชลีย์ เวลานี้มือถือคงไม่มีความหมาย ยิ่งอยู่กลางทะเลแบบนั้น ศูนย์วิจัยก็โดนทำลาย คงติดต่อกันลำบาก” คำพูดของโนเอลทำร่างบางกัดปากหนัก ตอนนี้พวกเขาอยู่ในหน้าห้องพักฟื้นของจอร์แดน ดีที่มาทันเจ้าตัวเลยปลอดภัยแล้ว แค่ต้องให้เวลาพักผ่อนสักหน่อยถึงจะกลับมาดีได้เหมือนเดิม “แต่ผมเชื่อว่าเขาต้องกลับมาได้แน่ เขาเก่งแล้วก็เข้มแข็งมากๆ” 

 

“ฉันรู้ค่ะ แต่พอเจอเหตุการณ์นั้นเข้า ฉันก็กลัวว่าคุณโซลจะ...คิดหนัก” 

 

“แนชลีย์” 

 

“คุณโซลแบกรับอะไรไว้เยอะมากเลยนะคะ ฉันไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยอีกต่อไปแล้ว” ร่างเล็กทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เธอจำได้ว่าตอนที่ได้เจอกับโซล มันมีความสุขมากแค่ไหน แต่พอต้องห่างกันอีกก็กลัวว่าจะได้รับอันตราย “ถ้าคุณโซลเป็นอะไรไป ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลยค่ะ” 

 

“อย่าคิดอย่างนั้นเลยครับ ผมเชื่อว่าเขาจะต้องปลอดภัย” 

 

“คุณโนเอล” 

 

“เขาสัญญากับพวกคุณแล้วไม่ใช่หรือไงว่าเขาจะกลับมา” คำปลอบขวัญทำแนชลีย์เม้มปากแน่น พยายามสะกดกลั้นน้ำตาไว้ เบอร์นาร์ดที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เลยเข้ามาโอบไหล่เป็นที่พักทางใจเนื่องจากเราเองก็เป็นห่วงโซลเหมือนกัน โนเอลก็ได้แต่ภาวนาขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยอย่างที่หวัง 

 

แล้วเหมือนสวรรค์จะเข้าข้างเมื่อวินาทีต่อมา ปลายเท้าของใครบางคนก็หยุดชะงักอยู่ไม่ไกล 

 

“ทำหน้าเศร้ากันทำไม?” 

 

“อ๊ะ!” 

 

“กลัวผมไม่รอดเหรอ ทุกคน?”  

 

เสียงนั้นรั้งทุกคนให้หันไปมองคนที่เดินมาหา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มพาให้ทุกคนเบิกตากว้างอย่างตกใจไปหมด โซลเลยเลิกคิ้วใส่เมื่อกี้เขาได้ยินเสียงแนชลีย์ตอนคุยกับโนเอลนิดหน่อยเลยได้รู้ถึงความห่วงใยที่มีให้ ซึ่งพอตั้งสติได้หญิงสาวก็เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นแล้ววิ่งไปกอดเจ้านายตัวเอง 

 

“คุณโซล!” 

 

“โว้ว” โซลอุทานถึงอย่างนั้นก็รับอ้อมกอดจากแนชลีย์ไว้ หัวเราะเล็กน้อยขณะที่กอดตอบลูบหลังคนที่ทำงานด้วยกันมานานเป็นการปลอบขวัญ “ใจเย็นๆ นะ ผมยังไม่ตาย” 

 

“เราเป็นห่วงคุณมากเลยรู้ไหมคะ ฉันใจไม่ดีเลยที่ไม่รู้จะติดต่อคุณยังไง” 

 

“ตอนนี้ผมไม่เป็นไร ผมปลอดภัยแล้วก็กลับมาหาพวกคุณตามสัญญา” โซลลูบหัวคนตัวเล็กก่อนจะหันไปกอดเบอร์นาร์ดที่น้ำตาซึมตอนเห็นเขา กลายเป็นภาพที่อบอุ่นมากสำหรับคนนอกอย่างโนเอลที่ยืนมองอยู่ เขากวาดตาหาว่าสองหนุ่มที่ควรจะอยู่กับโซลหายไปไหน 

 

มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ดายกับดีแลนจะปล่อยให้โซลมาที่นี่คนเดียว 

 

“มองหาสามีผมเหรอ โนเอล?” 

 

“อ๊ะ!” 

 

“พวกเขาไม่เข้ามาหรอก” ร่างเล็กเอ่ยบอก ยกยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงให้วางใจ “ผมให้เขาพาร่างของใครคนนึงไปฝัง ผมทำใจไม่ได้ถ้าจะต้องทิ้งเขาไว้ที่นั่น” 

 

“ใครกัน?” 

 

“แฟนเก่าของผมเอง” ดวงตาของโซลหม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงคนที่ตายไปแล้ว “เขาพยายามเอาคืนให้ แต่ผมไปช้าเลยช่วยเขาไว้ไม่ทัน” 

 

“หัวหน้า...หัวหน้าตายแล้วเหรอคะคุณโซล?” 

 

“คุณเอริคโดนทำร้ายเหรอครับ?” แนชลีย์กับเบอร์นาร์ดถามด้วยความตกใจ โซลเลยพยักหน้าเป็นคำตอบ ลมหายใจถูกพ่นออกทันทีที่ภาพเอริคลอยเข้ามาในหัว จนถึงตอนนี้ความอุ่นร้อนของลมหายใจสุดท้ายก็ยังติดตรึงอยู่ที่อกข้างซ้าย รวมถึงถ้อยคำบอกรักที่พูดเอาไว้ โซลยังคงจดจำไม่ได้ทอดทิ้งไว้ในเปลวเพลิงที่ตัวเองก่อไป 

 

เอริคมีค่าให้จดจำเอาไว้ แม้ว่าโซลจะไม่อยากเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม 

 

“ผมจะจัดงานให้เขาอย่างสมฐานะ พวกคุณไม่ต้องห่วงว่าผมจะทอดทิ้งเขานะ เอริคมีค่าให้ดูแลต่อให้จะจากไปแล้วก็ตาม” โซลบอกพวกเขา จับมือไว้แน่นเพื่อให้กำลังใจ “มันไม่ง่ายเลยที่จะทำใจ แต่เขาคงจะมีความสุขถ้าเรายังนึกถึงด้านที่ดีของเขาไว้” 

 

“คุณโซล...” 

 

“ส่วนเรื่องศูนย์วิจัยก็ค่อยว่ากันใหม่ ตอนนี้ทุกคนปลอดภัยและก็เป็นอิสระแล้ว” คำพูดของโซล อิลเดนสันตีความได้หลากหลายมากในช่วงเวลานี้ แต่สิ่งนึงที่ทุกคนเข้าใจดีคือโซลทำทุกทางเพื่อปลดปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระ การแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่าบัดนี้ภาระพวกนั้นก็ถูกทำลายออกไปหมดแล้ว “แล้วจอร์แดนเป็นไงบ้าง ทำไมไม่เข้าไปดูอาการของเขากัน?” 

 

“หมอบอกให้เขาพักฟื้นน่ะค่ะ แต่ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วและคงอยากเจอคุณโซลมาก” 

 

“ผมเองก็อยากเจอเขาเหมือนกัน แต่เอาไว้หลังจากที่หมออนุญาตแล้ว” ทุกคนพยักหน้าเป็นการตอบรับ ใจจริงโซลก็อยากจะเข้าไปหาเลยติดตรงที่ว่าเนื้อตัวเขาสกปรก คนที่ร่างกายอ่อนแออย่างจอร์แดนถ้าได้รับเชื้อโรคไปอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ โซลปลอบใจแนชลีย์กับเบอร์นาร์ด พยายามปลอบขวัญเท่าที่ทำได้ 

 

และพอทั้งสองคนทำใจได้เขาก็เดินมาลูบบ่าโนเอลที่เดินออกมาดูดาวตรงระเบียงไว้ 

 

“ผมเสียใจที่ไม่มีร่างของพ่อคุณให้พากลับมา” โนเอลยกยิ้ม เขารู้ดีว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้ จุดจบของคนนิสัยไม่ดี มีเพียงแค่เรื่องร้ายเท่านั้นที่เกิดขึ้น “คุณคงไม่อยากให้ผมเล่าหรอกใช่ไหมว่าเขาตายยังไง?” 

 

“ผมแค่อยากรู้ว่าก่อนเขาตาย เขาได้ฝากฝังอะไรไหม” 

 

“สิ่งสุดท้ายที่เขาพูดคือขอให้ผมอย่าฆ่าเขาตาย” 

 

“เขาไม่ได้พูดถึงผมหรือใครเลยสินะ” โซลพยักหน้า “หึ ก็สมเป็นเขาที่คิดถึงแต่ตัวเอง อุตส่าห์คิดว่าจะสงสารสักหน่อยถ้าพูดถึงผมหรืออะไรทำนองนั้น” 

 

“ไม่มีใครว่าหรอกนะที่คุณจะเสียใจเรื่องของเขา ยังไงเขาก็เป็นพ่อของคุณ” 

 

“และก็เป็นฆาตกร” ร่างบางชะงักต่างจากโนเอลที่หัวเราะนิดหน่อย สำหรับเขาความถูกต้องมาก่อนเสมอ ต่อให้จะเป็นครอบครัว ถ้าทำผิดก็ต้องได้รับผลกรรม “เขาทำกับคุณไว้เยอะ แล้วก็ทำไว้กับคนอื่นเช่นกัน นั่นคงเป็นบทสรุปที่เหมาะสมกับคนที่คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าของโลกใบนี้” 

 

“....” 

 

“แต่ก็ขอบคุณนะที่มาบอก ถือว่าเราหายกันแล้วนะ เพราะผมก็ช่วยคนของคุณแล้ว” โซลถอนหายใจใส่ ระบายยิ้มบางให้อย่างอ่อนโยนซึ่งหาได้ไม่บ่อยนัก “แล้วคุณจะเอายังไงหลังจากนี้ล่ะ กลับไปอยู่ศูนย์วิจัย เลี้ยงฉลามคุณต่อไปเหรอ?” 

 

“ผมเผามันทิ้งไปแล้วน่ะ” 

 

“หา!?” 

 

“กำลังคิดว่าจะมาเปิดกิจการเช่าเรือดีไหม คุณเองก็มีเส้นสายเยอะหนิทำไมไม่แนะนำให้ผมหน่อยล่ะ?” โนเอลอ้าปากค้างตกใจที่นอกจากคนตรงหน้าจะฆ่าพ่อเขาแล้ว ยังจะมาเปิดกิจการแข่งกับเขาอีก ผู้ชายที่ชื่อโซล อิลเดนสันนี่มันเกินกว่าที่เขาคิดจริงๆ “ดูหน้าคุณสิ ดูโง่ชะมัด” 

 

“นี่!” 

 

“ผมมีเงินพอที่จะซื้อทั้งหาด ไม่จำเป็นต้องมาเปิดกิจการแข่งกับคุณด้วยซ้ำ อีกอย่างผมเองก็มีหลายสิ่งที่อยากทำ คงไม่หางานทำเร็วๆ นี้หรอก” โซลตอบกลับ การได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของโนเอล มันทำให้โซลหลุดขำอย่างขบขัน ผิดกับคนโดนแกล้งที่ถอนหายใจยาว 

 

เขาเดาใจผู้ชายคนนี้ได้ที่ไหน ยิ่งมีฉลามเป็นเกราะคุ้มภัย อะไรๆ มันก็แลดูจะเกิดขึ้นได้จริงหมด 

 

“ผมอยากใช้ชีวิตคู่กับสามีของผมก่อน มันคงดีถ้าได้เรียนรู้กันจริงๆ” 

 

“แต่ดีแล้วเหรอที่เผาศูนย์วิจัยทิ้งน่ะ คนของคุณจะไปทำงานที่ไหน?” 

 

“ทันทีที่จอร์แดนออกจากโรงพยาบาลได้ ผมจะฝากงานให้พวกเขาทุกคนในที่ดีๆ ที่พวกเขาจะต้องขอบคุณผม” 

 

“บางทีเขาอาจจะอยากทำงานกับคุณต่อก็ได้นะ โซล” นั่นก็เป็นสิ่งที่คนตัวเล็กคิดไว้ เพราะอยู่ด้วยกันมานานเลยพอจะเดาใจใครหลายคนออก ถึงอย่างนั้นเขาก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่ทำงานกับใครอีก อยากมาใช้ชีวิตปกติกับฉลามที่ต้องศึกษากันอีกมาก “คุณน่าจะถามความเห็นเขา” 

 

“มันดีกว่าถ้าเราแยกทางกัน” 

 

“…” 

 

“ผมตัดสินใจไปแล้วโนเอล” เจ้าของชื่อพรูดลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย สุดท้ายก็ขัดใจอะไรคนของฉลามไม่ได้ “คุณเองก็เหมือนกัน หลังจากนี้จะเอายังไง อยากให้ผมฝากงานหรือว่าช่วยอะไรไหม บอกได้ทุกอย่าง” 

 

“ตอนนี้ผมคงพักไปก่อน เจอแต่ละเรื่องผมก็ตั้งรับไม่ทัน” 

 

“งั้นถ้าคุณอยากให้ผมช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน ผมยินดีทุกอย่าง” แกล้งโค้งหัวให้เหมือนพวกพ่อบ้าน โนเอลเลยส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูใส่ จริงๆ แล้วโซลไม่ใช่คนใจร้าย เขาอาจจะดูร้าย แต่ความจริงเป็นคนที่ดีและน่าให้ใจ ติดตรงที่มีฉลามเป็นคนรักไงเลยไม่น่าเข้าใกล้เท่าที่ควร 

 

ทว่ามันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ฉลามในร่างมนุษย์ก็นิสัยดีกว่าที่คิด โนเอลเหลือบตาไปมองโซลที่เดินไปหาสองหนุ่มที่เข้ามาหา ใบหน้าของดายและดีแลนเต็มไปด้วยความรักยามได้คุยกับคนตัวเล็กที่พูดเสียงหวาน โนเอลเท้าแขนหันหลังพิงกับราวกัน มองภาพของคู่รักสามคนที่ลงตัวยิ่งกว่าอะไร 

 

ครั้งหนึ่งเขาเคยปรารถนาที่จะมีความรักแบบนี้ เหนือทุกกฏเกณฑ์ที่โลกนี้บังคับใช้ เสียดายที่มันไม่ใช่เรื่องง่าย และโซลคือผู้โชคดี... 

 

“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะ โนเอล หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก” โซลพูดขึ้นตอนทำท่าจะเดินออกไปจากที่นี่ หันกลับมายิ้มสบเข้ากับนัยน์ตาสวยที่มองอยู่ “ขอให้คุณพบคนที่ดี หลังจากนี้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่านะ” 

 

“การได้ช่วยคนของฉลามก็เป็นอะไรที่คุ้มค่า” 

 

“งั้นผมขอจองตัวคุณมาเป็นพ่อทูนหัวลูกผมนะ” 

 

“อะไรนะ!?” 

 

“มันจะคุ้มค่า เชื่อผมสิ :) ” โซลทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินหนี เล่นเอาโนเอลอ้าปากค้าง จะโวยวายก็ไม่ได้ เนื่องจากดายกับดีแลนทิ้งสายตาขู่เอาไว้ ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมโซลถึงขอจองตัวให้เป็นพ่อทูนหัวทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ชาย หนำซ้ำยังท้องไม่ได้ ทว่าพอได้ยินก็รู้สึกว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป 

 

เปลี่ยนชนิดที่ว่าทำให้โนเอลทรุดฮวบลงไป แล้วบอกกับตัวเองว่า 

 

“แกพลาดแล้ว โนเอล โดนหมายหัวชัดๆ”  

 

LOADING 100 PER 

ชีวิตของเรา หนึ่งนัดปลดล็อคทุกความรู้สึก 

ตลอดเวลาต้องทนทุกข์ หนึ่งนัดกลางหน้าผากจบทุกปัญหา 

ไม่ใช่เพียงแก้แค้น ไม่ใช่เพียงเอาคืนให้ได้ แต่มันคือการยุติความเลวร้ายในหัวใจ 

ทนมานานแค่ไหน ก็ยิ่งอยากจบให้ไวที่สุด 

แต่อีกปริศนาหนึ่งที่ยังอยู่ จงจับตาดูความลับในปืน 

แล้วเตรียมอำลาทะเลกว้าง ฉลามจะย้ายขึ้นฝั่งแล้ว :) 

*ตอนหน้าจบแล้วนะคะ* 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น