แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 41

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 192

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2562 10:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 41
แบบอักษร

ตกเย็นนั้น บรรยากาศภายในโรงพยาบาลที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดของเกาะฮ่องกงดำเนินไปด้วยความโกลาหลและตึงเครียด แพทย์และพยาบาลแผนกฉุกเฉินเดินกันให้วุ่นทั้งแผนก แต่ละคนต่างไม่เป็นอันจะทำอะไรอย่างอื่น นอกเสียแต่ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตนอย่างเต็มศักยภาพ เนื่องด้วยมีผู้บาดเจ็บรายสำคัญต้องเร่งมือรักษา

ไหว่เชิงซอยเท้าถี่ๆมาตามทางเดินที่นำไปสู่ห้องผู้ป่วยพิเศษ โดยมีหยิงโถวซึ่งจมจ่อมอยู่ในอาการหวาดกังวลจนทำตัวไม่ถูกตั้งแต่ทราบข่าวจนถึงบัดนี้ กวดฝีเท้าตามมาติดๆ ทางด้านบริวารผู้ภักดีของตระกูลที่ติดตามมาด้วยนั้น ป้าเซาเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายจนเกือบจะหมดสติ เหล่ฟั้นจึงต้องรับภาระประคับประคองแกมาตลอดทาง 

เด็กหนุ่มบากหน้ามายังเคาน์เตอร์แผนกฉุกเฉิน ละล่ำละลักถามด้วยอากัปกิริยาที่เหมือนกำลังถูกไฟเผาไหม้ในอก  

“อาการของท่านสมาชิกสภาหมั่นเป็นยังไงบ้างครับ” 

"ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครคะ” พยาบาลผู้ประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ดังกล่าวย้อนถามเป็นทีปกปิดข้อมูลส่วนตัวของคนเจ็บ 

“ผมชื่อ หมั่น ไหว่เชิง เป็นลูกชายท่าน” เขาเร่งรัด “ได้โปรดรีบบอกมาเถอะครับ อาการคุณพ่อผมเป็นยังไงบ้างแล้ว”                

“ทางเรากำลังช่วยเหลืออยู่ค่ะ” นางพยาบาลตอบได้เพียงเท่านั้น “อาการของท่านยังน่าเป็นห่วงมาก ยังอนุญาตให้เข้าเยี่ยมไม่ได้นะคะ” 

“ไม่นะ คุณท่าน ไม่จริง” ป้าเซาสะอื้นฮักๆ ร้องไห้จนตาแดงช้ำอย่างไม่เชื่อว่าข่าวร้ายที่ได้ยินจะเป็นเรื่องจริง  

“อย่าร้องไห้เลยค่ะป้า” เหล่ฟั้นปลอบใจทั้งที่น้ำตาเอ่อริมขอบตาตัวเอง 

“แล้วคนขับรถของเราล่ะคะ” คุณนายถามไม่เต็มเสียง “แกเป็นยังไง” 

“ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ คุณผู้หญิง” พยาบาลพูดด้วยเสียงหม่นตรม “ตำรวจรายงานว่าคนขับรถเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ศพติดอยู่ในซากรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เวลานานกว่าจะงัดซากศพของเขาออกมาได้ ล่าสุดมีรายงานว่าทางญาติรับศพเขาไปประกอบพิธีตามศาสนาเรียบร้อยแล้ว” 

หมั่น ซน หยิงโถว กลอกตาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ขณะที่คนอื่นๆพากันร่ำไห้รำพันถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้าน เหตุร้ายที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนซึ่งไม่น่าจะมีผู้ใดรู้ล่วงหน้า หรือแม้แต่เคยนึกคิดว่าจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป 

 

ข่าวคนร้ายลอบยิงรถสมาชิกสภาบริหารจนเสียหลักพลัดตกเขาเป็นข่าวครึกโครมในฮ่องกงและดินแดนใกล้เคียงนานร่วมสัปดาห์ สื่อมวลชนทั้งวิทยุและหนังสือพิมพ์ประโคมข่าวนี้กันอย่างเอิกเกริก โดยมุ่งประเด็นสำคัญไปที่ประเภทอาวุธปืนที่ใช้ยิงและมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุของมือปืนจอมอุกอาจรายนั้น แต่ละสำนักคาดเดาไปต่างๆนานา บ้างรายงานว่าเป็นพวกหัวเอียงซ้ายจากแผ่นดินใหญ่ที่ไม่พอใจนักการเมืองฝ่ายขวาที่นิยมการปกครองของอังกฤษอย่างเขา บ้างว่าเป็นแก๊งไทรแอดที่เสียผลประโยชน์จากนโยบายที่เขายื่นร่างเสนอต่อสภา และบ้างก็ว่าเป็นพวกคู่แข่งทางการเมืองในเกาลูนที่ต้องการขจัดอิทธิพลของเขาออกไปให้พ้นทาง หากไม่มีใครเลยที่สามารถยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้แน่ชัด ไม่เว้นแม้แต่เหล่าบรรดาสันติบาลเอง  

ความเศร้าโศกเสียใจไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์สีข้าวโพดหรือปลายแหลมเกาลูนเท่านั้น หากยังแผ่ไพศาลไปสู่ผู้คนทั่วทุกหัวระแหงที่เคยได้รับน้ำใจอันงดงามจากเหยื่อลอบสังหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีตำรวจย่อยว้านไจ๋  

ตลอดช่วงระยะเวลาที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีของตระกูลหมั่น นายพันตำรวจตรีแซ่หวู่คอยสดับตรับฟังความคืบหน้าของทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิดแทบไม่ได้ลงมือดำเนินงานของตัวเอง ทั้งวันจะเฝ้าติดตามข่าวสารทางวิทยุหรือหนังสือพิมพ์รายวันอย่างเคร่งเครียด พร้อมกับตั้งความหวังว่าอดีตอาจารย์ของเขาจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววัน หรือไม่เช่นนั้นก็ขอให้คนร้ายที่ยังลอยนวลอยู่ถูกทางการจับกุมให้ไวที่สุด เพื่อส่งมอบความยุติธรรมคืนแก่อดีตอาจารย์ของเขา 

แต่ไม่ว่าจะกี่วันต่อกี่วันผ่านไป สิ่งที่เขาคาดหวังก็ไม่เคยได้รับรายงานทางวิทยุหรือหน้าหนังสือพิมพ์เลย...สารวัตรหวู่นึกโทษการทำงานอันยืดยาดของตำรวจนครบาลปอกฝู่หล่ำที่ปล่อยให้ฆาตกรเล็ดลอดไปได้ และนึกแค้นระคนเสียดายที่จุดเกิดเหตุอยู่นอกรัศมีท้องที่ปฏิบัติงานของเขา มิเช่นนั้นป่านนี้เขาคงลากคอไอ้ผู้ร้ายใจโฉดนั่นมายัดใส่ตะรางได้นานแล้ว 

“ตำรวจยังไม่สามารถระบุตัวผู้ร้ายได้”  

ประโยคนี้สารวัตรหวู่แว่วผ่านหูและอ่านผ่านตามาเป็นรอบที่สิบห้าแล้วเห็นจะได้ ซึ่งทุกรอบที่ได้ฟังได้อ่านก็ยิ่งจะทวีความโมโหโทโส จนบ่อยๆเข้าก็ชักจะเอียนจนเริ่มอยากฉีกกระดาษหนังสือพิมพ์และขว้างวิทยุให้พ้นตา 

เกาเฉ่งนั่งเท้าคางบนโต๊ะทำงานอย่างเซื่องซึม พลางนึกถึงบทสนทนาครั้งล่าสุดที่เขาได้พบกับอาจารย์หมั่นและมีปากเสียงกันในคราวนั้น 

“ผมเพียงแต่ห่วงใยอาจารย์ ไม่อยากให้อาจารย์ต้องรับผิด”  

“ครั้งนี้ฉันยกโทษให้เพราะเห็นแก่ว่าเธอทำตามหน้าที่และความสนิทสนมของเรา แต่ถ้าหากเธอยังดื้อด้านไล่ต้อนฉันไม่เลิกราล่ะก็ ครั้งต่อไปฉันไม่ยอมเธอแน่” สีหน้ำและน้ำเสียงดุดันของผู้อาวุโสพร่างขึ้นในจินตภาพ 

ผู้เป็นครูยืดอกอย่างหยิ่งผยอง “อ้อ แล้วเรื่องที่ว่าเป็นห่วงฉันน่ะ พูดก็พูดเถอะว่าฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาตำรวจอย่างเธอหรอก”  

“อาจารย์ประมาทเกินไป” เขากล่าวกับตัวเองในใจ “ไม่ต้องพูดไปถึงตำรวจเลย ลำพังแม้แต่เจ้าหน้าที่อารักขาสักคน อาจารย์ยังไม่ให้มาคุ้มครอง ท่านคิดแต่ว่าตัวเองคือราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องย่อแหยงเกรงกลัวผู้ใด เลยลืมนึกไปว่าบางครั้งในป่าใหญ่ก็มีอสรพิษตัวจ้อยที่มีพิษแรงถึงกับล้มราชสีห์ทั้งตัวได้อยู่ด้วย” 

รูปถ่ายสีขาวดำที่ซีดเซียวไปตามวัยวารถูกหยิบออกจากกระเป๋าเสื้อ 

“ฉันจะทำยังไงดีนะ อาเฮิ้ง” นายตำรวจรำพึงราวกับเชื่อว่านางในรูปถ่ายใบนั้นจะโต้ตอบกับเขาได้ “ฉันควรจะทำยังไงดี” 

เสียงเคาะประตูถี่กระชั้นแซมเข้ามาในห้วงคำนึง 

“สารวัตรครับ ขออนุญาตเข้าพบครับ” เป็นเสียงของอาหลก 

“อย่าเพิ่ง” เกาเฉ่งไม่นำพา “ฉันยังไม่สะดวกให้ใครเข้าพบ” 

ผู้บัญชาการโรงพักย่อยสะกดกลั้นน้ำตาที่ปริ่มอยู่ตรงหัวตา เงี่ยหูฟังข่าวจากวิทยุ ทิ้งให้สายสืบที่มาพร้อมกับเบาะแสใหม่ของคดีฆ่าอำพรางศพหญิงแก่นักค้ามนุษย์ในกองขยะ ยืนรอเก้ออยู่นอกห้องด้วยความผิดหวัง 

 

คู่ขนานไปกับการสืบหาตัวคนร้ายโดยเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อาการบาดเจ็บของช่งจีก็มีแต่จะทรงกับทรุด ห้องฉุกเฉินที่เขาพักรักษาตัวอยู่ไม่เคยร้างผู้หวังดีมากหน้าหลายตาที่ผลัดเปลี่ยนเวียนแวะกันมาเยี่ยม โดยทุกๆครั้งที่คุณหมออนุญาตให้เข้าเยี่ยม จะมีผู้คนแทบไม่ซ้ำหน้าเข้ามาดูอาการพร้อมกับข้าวของเยี่ยมไข้ติดมือคนละชิ้นสองชิ้น แต่ครั้นเอาเข้าจริงแล้ว คนเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตร เพื่อนร่วมงาน ตัวแทนองค์กรต่างๆ ลงไปถึงลูกน้องบริวาร ก็ดูเหมือนจะสักแต่ว่ามาให้มีชื่อว่ามาแล้วเท่านั้น หาได้ใส่ใจไยดีตัวเขาจากจิตใต้สำนึกดังเช่นไหว่เชิงที่นั่งติดขอบเตียงไม่ยอมไปไหน

นับจากวันที่เกิดเหตุ บุตรชายนักการเมืองเคราะห์ร้ายก็ไม่เคยมีกะใจจะเรียนหนังสืออีกเลย เขายื่นใบลากลับบ้านอย่างไม่มีกำหนด เทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลวันละหลายรอบ และพอไปถึงโรงพยาบาล ก็จะใช้เวลาอย่างต่ำสามถึงสี่ชั่วโมงแกร่วรอเวลาเยี่ยมรวมทั้งเฝ้าดูความคืบหน้าของบิดาซึ่งอยู่ในอาการโคม่าประหนึ่งนายแพทย์หรือบุรุษพยาบาลอีกคนหนึ่ง เป็นแพทย์ที่มิได้มีทักษะความรู้ในการผ่าตัดให้ยา แต่สามารถเยียวยาหัวใจคนเจ็บคนนี้ได้ดีกว่าใครที่ไหน 

สมาชิกสภาบริหารหมั่น ช่งจี ผู้เป็นพ่อในวันนี้ ช่างแตกต่างกันไกลจากตัวตนของเขาในวันวาน...เศรษฐี นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และบุคคลที่ใครๆพากันนับหน้าถือตาซึ่งร่ำลือกันว่าเพียงเอ่ยอ้างชื่อโจรผู้ร้ายก็ยอมสยบในอดีตนั้น ปัจจุบันขณะกลายเป็นเพียงคนเจ็บสาหัสที่ไม่อาจแม้จะกระดิกกระเดี้ยร่างกายตนเอง ได้แต่นอนแบ็บอยู่บนเตียงโดยอาศัยเครื่องช่วยหายใจเพื่อหล่อเลี้ยงชีพจรให้เดินต่อ หมดสิ้นโอกาสจะแสดงอานุภาพบารมีเฉกเช่นที่เคยเป็นมา 

เป็นอีกครั้งที่เขามาที่นี่แต่เพียงผู้เดียว เหตุเพราะมารดาปฏิเสธแทบจะในทันทีที่เขาชักชวนให้มาเป็นเพื่อน 

“จะไปทำไมนักหนา พ่อเขาไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก” หยิงโถวโพล่งขึ้น 

“ทำไมคุณแม่พูดไม่ให้กำลังใจคุณพ่อเลยล่ะครับ” ไหว่เชิงถามซึมๆ 

“แม่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ผู้ให้กำเนิดแก้เกี้ยว “แม่หมายถึงว่าอาการอย่างนี้ไม่ได้หายง่ายๆ ลูกเองก็มีชีวิตของลูก ควรจะใช้เวลาเพื่อตัวเองบ้าง อย่าได้เอาชีวิตของพ่อมาฉุดรั้งให้เวลาทั้งหมดของตัวเองพลอยสูญไปด้วยเลย” 

ไหว่เชิงผลักประตูเข้าไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความสับสน เขาแคลงใจเหลือเกินที่แม่ของเขาแลดูทำใจกับสิ่งที่เกิดกับพ่อได้ดีกว่าคนเป็นลูกอย่างตัวเขา ทั้งๆที่อยู่กินร่วมกันมานานเกือบยี่สิบปี ด้วยเวลาที่ครองรักเนิ่นนานถึงเพียงนี้ เขาไม่นึกมาก่อนว่าจะมีภรรยาคนไหนที่ใจแข็งถึงขั้นเสียน้ำตาแค่ครั้งสองครั้งเมื่อสามีประสบเรื่องร้ายถึงแก่ชีวิต เหมือนอย่างหญิงผู้ให้เลือดเนื้อและลมหายใจกับเขาเลย 

 

“คุณพ่อครับ ผมมาเยี่ยมคุณพ่อ” เสียงของเด็กหนุ่มสั่นเครือเมื่อเอ่ยประโยคนี้เหมือนกับที่ปฏิบัติทุกครั้งเมื่อย่างเหยียบเข้ามาในห้อง ทุกครั้งที่ไหว่เชิงพูดออกมา เขาไม่เคยอดที่จะถามตัวเองได้ว่าจะมีสักครั้งไหมที่พ่อของเขาได้ยินประโยคนี้

จริงอยู่ที่แต่ไหนแต่ไรมา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบิดาจะเต็มไปด้วยความห่างเหินเย็นชา ทว่าด้วยความเข้มข้นของสายเลือดที่ไหลเวียนในกาย ถึงอย่างไรสถานะความเป็นพ่อและลูกย่อมแฝงความผูกพันอยู่เร้นลึก ตัดขาดกันไม่ได้ 

ไหว่เชิงพานนึกไปถึงตัวเองสมัยยังเป็นเด็กตัวอ้วนผู้ทั้งซุกซนทั้งเอาแต่ใจ อันเป็นอุปนิสัยที่ถูกบ่มเพาะจากการพะเน้าพะนอจนเคยตัวโดยคุณแม่ คุณพ่อในความทรงจำของเขาเป็นคนดุราวกับพญาเสือ ฉุนเฉียวง่าย ชอบขึ้นเสียงและลงไม้ลงมือกับเขาทุกครั้งที่เขาทำผิดแม้เพียงเรื่องเล็กน้อยที่คนทั่วไปลงความเห็นว่าอะลุ้มอล่วยกันได้ หากไม่มีครั้งใดเลยที่คุณพ่อลดหย่อนผ่อนปรนโทษเหล่านั้น นอกจากนี้ยังชอบพร่ำสอนเรื่องคุณธรรมความดีที่ยากแก่การเข้าใจ ทำให้ความนิยมชมชอบของเขาโน้มเอนไปทางคุณแม่และคุณแม่ใหญ่ซึ่งใจดีกว่าไปโดยปริยาย แต่มาวันนี้เขาต้องการคุณพ่อคนนั้นกลับคืนมาเหลือเกิน ถึงจะต้องแลกมาด้วยลายไม้เรียวบนแผ่นหลังสักร้อยลาย หรือตากหน้าทนฟังคำสบถดุด่าสักหมื่นคำ เขาก็ยินดีทั้งนั้น ขอเพียงแค่คุณพ่อปลอดภัย อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้เขาไปนานๆ ทุกเงื่อนไขย่อมคุ้มค่าเสมอ 

เสียงเครื่องวัดชีพจรเคล้าเสียงผ่อนลมหายใจโดยอาศัยเครื่องช่วย บีบเร้าหัวอกคนเป็นลูกราวจะตอกย้ำให้หวนระลึกถึงความผิดบาปที่เคยกระทำต่อบุพการีแต่ก่อน เด็กหนุ่มเมียงมองบาดแผลปุปะทั่วเรือนกายของบิดาด้วยสีหน้าเสมือนจะเจ็บปวดกับรอยแผลเหล่านั้นเสียเอง ก่อนจะเลื่อนสายตาหลบไปอีกทางหนึ่ง และตั้งใจสดับเสียงลมหายใจรวยรินอย่างจะคิดหาทางบำบัดให้ผู้เป็นพ่อ 

“คุณเคยเชื่อเรื่องพลังแห่งศรัทธามั้ยคะ ไหว่เชิง” กังวานเสียงของสาวใช้วัยขบเผาะสะท้อนอยู่ในโสตประสาท “คุณสามารถศรัทธาในตัวคุณเองก็ยังได้ ขอเพียงแค่คุณมีมันแค่นั้น แม้แต่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดก็จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ในบั้นปลาย” 

เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาข้างเตียง ประสานมือเข้าหากัน และตั้งจิตอธิษฐานขอให้คุณพ่อรับรู้การมาถึงของเขาและพูดคุยกับเขาบ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าวิธีการนี้จะได้ผลหรือไม่ หากแต่ในสถานการณ์ที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ บางทีนี่อาจจะวิธีการที่ดีที่สุด เขาคิดอย่างนั้น 

บุตรชายลืมตาเมื่อได้ยินเสียงอือๆออๆมาจากเตียงของบิดา 

“คุณพ่อ” ไหว่เชิงถลาเข้าไปหาด้วยความรู้สึกตกใจระคนดีใจ 

“หยิงโถว...หยิงโถว...” หนุ่มใหญ่ครวญร้องอย่างโหยหา             

“ผมเองครับ ไหว่เชิง คุณแม่ไม่ได้มาด้วย” เขาลนลานบอก 

“อาเชิง” ช่งจีเรียกลูกเสียงอ้อแอ้ “ฮ่องกง...มหาวิทยาลัยฮ่องกง...” 

“คุณพ่อพูดถึงอะไรนะครับ” เด็กหนุ่มฟังไม่ชัด 

“เรียน...ไปเรียน...”  

“คุณพ่อต้องการให้ผมไปเรียนต่อที่นั่นใช่มั้ยครับ” ไหว่เชิงต่อให้ น้ำตาฉ่ำในดวงตา ก่อนที่พวกมันจะไหลพร่าพรายโดยไม่รู้ตัว 

คนเจ็บขยิบตาเป็นทีตอบตกลง ศีรษะซึ่งยับเยินด้วยแผลจากแรงกระแทกและเศษกระจกบาด ยกขึ้นทำท่าคล้ายกับมองหาใครสักคน 

“ดูแล...อาเซา...อาฟั้น...ให้ดีด้วย” บิดากระอึกกระอัก “ที่ไหน...คนอื่น...อยู่ที่ไหน...ไป...ตาม...มา...ให้...หมด...” 

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับคุณพ่อ ผมจะรีบบอกทุกคนว่าคุณพ่ออาการดีขึ้นแล้ว และจะเรียกพวกเขามาพบคุณพ่อที่นี่ครับ”  

สิ้นคำบอกด้วยหัวใจที่เบิกบานยินดีนั้น ทายาทสกุลหมั่นก็เผ่นพรวดไปแจ้ง ‘ข่าวดี’ กับสมาชิกทุกคนในบ้าน โดยมิได้ฉุกใจคิดแม้แต่น้อยว่านั่นอาจเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายที่ชายผู้ให้กำเนิดต้องการจะสื่อสารก่อนที่จะจากไปอย่างสงบ    

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น